อาหารเมืองฮอกไกโด

อาหารเมืองฮอกไกโด
อาหารเมืองฮอกไกโด

อาหารเมืองฮอกไกโด อาหารที่ขึ้นชื่อของเมือง H o k k a i d o วันนี้เว็บไซต็ของเราจะพาไปรู้จักอาหารที่ขึ้นชื่อและอร่อยมาก ๆ ของที่นี่กัน ซึ่งในเรื่องของอาหารการกินนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เป็นปัญหาสำหรับนักเดินทางไปท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะการท่องเที่ยวนั้นร่างกายต้องการอาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อการเดินทาง เวลาเที่ยวเหนื่อย ๆ เราก็ต้องการกินอาหารที่อร่อยเพื่อใช้กำลังกายและกำลังใจในการเที่ยวต่อ ดังนั้นหลาย ๆ คนอาจจะมีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไปเที่ยวที่ฮอกไกโดแล้ว จะกินร้านอาหารไหนกันดี วันนี้ทางเว็บไซต์ของเราจะมาแนะนำ ร้านอาหารของเมืองฮอกไกโด มาฝากทุก ๆ คน

ซัปโปโร ราเม็ง (S a p p o r o R a m e n)

ในช่วงฤดูหนาว อาหารที่จะช่วยคลายความหนาวได้ก็คือ ราเม็ง ตามเมืองใหญ่ ๆ ในเมืองฮอกไกโด เช่นเมืองอะซะฮิคะวะ คุชิโระ หรือ ฮาโกะดาเตะ ล้วนจะมีราเม็งสูตรพิเศษในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งทีเด็ดของที่นี่ก็คือ มิโซะราเม็ง นอกจากอาหารจานนี้จะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน แต่ก็ยังได้รับความนิยมของคนในท้องถิ่นเช่นกัน ด้วยมิโซะราเม็งจะมีน้ำซุปที่ใสจากการนำไปเคี่ยวด้วยกระดูกหมูพร้อมวัตถุดิบอื่น ๆ จากนั้นนำมาปรุงรสชาติด้วยมิโซะ ตามด้วยบะหมี่นั่นเอง ส่วนท้อปปิ้งนั้นจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ร้านนั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใสผักที่นำไปผัด ใส่ข้าวโพด เนื้อสัตว์ทีนำไปผัดด้วยมิโซะ และเนย ซึ่งน้ำซุปนั้นจะมีรสชาติที่เข้มข้นช่วยให้ร่างกายที่หนาวเย็นรู้สึกอบอุ่นได้

ไคเซนด้ง (K a i s e n – d o n)

เป็นเมนูที่ได้นำวัตถุดิบที่แสนอร่อยของเมืองออกไกโดมาทำเป็นเมนูที่มีชื่อว่า ไคเซนด้ง ที่ได้เอาอาหารทะเลสด ๆ มาโปะลงบนข้าวสวยร้อน ๆ จนล้นชามหรือคนญี่ปุ่นเรียกมันว่า ดมบุริ ทั้งไข่ปลาแซลมอนหมักโซยุ ไข่หอยเม่นสด ๆ หอยเซลสด ๆ เนื้อปู เนื้อแซลมอน ปลาทูน่า รวมทั้งปลาหมึก ดังนั้นยังสามารถที่จะเลือกสรรวัตถุดิบได้เองตามใจชอบได้ด้วย ซึ่งบ้างร้านก็เต็มด้วยวัตถุดิบที่หลากหลาย ถ้าหากต้องการหาทานไคเซนด้ง สามารถหาทานได้ตามร้านอาหารหรือร้านซูซิในเมืองได้ทั่วไป

เนื้อย่างเจงกิสข่าน

นับว่า เนื้อย่างเจงกิสข่าน เป็นอาหารแห่งจิตวิญญาณของคนฮอกไกโด ซึ่งเป็นการนำเอาเนื้อแกะมาย่างในหม้อที่มีลักษณะเฉพาะให้ได้กลิ่นที่หอมน่ารับประทาน แต่เนื้อแกะนั้นจะมี 2 แบบคือ แบบแลมป์ มีเนื้อนุ่มไม่มีกลิ่นสาบและแบบมัตตัน จะเป็นเนื้อแกะที่อายุ 2 ปีขึ้นไป ดังนั้นปัจจุบันนี้ก็ยังมีร้านที่เสิร์ฟแตกต่างกันออกไปอย่างเช่น เนื้อกวางเอโซซิกะนั่นเอง

การทานนั้น จะต้องเรียงผัก เช่น หอมใหญ่ ต้นหอมญี่ปุ่น และถังงอกวางไปรอบ ๆ หม้อ จนความร้อนทั่วถึงหม้อจากนั้นนำเนื้อแกะมาใส่ตรงกลาง เมื่อสุกกำลังดีจึงนำมาจิ้มทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ

ปู (C r a b)

เหล่าอาหารทะเลของเมืองฮอกไกโดที่หลากหลายนั้น มีสิ่งที่นิยมมาก ๆ ในหมู่นักเดินทางก็คือ ปู ซึ่งจะทานแบบสด ๆ ที่เป็นซาชิมิ ก็อร่อย หรือจะนำไปย่างก็ได้ และถ้านำไปต้มเป็นหม้อไฟก็อร่อยไม่แพ้กันเลย ถือว่าดีงามมาก ๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : UFABET

มิโซะราเมน

มิโซะราเมน
มิโซะราเมน

มิโซะราเมน ในวันนี้ทางเว็บไซต์ของเราจะมานำเสนอสูตรมิโซะราเมนแบบที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมทำง่ายอีกด้วยนะ ทำเป็นอาหารเช้าซดน้ำซุปอุ่น ๆ ในช่วงฤดูหนาวได้เลย

แต่ก่อนการทำก็ต้องเตรียมน้ำซุปไก่ได้ก่อน จะเป็นแบบสำเร็จรูปหรือทำเองก็ได้ อาจจะนำโครงไก่ใส่หัวไชเท้าตั้งไฟอุ่นแค่ครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แต่เคล็ดลับน้ำซุปที่อร่อยนั้นควรใส่ไก่ที่มีหนังลงไปด้วย เพราะจะทำให้น้ำซุปนั้นมีความมัน อร่อย บางคนอาจนำคนอร์หรือซุปกระป๋องก็ได้เช่นกัน

ในส่วนของเครื่องที่ต้องใส่นั้นไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่ เพราะซื้อตามห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านค้าก็ได้นั่นเอง เรามาเริ่มดูสูตรการทำมิโซะแบบใคร ๆ ก็สามารถทำได้กันเลย

ส่วนผสม ( 2 คน)

พลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 630 kcal. ปริมาณใยอาหาร 7.1 กรัม เวลาที่ใช้ทำ 20 นาที

  • ซุปไก่ 600 มล.
  • กระเทียมจีน 1 กลีบ
  • ขิง 1 แว่น  6 กรัม
  • โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิโซะแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  • นํ้ามันงา 1 ช้อนชา
  • นํ้ามันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • งาขาวบด
  • เกลือ พริกไทย
  • หน่อไม้ดองใส่ราเมน 30 กรัม
  • หมูชาชู 4 ชิ้น หรือจะใช้หมูหมักเกลือก็ได้
  • ไข่ต้มราเมน
  • เส้นราเมนสำหรับ 2 คน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขั้นตอนการทำ

1. ตั้งกระทะให้ร้อน นำกระเทียมกับขิงไปผัดกับน้ำมันพืชจนมีกลิ่นหอม เมื่อผัดเสร็จผัดแล้วให้นำกระเทียมกับขิงไปพักไว้

2. ตั้งนํ้าซุปให้เดือด จากนั้นนำกระเทียมกับขิงที่ได้ผัดไว้จนหอม ใส่ลงไปในหม้อซุป และปรุงรสชาติด้วยโชยุ มิริน เกลือ พริกไทย นํ้ามันงา งาขาวบด เมื่อปรุงได้รสชาติที่ต้องการแล้วลดไฟและเติมมิโซะ เวลาที่เติมมิโซะนั้นให้ใช้กระชอนเล็กหรือตักน้ำซุปใส่ถ้วย จากนั้นจึงเติมมิโซะและคนไม่ให้มิโซะเป็นก้อน จากนั้นเทลงใส่เข้าไปในหม้ออีกครั้ง น้ำไม่ควรเดือนเพราะอาจจะทำให้มิโซะนั้นเสียรสชาติได้

3. เมื่อทำน้ำซุปมิโซะเสร็จแล้ว จากนั้นจึงนำดส้นไปลวกให้สุก แล้วจึงตักใส่ถ้วย

 4. วางเครื่องหรือท็อปปิ้งที่เตรียมไว้ลงไปในถ้วย

เสร็จแล้วสำหรับ สูตรเมนูการทำมิโซะราเมน ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมทำได้ง่ายมาก ๆ วัตถุดิบก็หาได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้า เมื่อได้ทราบสูตรกันแล้วลองทำกันดู เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะติดใจและกลับมาทำหลาย ๆ ครั้งแน่นอน หากใครได้ทำแล้วอย่าลืมมารีวิวกันด้วยนะ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความจาก UFABET

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น
แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น หรือเมนูอาหารที่เรียกว่า แฮมเบิร์ก นั้นเป็นอาหารยอดนิยมประจำถิ่นฐานของคนญี่ปุ่น และถ้าบ้านไหนมีเด็ก ๆ ละก็ เมนูนี้จะเป็นเมนูอาหารเย็นอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว

แฮมเบิร์ก นั้นสำหรับคนญี่ปุ่นมักออกเสียงว่า “ฮัมบากุ” ก็คือ เมนู b u r g e r เนื้อนั่นเอง ซึ่งจะเป็นเมนูที่เป็นกับข้าวหรือสเต็ก แต่จะไม่เหมือน h a m b u r g e r ที่เราเคยรับประทานกันตามร้านอาหารต่าง ๆ ที่ไม่ใช้ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่จะนำเอาขนมปังมาประกบกันทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งของกินรายการอาหารนี้จะให้อีกทั้งพลังงานและก็สารอาหารที่ครบสมบูรณ์ ได้แก่ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เกลือแร่แล้วก็วิตามิน พูดได้ว่ารายการอาหารเดียวมีสารอาหารครบอีกทั้ง 5 หมู่ และก็เป็นที่ชื่นชอบของคนภายในครอบครัว ทั้งยังกินง่ายอีกด้วย

เมนูแฮมเบิร์กหรือ แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

มักกินกับผักเครื่องเคียง ที่นำผักหลากหลายประเภทเอามาปิ้งหรือลวก อาทิเช่น บล็อคโคลี่, แครอท, หอมหัวใหญ่, มะเขือเทศ, กระเจี๊ยบ, เห็ด, มันฝรั่งหรือจนกระทั่งข้าวโพดคลุกเนย

ถ้าหากกินเป็นของกินชุด จะมีพร้อมด้วยข้าว, ซุป, ของเคียงแล้วก็กิมจิ จะกินเป็นอาหารจานเดียวก็ง่าย ปกติก็มักจะใส่ไข่ทอดรวมทั้งผักเครื่องเคียงด้วย หรือจะจัดเป็นอาหารกล่องก็ได้

ส่วนผสมและเครื่องปรุง (4 คน)

  • เนื้อวัวบด 300 กรัม
  • เนื้อหมูบด 100 กรัม
  • เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกล็ดขนมปัง 20 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกลือ 1/3 ช้อนชา
  • ผงลูกจันทน์ป่น (พอประมาณ)
  • หอมหัวใหญ่ขนาดกลาง 1 หัวครึ่ง
  • พริกไทย (พอประมาณ เพื่อให้มีกลิ่นหอม)
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทอดเนื้อ)
  • ผักเครื่องเคียง 2-3 ชนิด (สำหรับลวกหรือย่าง)
  • กระเทียม (เล็กน้อย สำหรับผสมในซอส)
  • โชยุ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1.            สับหอมหัวใหญ่ทั้งหมดให้ละเอียด แบ่งหอมหัวใหญ่ออกเป็น 2 ส่วน

2.            เติมเกลือลงไปในหอมหัวใหญ่สับละเอียด 1 ส่วนที่แยกไว้ ผัดด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งเป็นสีเหลืองทอง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาพักไว้ให้เย็น

3.            ใส่เนื้อวัวบดแล้วก็เนื้อหมูบดที่แช่เย็นไว้ลงไปในจานชามใหญ่ เติมเกลือ 1 จับมือลงไป นวดให้เข้ากัน จนกระทั่งเนื้อเหนียวติดมือ

4.            ใส่เกล็ดขนมปัง, ไข่ไก่และก็หอมหัวใหญ่สับละเอียดที่ผัดไว้แล้วลงไป เพิ่มเติมพริกไทย, ลูกจันทร์ป่น แล้วจึงนวดให้เหมาะ

5.            แบ่งเนื้อในจานชามออกเป็น 4 ส่วน

6.            ตบก้อนเนื้อไปๆมาๆด้วยฝ่ามือระหว่าง 2 มือเพื่อไล่อากาศและก็ทำให้เนื้อแน่นขึ้น จะต้องไล่อากาศออกให้หมด เพราะเหตุว่าหากอากาศออกไม่หมดจะมีผลให้ก้อนเนื้อพองและก็แตก

7.            กดเป็นก้อนกลม หนาราวๆ 1.5 ซม.

8.            ใส่ก้อนเนื้อไว้ภายในตู้แช่เย็นโดยประมาณ 30 นาที เพื่อเนื้อเซ็ตตัว เพราะเหตุว่าถ้าอุณหภูมิที่ก้อนเนื้อสูงเกินความจำเป็น จะมีผลให้ความหวานและก็ไขมันของเนื้อซึมหายไปได้ง่าย

9.            เมื่อครบ 30 นาที นำเนื้อออกมา

10.          ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ ปิ้งเนื้อด้วยไฟกึ่งกลางค่อนไปทางอ่อน เนื่องจากว่าแม้ปิ้งด้วยไฟแรงตั้งแต่แรกเนื้อจะยุบตัว

11.          พอเนื้อข้างล่างเริ่มสุกให้ลดเป็นไฟอ่อน ปิ้งต่ออีกโดยประมาณ 3 นาที เมื่อเนื้อข้างล่างเริ่มเป็นสีขาวให้พลิกชิ้นเนื้อกลับ แล้วปิ้งต่อไปอีก 3 นาที

12.          ต่อจากนั้นปิดไฟก่อน ปิดฝากระทะหรือเอาฟอยล์ห่อกระทะ อบเนื้อด้วยความร้อนของกระทะต่อไปอีก 2-3 นาที

13.          เอาฝาหรือฟอยล์ออก เปิดไฟอีกที ปิ้งด้วยไฟอ่อนอีก 2 นาที

14.          ใช้ไม้แหลมจิ้มไปที่ชิ้นเนื้อ ถ้ามีน้ำใสๆไหลออกมามีความหมายว่าเนื้อสุกเหมาะแล้ว ให้รีบไฟแรงขึ้นแล้วปิ้งถัดไปอีกราว 15 วินาที เพื่อผิวชิ้นเนื้อออกไหม้เกรียมนิดๆ

15.          ลวกหรือปิ้งผักเครื่องเคียง

วิธีทำซอส

น้ำซอสจะมีวิธีการทำได้หลากหลายสูตร แต่ว่าน้ำซอสสูตรนี้จะเป็นสูตรกระเทียมแล้วก็หอมหัวใหญ่เพื่อเพิ่มความหอมของเนื้อ และก็เป็นที่อร่อยของชาวไทย

•              สับกระเทียมให้ละเอียด

•              ใส่น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกในกระทะ คอยให้น้ำมันร้อน แล้วจึงเทกระเทียมลงไป ผัดด้วยไฟอ่อน อย่าให้กระเทียมไหม้

•              นำกระเทียมแล้วก็ส่วนประกอบที่เหลือมาผสมกับหอมหัวใหญ่อีก 1 ส่วนที่เหลือ ต้มจนถึงน้ำงวดออกไป

•              นำไปราดลงบนชิ้นเนื้อ พร้อมเสิร์ฟ

สำหรับที่คนประเทศญี่ปุ่นนิยมกินกัน อาทิเช่น ซอสเดมิกลาสหรือ Brown sauce, ซอสมะเขือเทศหรือซอสเทริยากิ เพียงแค่ราดลงไปบนชิ้นเนื้อก็จะได้รสที่ชุ่มฉ่ำผสมกับน้ำของชิ้นเอที่ไหลซึมออก u f a 8 7 7

Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee
Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee หรือกาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น หากเมื่อได้พูดถึงกาแฟ ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งประเทศที่มีการรับประทานมาก ถือเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นแหล่งรวบรวมและแหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรมการชงกาแฟที่นับได้ว่าหลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่ร้านแบบ K i s s a t e n จนถึงวิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i หรือ กาแฟดริปเย็นนั่นเอง

ในประวัติความเป็นมาของ A i s u K o h i ในประเทศญี่ปุ่นถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่ว่า กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและยังได้รับความนิยมในประเทศอเมริกาอีกด้วย (ในช่วงปลายทศวรรษ 90) โดย P e t e r G i u l i a n o ( F o u n d e r C o u n t e r C u l t u r e ) ผู้ที่นำวิธีการชงกาแฟวิธีนี้ไปเผยแพร่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้รู้จักกันว่า “กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น”

กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ได้รับความนิยมกันต่อ ๆ มาอย่างรวดเร็ว เพราะจากที่จะให้รสชาติที่ออกเปรี้ยวแล้วรสชาติยังจัดจ้านกว่าวิธีการชงแบบ C o l d B r e w และรวมถึงมีระยะเวลาในการชงไม่นาน และไม่ซับซ้อนอีกด้วย เพียงแค่คุณเติมน้ำแข็งลงไปในเหยือกกาแฟ (V e s s e l) ด้านล่างทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็ว นั่นเอง

Japanese Ice Coffee

               วิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i เป้าหมายคือการลดอุณหภูมิกาแฟดริปให้ลดลงอย่างรวดเร็วโดยการเติมน้ำแข็งลงไปข้างล่าง เพื่อการที่จะเสริฟให้เป็นเครื่องดื่มแบบเย็น ในการเติมน้ำแข็งเข้าไปข้างล่างนั้น จะทำให้น้ำกาแฟเกิดการเจือจางกว่าเดิม ดังนั้นความพอดีหรือความสมดุลของอุณหภูมิ ปริมาณของน้ำแข็ง และปริมาณของกาแฟเป็นเรื่องสำคัญอีกด้วย

หากว่าจะใช้ชงเอากาแฟน้อย ๆ แต่ใส่น้ำแข็งเยอะกว่าปกติจะทำให้กาแฟมีรสชาติออกเปรี้ยวและไม่สมดุลกัน ซึ่งในทางกลับกันนั้นหากใช้ปริมาณน้ำกาแฟมากและน้ำแข็งน้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้กาแฟนั้นเย็นช้า

เมื่อได้ดริปกาแฟแล้วความเข้มข้นของสารละลายกาแฟในช่วงแรก ๆ นั้นจะมีความเข้มข้น ในขณะที่ช่วงท้าย ๆ กาแฟจะอ่อนลง ดังนั้นเราจึงต้องทดแทนน้ำที่ไม่ค่อยมีรสชาติในช่วงหลังด้วยน้ำแข็ง จึงทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็วและไม่เสียความสมดุลในรสชาติที่มากไปนัก

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เหมือนกับอุปกรณ์ดริปกาแฟปกติ

  1. กาแฟ 15 กรัม
  2. น้ำร้อน 93 องศา 200 กรัม
  3. น้ำแข็ง 55 กรัม
  4. ตราชั่ง
  5. โหลใส่กาแฟ
  6. Dripper พร้อมกับกระดาษกรอง
  7. นาฬิกาจับเวลา

ในอัตราส่วนสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 13 กรัม และจะผสมน้ำแข็งเพิ่มอีก 55 กรัม ทำให้อัตราในส่วนกาแฟในเหยือกอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 15 กรัม

ขั้นตอนในการชง

  1. เตรียม Dripper พร้อมกับล้างกระดาษให้เรียบร้อย เพื่อลดกลิ่นของกระดาษ
  2. ใส่กาแฟที่บดแล้ว 15 กรัม  (ควรบดเล็กกว่าเมล็ดงา) ต่อมาใส่น้ำแข็ง 55 กรัมลงในเหยือกข้างล่าง
  3. ใส่น้ำ 40 กรัม คนไปมาให้ผงกาแฟเปียกโดยทั่วและรอ 40 วินาที
  4. เมื่อครบ 40 วินาทีเติมน้ำ 40 กรัม ทุก 30 วินาทีจนครบ 200 กรัม
  5. คนไปเรื่อย ๆ ให้น้ำแข็งละลายหมดเพื่อเพิ่มความสมดุลให้กับรสชาติของกาแฟ
  6. นำไปเสิร์ฟ

รูปแบบการชงแบบ กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น นับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของการชงกาแฟเย็นที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยและได้กาแฟเย็นที่มีมิติ U F A B E T มากกว่าวิธีการชงแบบ (Cold Brew) อีกด้วย

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง
คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง จริงหรือ เพราะข้าวนั้นเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1 9 6 2 เศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองอย่างมาก จึงมีการสำรวจปริมาณการบริโภคข้าวของคนญี่ปุ่น 1 คน อยู่ที่ 1 1 8 . 3 กก./ปี และต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2 0 1 6 พบว่าการบริโภค ข้าว นั้น มีการบริโภคลดลงอย่างน่าตกใจ ที่เหลือเพียง 5 4 . 4 กก./ปี จึงได้มีการอธิบายใก้เข้าใจได้ จึงกล่าวมาว่าในปี ค.ศ. 1 9 6 2 คนญี่ปุ่นทานข้าว 5 . 4 ถ้วย/วัน และปริมาณลดลงมาเรื่อย ๆ จนในปี ค.ศ. 2 0 1 6 คนญี่ปุ่นทานข้าวเพียง 2 . 5 ถ้วย/วัน เท่านั้น ถึงแม้ว่าทางเกษตรกรรมจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีรสชาติดีที่และน่าทานมากยิ่งขึ้น แต่ปริมาณการบริโภคข้าวนั้นก็ไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะอะไร คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

  • เกิดจากอิทธิพลจากชาติตะวันตก

ในขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลงนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไขมัน และผลิตภัณฑ์จากนม กลับมีปริมาณมากขึ้น ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาติตะวันตกที่เข้ามา จึงได้ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

  • ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กเกิดน้อยลง

เมื่อสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมของคนก็ย่อมเปลี่ยนไป จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้นนั้นจึงทำให้การทานอาหารน้อยลง และเมื่อบวกกับอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคข้าวลดลงตามมาด้วย

  • เทรนการรักสุขภาพ

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นได้หันมารักสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ดังนั้นยังมีตัวเลือกที่ได้รับประทานอาหารที่หลากหลายเช่นกัน อย่างเช่น ร้านอาหารต่างชาติ ฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ที่บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นนั่นเอง จึงทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่หันมาเลือกทานอาหารที่เตรียมง่ายและทานได้ในเวลาที่จำกัด

ในขณะที่การบริโภคข้าวลดลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นคือ

จากการสำรวจของ “ปริมาณการจับจ่ายซื้อของในครัวเรือนญี่ปุ่น”นั่น กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร ได้พบว่า เมื่อปีค.ศ. 2 0 1 1 การบริโภคขนมปังมีความก้าวหน้าจนแซงข้าวเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 2 0 1 2 ข้าวสามารถขึ้นนำขนมปังได้เพียงนิดเดียว แต่ในปี 2 0 1 3 เป็นต้นมา ปริมาณการซื้อขนมปังก็ยังคงเพิ่มขึ้นนำหน้าข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ถึงแม้ว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( U N E S C O ) ซึ่งในปี ค.ศ.2 0 1 3 และได้รับความนิยมในฐานะ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ในต่างประเทศ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นคุณค่าที่ถูกมองข้าม u f a b e t เพราะข้าวสำหรับญี่ปุ่นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดว่าในยุคหนึ่ง ข้าวเป็นเหมือนภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐบาลแทนเงินตรา หรือใช้เป็นเครื่องชี้วัดสถานะทางสังคมอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน
เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน การหาทานอาหารญี่ปุ่นที่อร่อยนั้น จึงเป็นเหตุผลของการเดินทางมาเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายประเภท อย่างเช่น ซูชิ เทมปุระ สุกี้ยากี้ และอื่น ๆ แต่ในการทำอาหารเหล่านี้นั้นจะขาดเครื่องปรุงที่สำคัญไปไม่ได้เลย วันนี้เราจึงมาแนะนำเครื่องปรุงที่สำคัญของญี่ปุ่นให้หลาย ๆ คนได้รู้จักกัน วันนี้เลยจะมาบอกเล่าถึงเครื่องปรุงที่สำคัญในญี่ปุ่นให้ได้อ่านกัน ว่าชาวญี่ปุ่นเขามีเครื่องปรุงอะไรติดบ้านกันบ้าง

  • โชยุ

“โชยุ” เป็นเครื่องปรุงหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่น

โชยุหรือซีอิ๊วที่รู้จักกันดี ทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 ปี จนได้เป็นซีอิ๊วซีอิ๊วแบบที่ใช้กันตามครัวเรือนและร้านอาหารนั้นจะเป็นแบบขายใส่ขวด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นก็จะแบ่งซีอิ๊วออกเป็นแยกย่อย 3 แบบ คือ โคอิคุจิ อุสุคุจิ และทามาริ โดยปริมาณที่ผลิตได้ถึง 80% จะเป็นซีอิ๊วแบบโคอิคุจิ ในกลิ่นเฉพาะตัวเกิดมาจากจุลินทรีย์ที่ใช้เวลาในการหมัก ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลและอาหารประเภทเนื้อได้อีกด้วย

โชยุ เป็นเครื่องปรุงที่สำคัญมาก ถึงขั้นขาดไม่ได้เลย เพราะเป็นเครื่องปรุงอันดับ 1 ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำเมนูอะไรก็ต้องใส่โชยุเพื่อเพิ่มรสชาติ เค็มหน่อย ๆ แต่รสชาติดีเลิศ สีของโชยุนั้นจะออกสีน้ำตาล ๆ เข้มหรืออ่อนแล้วแต่ประเภทของโชยุ เพราะสามารถเอามาทำอาหารได้เกือบทุกประเภท นึ่งหรือย่าง ได้หมด ประโยชน์มีมากอีกด้วย

  • สาเก

สาเกก็คือเหล้า นั่นแหละแต่จะเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวใช้ทำอาหาร แอลกอฮอล์ต่ำประมาณแค่ 13-14 ดีกรีเท่านั้น ซึ่งในการใช้สาเกสำหรับการปรุงอาหารนั้นจะทำให้รสชาติกลมกล่อม เวลานำไปผัดแล้วใส่สาเกแอลกอฮอล์มันก็ระเหยหายไปเยอะ กินแล้วก็ไม่ต้องกลัวเมาและที่สำคัญสาเกมีดีในเรื่องช่วยดับความคาว แถมถ้าใช้ในการหมักเนื้อ เนื้อจะนุ่มละมุนลิ้นมากขึ้นด้วย

คำถามที่สงสัยกันบ่อย ๆ  ก็คือ แล้วถ้าเอาเหล้าธรรมดาที่คุณดื่ม ๆ กัน มาทำอาหารได้ไหม ที่จริงแล้วนำมาทำได้แต่ราคาค่อยข้างที่จะแพง ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงผลิตสาเกไว้สำหรับในการทำอาหารโดยเฉพาะ และมีมากมายหลายยี่ห้อ ราคาก็แสนถูกอีกด้วย หาซื้อได้ง่ายตามร้านซุเปอร์มาร์เก็ต ตกขวดละสองสามร้อยเยน สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

  • มิริน

“มิริน” เป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้สำหรับอาหารประเภทเส้นและประเภทต้ม

เป็นเครื่องปรุงของญี่ปุ่นที่ทำมากจากการหมักข้าวเหนียวนึ่งด้วยเวลาประมาณ 40 – 60 วัน มีรสชาติออกหวานและมีแอลกอฮอล์เล็กน้อย มิรินมักนำมาใช้เป็นน้ำซุปของอาหารประเภทเส้นอย่าง โซบะ อุด้ง ที่ใส่อาหารประเภทต้ม และยังสามารถใช้เป็นซอสทำไก่ยากิโทริได้ ดังนั้นมิรินก็มีคุณสมบัติที่ช่วยดับกลิ่นคาวได้เช่นเดียวกับโชยุ เพราะมีรสชาติออกหวานอร่อยล้ำลึก

มิรินจะแตกต่างกับสาเกนิดเดียวตรงที่ มิรินเป็นเหล้าหวาน ดังนั้นหากเป็นมิรินแท้ ๆ นั้นเขานำเอาไว้ดื่มกันเพลิน ๆ เหมือนเหล้าธรรมดาอีกด้วย (ในเฉพาะมิรินแท้ เรียกว่า ฮงมิริน) ทั้งใส่น้ำแข็ง หรือจะผสมโซดา หรือใส่กับส้มยูซุกับน้ำร้อนกินก็ได้ อร่อยรสจากดีเลิศ โดยมิรินนั้นจะนำมาใช้เวลาอยากใส่ให้รสชาติออกหวานๆ กลิ่นหอมเหล้านิด ๆ อาหารก็จะออกมาหวานหอม หมักเนื้อ เนื้อก็จะนุ่มกินเพลินเลยทีเดียว

  • สุ

สุ ในที่นี้แปลว่า น้ำส้มสายชูนั่นเอง

ในที่ญี่ปุ่นนั้น น้ำส้มสายชูจะมีมากมายก่ายกองทั้งทำมาจากข้าว ข้าวสาลี หรือผักผลไม้ อย่างเช่น ข้าวโพด ส้ม หรือแอปเปิ้ล หรือในแบบอื่น ๆ  ในขั้นตอนการทำส่วนใหญ่จะมีการกลั่นหลายรอบ ในรอบแรกจะกลั่นออกมาเป็นเหล้า แล้วค่อยมากลั่นให้เป็นน้ำสมสายชูในที่สุด

รสชาตินั้นจะออกเปรี้ยว ๆ แต่เป็นรสเปรี้ยวที่อร่อย ใช้ในการทำผักดองและการปรุงอาหารได้หลายอย่าง อย่างข้าวซูชิที่รับประทานกันนั่นเอง

  • มิโซะ

มิโสะ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำซุปเต้าเจี้ยว

มิโสะหรือเต้าเจี้ยวนั้น ทำมาจากถั่วเหลืองที่นำไปนึ่งก่อนแล้วจึงนำมาหมักกับเกลือและโคจิ ซึ่งมิโสะนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โคเมะมิโสะ(ข้าว) มาเมะมิโสะ(ถั่ว) มุกิมิโสะ(ข้าวสาลี) และโชโกมิโสะ(แบบผสม) และนอกจากนี้ก็ยังมีมิโสะของสูตรต้นตำรับตามท้องถิ่น เช่น ฮัจโจมิโสะ (จังหวัดไอจิ) ชินชูมิโสะ (จังหวัดนางาโนะ) เป็นต้น ซึ่งในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นนั้นในมื้อเช้า เที่ยง เย็น ก็จะต้องมีซุปมิโสะอยู่เคียงกันทุกมื้อ ซึ่งในซุปมิโสะนั้นจะมีแร่ธาตุอาหารหลายอย่าง คือ แคลเซียม ธาตุเหล็ก ยังไม่พอเพราะช่วยเรื่องการย่อยอาหารและยังช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย แต่ไม่ควรกินเยอะไป

ซึ่งมิโสะนั้นเอาไปทำอาหารก็ได้หลายอย่าง เช่น การหมัก การนึ่ง การย่าง และเมนูยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก นั่นคือ ซุปมิโซะ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

หากคนที่สนใจจะทำอาหาร หรืออย่างลองปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ได้อ่านมา ก็ลองทำกันดู เพราะอาหารญี่ปุ่นนั้นมีรสชาติที่ดีและทำได้ง่ายอีกด้วย UFABET ถ้าติดใจรสชาติอาหารก็นำมาบอกกล่าวกันบ้างนะ

โอนิงิริ

โอนิงิริ
โอนิงิริ

โอนิงิริ (o n i g i r i) หรือ โอมูซูบิ คือข้าวปั้นอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหรือวงรี โดยจะห่อด้วยสาหร่ายหรือโนรินั่นเอง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น o n i g i r i จะเป็นไส้บ๊วยเค็ม (อูเมโบชิ) ปลาเค็ม (ชาเกะหรือคัตสึโอบูชิ) หรือเป็นไส้ที่มีรสชาติเค็มต่าง ๆ ซึ่ง o n i g i r i จะแตกต่างกับซูชิเพราะ o n i g i r i  ข้าวนั้นจะไม่มีรสชาติเปรี้ยวน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น(ซูชิเมชิ) เหมือนกกับข้าวซูชินั่นเอง

ประวัติของ โอนิงิริ

onigiri ในอดีตนั้นจะมีลักษณะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เพื่อสะดวกต่อการถือและการกินนอกสถานที่ ซึ่งในยุคก่อนซามุไรนั้นสามารถพกพานำไปกินได้สะดวกในสนามรบ ต่อมาในยุคเฮอังก็ได้มีการห่อข้าวปั้นในลักษณะที่เป็นเหลี่ยมมากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการวางซ้อน ๆ กัน จากนั้นยุคคามากูระจนถึงยุคเอโดะ onigiri ก็ยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่าย ฌเยมีการปรุงรสชาติโดยใช้เกลือเป็นหลัก จนกระทั่งในยุคเมจิจึงเริเริ่มมีการรู้จักใช้สาหร่ายในอาหารต่าง ๆ อีกด้วย

ต่อมาหลังจากที่ได้มีการใช้เครื่องจักรในการห่อข้าวปั้นจึงไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเนื่องจากรูปร่างที่ยากต่อการจัดทำ จนเมื่อถึงในช่วงของศริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงได้มีการห่อข้าวปั่นในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น คือ การปั้นข้าวปั้นก่อนแล้วจึงนำไปยัดใส้ โดยการห่อข้าวให้เป็นรูปสามเหลี่ยมและตามด้วยการยัดไส้ด้วยขั้นตอนถัดไปและสุดท้ายจึงปิดรูด้วยสาหร่ายนั่นเอง โดยในภายหลังนั้นได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวปั้นและสาหร่ายโดยการแยกจากกัน เพื่อที่จะป้องกันปัญหาสาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียว ซึ่งก่อนที่จะรับประทานนั้นค่อยนำสาหร่ายมาห่อข้าวพร้อมทาน

Onigiri หาซื้อได้ที่ไหน

Onigiri หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อแทบทุกร้านในประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีไส้ต่าง ๆ มากมายให้เลือกทาน เห็นได้ว่า onigiri เป็นอาหารกินเล่นที่นิยมมากอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น โดยในญี่ปุ่นนั้นมีร้านขาย onigiri โดยเฉพาะที่เรียกได้ว่า “โอนิงิริยะ” ซึ่งเป็นการทำ onigiri ได้ตามสั่ง

ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มี onigiri ขายตามร้านอาหารญี่ปุ่น และตามร้านสะดวกซื้อ และตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ บางแห่ง ที่ได้มีการดัดแปลงรสชาติเพื่อให้ถูกปากคนไทยอีกด้วย

ไส้ต่าง ๆ ของ onigiri

onigiri เริ่มมีมาตั้งแต่ยังไม่มีไส้ และแบบที่มีไส้ต่าง ๆ เช่น ปลา ปลาไหล ชิราโกะ ฟูริกาเกะ ผักดอง กิมจิ โนซาวานะ ยำสาหร่าย สึกูดานิ อูเมโบชิ คานิ มิโซะ เม็นไตโกะ อูนิ โอกากะ ทาราโกะ สลัดไข่กุ้ง สลัดปูอัด ซาบะย่างเกลือ แซลมอนย่างซีอิ๊ว เป็นต้น

onigiri ไม่ได้มีเพียงแค่รูปทรงสามเหลี่ยมเท่านั้น และก็ไม่จะเป็นจะต้องถูกห่อด้วยสาหร่ายแห้งเสมอไป ซึ่งแท้จริงแล้ว onigiri  มีความหลากหลายมากมาย ทั้งในลักษณะของรูปร่าง รสชาติ ชนิดพันธุ์ของข้าวที่นำมาใช้ ตลอดจนวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบเข้าด้วยกันจนเป็น onigiri ก้อนหนึ่ง และปัจจุยสำคัญที่มีผลต่อ onigiri มากที่สุดนั้นอาจเป็นผลผลิตท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ ถ้าหากจังหวัดและเมืองนั้น ๆ มีวัตถุดิบที่สามารถนำมาทำไส้ของ onigiri ได้ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ดี และเป็นของดีประจำถิ่นนั้น ๆ อีกด้วย

เมื่อได้รวม onigiri กับอาหารท้องถิ่น

  • จังหวัดอะโอะโมะริ ได้แก่ คิคุคะโอะริ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเห็ด ถั่ว และดอกเบญจมาศ

  • จังหวัดยามากาตะ ได้แก่ มิโซะยากิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นย่างมิโซะและประกบด้วยใบโอบะ

  • จังหวัดอิบารากิ ได้แก่ นัตโตะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมถั่วหมักกับปลาชิราสึสองวัตถุดิบขึ้นชื่อประจำจังหวัด

  • จังหวัดโทยามะ ได้แก่ โทโรโระคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นคลุกสาหร่ายฝอย เพราะในจังหวัดโทยามะเป็นจังหวัดที่มีการบริโภคสาหร่ายเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น

  • จังหวัดอิชิกะวะ ได้แก่ อิกะโนะทาคิโกะมิโกฮัง o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นจากข้าวหุงปลาหมึกถือเป็นอาหารประจำฤดูใบไม้ร่วง

  • จังหวัดนากาโน่ ได้แก่ โนซาวะนะโตะคาริคาริอุเมะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมผักโนซาวะนะและบ๊วยเม็ดเล็ก

  • จังหวัดมิเอะ ได้แก่ เท็นมุสึ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นไส้กุ้งเทมปุระทั้งตัวห่อสาหร่าย

  • จังหวัดเกียวโต ได้แก่ นาเอะเมชิ

เป็นข้าวปั้นผสมเมล็ดถั่วแดงคลุกผงถั่วเหลืองคั่วป่น

  • จังหวัดโอซาก้า ได้แก่ ชิโอะคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นทรงถุงใส่ข้าวสารญี่ปุ่นผสมสาหร่ายดองเกลือ

  • จังหวัดโทคุชิมะ ได้แก่ ซึดะชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมมะนาวญี่ปุ่นและเนื้อปลาแซลมอนย่าง

  • จังหวัดโคจิ ได้แก่ คัตสึโอะเมชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเนื้อปลาคัตสึโอะชิ้นโต

ความรู้เพิ่มเติม

  • ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ คือ ข้าวที่เหมาะสำหรับที่จะนำมาทำ onigiri มากที่สุด เพราะข้าวจะมีความเหนียวนุ่มและมีปริมาณความชื้นมากกว่าข้าวที่หุงทิ้งไว้นานแล้ว ทำให้ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ นั้นทำให้เมล็ดข้าวเกาะตัวกันได้ดีมาก เมื่อถูกนำมาปั้นเป็นก้อน
  • เกลือถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำ onigiri เพราะนอกจากที่จะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว เกลือยังสามารถที่จะช่วยยืดอายุในการเก็บรักษา onigiri ได้อีกด้วย ซึ่งในการใส่นั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
  • ในการทำ onigiri นั้นควรทำให้มือทั้งสองข้างเปียกก่อน จากนั้นก็นำเกลือปริมาณเล็กน้อยมาถูบนฝ่ามือทั้งสองข้างก่อนลงมือทำ แค่นี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้ข้าวติดมือเวลาปั้น onigiri ได้นั่นเอง
  • ในสมัยก่อนที่จะมีการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ห่อ onigiri นั้น คนญี่ปุ่นมักจะใช้ใบไผ่ห่อเวลาที่จะต้องพกติดตัวก่อนเดินทาง

อ่านข้อมูลเพิ่มเพิ่มได้ที่ u f a b e t

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น
สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มและชอบรสชาติของเแอลกอฮอลล์ ทางเว็บของเราขอแนะนำให้พวกคุณได้ลองลิ้มรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ซึ่งสาเกนั้นเป็นเหล้าญี่ปุ่นที่ได้ผลิตจากข้าว ยีสต์ และน้ำ ที่มีระดับของแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 1 0 – 2 0 % การดื่มสาเกนั้นจะนิยมดื่มโดยมีอาหารญี่ปุ่นอยู่ด้วย เช่นซูชิและซาชิมิ มากินเพื่อเป็นกับแกล้มนั่นเอง ส่วนในการดื่มนั้นจะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและขึ้นอยู่ตาใจชอบของผู้ดื่ม ซึ่งถ้าหากเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสได้ไปเยือนญี่ปุ่น เราแนะนำให้ไปลิ้มลองรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่น รับลองว่าผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จะติดใจจนต้องหิ้วกลับมาเป็นอย่างแน่

s a k e นั้นเป็นคำเรียกของคำว่า “สุรา” ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงเหล้าหลายชนิดใน ๆ ทั่วไป s a k e หมายถึงเหล้าที่ทำมาจากข้าว แต่ในบางท้องที่นั้นจะหมายถึงเหล้าที่มีการกลั่นมาจากมันสำปะหลังหรืออ้อยนั่นเอง หรือในบางครั้งอาจหมายถึงโชจูหรือรู้จักในนามของ วอดก้าญี่ปุ่น ซึ่งต้นกำเนิดของสาเกนั้นได้มีการกล่าวถึงหลายทฤษฎี ได้แก่ นำเข้าจากจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นเอง

S a k e เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา อาจดื่มคนเดียวหรือเพื่อการสังสรรค์เป็นกลุ่มก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้พร้อมกับอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ อย่าง เพราะเข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่นั้นจะไม่แนะนำให้ดื่มกับอาหารจำพวกข้าวเป็นหลัก เช่น ซูชิ หรือโอนิกิริ เพราะจะทำให้สาเกเสียรสชาติ ซึ่งนิยมเสิร์ฟด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบร้อน และแบบเย็น

ประเภทของ สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

  • จุนไม ( J U N M A I : P U R E R I C E)

เป็น Sake บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้ผสมน้ำตาล หรือแอลกอฮอล์เพิ่มเติม มีรสชาติที่เข้มข้น กลิ่มไม่ฉุนมากนัก คนญี่ปุ่นจึงนิยมเสิร์ฟแบบร้อนอุณหภูมิประมาณ 38°C เพราะทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น

  • ฮอนโจโซ (H O N J O Z O : G E N U I N E B R E W)

เป็น S a k e ที่มีการผสมแอลกอฮอล์เพิ่มเติม จึงทำให้มีรสชาติที่นุ่มละมุน และมีรสสัมผัสดีมากกว่าจุนไม ในการเสิร์ฟนั้น ควรเสิร์ฟในอุณหภูมิห้องอยู่ที่ประมาณ 2 5 °C หรือแค่พออุ่น ๆ เพราะอุณหภูมิในการดื่มนั้นจะส่งผลต่อรสชาติที่ดี

  • กินโจ (G I N J O : S P E C I A L B R E W)

เป็น Sake ที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นได้ทำการบดและขัดเม็ดข้าวมากขึ้นมีการเพิ่มยีสต์และนำไปหมักในอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยมีการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นกินโจจึงเป็น S a k e ที่มีรสชาติที่โดดเด่นที่สุด มีความหวานเล็กน้อย นุ่มละมุน ซึ่งในการเสิร์ฟส่วนใหญ่นั้น จะเสิร์ฟเย็นแต่ไม่เย็นมาก ไม่ควรต่ำกว่า 1 0 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้เสียรสชาติได้

  • ไดกินโจ (D A I G I N J O : V E R Y S P E C I A L B R E W)

เป็น S a k e ที่ขัดกรองเม็ดข้าวออกมากกว่าประเภทอื่น ๆ ถึง 5 0 – 6 5 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีรสชาติและรสสัมผัสที่เข้มข้นกว่า เหมาะกับการเสิร์ฟเย็นเท่านั้น

ทั้ง 4 ประเภทนั้น นอกจากจะมีรสชาติและกระบวนการการผลิตที่แตกต่างกันแล้ว ในการเสิร์ฟนั้นก็ยังต่างกันอีกด้วย

Sake เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีกรรมวิธีทำมาจากข้าวหมัก มีชื่อเรียกว่า “ไวน์ข้าว” ในการผลิตจะมีการกลั่นเหมือนกระบวนการผลิตเบียร์หรือเหล้า UFABET ในส่วนใหญ่ Sake จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18% – 20% และจะเหลือแค่ 15% เมื่อได้บรรจุลงขวดนั่นเอง

โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ
โอโคโนมิยากิ

โอโกโนมิยากิ เป็นแพนเค้กแบบญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ ในชื่อของ O k o n o m i y a k iหรือแพนเค้กญี่ปุ่นนั้น มาจากคำว่า โอเคโมนิ ที่แปลว่า ชอบ และคำว่ายากิก็แปลว่าย่างนั่นเอง O k o n o m i y a k i เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคคันไซและฮิโรชิมะ และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องของเครื่องที่ใช้โรยหน้ากับซอสนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่ง O k o n o m i y a k i ในทางโตเกียวนั้นจะมีขนาดที่เล็กกว่าของทางฮิโรชิมะหรือคันไซอีกด้วย
Okonomiyaki เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการทำโดยวางส่วนผสมของแป้งสาลีแล้วนำมาปรุงจนสุกบนเท็ปปังหรือแผ่นโลหนั่นเอง และถึงแม้ว่าจะมีขายกันโดยทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น และมีราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ก็มีชื่อเสียงอย่างมากในภูมิภาคคันไซโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอซาก้า

โอโคโนมิยากิ คืออะไร

Okonomiyaki มีความหมายว่า การทำอาหารที่คุณชอบ แต่กผ้ไม่ได้เป็นแค่เพียงอาหารที่ใส่เฉพาะส่วนผสมที่คุณชอบเท่านั้น ซึ่งจะต้องผสมกับผักกะหล่ำปลีที่มีการตัดให้เป็นเส้นอย่างดีกับแป้งที่ละลายน้ำ แล้วนำมาปรุงให้สุกในเท็ปปังทรงกลม มีการรับประทานโดยใช้ซอส Okonomiyaki ชนิดพิเศษซึ่งมีรสชาติหวานเล็กน้อยมีส่วนผสมยอดนิยมที่ใช้ใน Okonomiyaki ก็คือเนื้อสัตว์ อย่างเช่น เนื้อหมูและอาหารทะเล (ปลาหมึก และกุ้ง) Okonomiyaki ที่ทำด้วยเนื้อหมูจะเรียกว่า บูตะทามะ (หรือ ทงทามะ หมายถึงหมูและไข่)
ชนิดของ Okonomiyaki ที่มีชื่อเสียงในแบบคันไซ และฮิโรชิมา เพราะมีวิธีการเตรียมอาหารที่แตกต่างกัน ดูที่ความแตกต่างแต่ละภูมิภาค ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเมื่อได้พูดถึง Okonomiyaki เรามักจะหมายถึงในอดีต และนอกจากนี้ก็มีพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีอาหารท้องถิ่นที่มีการจัดทำขึ้นเป็นอย่างดี ซึ่งมีความคล้ายกับ Okonomiyaki


ชนิดของ Okonomiyakmi

  • Okonomiyaki ในแบบคันไซ
  • จะเป็นชนิดที่สามารถพบมากที่สุด เพราะจะใช้เนื้อสัตว์และอาหารทะเลเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งในร้านอาหารบางแห่งจะใช้โมจิชีสและเนื้อวัว มีและยังมีร้านอาหารอีกมากมายที่ให้บริการแบบรวมประเภทของเนื้อในจานเดียวอาจเรียกได้ว่า ยากิรวม และนอกจากนี้ยังมี Okonomiyaki ที่ถูกรวมเข้ากับส่วนผสมในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมที่จะทำให้อาหารจานนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นเพื่อการโปรโมทเมืองนั่นเอง
  • โมดังยากิ เป็นเมนูอาหารที่มีการนำยากิโซบะไปผสมกับ Okonomiyaki ซึ่งจะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นมากกว่าปกติ
  • เนกิยากิ
  • เป็น Okonomiyaki ที่ใช้ต้นหอมนำมาตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปโรยบน Okonomiyaki ให้ทั่วก่อนที่จะปรุงให้สุก
  • ซูจิยากิ มีความสอดคล้องกับ Okonomiyaki เพราะทำด้วยเนื้อวัวและคอนยาคุ ซึ่งป็นเมนูอาหารที่สามารถพบได้ทั่วไปในร้านอาหาร Okonomiyaki ในภูมิภาคคันไซ ในบางครั้งจะมีการใช้เนื้อวัวตุ๋นในซอสถั่วเหลืองและน้ำตาลในการทำเมนูอาหารจานนี้
  • วิธีการทำ
  • ส่วนผสม
  • – แป้งเค้ก 100 กรัม
  • – น้ำสต็อค 140 ml
  • – ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  • – เครื่องปรุงต่าง ๆ
  • – หมูสไลด์ 100 กรัม
  • – กะหล่ำและหอมหัวใหญ่ 200 กรัม
  • – หนวดปลาหมึก 50 กรัม
  • – กุ้ง 8 ตัว
  • – ไข่ 2 ฟอง
  • *สำหรับการนำเครื่องมาราดหน้าในขั้นตอนสุดท้าย ก็แล้วแต่จะใส่ ตามใจชอบ
  • วิธีทำ 1. ผสมแป้งเค้ก น้ำสต็อค ผงฟู เครื่องปรุง คนทรัวๆ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    2. ขั้นตอนต่อมาซอยกะหล่ำ ต้นหอมญี่ปุ่น หนวดปลาหมึก แล้วนำไปใส่ในชามผสม จึงตามด้วย ซอย หนวดปลาหมึก แกะกุ้ง และไข่ นำไปคลุกให้เข้ากัน
    3. นำไปทอดในกระทะแบน จากนั้นนำมาแต่งหน้าจานอาหารด้วย ปลาหมึกฝอย ซอสญี่ปุ่น มายองเนส และต้นหอม
    4. เสิร์ฟตอนที่อาหารร้อนๆ
    ซอสหวานเผ็ดของ Okonomiyaki ที่เป็นเอกลักษณ์ในประเทศญี่ปุ่น
    ถึงแม้ว่าจะเป็น Okonomiyaki เหมือนกัน แต่ในแบบของตะวันตกกับแบบฮิโรชิม่านั้นก็ต่างกัน ใช้แผ่นผงแป้งข้าวสาลีนำมาละลายน้ำแล้วผสมเครื่องเช่น ผัก เนื้อ ปลา ต่างๆ แล้วนำไปย่างบนกระทะเหล็ก ราดซอสแล้วกิน แบบนี้คือ Okonomiyaki ซึ่งดังทั้ง 2 แบบ คือก่อนย่างต้องผสมเครื่องกับผงแป้งให้ดีก่อนค่อยย่างแบบ Okonomiyaki ตะวันตก หรือจะไม่ผสมแต่วางซ้อนกันเป็นชั้นในแบบ Okonomiyaki ในแบบฮิโรชิม่า ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้นก็มีลักษณะอาหารที่คล้ายคลึงกันบ้าง ufa877

จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ
จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ เป็นนาบะหรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษที่ซูโม่รับประทานกัน ขณะเดียวกันยังหมายถึง มื้ออาหารที่เตรียมโดยนักมวยปล้ำ ที่เรียกว่า จังโกะบัน เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เตรียมอาหารให้แก่นักมวยปล้ำทุกคนในค่าย ซึ่งซูโม่มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในค่ายในการกินนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก และมักจะรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อทำน้ำหนัก

C h a n k o n a b e เป็นอาหารมื้อที่น่าพึงใจเพราะเตรียมง่าย เพียงแค่มีหม้อเท่านั้น และเป็นอาหารที่ได้สมดุลทางโภชนาการในปริมาณมาก นอกจากนี้จึงมีการร่วมกันรับประทานด้วยการนั่งล้อมรอบ C h a n k o n a b e หรือหม้อไฟเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความเป็นมาและประวัติ จังโกะนาเบะ

              C h a n k o n a b e (หม้อไฟของซูโม่) แต่เดิมเป็นอาหารที่ชาวซูโม่รับประทาน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งเหตุผลที่ชาวซูโม่รับประทานนั้นเพราะต้องควบคุมน้ำหนัก แต่ในปัจจุบัน C h a n k o n a b e กลายเป็นอาหารที่นิยมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป จึงมีร้าน C h a n k o n a b e เปิดให้บริการหลายร้าน โดยเฉพาะที่เรียวโกกุ ซึ่งเป็นย่านซูโม่ในกรุงโตเกียว

              ลักษณะของ C h a n k o n a b e จะเป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปจากน้ำต้มโครงไก่ มีวัตถุดิบที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เห็ดและผักต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลาเต้าหู้ญี่ปุ่นและลูกชิ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวสวย ไข่ตุ๋น เทมปุระ อูด้ง ซูชิ ซาซิมิ ฯลฯ โดยวัตถุดิบในแต่ละอย่างนั้นผ่านกรรมวิธีในการคัดสรรมาอย่างดีสมกับอาหารที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน ซึ่งสามารถหาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น รสชาติแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีความแจกจ่างกันอย่างสิ้นเชิงหากพูดถึงความนิยมและชื่อเสียง หลายๆ คนจะไปทานกันที่เมืองเรียวโกกุ เพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ “C h a n k o n a b e” และมีร้านค่อนข้างมาก โดยเจ้าของในร้านนั้น ๆ จะเป็นกิจการของชาวซูโม่เก่าส่วนใหญ่ และถ้ามาได้มาทาน C h a n k o n a b e ที่นี่นั้นเหมือนการได้ทานในต้นตำรับเลยทีเดียว

หม้อไฟสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของนักซูโม่

จังโกะ คำนี้บ่งชี้ถึงอาหารโดยทั่วไปที่นักซูโม่รับประทาน ดังนั้นคำว่า “C h a n k o n a b e” เดิมคือเมนูหม้อไฟที่นักซูโม่รับประทานกัน และสำหรับนักซูโม่ที่ต้องการรักษาร่างกายให้มีขนาดตัวที่ใหญ่แล้วยังต้องมีความแข็งแรงบึกบึนอีกด้วย ซึ่งในการรับประทานอาหารก็เป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญนั่นเอง

นอกจากเมนูหม้อไฟที่สามารถทำกินเองได้หลายคนแล้วก็ยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่มากมายและยังสามารถทานได้ในเมนูเดียว จึงเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่เต็มเปี่ยม ซึ่งยังเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในเหล่าซูโม่เฮยะ เพราะนักกีฬาซูโม่จะรู้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

ในโตเกียว มีร้านอาหาร Chanko nabe อยู่มากมายที่บริหารโดยอดีตริคิชิ หลาย ๆ ร้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาซูโม่ Ryogoku Kokugikan หรือค่ายซูโม่ และเวลอันยอดเยี่ยมสำหรับการเพลิดเพลินกับ Chanko nabe ที่หลากหลายคือ หลังจากที่ชมการแข่งขันซูโม่เสร็จนั่นเอง และถึงแม้ว่าในค่ายซูโม่จะมีการรับประทาน Chanko nabe ในทุก ๆ วัน แต่บรรดานักมวยปล้ำก็ไม่เคยเบื่ออาหารเหล่านี้เลย เพราะเนื่องจากมักจะมีการเปลี่ยนวัตถุดิบและส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ตามใจชอบในแต่ละวัน และก็ยังมีเครื่องปรุงที่หลากหลาย ทำให้รสชาติต่างกันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เรื่องอาหารการกินที่โดดเด่น หลายๆ คนคงทราบทั้งการได้ลิ้มลองหรือการเห็นจากโฆษณา U F A B E T ว่าอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อค่อนข้างหลากหลาย นับได้ว่าอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมแทบทั่วโลก ซึ่ง “C h a n k o n a b e” นั้นเป็นเมนูหม้อไฟที่ขาดไม่ได้ในวงการซูโม่ และถ้าหากใครที่ได้มาเยือนและเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมแวะมาทาน C h a n k o n a b e อาหารของซูโม่ที่ควรลิ้มลอง รับรองว่าจะได้สัมผัสถึงรสชาติสุดพิเศษที่ไม่สามารถหาทานได้อร่อยทั่วโลกอย่างแน่นอน