อาหารญี่ปุ่น

โชจินเรียวริ (Shojin Ryori)

โชจินเรียวริ (Shojin Ryori) อาหาเจในวัดญี่ปุ่น ซึ่งในญี่ปุ่นนั้น การรับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติในแบบญี่ปุ่นเรียกว่า “ โชจินเรียวริ ” ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับอาหารเจสไตล์ญี่ปุ่นหรือโชจินเรียวริกัน เทศกาลกินเจ นั้นเป็นเทศกาลที่เราอาจจะมองว่าเป็นเทศกาลในเมืองจีน แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศจีนไม่ได้มีเทศกาลกินเจ หรือบางข้อมูลในเว็บลงข้อมูลเทศกาลกินเจในญี่ปุ่น แต่ที่จริงแล้ว มีคนญี่ปุ่นให้คำตอบว่าที่ญี่ปุ่นก็ไม่มีเทศกาลกินเจเช่นกัน ซึ่งนอกจากข้อมูลในไทยก็ไม่พบว่ามีการจัดเทศกาลกินเจกันเป็นสัปดาห์ ๆ นอกเหนือจากจะมีเทศกาลอาหารเจตามวัดต่าง ๆ แต่ละช่วง หลักการของ โชจินเรียวริ (Shojin Ryori) Shojin Ryori มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน โดยเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านพระโดเก็น ผู้ซึ่งก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซ็น และได้เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นพร้อม ๆ กับพุทธศาสนานิกายเซ็น ในศตวรรษที่ 13 ตามหลักพุทธศาสนานิกายเซ็นและมหายาน นั้นจะไม่ให้ฆ่าสัตว์และมาประกอบอาหาร ทำให้โชจินเรียวริปราศจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงพืชผักกลิ่นฉุน เช่น กระเทียมและหัวหอมด้วย โชจินเรียวริจึงมีความใกล้เคียงกับอาหารเจที่เรารู้จักกัน แต่จะเป็น Shojin Ryori ได้ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “กฎ 5 ข้อ” ในการประกอบอาหาร […]

อาหารญี่ปุ่น

โอมากาเสะ

โอมากาเสะ หลายคนคงสงสัย Omakaseคืออะไร ซึ่งก็คือการเสิร์ฟตามใจเชฟ หรือ เชฟจัดให้ นั่นเอง เพราะเชฟจะรู้ดีว่าวัตถุดิบช่วงนี้อะไรอร่อยมากที่สุด เช่น ปลาตัวเดียวกัน กินต่างฤดู รสชาติก็ต่างกัน การเลือกกินโอมากาเสะ ก็เหมือนการเลือกกินสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้กับอาหารที่ควรลิ้มลองและฮิตมากในตอนนี้ โอมากาเสะ คืออะไร Omakase คือ วิถีการกินแบบตามใจเชฟ หรือ Chef’s Table ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า Omakase นั่นหมายถึง ‘ตามใจเชฟ’ คือการรับประทานอาหารโดยที่เราไม่ได้เลือกเมนูเอง เชฟจะเป็นผู้คิดค้นเมนูและจัดหาวัตถุดิบชั้นเลิศมาให้เราได้ทานกัน โดยปกติแล้วเชฟจะยืนทำอาหารให้ดูต่อหน้า ในร้านอาหารแบบโอมากาเสะนั้นส่วนใหญ่จะต้องจองล่วงหน้า เพราะบางร้านคิวอาจจะเต็มข้ามเดือนหรือข้ามปีกันเลยทีเดียว ฉะนั้นหากใครที่มีโอกาสจะได้ไปเยือนโตเกียวและเป็นคอซูชิอยู่แล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ไปลองทานซูชิแบบโอมากาเสะดู เพราะที่โตเกียวมีร้านซูชิโอมากาเสะขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน รับรองว่าอร่อยฟินอย่างแน่นอน สำหรับรายชื่อร้านซูชิโอมากาเสะที่ไม่ควรพลาดนั้นมีร้านไหนบ้าง ไปดูกันได้เลย 6 ร้านดังโอมากาเสะในโตเกียว 1. Yoshitake มาประเดิมกันด้วยร้านซูชิโอมากาเสะอย่างร้าน Yoshitake ที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมิชลิน 3 ดาว ร้านตั้งอยู่ที่อาคาร Brown Place ชั้น 9 ภายในร้านมีเพียง 7 ที่นั่งเท่านั้น […]

Main

โมจิ (Mochi)

โมจิ (Mochi) เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นขนมโมจิบ่อยนักหากไม่ได้อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น โมจิเป็นขนมยอดฮิตในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่และยังมีเทศกาลการทำ Mochitsuki หรือทำโมจิเพื่อประกอบพิธีมงคลอีกด้วย มีรสชาติอร่อยแต่มาพร้อมความอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อ เรามาทำความรู้จักกับขนมชนิดนี้กันเถอะ ประวัติโมจิ (Mochi) เชื่อกันว่า ”โมจิ” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและแพร่หลายไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ในช่วงศตวรรษที่10 ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกขนมชนิดนี้ว่า ”โมจิ” ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆเหนี่ยวนุ่ม เนื่องจากทำมาจากข้าวญี่ปุ่นที่นำไปนึ่งแบบผ่านไอน้ำ จากนั้นนำมาตำจนเป็นก้อนแป้งเหนียวๆและนำมาแบ่งเป็นก้อนพอดีคำแล้วนำมากินกับน้ำตาลผสมกับแป้งถั่วเหลืองหรือโชยุผสมกับหัวไชเท้าบดละเอียด ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าโมจิเป็นขนมมงคลที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาและประเพณีที่สำคัญของญี่ปุ่นเท่านั้น จนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โมจิเริ่มเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นมากขึ้น เนื่องจากสามารถทำรับประทานเองที่บ้านได้ เพราะวัตถุดิบหาได้ง่ายและวิธีทำก็ไม่ยากอีกทั้งยังให้พลังงานสูงเพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นจึงทำให้คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานโมจิเพื่อให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ทำเป็นขนมได้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้ถูกปากมากขึ้น โดยจะมีการนำไปรับประทานคู่กับถั่วแดงบดแบบหวาน สอดไส้ผลไม้ ชาเขียว งาดำ ช็อคโกแลตหรือรสชาติต่างๆมากมาย มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ไดฟุกุ” มีความหมายว่า ”โชคดี” และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ขนมชนิดนี้ถือว่าเป็นขนมชื่อดังอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่า “ไดฟุกุ” หรือ “โมจิ” เป็นอาหารว่างหรือขนมยอดนิยมและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อีกทั้งยังเป็นของมงคลตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น หากใครอยากลิ้มลองรสชาติอันแสนอร่อยของ”โมจิ”นั้น ก็สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปได้โดยไม่ต้องไปหาซื้อไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ถ้าหากคุณอยากลองทำโมจิกินเอง คุณก็สามารถซื้อเครื่องทำโมจิและลองทำโมจิเองได้ด้วย วิธีการทำโมจิ ส่วนประกอบ ข้าวเหนียวญี่ปุ่น น้ำเปล่า ถั่วแดงกวน (สามารถหาซื้อได้ที่ร้านทั่วไป) แป้งมัน (เอาไว้ทำเป็นแป้งนวล […]

Main

เทศกาล ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล ฮานามิ (Hanami) หรือ เทศกาล “ดอกซากุระบาน” มีมายาวนานนับพันปีในประเทศญี่ปุ่น และมีการเฉลิมฉลองโดยทั่วกัน ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน เพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง เป็นเทศกาลที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการชมดอกซากุระที่ในหนึ่งปีดอกไม้ชนิดนี้จะออกดอกเพียงครั้งเดียว และช่วงเวลาที่ผลิบานเต็มที่นั้นก็เพียงแค่สัปดาห์ดอกก็จะร่วงโรยไป ซึ่งการผลิดอกของซากุระเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลินั่นเอง ประวัติความเป็นมา ฮานามิ (Hanami) เทศกาล “ฮานามิ” หรือ เทศกาล “ดอกซากุระบาน” มีมายาวนานนับพันปีในประเทศญี่ปุ่น และมีการเฉลิมฉลองโดยทั่วทั้งเทศกาล นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนเมษายนและเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง เทศกาลดังกล่าวเป็นเวลา แห่งการเฉลิมฉลองอย่างรื่นเริงใต้ต้นซากุระ ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือเป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรชีวิต ถือเป็นวัฒนธรรม ที่สืบทอดกันมาในครอบครัวและญาติมิตรจะมีกิจกรรมมาร่วมกัน เช่น การปิคนิค ร้องเพลงเต้นรำ อย่างสนุกสนาน เพื่อชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ จนกลายมาเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่น สถานที่ชมซากุระญี่ปุ่นปี 2019 การชมซากุระนั้นสามารถชมได้ทั่วญี่ปุ่น โดยซากุระจะบานโดยไล่จากภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศ ในแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทั้งสายพันธุ์ของต้นซากุระที่ดอกมีสีสันที่ต่างกันไป รวมไปถึงวัฒนธรรมในการเยี่ยมชมซากุระของคนในพื้นที่นั้น ๆ แม้กระทั่งอาหารและเครื่องดื่มในท้องถิ่นก็เปลี่ยนไปตามแต่ละพื้นที่ เรียกได้ว่าถ้าได้ไปจุดไหนในญี่ปุ่นก็จะได้รับความประทับใจอย่างแน่นอน สิ่งที่ต้องเตรียมไปเทศกาล ฮานามิ 1) สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการไปปิกนิกก็คือ เสื่อ หรือแผ่นปูพื้นพลาสติก หากไม่มีสามารถไปหาซื้อตามร้าน 100 […]

Main

พิธี ชงชา

วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ชงชา (ซะโด)ของญี่ปุ่น พิธี ชงชา (ซะโด,จะโด) คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่นั่งชมแต่สามารถลงมือทำกันได้อีกด้วย ในญี่ปุ่นมีหลายสถานที่ที่จะสามารถลองสัมผัสพิธีชงชาได้ แม้ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวก็ตาม ในบทความนี้จะมาอธิบายเกี่ยวกับพื้นฐาน พิธีชงชา(ซะโด) ที่ควรรู้จักหากได้มาญี่ปุ่น หากย้อนกลับไปสมัยนารา ได้กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเริ่มมีการนำชามาจากประเทศจีน ในช่วงสมัยคามาคุระ วัฒนธรรมการดื่มชาเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากพระนิกายเซนนามว่า Eisai ได้เขียนหนังสือชื่อ “Kissai Yojo-ki” ได้บอกประโยชน์จากการดื่มชา จึงทำให้เห็นประโยชน์ของชาที่เป็นยาอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นการดื่มชาก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมที่พิเศษมากยิ่งขึ้นในสมัยมุโรมะชิ ทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์และมีการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ “Shoin” อันเป็นจุดกำเนิดของเรือนชงชาที่เห็นกันในปัจจุบัน “Tatemae” นั้นถือเป็นขนบธรรมเนียมที่สำคัญในพิธีชงชา โดยมีรากฐานมากจากปรัชญาของเซน ในสมัยอะซึชิ-โมโมยะมะ ช่วงศตวรรษที่ 15 พระ Sen no Rikyuได้พัฒนาปรัชญาแห่งการชงชาจนกระทั่งกลายมาเป็น “wabi-cha” ที่แฝงศิลปะแห่งความเรียบง่ายในแบบของญี่ปุ่น ดังนั้น ซะโด คือ พิธีอย่างหนึ่งที่มีการจัดเตรียมชาและการดื่มชา โดยจะใช้ชาที่เป็นชาเขียว เป็นชาที่ดื่ม โดยจะมีผู้จัดเตรียมชงน้ำชาและ แขกที่เป็นผู้รับน้ำชา พิธีจะมีความสวยงามและเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างดี ทั้งหมดนี้ คือ เสน่ห์ของซะโด และหากมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันทำซะโดและดื่มชา จะเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ชะไค” มารยาทซะโด […]

Main

เเช่ออนเซ็น (Onsen)

วัฒนธรรมการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ควรรู้จักสัมผัสเมื่อเดินทางไปญี่ปุ่นแต่การจะลองก็จะต้องรู้จักวิธีการที่ทำให้ถูกต้องตามมารยาทและธรรมเนียม เพื่อที่จะได้รับความรู้สึกเหมือนได้แช่ออนเซ็นแบบต้นตำรับจริง ๆ  วิธีการแช่ออนเซ็นให้มีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดี บำบัดด้วยการแช่น้ำแร่ในญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ ออนเซ็นประกอบด้วยแร่ธาตุและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ผลที่ได้ก็แตกต่างเช่นเดียวกัน เราจะพาไปรู้จักกับการแช่ออนเซ็นนั้นคืออะไร มีระเบียบและวีธีการใช้ในสถานที่อย่างไร วิธีการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) ที่ควรรู้ คำว่า ออนเซ็น (Onsen) ที่เรารู้จักกันนั้น ที่จริงแล้วคือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมากกว่า 3,000 แห่งในญี่ปุ่น บ่อออนเซ็นในญี่ปุ่นมีสีและแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำร้อนมีความแตกต่างกัน และการลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อนเราจะต้องเปลือยกายทั้งหมด ญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ ทำให้มีบ่อน้ำร้อนตามธรรมชาติอยู่ทั่วไป และมีการใช้อย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ยุคโบราณ ย้อนไปตั้งแต่ช่วงท้ายศตวรรตที่ 7 (ราว 1,400 ปีก่อน) ตามกฏของ Onsen บ่อน้ำร้อนต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 25°C และมีแร่ธาตุต่าง ๆ ผสมอยู่ไม่ตำกว่า 19 ชนิด คุณสมบัติของการแช่ Onsen นอกจากจะช่วยอบอุ่นร่างกายในฤดูหนาวแล้ว ยังช่วยผ่อนคลาย ร่างกายหายเหนื่อยล้า บรรเทาความเครียด ซึ่งในน้ำยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่พร้อมทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยทั้งการบำรุงผิวพรรณและบรรเทาโรคเมื่อลงแช่อีกด้วย (ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุด้วย) ซึ่งแร่ธาตุต่าง ๆ และการแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็นจะให้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อร่างกายอีกด้วย […]

วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีแบบฉบับเฉพาะตัวในแบบของตัวเอง ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น หรือสิ่งที่คนไทยอย่างเราๆอาจจะมองว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่น่าซีเรียส แต่กับคนญี่ปุ่นแล้วถือได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกันมากเลยทีเดียวกับ ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น 4ประการ ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ 1.การให้ทิปไม่ใช่หนึ่งใน ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น การที่คุณไปใช้บริการกับสถานที่ไหนๆก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นในโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารทั่วไป หากคุณได้รับการบริการที่ดีก็ย่อมจะเป็นที่พอใจสำหรับตัวเราที่จะให้ทิปกับพนักงานผู้ให้บริการ เพื่อเป็นสินน้ำใจหรือเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่คนไทยทั่วไปส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้น เรื่องนี้อาจมองเพลินๆแล้วไม่มีอะไร แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นการให้ทิปถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการบริการนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในงานบริการทุกประเภท  และยังถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจและขนบธรรมเนียมตามแบบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นถึงความมีมารยาทและการให้เกียรติกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ให้บริการ หรือ ฝ่ายถูกบริการเองก็ตาม อีกทั้งพนักงานบริการส่วนมากจะได้รับการดูแลจากทางร้านค้าๆต่างเหล่านี้อยู่แล้ว  ดังนั้นแล้วคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงคิดว่าเมื่อได้รับค่าจ้างมาแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาทิปอะไรเพิ่มอีกเพราะพวกเขาได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอแล้วนั่นเอง 2.การกล่าวคำทักทายกันถือเป็นมารยาททางสังคม คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการกล่าวคำทักทายเป็นอย่างมาก เพราะการกล่าวคำทักทายสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วไม่ใช่เพียงแค่เป็นการทักทายกันธรรมดาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือได้ว่าเป็นมารยาททางสังคมขั้นพื้นฐานที่คนญี่ปุ่นทั่วไปพึงมีเลยทีเดียว เพราะประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้คนมีมารยาทและความเป็นระเบียบกันมากที่สุดในโลกในแถบภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เวลาเจอคนญี่ปุ่นก็คือ การกล่าวทักทายกันอย่างสุภาพ 3.คนญี่ปุ่นจะทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันไม่ตกสำหรับการทำงานในแบบของชาวญี่ปุ่น ซึ่งหากผู้อ่านยังไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงต้องทำงานหนักกันขนาดนี้ผู้เขียนก็ขอเกริ่นเอาไว้ก่อนเลยว่าคนญี่ปุ่นในยุคนี้จะมีแนวคิดในเรื่องการเงินที่ชัดเจน เพราะในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้มหาศาลก้อนโตจากการแพ้สงคราม และเพื่อเป็นการกู้คืนศักดิ์ศรีให้ประเทศชาติของตนเอง จากความพยามยามต่าง ๆเหล่านี้ทำให้คนภายในประเทศต้องต่อสู้และดิ้นรนทำงานกันแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมา บวกกับหลังจากสิ้นสุดช่วงยุคสงครามโลกมาได้ไม่นานภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศก็อยู่ในช่วงฝืดเคือง จึงทำให้คนญี่ปุ่นทำงานกันหนักมากขึ้น ฉะนั้นแล้วหากคุณมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นก็อย่าลืมความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยละ 4.ความตรงต่อเวลาถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในด้าน ความเป็นระเบียบร้อย,ความมีมารยาท และความพิถีพิถันเอาใจใส่แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดจากทั้งหมดที่กล่าวมาเลยก็คือเรื่องของเวลา เพราะคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องการตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า เป็นทั้งมารยาทการให้เกรียติและความรับผิดชอบเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในญี่ปุ่นคุณจะสามารถสังเกตุเห็นได้ในทุก ๆ ที่ในญี่ปุ่นไม่ว่าคุณจะขึ้นรถเมล์ นัดคุยงาน […]

วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ต้นกำเนิดของซูชิ

ต้นกำเนิดของซูชิ หลายๆคนคงอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าซูชินั้นมีที่มาจากประเทศแถวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้อย่างประเทศไทยและลาว แต่ก็ยังมีอีกหลายๆคนที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ต้นกำเนิดของซูชิ นั้นมีความเป็นมาอย่างไร และในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักเกี่ยวกับซูชิอาหารประจำชาติของชาวญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกต่างรู้จักกันว่ามันมีที่มาและที่ไปอย่างไรบ้าง จุดเริ่มต้น และ ต้นกำเนิดของซูชิ สมัยก่อนข้าวและปลาถือเป็นอาหารจานหลักโดยทั่วไปของคนญี่ปุ่นในยุคโบราณ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวและการจับปลาตามแม่น้ำและในนาข้าวมาทำเป็นอาหาร ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเราคงทราบกันดีว่าการจะเก็บรักษาความสดใหม่ของอาหารเอาไว้นั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะในสมัยก่อนนั้นไม่มีทั้งตู้เย็นหรือเครื่องทำความเย็นเพื่อรักษาความสดใหม่ของปลาให้อยู่ได้นานๆเหมือนอย่างในสมัยนี้ อีกทั้งปัญหาทางด้านภูมิศาสตร์เกี่ยวกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้เกิดสภาวะแห้งแล้งและฝนตกหนัก ทำให้ไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลามารับประทานกันได้ตลอดทั้งปี และเหตุนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ ซูชิ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 700 โดยประมาณ โดยได้รับอิทธิพลมากจากอาหารหมักอย่าง “ปลาร้า” หรือ “ปลาส้ม” ที่ทำกันในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ทางฝั่งแม่น้ำโขงอย่างลาวและไทย รวมถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยการทำ ซูชิ นั้นก็คือกระบวนการหมักชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการนำข้าวที่มีมาหมักกับปลาและเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งในกระบวนการทำซูชินั้นจะทำให้สารที่มีชื่อว่า แลกติก หรือแอซิดแบคทีเรียตามธรรมชาติในข้าวเจริญเติบโตและทำปฏิกิริยากับแป้งข้าวเปลี่ยนให้เป็นกรดแลกติก ซึ่งเจ้าแบททีเรียตัวนี้จะช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยของเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ได้ (คล้ายๆกับการทำนมเปรี้ยว) ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวญี่ปุ่นในยุคโบราณอย่างแท้จริง และจุดประสงค์หลักๆในการทำซูชิขึ้นมานั้นก็เพื่อ เก็บรักษาและถนอมอาหาร ทำให้อาหารเป็นขนาดพอดีคำและสามารถพกพาไปเพื่อใช้เป็นเสบียงในการเดินทางได้อีกด้วย ประเภทของซูชิ ถึงคนส่วนใหญ่จะนิยมเรียกกันว่าซูชิแต่จริงๆแล้วซูชิไม่ได้มีแค่เเบบเดียวเท่านั้นแต่สามารถแบ่งออกได้ถึง 5 ประเภทดังนี้ 1. นิกิริซูชิ (Nigiri Sushi) หรือซูชิที่พบได้บ่อยในโรงแรมหรือภัตตาคารมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปทรงวงรี แล้ววางด้วยเนื้อปลาดิบ เนื้อวัว เนื้อหมึก หรือของคาวอื่น ๆ […]