รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น
รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าการกินขนมหวานหรือที่ไปที่มาของขนมนั้นมีความหลากหลายและยังเป็นเรื่องที่ซีเรียสทีเดียว ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราก็ได้รวบรวมข้อมูลมาได้ ดังนี้

  1. ความหมายของ ขนมหวาน หรือ เรียกว่า kasha ในประเทศญี่ปุ่น นั้นมันคือ ผลไม้ และถั่ว ซึ่งในส่วนจำพวกน้ำตาลนั้น ในอดีตกาลไม่ได้อยู่ในสารระบบที่แท้จริง ในประเทศญี่ปุ่นเลย แต่จนกระทั่งมาถึงในศตวรรษที่ 1 6 ในประเทศญี่ปุ่น จึงได้รู้จักน้ำตาลนั่นเอง
  2. ของหวานในประเทศญี่ปุ่นนั้น จะต้องทานของหวานกับชา จึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่แท้จริง
  3. คนประเทศญี่ปุ่นนั้นจะไม่รับประทานของหวาน หลังทานอาหารมื้อหลัก
  4. น้ำตาลที่คนญี่ปุ่นพึ่งได้รู้จักในศตวรรษที่ 1 6 นั้นเป็นของที่ได้นำเข้ามา และมีราคาที่สูงในยุคที่มีการพัฒนาประเทศในช่วงแรก ๆ ต่อมาเมื่อช่วงต้นปี 1 7 0 0 ประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำการปลูกอ้อยขึ้นมา เพราะในยุคโชกุนก็พยายามที่จะจัดระเบียบการ กับระบบในเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
  5. คนญี่ปุ่นนั้นได้รู้จักและเรียนรู้การทำลูกหวานที่หลากหลายรสชาติมากจากประเทศโปตุเกส และในชาติตะวันตก และมีคำเรียกชื่อเฉพาะก็คือ Nanbanjin ที่ได้เปลี่ยนแปลงมาจากคำว่า nanbangashi ในปัจจุบัน
  6. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ผู้คนกินลูกกวาด หรือลูกอมกัน โดยประมาณ 3 5 0 , 0 0 0 ตัน/ปี ซึ่งถ้าหากคิดเป็นแคลอรี่นั้น จะอยู่ที่ 1 0 0 แคลอรี่ ต่อคน ต่อ 1 วัน
  7. ในประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงจำนวนมาก ชอบไปนั่งเล่นที่ร้านขนมมาก ๆ
  8. ผู้หญิงญี่ปุ่นนั้นชอบลูกกวาดที่มีสีสันที่น่ารัก อย่างเช่น สีชมพูอ่อน สีเหลืองอ่อน และสีเขียวอ่อน ที่ดูเป็นโทนพาสเทลอย่างนี้
  9. ในประเทศญี่ปุ่นได้พยายามทำช็อคโกแลตขึ้น ให้ดูแปลกตา และแตกต่างออกไป และยังพยายามหาไอเดียใหม่ ๆ นำมาปรับเปลี่ยนรสชาติอยู่เสมอ ๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : ufabet

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ชิโรอิโคอิบิโตะ

ชิโรอิโคอิบิโตะ
ชิโรอิโคอิบิโตะ

ชิโรอิโคอิบิโตะ ของฝากที่ขึ้นชื่อในเมืองฮฮกไกโด เป็นขนมคุกกี้สอดไส้ช็อกโกแลต เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยเห็นของฝากอันนี้กันบ่อย บางคนอาจจะได้กินบ่อยเพราะว่าถ้าเพื่อน หรือใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นกลับมา ก็ต้องหิ้วขนมนี้มาฝากแน่ ๆ เพราะสามารถที่จะหาซื้อได้ง่าย ๆ ตามร้าน Duty Free ทั่วไปในสนามบินที่ประเทศญี่ปุ่น โดยก็จะมีให้เลือกอยู่ 2 รสชาติ คือ แบล็คช็อกโกแลต และไวท์ช็อกโกแลต และยังสามารถเลือกซื้อได้หลายขนาดเช่นกัน

Shiroi Koibito มีต้นกำเนิดมาจากเมืองฮอกไกโด เมื่อใครได้เยือนและเที่ยวที่ฮอกไกโด ก็ต้องแวะเที่ยวชมความสวยงามและได้ซื้อ Shiroi Koibito กันแน่ ๆ เพราะว่าขนมนี้เป็นของฝากที่ขึ้นชื่ออย่างมากวางขายกันมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นสนามบิน สถานีรถไฟแต่ส่วนมากก็มักจะซื้อสนามบินเพราะง่ายต่อการเอาขึ้นเครื่องได้เลย ราคาก็จะอยู่ที่ 576-3805 เยน ตามไซต์ขนาดของกล่อง จุดเด่นอย่างหนึ่งของขนมคือยังคงความอร่อยมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ ค.ศ.1976

Shiroi Koibito (白い恋人) แปลว่า คนรักสีขาว โดยขนมภายในกล่องแต่ละชิ้นนั้นจะมาเป็นแพ็ค ๆ อยู่ในห่อพลาสติก หากซื้อมาแบ่งเพื่อน ๆ ก็สามารถที่จะหยิบส่งให้เพื่อน ๆ หรือแบ่งกันกินกันไม่เปอะเลอะเทอะอีกด้วย ซื้อมาแบ่งเพื่อน ๆ ได้สบาย เยกได้ว่าเป็นของฝากที่เป็นที่นิยมกันอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวเลย

มาดูในส่วนของคุกกี้ ด้านนอกนั้นเป็น Langue de chat เป็นขนมอบกรอบของประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านกระบวนการอบมาอย่างพิถีพิถัน เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะกรอบหน่อย ๆ มีเนื้อที่ละเอียดและยังได้กลิ่นหอมของงวนิลาที่พอดีลงตัวมาก ๆ ส่วนของไส้หรือไวท์ช็อกโกแลตนั้นก็เป็นสูตรพิเศษของที่ฮอกไกโด ที่มีรสชาติที่หวานพอดีเลย เมื่อได้กินเข้าไปแล้วต้องบอกว่าอร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียวเชียว ได้ทั้งกลิ้นหอมกรุบกรอบบาง ๆ ของคุกกี้ที่ผสมผสานที่ลงตัวก็ไส้ไวท์ช็อกโกแลตข้างในที่มีรสหวานหอมกำลังดี ถือว่าถ้าได้กินแล้วหลาย ๆ คนคงจะต้องชอบอย่างแน่นอนเลย

นอกจากนี้ถ้าหากว่าใครได้ไปเยือนซัปโปโรในฮอกไกโดแล้วก็อย่าพลาดที่จะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตขนม และยังสามารถที่จะลองทำขนมเองได้ด้วยตนเองที่ Shiroi Koibito Park หากเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานต้องซื้อตั๋วบริเวนทางเข้าก่อนโดยราคาจะมีดังนี้

  • นักเรียนมัธยมปลายเป็นต้นไป 600 เยน
  • เด็กเล็กถึงนักเรียนมัธยมต้น 200 เยน
  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เข้าฟรี

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Shirako

Shirako
Shirako

Shirako เป็นอาหารที่ได้มาจากอวัยวะส่วนหนึ่งของปลา ซึ่งสามารถนิยมทานกันมากแค่บางชนิดเท่านั้น

ชิราโกะ เรียกอีกอย่างคือ ถุงเก็บน้ำอสุจิของปลา เป็นของแปลกที่คนญี่ปุ่นนั้นนิยมรับประทานกัน ซึ่งถุงอสุจิของปลาที่นำมาทำอาหารนั่นก็คือ ปลาคอต(ปลาทาระ) ปลาแองเกอรและปลาปักเป้านั่นเอง เพราะรสชาตินั้นก็จะดีกว่าปลาอื่น ๆ มีความสดและมีความนุ่มละมุนลิ้น ใสส่วนของคำว่า ชิราโกะ แปลว่า white children หรือเด็กที่บริสุทธิ์ และเมนูนี้จะนิยมรับประทานกันในฤดูหนาว ในปกติชิราโกะจะประกอบด้วยน้ำ 75-82 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1-5 เปอร์เซ็นต์ และยังมีวิตามินสารอาหารอื่น ๆ คือ โพลีเอมีน โปรตีนฮิสโตน และนิวคลีโอไทด์ สาเหตุที่มีนิวคลีโอไทด์เป็นจำนวนมาก เพราะว่ามันทำมาจากอสุจิ ของปลานั่นเอง

ชิราโกะของปลาปักเป้าที่อร่อยที่สุดนั้นจะอยู่ที่คิวจู ส่วนชิราโกะของปลาทาระหรือคนไทยเรียกว่าปลาคอตนั้น คนญี่ปุ่นก็ได้บอกอีกว่ารสชาติดีมากที่ภูมิภาคฮอกไกโดนั่นเอง ซึ่งชิราโกะนั้นสามารถกินได้ทั้งแบบสด และแบบที่นำไปปรุงสุกแล้ว แล้วยังมีรสสัมผัสที่อร่อยแตกต่างกันออกไปเช่นกัน ส่วนมากจะนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิ เมนูหม้อไฟ เทมปุระ และทำเป็นซุป อาจจะนำมาย่างก็ได้ ก็ยังคงความอร่อยคงตัวเช่นเดิม อาจจะดูไม่ค่อยน่าทานมากนัก แต่ถ้าหากได้ลองชิมสักครั้งเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะต้องติดใจเป็นอย่างมากแน่ ๆ และอาจจะเป็นเมนูสุดโปรดอีกด้วย

รสสัมผัสของเมนูนี้ เมื่อกินสด ๆ ในส่วนของผิวด้านนอกนั้นจะมีความกรุบกรอบ กัดเข้าเนื้อจะได้ความเหนี่ยวนุ่มชุ่มฉ่ำและมีความสดมันเข้มข้น ไส้ข้างในจะนิ่ม คล้ายกับครีมคัสตาร์ด รสชาติละมุนลิ้น จนสามารถละลายในปากได้ และในส่วนของแบบย่างนั้น รสสัมผัสก็จะแตกต่างจากกินสด ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะผิวของข้างนอกนั้นจะแห้งกว่า ไม่ชุ่มฉ่ำ แต่ด้านในก็ยังคงความนุ่มละมุนอยู่บ้าง มีกลิ่นหอมจากการย่าง รสชาติมีความคล้ายคลึงเหมือนได้กินสด แต่จะมีความเข้มข้นกว่า ใครที่ชอบกินครีมน่าจะชอบ

ทริคการกินให้อร่อยนั่นต้องกินในเดือนมกราคม และลองกินชิราโกะคู่กับซอสพอนสึรสเปรี้ยว สาเกญี่ปุ่นดู เพราะถ้าหากได้ลองทานแล้วจะร้อง ว้าวววววว เลยทีเดียว และนี่ก็ยังเป็นที่สุดของความอร่อยอีกด้วย การกินให้อร่อย

หากใครชอบลองของแปลก ๆ เราแนะนะเมนูที่ชื่อว่า “ชิราโกะ” เป็นถุงสเปิร์มปลาที่ว่ากันว่าอร่อยอย่างมาก และเมนูนี้ก็ยังเป็นหนึ่งอาหารชั้นดีที่มีรสชาติทีเด็ด และยังดูแปลกมาก ๆ และยังกินมากในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น

ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น
ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น

ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น หรือ Shiokara (ชิโอคาระ) เป็นอาหารของในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำมาจากสัตว์ทะเลต่าง ๆ ที่นำมาจัดสรรและหั่นออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอทาน ซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าเป็นอาหารที่แปลกและดูพิสดาร ในวันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จักกับอาหารพิสดารนี้กัน

Shiokara เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำจากสัตว์ทะเล และที่ได้พบเห็นในส่วนใหญ่ก็คือ “ปลาหมึก” นั่นเอง โดยจะอาปลาหมึกนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วจากนั้นก็นำไปหมักเกลือในขั้นตอนการหมักหมึกร้านั้นจะมีส่วนผสมของข้าสสาลี 30 เปอร์เซ็นต์ และเกลือราว ๆ  10 เปอร์เซ็นต์ นำไปใส่ในกล่องหรือภาชนะที่ปิดได้สนิทหมักทิ้งไว้ราว ๆ 1 เดือน สำหรับรสชาตินั้นจะออกเค็ม ๆ นัว ๆ รสสัมผัสของมันอาจจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบกินของหมักดองและอีกหลาย ๆ คน Shiokara มักนำมาทานกับแกล้มเหล้าสาเก สามารถหาทานได้ในบาร์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในบางร้านบาร์นั้นจะให้ความสำคัญอย่างมาก จนเชี่ยวชาญและพิถีพิถันในขั้นตอนการทำ Shiokara

เมนูนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่ซื้อปลาหมึก surume จาก supermarket ที่เป็นเกรดสำหรับทำ sashimi แค่นำมาหั่น ๆ จากนั้นใส่ตับเกลือหรือเหล้ามิรินนั่นเอง กวน ๆ พอเข้ากันก็กินได้เลย รสชาติมันจะออกนัว ๆ หากถ้าจำทำแต่ถ้าไม่มีหมึกสายพันธ์ surume เราสามารถปรับสูตรการทำได้ ซี่งหมึกที่สามารถนำมาทำนั้นต้องเป็น เนื้อปลาหมึก เช่น ปลาหมึกกล้วย เกรดกินดิบได้ ที่สามารถทำซาชิมิเท่านั้น ตับปลาหมึก เช่น ตับปลาหมึกสาย เกรดกินดิบสำหรับทำซาชิมิเท่านั้น

ส่วนประกอบ

  1. ปลาหมึกญี่ปุ่น surume หรือปลาหมึกกล้วยสำหรับทานดิบได้
  2. ตับปลาหมึก surume หรือ ตับปลาหมึกสาย เกรดกินดิบได้
  3. เหล้าญี่ปุ่น
  4. มิริน (mirin)
  5. เกลือ

ขั้นตอนการทำ

  1. นำปลาหมึกมาแกะหัวออก แยกออกจากตัว สำหรับในประเทศไทยจะใช้ปลาหมึกกล้วยส่วนตับหมึกนั้นจะใช้ตับที่เป็นของปลาหมึกสาย ปลาหมึก surume ต้องแยกตับออกมาด้วย
  2. สำหรับขั้นตอนการทำตัวปลาหมึกนั้น ให้ลอกหลังปลาหมึกออกและนำไปทิ้ง จากนั้นเอาแกนข้างในตัวปลาหมึกที่เป้นใส ๆ ออกด้วย ต่อมาผ่าหมึกเป็นแนวยาว ๆ หั่นเสร็จแล้วนำไปล้างน้ำแล้วซับให้แห้ง เทคนิคจะให้อร่อยกว่าเดิมถ้าปล่อยให้แห้งในตู้เย็นประมาณครึ่งวันจะยิ่งอร่อยมากกว่าเดิม
  3. จัดการโดยการแยกตับหมึกออกจากหมึกดำของปลาหมึก โดยการนำตับมาเจาะและรีดของเหลวในตับออกมาใส่ถ้วยหรือกระปุกแก้วโดยต้องฆ่าเชื้อจากการต้มแล้ว จากนั้นนำเครื่องปรุงใส่ลงไป
  4. ผสมปลาหมึกและตับปลาหมึกลงไปคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้มิดชิดใส่ตู้เย็น ต้องทานให้หมดภายใน 5 วัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

นัตโตะ

นัตโตะ
นัตโตะ

นัตโตะ (NATTO) หรือเราเรียกกันว่า ถั่วเน่าญี่ปุ่น ซึ่งก็คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วเหลืองผ่านการหมักดองด้วยเชื้อของแบคทีเรียที่เรียกว่า Bacillus natto อีกชื่อคือ Nattokin รูปลักษณ์คล้ายคลึงกับถั่วเน่าของไทยเรานั่นเอง

Natto เป็นอาหารของพื้นเมืองในประเทศญี่ปุ่นที่ทำมาจากถั่วเหลืองที่ใช้การหมัก นิยมนำมากินเป็นอาหารเช้า อุดมไปด้วยโปรตีนเป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญมายาวนานในญี่ปุ่น คุณค่าทางโภชนาการกระทั่งกินแทนเนื้อสัตว์ได้ ในประเทศญี่ปุ่นนั้นจะนิยมกินในแถบภาคตะวันออก เช่น คันโต โทโอะกุและฮอกไกโด

เมนู natto นี้เป็นเมนูที่ทำได้ไม่ยากเลย และยังสามารถที่จะเก็บไว้ทานได้ทุก ๆ วันพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ อีกด้วย หากจะทานเล่น ๆ ก็ได้เช่นกัน เมนูนี้ยังมีประโยชน์จากเอนม์ Nattokinase และ probiotic bacteria ที่จะช่วยในเรื่องของการสลายลิ่มของเลือด ลดความดันสูง ช่วยในเรื่องระบบลำไส้ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนหรือกระบวนการหมักนั้น ก็คือ nattokinase นั้นเป็นเอนไซม์ที่สามารถช่วยสลายลิ่มเลือด ลดภาวะหลอดเลือดอุดตันได้ดีมากขึ้น

ส่วนผสมการทำ natto

  • วัตถุดิบหลักการทำนัตโตะ มี 2 อย่าง คือ ถั่วเหลืองดิบ กับnatto(หัวเชื้อสำหรับการบ่ม)

ขั้นตอนการทำ natto

ให้นำถั่วเหลืองไปแช่น้ำไว้คืนนึงจากนั้นนำเปลือกออก และนำไปนึ่งต่อด้วยใส่เชื้อ Bacillus sp. ด้วยการหมักที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส(ในการใส่เชื้อในอุณหภูมิเท่านี้จะช่วยลดการปนเปื้อนในจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ) โดยใช้เวลาประมาน 20 ชั่วโมง จากนั้นนำไปทำให้เย็นจนเป็นอุณหภูมิที่ปกติ ในขั้นตอนสุดท้ายนั้นให้นำไปใส่ภาชนะจากนั้นก็นำไปบ่มเป็นอันเสร็จ

การรับประทาน natto

ในการรับประทานนั้นจะแตกต่างกันไป ส่วนมากนั้นจะรับประทานร่วมกับโชยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่น หัวไชเท้าฝอย ต้นหอมซอย และไข่ดิบ บางครั้งอาจจะนำไปประกอบอาหารก็ได้ อาทิเช่น ราเม็งnatto ข้าวผัดnatto แซนวิชnatto และเมนูอื่น ๆ ที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้

เคล็ดลับสำหรับวิธีการรับประทาน natto ให้อร่อยนั้นก็คือการใส่ไข่ดิบลงไป และใช้ตะเกียบคนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 100 ครั้ง จากนั้นก็ตั้งไว้สักแป๊บนึงเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณของ nattokinase

ประโยชน์ของ natto

เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน  วิตามินบี12 โปรไบโอติกส์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดคอลเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจ ลดการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก ดังนั้นเรียกได้ว่ามีสารป้องกันมะเร็งหลายชนิด เช่น isoflavone genistein phytoestrogen daidzein และธาตุอาหารนั่นเอง

เป็นยาที่ป้องกันโรคบิดในกองทัพญี่ปุ่น ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นอาหารที่เลี้ยงสัตว์อีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

อาหารเมืองฮอกไกโด

อาหารเมืองฮอกไกโด
อาหารเมืองฮอกไกโด

อาหารเมืองฮอกไกโด อาหารที่ขึ้นชื่อของเมือง H o k k a i d o วันนี้เว็บไซต็ของเราจะพาไปรู้จักอาหารที่ขึ้นชื่อและอร่อยมาก ๆ ของที่นี่กัน ซึ่งในเรื่องของอาหารการกินนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เป็นปัญหาสำหรับนักเดินทางไปท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะการท่องเที่ยวนั้นร่างกายต้องการอาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อการเดินทาง เวลาเที่ยวเหนื่อย ๆ เราก็ต้องการกินอาหารที่อร่อยเพื่อใช้กำลังกายและกำลังใจในการเที่ยวต่อ ดังนั้นหลาย ๆ คนอาจจะมีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไปเที่ยวที่ฮอกไกโดแล้ว จะกินร้านอาหารไหนกันดี วันนี้ทางเว็บไซต์ของเราจะมาแนะนำ ร้านอาหารของเมืองฮอกไกโด มาฝากทุก ๆ คน

ซัปโปโร ราเม็ง (S a p p o r o R a m e n)

ในช่วงฤดูหนาว อาหารที่จะช่วยคลายความหนาวได้ก็คือ ราเม็ง ตามเมืองใหญ่ ๆ ในเมืองฮอกไกโด เช่นเมืองอะซะฮิคะวะ คุชิโระ หรือ ฮาโกะดาเตะ ล้วนจะมีราเม็งสูตรพิเศษในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งทีเด็ดของที่นี่ก็คือ มิโซะราเม็ง นอกจากอาหารจานนี้จะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน แต่ก็ยังได้รับความนิยมของคนในท้องถิ่นเช่นกัน ด้วยมิโซะราเม็งจะมีน้ำซุปที่ใสจากการนำไปเคี่ยวด้วยกระดูกหมูพร้อมวัตถุดิบอื่น ๆ จากนั้นนำมาปรุงรสชาติด้วยมิโซะ ตามด้วยบะหมี่นั่นเอง ส่วนท้อปปิ้งนั้นจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ร้านนั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใสผักที่นำไปผัด ใส่ข้าวโพด เนื้อสัตว์ทีนำไปผัดด้วยมิโซะ และเนย ซึ่งน้ำซุปนั้นจะมีรสชาติที่เข้มข้นช่วยให้ร่างกายที่หนาวเย็นรู้สึกอบอุ่นได้

ไคเซนด้ง (K a i s e n – d o n)

เป็นเมนูที่ได้นำวัตถุดิบที่แสนอร่อยของเมืองออกไกโดมาทำเป็นเมนูที่มีชื่อว่า ไคเซนด้ง ที่ได้เอาอาหารทะเลสด ๆ มาโปะลงบนข้าวสวยร้อน ๆ จนล้นชามหรือคนญี่ปุ่นเรียกมันว่า ดมบุริ ทั้งไข่ปลาแซลมอนหมักโซยุ ไข่หอยเม่นสด ๆ หอยเซลสด ๆ เนื้อปู เนื้อแซลมอน ปลาทูน่า รวมทั้งปลาหมึก ดังนั้นยังสามารถที่จะเลือกสรรวัตถุดิบได้เองตามใจชอบได้ด้วย ซึ่งบ้างร้านก็เต็มด้วยวัตถุดิบที่หลากหลาย ถ้าหากต้องการหาทานไคเซนด้ง สามารถหาทานได้ตามร้านอาหารหรือร้านซูซิในเมืองได้ทั่วไป

เนื้อย่างเจงกิสข่าน

นับว่า เนื้อย่างเจงกิสข่าน เป็นอาหารแห่งจิตวิญญาณของคนฮอกไกโด ซึ่งเป็นการนำเอาเนื้อแกะมาย่างในหม้อที่มีลักษณะเฉพาะให้ได้กลิ่นที่หอมน่ารับประทาน แต่เนื้อแกะนั้นจะมี 2 แบบคือ แบบแลมป์ มีเนื้อนุ่มไม่มีกลิ่นสาบและแบบมัตตัน จะเป็นเนื้อแกะที่อายุ 2 ปีขึ้นไป ดังนั้นปัจจุบันนี้ก็ยังมีร้านที่เสิร์ฟแตกต่างกันออกไปอย่างเช่น เนื้อกวางเอโซซิกะนั่นเอง

การทานนั้น จะต้องเรียงผัก เช่น หอมใหญ่ ต้นหอมญี่ปุ่น และถังงอกวางไปรอบ ๆ หม้อ จนความร้อนทั่วถึงหม้อจากนั้นนำเนื้อแกะมาใส่ตรงกลาง เมื่อสุกกำลังดีจึงนำมาจิ้มทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ

ปู (C r a b)

เหล่าอาหารทะเลของเมืองฮอกไกโดที่หลากหลายนั้น มีสิ่งที่นิยมมาก ๆ ในหมู่นักเดินทางก็คือ ปู ซึ่งจะทานแบบสด ๆ ที่เป็นซาชิมิ ก็อร่อย หรือจะนำไปย่างก็ได้ และถ้านำไปต้มเป็นหม้อไฟก็อร่อยไม่แพ้กันเลย ถือว่าดีงามมาก ๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET

มิโซะราเมน

มิโซะราเมน
มิโซะราเมน

มิโซะราเมน ในวันนี้ทางเว็บไซต์ของเราจะมานำเสนอสูตรมิโซะราเมนแบบที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมทำง่ายอีกด้วยนะ ทำเป็นอาหารเช้าซดน้ำซุปอุ่น ๆ ในช่วงฤดูหนาวได้เลย

แต่ก่อนการทำก็ต้องเตรียมน้ำซุปไก่ได้ก่อน จะเป็นแบบสำเร็จรูปหรือทำเองก็ได้ อาจจะนำโครงไก่ใส่หัวไชเท้าตั้งไฟอุ่นแค่ครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แต่เคล็ดลับน้ำซุปที่อร่อยนั้นควรใส่ไก่ที่มีหนังลงไปด้วย เพราะจะทำให้น้ำซุปนั้นมีความมัน อร่อย บางคนอาจนำคนอร์หรือซุปกระป๋องก็ได้เช่นกัน

ในส่วนของเครื่องที่ต้องใส่นั้นไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่ เพราะซื้อตามห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านค้าก็ได้นั่นเอง เรามาเริ่มดูสูตรการทำมิโซะแบบใคร ๆ ก็สามารถทำได้กันเลย

ส่วนผสม ( 2 คน)

พลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 630 kcal. ปริมาณใยอาหาร 7.1 กรัม เวลาที่ใช้ทำ 20 นาที

  • ซุปไก่ 600 มล.
  • กระเทียมจีน 1 กลีบ
  • ขิง 1 แว่น  6 กรัม
  • โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิโซะแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  • นํ้ามันงา 1 ช้อนชา
  • นํ้ามันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาวบด
  • เกลือ พริกไทย
  • หน่อไม้ดองใส่ราเมน 30 กรัม
  • หมูชาชู 4 ชิ้น หรือจะใช้หมูหมักเกลือก็ได้
  • ไข่ต้มราเมน
  • เส้นราเมนสำหรับ 2 คน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขั้นตอนการทำ

1. ตั้งกระทะให้ร้อน นำกระเทียมกับขิงไปผัดกับน้ำมันพืชจนมีกลิ่นหอม เมื่อผัดเสร็จผัดแล้วให้นำกระเทียมกับขิงไปพักไว้

2. ตั้งนํ้าซุปให้เดือด จากนั้นนำกระเทียมกับขิงที่ได้ผัดไว้จนหอม ใส่ลงไปในหม้อซุป และปรุงรสชาติด้วยโชยุ มิริน เกลือ พริกไทย นํ้ามันงา งาขาวบด เมื่อปรุงได้รสชาติที่ต้องการแล้วลดไฟและเติมมิโซะ เวลาที่เติมมิโซะนั้นให้ใช้กระชอนเล็กหรือตักน้ำซุปใส่ถ้วย จากนั้นจึงเติมมิโซะและคนไม่ให้มิโซะเป็นก้อน จากนั้นเทลงใส่เข้าไปในหม้ออีกครั้ง น้ำไม่ควรเดือนเพราะอาจจะทำให้มิโซะนั้นเสียรสชาติได้

3. เมื่อทำน้ำซุปมิโซะเสร็จแล้ว จากนั้นจึงนำดส้นไปลวกให้สุก แล้วจึงตักใส่ถ้วย

 4. วางเครื่องหรือท็อปปิ้งที่เตรียมไว้ลงไปในถ้วย

เสร็จแล้วสำหรับ สูตรเมนูการทำมิโซะราเมน ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมทำได้ง่ายมาก ๆ วัตถุดิบก็หาได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้า เมื่อได้ทราบสูตรกันแล้วลองทำกันดู เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะติดใจและกลับมาทำหลาย ๆ ครั้งแน่นอน หากใครได้ทำแล้วอย่าลืมมารีวิวกันด้วยนะ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความจาก UFABET

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น
แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น หรือเมนูอาหารที่เรียกว่า แฮมเบิร์ก นั้นเป็นอาหารยอดนิยมประจำถิ่นฐานของคนญี่ปุ่น และถ้าบ้านไหนมีเด็ก ๆ ละก็ เมนูนี้จะเป็นเมนูอาหารเย็นอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว

แฮมเบิร์ก นั้นสำหรับคนญี่ปุ่นมักออกเสียงว่า “ฮัมบากุ” ก็คือ เมนู b u r g e r เนื้อนั่นเอง ซึ่งจะเป็นเมนูที่เป็นกับข้าวหรือสเต็ก แต่จะไม่เหมือน h a m b u r g e r ที่เราเคยรับประทานกันตามร้านอาหารต่าง ๆ ที่ไม่ใช้ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่จะนำเอาขนมปังมาประกบกันทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งของกินรายการอาหารนี้จะให้อีกทั้งพลังงานและก็สารอาหารที่ครบสมบูรณ์ ได้แก่ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เกลือแร่แล้วก็วิตามิน พูดได้ว่ารายการอาหารเดียวมีสารอาหารครบอีกทั้ง 5 หมู่ และก็เป็นที่ชื่นชอบของคนภายในครอบครัว ทั้งยังกินง่ายอีกด้วย

เมนูแฮมเบิร์กหรือ แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

มักกินกับผักเครื่องเคียง ที่นำผักหลากหลายประเภทเอามาปิ้งหรือลวก อาทิเช่น บล็อคโคลี่, แครอท, หอมหัวใหญ่, มะเขือเทศ, กระเจี๊ยบ, เห็ด, มันฝรั่งหรือจนกระทั่งข้าวโพดคลุกเนย

ถ้าหากกินเป็นของกินชุด จะมีพร้อมด้วยข้าว, ซุป, ของเคียงแล้วก็กิมจิ จะกินเป็นอาหารจานเดียวก็ง่าย ปกติก็มักจะใส่ไข่ทอดรวมทั้งผักเครื่องเคียงด้วย หรือจะจัดเป็นอาหารกล่องก็ได้

ส่วนผสมและเครื่องปรุง (4 คน)

  • เนื้อวัวบด 300 กรัม
  • เนื้อหมูบด 100 กรัม
  • เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกล็ดขนมปัง 20 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกลือ 1/3 ช้อนชา
  • ผงลูกจันทน์ป่น (พอประมาณ)
  • หอมหัวใหญ่ขนาดกลาง 1 หัวครึ่ง
  • พริกไทย (พอประมาณ เพื่อให้มีกลิ่นหอม)
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทอดเนื้อ)
  • ผักเครื่องเคียง 2-3 ชนิด (สำหรับลวกหรือย่าง)
  • กระเทียม (เล็กน้อย สำหรับผสมในซอส)
  • โชยุ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1.            สับหอมหัวใหญ่ทั้งหมดให้ละเอียด แบ่งหอมหัวใหญ่ออกเป็น 2 ส่วน

2.            เติมเกลือลงไปในหอมหัวใหญ่สับละเอียด 1 ส่วนที่แยกไว้ ผัดด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งเป็นสีเหลืองทอง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาพักไว้ให้เย็น

3.            ใส่เนื้อวัวบดแล้วก็เนื้อหมูบดที่แช่เย็นไว้ลงไปในจานชามใหญ่ เติมเกลือ 1 จับมือลงไป นวดให้เข้ากัน จนกระทั่งเนื้อเหนียวติดมือ

4.            ใส่เกล็ดขนมปัง, ไข่ไก่และก็หอมหัวใหญ่สับละเอียดที่ผัดไว้แล้วลงไป เพิ่มเติมพริกไทย, ลูกจันทร์ป่น แล้วจึงนวดให้เหมาะ

5.            แบ่งเนื้อในจานชามออกเป็น 4 ส่วน

6.            ตบก้อนเนื้อไปๆมาๆด้วยฝ่ามือระหว่าง 2 มือเพื่อไล่อากาศและก็ทำให้เนื้อแน่นขึ้น จะต้องไล่อากาศออกให้หมด เพราะเหตุว่าหากอากาศออกไม่หมดจะมีผลให้ก้อนเนื้อพองและก็แตก

7.            กดเป็นก้อนกลม หนาราวๆ 1.5 ซม.

8.            ใส่ก้อนเนื้อไว้ภายในตู้แช่เย็นโดยประมาณ 30 นาที เพื่อเนื้อเซ็ตตัว เพราะเหตุว่าถ้าอุณหภูมิที่ก้อนเนื้อสูงเกินความจำเป็น จะมีผลให้ความหวานและก็ไขมันของเนื้อซึมหายไปได้ง่าย

9.            เมื่อครบ 30 นาที นำเนื้อออกมา

10.          ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ ปิ้งเนื้อด้วยไฟกึ่งกลางค่อนไปทางอ่อน เนื่องจากว่าแม้ปิ้งด้วยไฟแรงตั้งแต่แรกเนื้อจะยุบตัว

11.          พอเนื้อข้างล่างเริ่มสุกให้ลดเป็นไฟอ่อน ปิ้งต่ออีกโดยประมาณ 3 นาที เมื่อเนื้อข้างล่างเริ่มเป็นสีขาวให้พลิกชิ้นเนื้อกลับ แล้วปิ้งต่อไปอีก 3 นาที

12.          ต่อจากนั้นปิดไฟก่อน ปิดฝากระทะหรือเอาฟอยล์ห่อกระทะ อบเนื้อด้วยความร้อนของกระทะต่อไปอีก 2-3 นาที

13.          เอาฝาหรือฟอยล์ออก เปิดไฟอีกที ปิ้งด้วยไฟอ่อนอีก 2 นาที

14.          ใช้ไม้แหลมจิ้มไปที่ชิ้นเนื้อ ถ้ามีน้ำใสๆไหลออกมามีความหมายว่าเนื้อสุกเหมาะแล้ว ให้รีบไฟแรงขึ้นแล้วปิ้งถัดไปอีกราว 15 วินาที เพื่อผิวชิ้นเนื้อออกไหม้เกรียมนิดๆ

15.          ลวกหรือปิ้งผักเครื่องเคียง

วิธีทำซอส

น้ำซอสจะมีวิธีการทำได้หลากหลายสูตร แต่ว่าน้ำซอสสูตรนี้จะเป็นสูตรกระเทียมแล้วก็หอมหัวใหญ่เพื่อเพิ่มความหอมของเนื้อ และก็เป็นที่อร่อยของชาวไทย

•              สับกระเทียมให้ละเอียด

•              ใส่น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกในกระทะ คอยให้น้ำมันร้อน แล้วจึงเทกระเทียมลงไป ผัดด้วยไฟอ่อน อย่าให้กระเทียมไหม้

•              นำกระเทียมแล้วก็ส่วนประกอบที่เหลือมาผสมกับหอมหัวใหญ่อีก 1 ส่วนที่เหลือ ต้มจนถึงน้ำงวดออกไป

•              นำไปราดลงบนชิ้นเนื้อ พร้อมเสิร์ฟ

สำหรับที่คนประเทศญี่ปุ่นนิยมกินกัน อาทิเช่น ซอสเดมิกลาสหรือ Brown sauce, ซอสมะเขือเทศหรือซอสเทริยากิ เพียงแค่ราดลงไปบนชิ้นเนื้อก็จะได้รสที่ชุ่มฉ่ำผสมกับน้ำของชิ้นเอที่ไหลซึมออก u f a 8 7 7

Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee
Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee หรือกาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น หากเมื่อได้พูดถึงกาแฟ ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งประเทศที่มีการรับประทานมาก ถือเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นแหล่งรวบรวมและแหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรมการชงกาแฟที่นับได้ว่าหลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่ร้านแบบ K i s s a t e n จนถึงวิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i หรือ กาแฟดริปเย็นนั่นเอง

ในประวัติความเป็นมาของ A i s u K o h i ในประเทศญี่ปุ่นถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่ว่า กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและยังได้รับความนิยมในประเทศอเมริกาอีกด้วย (ในช่วงปลายทศวรรษ 90) โดย P e t e r G i u l i a n o ( F o u n d e r C o u n t e r C u l t u r e ) ผู้ที่นำวิธีการชงกาแฟวิธีนี้ไปเผยแพร่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้รู้จักกันว่า “กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น”

กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ได้รับความนิยมกันต่อ ๆ มาอย่างรวดเร็ว เพราะจากที่จะให้รสชาติที่ออกเปรี้ยวแล้วรสชาติยังจัดจ้านกว่าวิธีการชงแบบ C o l d B r e w และรวมถึงมีระยะเวลาในการชงไม่นาน และไม่ซับซ้อนอีกด้วย เพียงแค่คุณเติมน้ำแข็งลงไปในเหยือกกาแฟ (V e s s e l) ด้านล่างทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็ว นั่นเอง

Japanese Ice Coffee

               วิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i เป้าหมายคือการลดอุณหภูมิกาแฟดริปให้ลดลงอย่างรวดเร็วโดยการเติมน้ำแข็งลงไปข้างล่าง เพื่อการที่จะเสริฟให้เป็นเครื่องดื่มแบบเย็น ในการเติมน้ำแข็งเข้าไปข้างล่างนั้น จะทำให้น้ำกาแฟเกิดการเจือจางกว่าเดิม ดังนั้นความพอดีหรือความสมดุลของอุณหภูมิ ปริมาณของน้ำแข็ง และปริมาณของกาแฟเป็นเรื่องสำคัญอีกด้วย

หากว่าจะใช้ชงเอากาแฟน้อย ๆ แต่ใส่น้ำแข็งเยอะกว่าปกติจะทำให้กาแฟมีรสชาติออกเปรี้ยวและไม่สมดุลกัน ซึ่งในทางกลับกันนั้นหากใช้ปริมาณน้ำกาแฟมากและน้ำแข็งน้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้กาแฟนั้นเย็นช้า

เมื่อได้ดริปกาแฟแล้วความเข้มข้นของสารละลายกาแฟในช่วงแรก ๆ นั้นจะมีความเข้มข้น ในขณะที่ช่วงท้าย ๆ กาแฟจะอ่อนลง ดังนั้นเราจึงต้องทดแทนน้ำที่ไม่ค่อยมีรสชาติในช่วงหลังด้วยน้ำแข็ง จึงทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็วและไม่เสียความสมดุลในรสชาติที่มากไปนัก

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เหมือนกับอุปกรณ์ดริปกาแฟปกติ

  1. กาแฟ 15 กรัม
  2. น้ำร้อน 93 องศา 200 กรัม
  3. น้ำแข็ง 55 กรัม
  4. ตราชั่ง
  5. โหลใส่กาแฟ
  6. Dripper พร้อมกับกระดาษกรอง
  7. นาฬิกาจับเวลา

ในอัตราส่วนสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 13 กรัม และจะผสมน้ำแข็งเพิ่มอีก 55 กรัม ทำให้อัตราในส่วนกาแฟในเหยือกอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 15 กรัม

ขั้นตอนในการชง

  1. เตรียม Dripper พร้อมกับล้างกระดาษให้เรียบร้อย เพื่อลดกลิ่นของกระดาษ
  2. ใส่กาแฟที่บดแล้ว 15 กรัม  (ควรบดเล็กกว่าเมล็ดงา) ต่อมาใส่น้ำแข็ง 55 กรัมลงในเหยือกข้างล่าง
  3. ใส่น้ำ 40 กรัม คนไปมาให้ผงกาแฟเปียกโดยทั่วและรอ 40 วินาที
  4. เมื่อครบ 40 วินาทีเติมน้ำ 40 กรัม ทุก 30 วินาทีจนครบ 200 กรัม
  5. คนไปเรื่อย ๆ ให้น้ำแข็งละลายหมดเพื่อเพิ่มความสมดุลให้กับรสชาติของกาแฟ
  6. นำไปเสิร์ฟ

รูปแบบการชงแบบ กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น นับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของการชงกาแฟเย็นที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยและได้กาแฟเย็นที่มีมิติ U F A B E T มากกว่าวิธีการชงแบบ (Cold Brew) อีกด้วย

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง
คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง จริงหรือ เพราะข้าวนั้นเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1 9 6 2 เศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองอย่างมาก จึงมีการสำรวจปริมาณการบริโภคข้าวของคนญี่ปุ่น 1 คน อยู่ที่ 1 1 8 . 3 กก./ปี และต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2 0 1 6 พบว่าการบริโภค ข้าว นั้น มีการบริโภคลดลงอย่างน่าตกใจ ที่เหลือเพียง 5 4 . 4 กก./ปี จึงได้มีการอธิบายใก้เข้าใจได้ จึงกล่าวมาว่าในปี ค.ศ. 1 9 6 2 คนญี่ปุ่นทานข้าว 5 . 4 ถ้วย/วัน และปริมาณลดลงมาเรื่อย ๆ จนในปี ค.ศ. 2 0 1 6 คนญี่ปุ่นทานข้าวเพียง 2 . 5 ถ้วย/วัน เท่านั้น ถึงแม้ว่าทางเกษตรกรรมจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีรสชาติดีที่และน่าทานมากยิ่งขึ้น แต่ปริมาณการบริโภคข้าวนั้นก็ไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะอะไร คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

  • เกิดจากอิทธิพลจากชาติตะวันตก

ในขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลงนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไขมัน และผลิตภัณฑ์จากนม กลับมีปริมาณมากขึ้น ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาติตะวันตกที่เข้ามา จึงได้ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

  • ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กเกิดน้อยลง

เมื่อสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมของคนก็ย่อมเปลี่ยนไป จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้นนั้นจึงทำให้การทานอาหารน้อยลง และเมื่อบวกกับอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคข้าวลดลงตามมาด้วย

  • เทรนการรักสุขภาพ

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นได้หันมารักสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ดังนั้นยังมีตัวเลือกที่ได้รับประทานอาหารที่หลากหลายเช่นกัน อย่างเช่น ร้านอาหารต่างชาติ ฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ที่บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นนั่นเอง จึงทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่หันมาเลือกทานอาหารที่เตรียมง่ายและทานได้ในเวลาที่จำกัด

ในขณะที่การบริโภคข้าวลดลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นคือ

จากการสำรวจของ “ปริมาณการจับจ่ายซื้อของในครัวเรือนญี่ปุ่น”นั่น กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร ได้พบว่า เมื่อปีค.ศ. 2 0 1 1 การบริโภคขนมปังมีความก้าวหน้าจนแซงข้าวเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 2 0 1 2 ข้าวสามารถขึ้นนำขนมปังได้เพียงนิดเดียว แต่ในปี 2 0 1 3 เป็นต้นมา ปริมาณการซื้อขนมปังก็ยังคงเพิ่มขึ้นนำหน้าข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ถึงแม้ว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( U N E S C O ) ซึ่งในปี ค.ศ.2 0 1 3 และได้รับความนิยมในฐานะ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ในต่างประเทศ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นคุณค่าที่ถูกมองข้าม u f a b e t เพราะข้าวสำหรับญี่ปุ่นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดว่าในยุคหนึ่ง ข้าวเป็นเหมือนภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐบาลแทนเงินตรา หรือใช้เป็นเครื่องชี้วัดสถานะทางสังคมอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0