โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ
โอโคโนมิยากิ
โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ เป็นแพนเค้กที่มีรสชาติเผ็ดของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีมีส่วนผสมที่หลากหลายบนตัวแป้งข้าวสาลีที่ทำจากแป้ง มันคือขนมตัวอย่างของ konamon ( แป้งเบสอาหารญี่ปุ่น ) ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า okonomi ซึ่งมีความหมายว่า “คุณชอบอะไร” หรือ “สิ่งที่คุณชอบ” และ yaki หมายถึง “การปรุง”

Okonomiyaki ส่วนใหญ่นั้นจะมาจากคันไซ หรือฮิโรชิม่า ท็อปปิ้งที่ใส่ใน อาหาร นี้นั้นจะมีหลากหลาย แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละภูมิภาค ซึ่งในโตเกียวนั้นมี okonomiyaki ที่เรียกว่า มงจายากิ

ส่วนผสม โอโคโนมิยากิ

  • แป้ง 100 กรัม (แป้งธรรมดา + ผงฟู)
  • น้ำ 150 มิลลิลิตร
  • ยากิโซบะ 200 กรัม (บะหมี่ข้าวสาลีหรือไข่)
  • ซอสยากิโซบะ (หรือซอสเวอร์ซ)
  • กะหล่ำปลีหั่นฝอยหนึ่งถ้วย
  • ไข่ 2 ฟอง
  • เนื้อสัตว์ / อาหารทะเล / ผักอื่น ๆ
  • น้ำมันพืชเพื่อผัดซอสและเครื่องปรุง

วิธีการ และขั้นตอนการทำ

  1. ผสมแป้งและน้ำให้เข้ากัน จากนั้นลงแป้งบนกระทะอุ่นเพื่อทำแพนเค้กบาง ๆ ปรุงอาหารเพียง 1-2 นาทีด้วยไฟที่อ่อน หรือปานกลาง
  2. วางไส้ที่ต้องการลงบนแป้งแค่ครึ่งเดียว (ยกเว้น yakisoba) ที่ต้องวางด้านบนของแพนเค้ก
  3. เทส่วนผสมอีกหนึ่งครั้งลงบนส่วนผสม
  4. เทส่วนผสมแป้งลงไปบนท็อปปิ้งในกระทะ (ทำแพนเค้กขนาดใหญ่หนึ่งชิ้นหรือชิ้นเล็ก ๆ สองชิ้น)
  5. ผัดบะหมี่ยากิโซบะกับซอสยากิโซบะ
  6. พลิกแพนเค้กอีกด้านหนึ่ง
  7. วาง Okonomiyaki บนบะหมี่ยากิโซบะแล้วดันให้แน่น
  8. ทอดไข่ด้านหนึ่งแล้วใส่ Okonomiyaki ลงไปด้านบน ด้านบนมีซอสและไข่ วาง Okonomiyaki บนจานโดยให้ไข่หงายขึ้น
  9. ทำเค้กอีกแบบในลักษณะเดียวกันและแต่งหน้าเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

Okonomiyaki เป็นจุดตัดระหว่างแพนเค้กและพิซซ่า “Okonomi” หมายถึง“ ตามที่คุณต้องการ” จานนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเพราะมันถูกเตรียมในรูปแบบที่แตกต่างกันในส่วนต่าง ๆ ของญี่ปุ่น นี่คือหนึ่งในรูปแบบที่นิยมมากที่สุด

o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o

ผู้สนับสนุน ufabet

o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o

Dorayaki

Dorayaki
Dorayaki

Dorayaki หรือ โดรายากิ เป็นขนมหวานของประเทศญี่ปุ่น โดยรูปแบบของขนมนี้นั้นจะมีลักษณะที่เป็นแป้งแพนเค้ก จำนวน 2 แผ่น ที่นำมาประกบกันและมีไส้อยู่ตรงกลางที่เป็นไส้ถั่วแดงกวนนั่นเอง

ซึ่งในส่วนใหญ่และในตำนานนั้นแป้งโดรายากิจะทำมาจากแป้งสาลีที่ผสมกับเนย และนมสด จากนั้นนำแป้งที่ผสมกันไว้นำมาทอดให้เป็นแผ่นวงกลมเหมือนแพนเค้ก จากนั้นเมื่อทอดพอใกล้ที่จะสุกแล้วจนมีสีเหลืองก็จะนำ 2 แผ่นมาประกบเข้าด้วยกัน โดยก่อนที่จะประกบกันนั้นจะสอดไส้ถั่วแดงกวนน้ำเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติ หรือ TEXTURE ของขนมอีกด้วย

แต่เดิมนั้นโดรายากิจะมีเพียงแค่ชั้นเดียวเท่านั้น แต่ในส่วนที่เห็นกันในปัจจุบันพึ่งเริ่มทำขึ้นมาใหม่เมื่อปี ค.ศ.1914 หรือในปี พ.ศ. 2457 เพียงเท่านั้น

ขนม Dorayaki ของวัฒนธรรมร่วมสมัยในญี่ปุ่น

โดรายากินั้น ได้เป็นที่รู้จักและเห็นกันบ่อย ๆ ในตัวละครที่ชอบทาน ในการ์ตุนมังงะหรืออนิเมะที่มีชื่อเรื่องว่า โดราเอมอน ซึ่งตัวละครโดราเอมอนนั้นชอบกินโดรายากิเอามาก ๆ และในการ์ตูนนั้นก็มักจะมีฉากที่โดราเอมอนรับประทานอยู่บ่อย ๆ จนทำให้ขนมโดรายากิเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนประกอบโดรายากิ

  • แป้งเค้ก 130 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • ผงฟู ½ ช้อนชา
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันสำหรับทอด
  • ถั่วแดงกวน
  • นมสด
  • น้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร

ขั้นตอนการทำ

  1. นำไข่ 2 ฟอง ตีกับน้ำตาลจนฟู
  2. ใส่น้ำผึ้ง น้ำ ตามด้วยแป้งเค้ก ตีต่อจนเข้ากัน แป้งที่ตีจะค่อนข้างข้น จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็น 15 นาที ต่อมานำน้ำเปล่าเติมใส่แป้ง 1 ช้อนโต๊ะแล้วคน ๆ
  3. ตั้งกระทะพอร้อน ทาน้ำมันเล็กน้อยให้ทั่ว จากนั้นเช็ดด้วยกระดาษซับมัน
  4. ลงแป้งในกระทะ 3-4 ช้อนโต๊ะต่อ 1 แผ่น พอแป้งเริ่มร้อนและเดือดเป็นฟองให้พลิกแป้งแล้วทอดจนแป้งสุก เมื่อสุกแล้วนำแป้งขึ้นมาพักไว้
  5. นำถั่วแดงกวนเติมนมสดเล็กน้อย ผสมกันเพื่อความหอมมัน และนำไปทาบนแป้งที่ทอดไว้ตามชอบ จากนั้นนำอีกแผ่นมาประกบเข้าด้วยกัน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

*ถ้าหากใครอยากไส้ใส้อย่างอื่นก็สามารถนำมาทาแทนถั่วแดงกวนได้*

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : ufabet168

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น
ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น โดยที่เราได้เห็นกันทั่วไปนั่นแกงกะหรี่ (カレー) จะจัดเสิร์ฟพร้อมข้าวร้อน ๆ โดยจะราดแกงลงบนข้าวนั่นเอง

ส่วนในการทำแกงกะหรี่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะใส่เนื้อสัตว์และผักที่แตกต่างกันตามรูปแบบของร้าน และผักพื้นฐานที่เห็นได้บ่อยละใส่กันทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือ แครอท หัวห้อมใหญ่ และมันฝรั่ง เป็นต้น และในส่วนของเนื้อสัตว์ที่นิยมใส่กัน นั่นก็จะมีทั้ง เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ เป็นต้น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ความเป็นมาของ ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

แกงกะหรี่ได้เริ่มเข้าสู่ในประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคสมัย ในยุคเมจิ ในปีค.ศ 1868-1912 ได้นำเข้ามาจากคนอังกฤษคนหนึ่งในช่วงที่ประเทศอินเดียนั้นได้อยู่ภายใต้ของการปกครองของประเทศอังกฤษนั่นเอง จึงทำให้เกิดเป็นแกงกะหรี่ขึ้นจนได้กลายเป็นที่นิยมและได้มีการเริ่มขายมากขึ้นในร้านอาหาร และSupermarket ในช่วงของค.ศ.1960 ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงเรื่อย ๆ และได้มีการเผยแพร่จนมีการบริโภคในประเทศไปเรื่อย ๆ จนยกให้แกงกะหรี่นั้นถูกเรียกว่าเป็นอาหารของประเทศญี่ปุ่น

ในช่วงแรกนั้นวัตถุดิบทำจากผงกะหรี่และเครื่องปรุง อาทิเช่น ขิง กระเทียม ต้นหอมและเนย จากนั้นนำไปผสมกับแป้งสำลี เพื่อให้เกิดความเข้มข้น ในขั้นตอนการทำนั้นต้องผ่านกรรมวิธีที่ค่อนข้าวมาก จนกระทั่งต่อมาได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ  เพื่อความสะดวกและทำได้ง่ายจนเป็นแบบก้อนสำเร็จรูปที่เห็นกับได้ในปัจจุบัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความจาก ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Dango

Dango
Dango

Dango เป็นขนมของประเทศญี่ปุ่น รสสัมผัสทั้งหนึบและออกหวานเล็กน้อย ส่วนผสมของขนมดังโงะนั้นทำมาจากแป้งmochiko หรือ แป้งข้าว นั่นเอง ขนมนี้จะเสิร์ฟพร้อมกับชาเขียว เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รับประทานคู่กัน สำหรับในช่วงการทานนั้นสามารถทานได้ตลอดทั้งปีและก็จะมีตามฤดูกาลหรืองานสังสรรค์ต่าง ๆ ที่เห็นกันชัด ๆ ดังโงะนั้นจะเสียบด้วยไม้เพื่อการง่ายต่อการรับประทานและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ดังโงะ เป็นขนมโบราณของคนญี่ปุ่นที่มีมานับ 100 ปีที่แล้ว และยังเป็นขนมที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในประเทศมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถเห็นได้ทั่ว ๆ ไปในเทศกาลดอกซากุระผลิบานจนทำให้ขนมได้รับความนิยมไปด้วย

ประวัติศาสตร์ “ดังโงะ”

เป็นขนมโบราณที่เก่าแก่ร่วม 100 ปี มีความเชื่อกันว่า ดังโงะ นั้นมีต้นกำเนิดแต่เดิมมาจาก ขนมโมทกะ (Modak) ที่เป็นขนมหวานของประเทศอินเดียสำหรับการถวายให้กับองค์พระพิฆเนศวรของศาสนาฮินดู และเชื่อว่าเป็นขนมอันทรงโปรดปรานขององค์พระพิฆเนศวรอีกด้วย ต่อมาก็ได้ปรากฏในหนังสือในยุคเฮอันในปี ค.ศ. 794 – 1185 (ศตวรรษที่10) หนังสือที่มีชื่อว่า The Shin Sarugaku Ki นั่นเอง จนกระทั่งได้มีการปรับเปลี่ยนขนมให้มีชื่อและมีรสชาติที่ดีจนทำให้ก่อเกิดเป็นดังโงะขึ้น ช่วงแรกดังโงะนั้นถือเป็นขนมทานเล่นหรือของว่างของเหล่าบรรดาขุนนางและพวกคนชนชั้นสูงในสมัยก่อนนั้นมากกว่า

ขนมดังโงะจะไม่เหมือนกันในแต่ละท้องถิ่น เพราะส่วนผสมในการทำแป้งดังโงะของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ที่สำคัญแป้งดังโงะไม่ได้หาง่ายเหมือนปัจจุบันนี้แต่จะใช้ส่วนผสมจำพวกของในท้องถิ่นแทน อย่างเช่น ข่าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย มันหวาน ถั่ว ข้าวโพด รวมถึงเม็ดเกาลัด นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Daifuku

Daifuku
Daifuku

Daifuku หรือ ไดฟูกุ เป็นขนมของประเทศที่ปุ่น ที่มีลักษณะเป็นรูป โมจิ กลม ๆ เล็ก ๆ มีรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม และยังมีไส้ข้างในอีกด้วย แต่ที่ในประเทศญี่ปุ่นนั้น จะนิยมใส่ใส้หวาน ก็คือ ถั่วแดงหวาน ที่ทำมาจากถั่ว azuki นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ไดฟูกุนั้นมีรสชาติ และรูปแบบที่หลากหลาย แต่ที่หลาย ๆ คนได้เห็นกันบ่อย ๆ หรือที่รู้จักกันนั้นจะเป็น โมจิขาว เขียว และชมพูอ่อน เนื้อแป้งของไดฟูกุนั้น ทำมาจากแป้งชิ้นดี หรือที่บ้านเราเรียกว่า แป้งข้าวเจ้านั่นเอง แต่ก็สามารถใช้แป้งอื่นได้เช่นกัน อาธิ แป้งข้าวโพด และแป้งมันฝรั่ง ที่สำหรับนำมาคลุกขั้นตอนสุดท้ายเพื่อไม่ให้แป้งเกาะติดมือ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ความเป็นมา ของ ” ได ฟู กุ “

เริ่มแรก มาจาก Uzumomochi เป็นโมจิที่แรกเริ่มนั้น อยู่ในสมัยเอโดะ และ ไดฟูกู ชื่อเดิมนั้นก็คือ Habutai mochi เป็นเค้กข้าวเหนียวหนึบที่มีไส้อยู่ข้างใน ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Daifuku mochi และได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนการทำไส้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไดฟูกุโมจิ หรือ 大福餅 ชื่อนี่ เป็นชื่อที่แห่งเงินทอง และความโชคดี นอกจากนี้ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 1 8 ไดฟูกุนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และยังเป็นขนมที่ใช้ในโอกาสในพิธีต่าง ๆ อีกด้วย

ในปัจจุบันนี้ เราได้เห็นมากมายทั่วไป ตามร้านคาเฟ่ญี่ปุ่น หรือ ไดฟูกุเดริเวอรรี่ต่าง ๆ แต่ที่โดดเด่นมาก ๆ นั้นจะเป็น ” ไดฟูกุสตรอเบอร์รี่ถั่วแดง ” ที่รสสัมผัสนั้น แป้งจะนุ่ม ๆ ไส้ถั่วแดงหวานเบา ๆ และมีความเปรี้ยว หวาน ฉ่ำ จากสตอเบอรี่ และเมื่อได้กินรวมกันแล้วนั้น อยากจะบอกว่า มันดีมากกกกกกกกก ลงตัวสุด ๆ หากใครอยากกิน ก็สามารถหาซื้อทาน หรือทำกินได้เลย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุน หลัก UFABET1688

โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น

โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น
โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น

โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น ถ้าหากได้พูดถึงข้าวห่อไข่ หรือเมนูคนญี่ปุ่นเรียกว่า O m u r a i s u นักชิมคนไทยนั้นจะไม่ค่อยได้คุ้นชินกับเมนูนี้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อถ้ากล่าวถึงคนญี่ปุ่นได้รับประทานนั้น เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูหนึ่งที่จัดว่าเป็นอาหารอันดับต้น ๆ ในความฮิตมาก ๆ ที่ถูกปากกับชาวญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังหากินได้ง่ายในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งในประเทศไทยเรานั้นอาจจะหาร้านที่ทำขายได้ยาก เพราะถ้าหากินทั้งทีก็ต้องเข้าไปร้านสไตล์ญี่ปุ่นเลยเพราะว่ารสชาติสูตรต้นตำรับนั้นต้องเคยคุ้นชินและเคยทำมาแล้วนั่นเอง

O m u r a i s u เป็นสไตล์ตะวันตกที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับเข้ามา และปรับปรุงเมนูมาเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง  เมนูนี้จะทำคล้าย ๆ ไข่เจียวที่มีข้าวผัดอยู่ข้างในของไข่เจียว ซึ่งไข่เจียวนั้นจะห่อข้าวผัดอีกทีนึง จากนั้นจะราดซอสมะเขือเทศลงไปขณะรับประทาน เมนูนี้ได้รับความนิยมมากในฝั่งตะวันตกทั้งทำได้ง่าย วัตถุดิบน้อย ถมรสชาติอร่อยอีกด้วย

ความเป็นมาของ O m u r a i s u

ข้าวห่อไข่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 เกิดขึ้นในร้านอาหารสไตล์ตะวันตกในกรุงโตเกียว  แรงบันดาลใจของเมนูนี้มาจาก chakin-Zushi  และเมนูจานนี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ให้กับชาวเกาหลีและชาวไต้หวัน จนได้รับความนิยมต่อ ๆ ไป

โดยทั่วไปแล้วในจานอาหารจะประกอบไปด้วย chikin raisu หรือข้าวผัดไก่ซอสมะเขือเทศและไก่ ที่ห่อด้วยไข่คนเป็นแผ่นบาง ๆ ส่วนผสมนั้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่คนจะชอบ ในบางครั้งข้าวที่นำมาผัดกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นั้นจะนำสต็อกเนื้อมาปรุงรสชาติเช่นกัน จากนั้นก็จะปรุงด้วยซอสมะเขือเทศ  ซอสขาว เกลือและพริกไทย

ถ้าหากใครสนใจ ความรู้ เนื้อหาในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถติดตามเว็บไซต์ ทางช่องทางเว็บไชต์หลักของเราได้เลยค่ะ เราจะนำความรู้ต่าง ๆ มาเผยแพร่ให้ทุก ๆ คนได้อ่านกันเรื่อย ๆ เลย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณ ผู้สนับสนุนหลัก UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น
รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าการกินขนมหวานหรือที่ไปที่มาของขนมนั้นมีความหลากหลายและยังเป็นเรื่องที่ซีเรียสทีเดียว ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราก็ได้รวบรวมข้อมูลมาได้ ดังนี้

  1. ความหมายของ ขนมหวาน หรือ เรียกว่า kasha ในประเทศญี่ปุ่น นั้นมันคือ ผลไม้ และถั่ว ซึ่งในส่วนจำพวกน้ำตาลนั้น ในอดีตกาลไม่ได้อยู่ในสารระบบที่แท้จริง ในประเทศญี่ปุ่นเลย แต่จนกระทั่งมาถึงในศตวรรษที่ 1 6 ในประเทศญี่ปุ่น จึงได้รู้จักน้ำตาลนั่นเอง
  2. ของหวานในประเทศญี่ปุ่นนั้น จะต้องทานของหวานกับชา จึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่แท้จริง
  3. คนประเทศญี่ปุ่นนั้นจะไม่รับประทานของหวาน หลังทานอาหารมื้อหลัก
  4. น้ำตาลที่คนญี่ปุ่นพึ่งได้รู้จักในศตวรรษที่ 1 6 นั้นเป็นของที่ได้นำเข้ามา และมีราคาที่สูงในยุคที่มีการพัฒนาประเทศในช่วงแรก ๆ ต่อมาเมื่อช่วงต้นปี 1 7 0 0 ประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำการปลูกอ้อยขึ้นมา เพราะในยุคโชกุนก็พยายามที่จะจัดระเบียบการ กับระบบในเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
  5. คนญี่ปุ่นนั้นได้รู้จักและเรียนรู้การทำลูกหวานที่หลากหลายรสชาติมากจากประเทศโปตุเกส และในชาติตะวันตก และมีคำเรียกชื่อเฉพาะก็คือ Nanbanjin ที่ได้เปลี่ยนแปลงมาจากคำว่า nanbangashi ในปัจจุบัน
  6. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ผู้คนกินลูกกวาด หรือลูกอมกัน โดยประมาณ 3 5 0 , 0 0 0 ตัน/ปี ซึ่งถ้าหากคิดเป็นแคลอรี่นั้น จะอยู่ที่ 1 0 0 แคลอรี่ ต่อคน ต่อ 1 วัน
  7. ในประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงจำนวนมาก ชอบไปนั่งเล่นที่ร้านขนมมาก ๆ
  8. ผู้หญิงญี่ปุ่นนั้นชอบลูกกวาดที่มีสีสันที่น่ารัก อย่างเช่น สีชมพูอ่อน สีเหลืองอ่อน และสีเขียวอ่อน ที่ดูเป็นโทนพาสเทลอย่างนี้
  9. ในประเทศญี่ปุ่นได้พยายามทำช็อคโกแลตขึ้น ให้ดูแปลกตา และแตกต่างออกไป และยังพยายามหาไอเดียใหม่ ๆ นำมาปรับเปลี่ยนรสชาติอยู่เสมอ ๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : ufabet

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ชิโรอิโคอิบิโตะ

ชิโรอิโคอิบิโตะ
ชิโรอิโคอิบิโตะ

ชิโรอิโคอิบิโตะ ของฝากที่ขึ้นชื่อในเมืองฮฮกไกโด เป็นขนมคุกกี้สอดไส้ช็อกโกแลต เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยเห็นของฝากอันนี้กันบ่อย บางคนอาจจะได้กินบ่อยเพราะว่าถ้าเพื่อน หรือใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นกลับมา ก็ต้องหิ้วขนมนี้มาฝากแน่ ๆ เพราะสามารถที่จะหาซื้อได้ง่าย ๆ ตามร้าน Duty Free ทั่วไปในสนามบินที่ประเทศญี่ปุ่น โดยก็จะมีให้เลือกอยู่ 2 รสชาติ คือ แบล็คช็อกโกแลต และไวท์ช็อกโกแลต และยังสามารถเลือกซื้อได้หลายขนาดเช่นกัน

Shiroi Koibito มีต้นกำเนิดมาจากเมืองฮอกไกโด เมื่อใครได้เยือนและเที่ยวที่ฮอกไกโด ก็ต้องแวะเที่ยวชมความสวยงามและได้ซื้อ Shiroi Koibito กันแน่ ๆ เพราะว่าขนมนี้เป็นของฝากที่ขึ้นชื่ออย่างมากวางขายกันมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นสนามบิน สถานีรถไฟแต่ส่วนมากก็มักจะซื้อสนามบินเพราะง่ายต่อการเอาขึ้นเครื่องได้เลย ราคาก็จะอยู่ที่ 576-3805 เยน ตามไซต์ขนาดของกล่อง จุดเด่นอย่างหนึ่งของขนมคือยังคงความอร่อยมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ ค.ศ.1976

Shiroi Koibito (白い恋人) แปลว่า คนรักสีขาว โดยขนมภายในกล่องแต่ละชิ้นนั้นจะมาเป็นแพ็ค ๆ อยู่ในห่อพลาสติก หากซื้อมาแบ่งเพื่อน ๆ ก็สามารถที่จะหยิบส่งให้เพื่อน ๆ หรือแบ่งกันกินกันไม่เปอะเลอะเทอะอีกด้วย ซื้อมาแบ่งเพื่อน ๆ ได้สบาย เยกได้ว่าเป็นของฝากที่เป็นที่นิยมกันอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวเลย

มาดูในส่วนของคุกกี้ ด้านนอกนั้นเป็น Langue de chat เป็นขนมอบกรอบของประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านกระบวนการอบมาอย่างพิถีพิถัน เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะกรอบหน่อย ๆ มีเนื้อที่ละเอียดและยังได้กลิ่นหอมของงวนิลาที่พอดีลงตัวมาก ๆ ส่วนของไส้หรือไวท์ช็อกโกแลตนั้นก็เป็นสูตรพิเศษของที่ฮอกไกโด ที่มีรสชาติที่หวานพอดีเลย เมื่อได้กินเข้าไปแล้วต้องบอกว่าอร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียวเชียว ได้ทั้งกลิ้นหอมกรุบกรอบบาง ๆ ของคุกกี้ที่ผสมผสานที่ลงตัวก็ไส้ไวท์ช็อกโกแลตข้างในที่มีรสหวานหอมกำลังดี ถือว่าถ้าได้กินแล้วหลาย ๆ คนคงจะต้องชอบอย่างแน่นอนเลย

นอกจากนี้ถ้าหากว่าใครได้ไปเยือนซัปโปโรในฮอกไกโดแล้วก็อย่าพลาดที่จะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตขนม และยังสามารถที่จะลองทำขนมเองได้ด้วยตนเองที่ Shiroi Koibito Park หากเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานต้องซื้อตั๋วบริเวนทางเข้าก่อนโดยราคาจะมีดังนี้

  • นักเรียนมัธยมปลายเป็นต้นไป 600 เยน
  • เด็กเล็กถึงนักเรียนมัธยมต้น 200 เยน
  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เข้าฟรี

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Shirako

Shirako
Shirako

Shirako เป็นอาหารที่ได้มาจากอวัยวะส่วนหนึ่งของปลา ซึ่งสามารถนิยมทานกันมากแค่บางชนิดเท่านั้น

ชิราโกะ เรียกอีกอย่างคือ ถุงเก็บน้ำอสุจิของปลา เป็นของแปลกที่คนญี่ปุ่นนั้นนิยมรับประทานกัน ซึ่งถุงอสุจิของปลาที่นำมาทำอาหารนั่นก็คือ ปลาคอต(ปลาทาระ) ปลาแองเกอรและปลาปักเป้านั่นเอง เพราะรสชาตินั้นก็จะดีกว่าปลาอื่น ๆ มีความสดและมีความนุ่มละมุนลิ้น ใสส่วนของคำว่า ชิราโกะ แปลว่า white children หรือเด็กที่บริสุทธิ์ และเมนูนี้จะนิยมรับประทานกันในฤดูหนาว ในปกติชิราโกะจะประกอบด้วยน้ำ 75-82 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1-5 เปอร์เซ็นต์ และยังมีวิตามินสารอาหารอื่น ๆ คือ โพลีเอมีน โปรตีนฮิสโตน และนิวคลีโอไทด์ สาเหตุที่มีนิวคลีโอไทด์เป็นจำนวนมาก เพราะว่ามันทำมาจากอสุจิ ของปลานั่นเอง

ชิราโกะของปลาปักเป้าที่อร่อยที่สุดนั้นจะอยู่ที่คิวจู ส่วนชิราโกะของปลาทาระหรือคนไทยเรียกว่าปลาคอตนั้น คนญี่ปุ่นก็ได้บอกอีกว่ารสชาติดีมากที่ภูมิภาคฮอกไกโดนั่นเอง ซึ่งชิราโกะนั้นสามารถกินได้ทั้งแบบสด และแบบที่นำไปปรุงสุกแล้ว แล้วยังมีรสสัมผัสที่อร่อยแตกต่างกันออกไปเช่นกัน ส่วนมากจะนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิ เมนูหม้อไฟ เทมปุระ และทำเป็นซุป อาจจะนำมาย่างก็ได้ ก็ยังคงความอร่อยคงตัวเช่นเดิม อาจจะดูไม่ค่อยน่าทานมากนัก แต่ถ้าหากได้ลองชิมสักครั้งเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะต้องติดใจเป็นอย่างมากแน่ ๆ และอาจจะเป็นเมนูสุดโปรดอีกด้วย

รสสัมผัสของเมนูนี้ เมื่อกินสด ๆ ในส่วนของผิวด้านนอกนั้นจะมีความกรุบกรอบ กัดเข้าเนื้อจะได้ความเหนี่ยวนุ่มชุ่มฉ่ำและมีความสดมันเข้มข้น ไส้ข้างในจะนิ่ม คล้ายกับครีมคัสตาร์ด รสชาติละมุนลิ้น จนสามารถละลายในปากได้ และในส่วนของแบบย่างนั้น รสสัมผัสก็จะแตกต่างจากกินสด ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะผิวของข้างนอกนั้นจะแห้งกว่า ไม่ชุ่มฉ่ำ แต่ด้านในก็ยังคงความนุ่มละมุนอยู่บ้าง มีกลิ่นหอมจากการย่าง รสชาติมีความคล้ายคลึงเหมือนได้กินสด แต่จะมีความเข้มข้นกว่า ใครที่ชอบกินครีมน่าจะชอบ

ทริคการกินให้อร่อยนั่นต้องกินในเดือนมกราคม และลองกินชิราโกะคู่กับซอสพอนสึรสเปรี้ยว สาเกญี่ปุ่นดู เพราะถ้าหากได้ลองทานแล้วจะร้อง ว้าวววววว เลยทีเดียว และนี่ก็ยังเป็นที่สุดของความอร่อยอีกด้วย การกินให้อร่อย

หากใครชอบลองของแปลก ๆ เราแนะนะเมนูที่ชื่อว่า “ชิราโกะ” เป็นถุงสเปิร์มปลาที่ว่ากันว่าอร่อยอย่างมาก และเมนูนี้ก็ยังเป็นหนึ่งอาหารชั้นดีที่มีรสชาติทีเด็ด และยังดูแปลกมาก ๆ และยังกินมากในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น

ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น
ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น

ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น หรือ Shiokara (ชิโอคาระ) เป็นอาหารของในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำมาจากสัตว์ทะเลต่าง ๆ ที่นำมาจัดสรรและหั่นออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอทาน ซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าเป็นอาหารที่แปลกและดูพิสดาร ในวันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จักกับอาหารพิสดารนี้กัน

Shiokara เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำจากสัตว์ทะเล และที่ได้พบเห็นในส่วนใหญ่ก็คือ “ปลาหมึก” นั่นเอง โดยจะอาปลาหมึกนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วจากนั้นก็นำไปหมักเกลือในขั้นตอนการหมักหมึกร้านั้นจะมีส่วนผสมของข้าสสาลี 30 เปอร์เซ็นต์ และเกลือราว ๆ  10 เปอร์เซ็นต์ นำไปใส่ในกล่องหรือภาชนะที่ปิดได้สนิทหมักทิ้งไว้ราว ๆ 1 เดือน สำหรับรสชาตินั้นจะออกเค็ม ๆ นัว ๆ รสสัมผัสของมันอาจจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบกินของหมักดองและอีกหลาย ๆ คน Shiokara มักนำมาทานกับแกล้มเหล้าสาเก สามารถหาทานได้ในบาร์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในบางร้านบาร์นั้นจะให้ความสำคัญอย่างมาก จนเชี่ยวชาญและพิถีพิถันในขั้นตอนการทำ Shiokara

เมนูนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่ซื้อปลาหมึก surume จาก supermarket ที่เป็นเกรดสำหรับทำ sashimi แค่นำมาหั่น ๆ จากนั้นใส่ตับเกลือหรือเหล้ามิรินนั่นเอง กวน ๆ พอเข้ากันก็กินได้เลย รสชาติมันจะออกนัว ๆ หากถ้าจำทำแต่ถ้าไม่มีหมึกสายพันธ์ surume เราสามารถปรับสูตรการทำได้ ซี่งหมึกที่สามารถนำมาทำนั้นต้องเป็น เนื้อปลาหมึก เช่น ปลาหมึกกล้วย เกรดกินดิบได้ ที่สามารถทำซาชิมิเท่านั้น ตับปลาหมึก เช่น ตับปลาหมึกสาย เกรดกินดิบสำหรับทำซาชิมิเท่านั้น

ส่วนประกอบ

  1. ปลาหมึกญี่ปุ่น surume หรือปลาหมึกกล้วยสำหรับทานดิบได้
  2. ตับปลาหมึก surume หรือ ตับปลาหมึกสาย เกรดกินดิบได้
  3. เหล้าญี่ปุ่น
  4. มิริน (mirin)
  5. เกลือ

ขั้นตอนการทำ

  1. นำปลาหมึกมาแกะหัวออก แยกออกจากตัว สำหรับในประเทศไทยจะใช้ปลาหมึกกล้วยส่วนตับหมึกนั้นจะใช้ตับที่เป็นของปลาหมึกสาย ปลาหมึก surume ต้องแยกตับออกมาด้วย
  2. สำหรับขั้นตอนการทำตัวปลาหมึกนั้น ให้ลอกหลังปลาหมึกออกและนำไปทิ้ง จากนั้นเอาแกนข้างในตัวปลาหมึกที่เป้นใส ๆ ออกด้วย ต่อมาผ่าหมึกเป็นแนวยาว ๆ หั่นเสร็จแล้วนำไปล้างน้ำแล้วซับให้แห้ง เทคนิคจะให้อร่อยกว่าเดิมถ้าปล่อยให้แห้งในตู้เย็นประมาณครึ่งวันจะยิ่งอร่อยมากกว่าเดิม
  3. จัดการโดยการแยกตับหมึกออกจากหมึกดำของปลาหมึก โดยการนำตับมาเจาะและรีดของเหลวในตับออกมาใส่ถ้วยหรือกระปุกแก้วโดยต้องฆ่าเชื้อจากการต้มแล้ว จากนั้นนำเครื่องปรุงใส่ลงไป
  4. ผสมปลาหมึกและตับปลาหมึกลงไปคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้มิดชิดใส่ตู้เย็น ต้องทานให้หมดภายใน 5 วัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0