คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง
คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง จริงหรือ เพราะข้าวนั้นเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1 9 6 2 เศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองอย่างมาก จึงมีการสำรวจปริมาณการบริโภคข้าวของคนญี่ปุ่น 1 คน อยู่ที่ 1 1 8 . 3 กก./ปี และต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2 0 1 6 พบว่าการบริโภค ข้าว นั้น มีการบริโภคลดลงอย่างน่าตกใจ ที่เหลือเพียง 5 4 . 4 กก./ปี จึงได้มีการอธิบายใก้เข้าใจได้ จึงกล่าวมาว่าในปี ค.ศ. 1 9 6 2 คนญี่ปุ่นทานข้าว 5 . 4 ถ้วย/วัน และปริมาณลดลงมาเรื่อย ๆ จนในปี ค.ศ. 2 0 1 6 คนญี่ปุ่นทานข้าวเพียง 2 . 5 ถ้วย/วัน เท่านั้น ถึงแม้ว่าทางเกษตรกรรมจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีรสชาติดีที่และน่าทานมากยิ่งขึ้น แต่ปริมาณการบริโภคข้าวนั้นก็ไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะอะไร คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

  • เกิดจากอิทธิพลจากชาติตะวันตก

ในขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลงนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไขมัน และผลิตภัณฑ์จากนม กลับมีปริมาณมากขึ้น ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาติตะวันตกที่เข้ามา จึงได้ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

  • ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กเกิดน้อยลง

เมื่อสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมของคนก็ย่อมเปลี่ยนไป จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้นนั้นจึงทำให้การทานอาหารน้อยลง และเมื่อบวกกับอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคข้าวลดลงตามมาด้วย

  • เทรนการรักสุขภาพ

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นได้หันมารักสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ดังนั้นยังมีตัวเลือกที่ได้รับประทานอาหารที่หลากหลายเช่นกัน อย่างเช่น ร้านอาหารต่างชาติ ฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ที่บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นนั่นเอง จึงทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่หันมาเลือกทานอาหารที่เตรียมง่ายและทานได้ในเวลาที่จำกัด

ในขณะที่การบริโภคข้าวลดลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นคือ

จากการสำรวจของ “ปริมาณการจับจ่ายซื้อของในครัวเรือนญี่ปุ่น”นั่น กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร ได้พบว่า เมื่อปีค.ศ. 2 0 1 1 การบริโภคขนมปังมีความก้าวหน้าจนแซงข้าวเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 2 0 1 2 ข้าวสามารถขึ้นนำขนมปังได้เพียงนิดเดียว แต่ในปี 2 0 1 3 เป็นต้นมา ปริมาณการซื้อขนมปังก็ยังคงเพิ่มขึ้นนำหน้าข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ถึงแม้ว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( U N E S C O ) ซึ่งในปี ค.ศ.2 0 1 3 และได้รับความนิยมในฐานะ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ในต่างประเทศ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นคุณค่าที่ถูกมองข้าม u f a b e t เพราะข้าวสำหรับญี่ปุ่นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดว่าในยุคหนึ่ง ข้าวเป็นเหมือนภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐบาลแทนเงินตรา หรือใช้เป็นเครื่องชี้วัดสถานะทางสังคมอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน
เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน การหาทานอาหารญี่ปุ่นที่อร่อยนั้น จึงเป็นเหตุผลของการเดินทางมาเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายประเภท อย่างเช่น ซูชิ เทมปุระ สุกี้ยากี้ และอื่น ๆ แต่ในการทำอาหารเหล่านี้นั้นจะขาดเครื่องปรุงที่สำคัญไปไม่ได้เลย วันนี้เราจึงมาแนะนำเครื่องปรุงที่สำคัญของญี่ปุ่นให้หลาย ๆ คนได้รู้จักกัน วันนี้เลยจะมาบอกเล่าถึงเครื่องปรุงที่สำคัญในญี่ปุ่นให้ได้อ่านกัน ว่าชาวญี่ปุ่นเขามีเครื่องปรุงอะไรติดบ้านกันบ้าง

  • โชยุ

“โชยุ” เป็นเครื่องปรุงหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่น

โชยุหรือซีอิ๊วที่รู้จักกันดี ทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 ปี จนได้เป็นซีอิ๊วซีอิ๊วแบบที่ใช้กันตามครัวเรือนและร้านอาหารนั้นจะเป็นแบบขายใส่ขวด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นก็จะแบ่งซีอิ๊วออกเป็นแยกย่อย 3 แบบ คือ โคอิคุจิ อุสุคุจิ และทามาริ โดยปริมาณที่ผลิตได้ถึง 80% จะเป็นซีอิ๊วแบบโคอิคุจิ ในกลิ่นเฉพาะตัวเกิดมาจากจุลินทรีย์ที่ใช้เวลาในการหมัก ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลและอาหารประเภทเนื้อได้อีกด้วย

โชยุ เป็นเครื่องปรุงที่สำคัญมาก ถึงขั้นขาดไม่ได้เลย เพราะเป็นเครื่องปรุงอันดับ 1 ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำเมนูอะไรก็ต้องใส่โชยุเพื่อเพิ่มรสชาติ เค็มหน่อย ๆ แต่รสชาติดีเลิศ สีของโชยุนั้นจะออกสีน้ำตาล ๆ เข้มหรืออ่อนแล้วแต่ประเภทของโชยุ เพราะสามารถเอามาทำอาหารได้เกือบทุกประเภท นึ่งหรือย่าง ได้หมด ประโยชน์มีมากอีกด้วย

  • สาเก

สาเกก็คือเหล้า นั่นแหละแต่จะเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวใช้ทำอาหาร แอลกอฮอล์ต่ำประมาณแค่ 13-14 ดีกรีเท่านั้น ซึ่งในการใช้สาเกสำหรับการปรุงอาหารนั้นจะทำให้รสชาติกลมกล่อม เวลานำไปผัดแล้วใส่สาเกแอลกอฮอล์มันก็ระเหยหายไปเยอะ กินแล้วก็ไม่ต้องกลัวเมาและที่สำคัญสาเกมีดีในเรื่องช่วยดับความคาว แถมถ้าใช้ในการหมักเนื้อ เนื้อจะนุ่มละมุนลิ้นมากขึ้นด้วย

คำถามที่สงสัยกันบ่อย ๆ  ก็คือ แล้วถ้าเอาเหล้าธรรมดาที่คุณดื่ม ๆ กัน มาทำอาหารได้ไหม ที่จริงแล้วนำมาทำได้แต่ราคาค่อยข้างที่จะแพง ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงผลิตสาเกไว้สำหรับในการทำอาหารโดยเฉพาะ และมีมากมายหลายยี่ห้อ ราคาก็แสนถูกอีกด้วย หาซื้อได้ง่ายตามร้านซุเปอร์มาร์เก็ต ตกขวดละสองสามร้อยเยน สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

  • มิริน

“มิริน” เป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้สำหรับอาหารประเภทเส้นและประเภทต้ม

เป็นเครื่องปรุงของญี่ปุ่นที่ทำมากจากการหมักข้าวเหนียวนึ่งด้วยเวลาประมาณ 40 – 60 วัน มีรสชาติออกหวานและมีแอลกอฮอล์เล็กน้อย มิรินมักนำมาใช้เป็นน้ำซุปของอาหารประเภทเส้นอย่าง โซบะ อุด้ง ที่ใส่อาหารประเภทต้ม และยังสามารถใช้เป็นซอสทำไก่ยากิโทริได้ ดังนั้นมิรินก็มีคุณสมบัติที่ช่วยดับกลิ่นคาวได้เช่นเดียวกับโชยุ เพราะมีรสชาติออกหวานอร่อยล้ำลึก

มิรินจะแตกต่างกับสาเกนิดเดียวตรงที่ มิรินเป็นเหล้าหวาน ดังนั้นหากเป็นมิรินแท้ ๆ นั้นเขานำเอาไว้ดื่มกันเพลิน ๆ เหมือนเหล้าธรรมดาอีกด้วย (ในเฉพาะมิรินแท้ เรียกว่า ฮงมิริน) ทั้งใส่น้ำแข็ง หรือจะผสมโซดา หรือใส่กับส้มยูซุกับน้ำร้อนกินก็ได้ อร่อยรสจากดีเลิศ โดยมิรินนั้นจะนำมาใช้เวลาอยากใส่ให้รสชาติออกหวานๆ กลิ่นหอมเหล้านิด ๆ อาหารก็จะออกมาหวานหอม หมักเนื้อ เนื้อก็จะนุ่มกินเพลินเลยทีเดียว

  • สุ

สุ ในที่นี้แปลว่า น้ำส้มสายชูนั่นเอง

ในที่ญี่ปุ่นนั้น น้ำส้มสายชูจะมีมากมายก่ายกองทั้งทำมาจากข้าว ข้าวสาลี หรือผักผลไม้ อย่างเช่น ข้าวโพด ส้ม หรือแอปเปิ้ล หรือในแบบอื่น ๆ  ในขั้นตอนการทำส่วนใหญ่จะมีการกลั่นหลายรอบ ในรอบแรกจะกลั่นออกมาเป็นเหล้า แล้วค่อยมากลั่นให้เป็นน้ำสมสายชูในที่สุด

รสชาตินั้นจะออกเปรี้ยว ๆ แต่เป็นรสเปรี้ยวที่อร่อย ใช้ในการทำผักดองและการปรุงอาหารได้หลายอย่าง อย่างข้าวซูชิที่รับประทานกันนั่นเอง

  • มิโซะ

มิโสะ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำซุปเต้าเจี้ยว

มิโสะหรือเต้าเจี้ยวนั้น ทำมาจากถั่วเหลืองที่นำไปนึ่งก่อนแล้วจึงนำมาหมักกับเกลือและโคจิ ซึ่งมิโสะนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โคเมะมิโสะ(ข้าว) มาเมะมิโสะ(ถั่ว) มุกิมิโสะ(ข้าวสาลี) และโชโกมิโสะ(แบบผสม) และนอกจากนี้ก็ยังมีมิโสะของสูตรต้นตำรับตามท้องถิ่น เช่น ฮัจโจมิโสะ (จังหวัดไอจิ) ชินชูมิโสะ (จังหวัดนางาโนะ) เป็นต้น ซึ่งในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นนั้นในมื้อเช้า เที่ยง เย็น ก็จะต้องมีซุปมิโสะอยู่เคียงกันทุกมื้อ ซึ่งในซุปมิโสะนั้นจะมีแร่ธาตุอาหารหลายอย่าง คือ แคลเซียม ธาตุเหล็ก ยังไม่พอเพราะช่วยเรื่องการย่อยอาหารและยังช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย แต่ไม่ควรกินเยอะไป

ซึ่งมิโสะนั้นเอาไปทำอาหารก็ได้หลายอย่าง เช่น การหมัก การนึ่ง การย่าง และเมนูยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก นั่นคือ ซุปมิโซะ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

หากคนที่สนใจจะทำอาหาร หรืออย่างลองปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ได้อ่านมา ก็ลองทำกันดู เพราะอาหารญี่ปุ่นนั้นมีรสชาติที่ดีและทำได้ง่ายอีกด้วย UFABET ถ้าติดใจรสชาติอาหารก็นำมาบอกกล่าวกันบ้างนะ

โอนิงิริ

โอนิงิริ
โอนิงิริ

โอนิงิริ (o n i g i r i) หรือ โอมูซูบิ คือข้าวปั้นอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหรือวงรี โดยจะห่อด้วยสาหร่ายหรือโนรินั่นเอง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น o n i g i r i จะเป็นไส้บ๊วยเค็ม (อูเมโบชิ) ปลาเค็ม (ชาเกะหรือคัตสึโอบูชิ) หรือเป็นไส้ที่มีรสชาติเค็มต่าง ๆ ซึ่ง o n i g i r i จะแตกต่างกับซูชิเพราะ o n i g i r i  ข้าวนั้นจะไม่มีรสชาติเปรี้ยวน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น(ซูชิเมชิ) เหมือนกกับข้าวซูชินั่นเอง

ประวัติของ โอนิงิริ

onigiri ในอดีตนั้นจะมีลักษณะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เพื่อสะดวกต่อการถือและการกินนอกสถานที่ ซึ่งในยุคก่อนซามุไรนั้นสามารถพกพานำไปกินได้สะดวกในสนามรบ ต่อมาในยุคเฮอังก็ได้มีการห่อข้าวปั้นในลักษณะที่เป็นเหลี่ยมมากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการวางซ้อน ๆ กัน จากนั้นยุคคามากูระจนถึงยุคเอโดะ onigiri ก็ยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่าย ฌเยมีการปรุงรสชาติโดยใช้เกลือเป็นหลัก จนกระทั่งในยุคเมจิจึงเริเริ่มมีการรู้จักใช้สาหร่ายในอาหารต่าง ๆ อีกด้วย

ต่อมาหลังจากที่ได้มีการใช้เครื่องจักรในการห่อข้าวปั้นจึงไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเนื่องจากรูปร่างที่ยากต่อการจัดทำ จนเมื่อถึงในช่วงของศริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงได้มีการห่อข้าวปั่นในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น คือ การปั้นข้าวปั้นก่อนแล้วจึงนำไปยัดใส้ โดยการห่อข้าวให้เป็นรูปสามเหลี่ยมและตามด้วยการยัดไส้ด้วยขั้นตอนถัดไปและสุดท้ายจึงปิดรูด้วยสาหร่ายนั่นเอง โดยในภายหลังนั้นได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวปั้นและสาหร่ายโดยการแยกจากกัน เพื่อที่จะป้องกันปัญหาสาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียว ซึ่งก่อนที่จะรับประทานนั้นค่อยนำสาหร่ายมาห่อข้าวพร้อมทาน

Onigiri หาซื้อได้ที่ไหน

Onigiri หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อแทบทุกร้านในประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีไส้ต่าง ๆ มากมายให้เลือกทาน เห็นได้ว่า onigiri เป็นอาหารกินเล่นที่นิยมมากอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น โดยในญี่ปุ่นนั้นมีร้านขาย onigiri โดยเฉพาะที่เรียกได้ว่า “โอนิงิริยะ” ซึ่งเป็นการทำ onigiri ได้ตามสั่ง

ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มี onigiri ขายตามร้านอาหารญี่ปุ่น และตามร้านสะดวกซื้อ และตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ บางแห่ง ที่ได้มีการดัดแปลงรสชาติเพื่อให้ถูกปากคนไทยอีกด้วย

ไส้ต่าง ๆ ของ onigiri

onigiri เริ่มมีมาตั้งแต่ยังไม่มีไส้ และแบบที่มีไส้ต่าง ๆ เช่น ปลา ปลาไหล ชิราโกะ ฟูริกาเกะ ผักดอง กิมจิ โนซาวานะ ยำสาหร่าย สึกูดานิ อูเมโบชิ คานิ มิโซะ เม็นไตโกะ อูนิ โอกากะ ทาราโกะ สลัดไข่กุ้ง สลัดปูอัด ซาบะย่างเกลือ แซลมอนย่างซีอิ๊ว เป็นต้น

onigiri ไม่ได้มีเพียงแค่รูปทรงสามเหลี่ยมเท่านั้น และก็ไม่จะเป็นจะต้องถูกห่อด้วยสาหร่ายแห้งเสมอไป ซึ่งแท้จริงแล้ว onigiri  มีความหลากหลายมากมาย ทั้งในลักษณะของรูปร่าง รสชาติ ชนิดพันธุ์ของข้าวที่นำมาใช้ ตลอดจนวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบเข้าด้วยกันจนเป็น onigiri ก้อนหนึ่ง และปัจจุยสำคัญที่มีผลต่อ onigiri มากที่สุดนั้นอาจเป็นผลผลิตท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ ถ้าหากจังหวัดและเมืองนั้น ๆ มีวัตถุดิบที่สามารถนำมาทำไส้ของ onigiri ได้ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ดี และเป็นของดีประจำถิ่นนั้น ๆ อีกด้วย

เมื่อได้รวม onigiri กับอาหารท้องถิ่น

  • จังหวัดอะโอะโมะริ ได้แก่ คิคุคะโอะริ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเห็ด ถั่ว และดอกเบญจมาศ

  • จังหวัดยามากาตะ ได้แก่ มิโซะยากิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นย่างมิโซะและประกบด้วยใบโอบะ

  • จังหวัดอิบารากิ ได้แก่ นัตโตะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมถั่วหมักกับปลาชิราสึสองวัตถุดิบขึ้นชื่อประจำจังหวัด

  • จังหวัดโทยามะ ได้แก่ โทโรโระคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นคลุกสาหร่ายฝอย เพราะในจังหวัดโทยามะเป็นจังหวัดที่มีการบริโภคสาหร่ายเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น

  • จังหวัดอิชิกะวะ ได้แก่ อิกะโนะทาคิโกะมิโกฮัง o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นจากข้าวหุงปลาหมึกถือเป็นอาหารประจำฤดูใบไม้ร่วง

  • จังหวัดนากาโน่ ได้แก่ โนซาวะนะโตะคาริคาริอุเมะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมผักโนซาวะนะและบ๊วยเม็ดเล็ก

  • จังหวัดมิเอะ ได้แก่ เท็นมุสึ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นไส้กุ้งเทมปุระทั้งตัวห่อสาหร่าย

  • จังหวัดเกียวโต ได้แก่ นาเอะเมชิ

เป็นข้าวปั้นผสมเมล็ดถั่วแดงคลุกผงถั่วเหลืองคั่วป่น

  • จังหวัดโอซาก้า ได้แก่ ชิโอะคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นทรงถุงใส่ข้าวสารญี่ปุ่นผสมสาหร่ายดองเกลือ

  • จังหวัดโทคุชิมะ ได้แก่ ซึดะชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมมะนาวญี่ปุ่นและเนื้อปลาแซลมอนย่าง

  • จังหวัดโคจิ ได้แก่ คัตสึโอะเมชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเนื้อปลาคัตสึโอะชิ้นโต

ความรู้เพิ่มเติม

  • ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ คือ ข้าวที่เหมาะสำหรับที่จะนำมาทำ onigiri มากที่สุด เพราะข้าวจะมีความเหนียวนุ่มและมีปริมาณความชื้นมากกว่าข้าวที่หุงทิ้งไว้นานแล้ว ทำให้ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ นั้นทำให้เมล็ดข้าวเกาะตัวกันได้ดีมาก เมื่อถูกนำมาปั้นเป็นก้อน
  • เกลือถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำ onigiri เพราะนอกจากที่จะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว เกลือยังสามารถที่จะช่วยยืดอายุในการเก็บรักษา onigiri ได้อีกด้วย ซึ่งในการใส่นั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
  • ในการทำ onigiri นั้นควรทำให้มือทั้งสองข้างเปียกก่อน จากนั้นก็นำเกลือปริมาณเล็กน้อยมาถูบนฝ่ามือทั้งสองข้างก่อนลงมือทำ แค่นี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้ข้าวติดมือเวลาปั้น onigiri ได้นั่นเอง
  • ในสมัยก่อนที่จะมีการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ห่อ onigiri นั้น คนญี่ปุ่นมักจะใช้ใบไผ่ห่อเวลาที่จะต้องพกติดตัวก่อนเดินทาง

อ่านข้อมูลเพิ่มเพิ่มได้ที่ u f a b e t

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น
สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มและชอบรสชาติของเแอลกอฮอลล์ ทางเว็บของเราขอแนะนำให้พวกคุณได้ลองลิ้มรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ซึ่งสาเกนั้นเป็นเหล้าญี่ปุ่นที่ได้ผลิตจากข้าว ยีสต์ และน้ำ ที่มีระดับของแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 1 0 – 2 0 % การดื่มสาเกนั้นจะนิยมดื่มโดยมีอาหารญี่ปุ่นอยู่ด้วย เช่นซูชิและซาชิมิ มากินเพื่อเป็นกับแกล้มนั่นเอง ส่วนในการดื่มนั้นจะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและขึ้นอยู่ตาใจชอบของผู้ดื่ม ซึ่งถ้าหากเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสได้ไปเยือนญี่ปุ่น เราแนะนำให้ไปลิ้มลองรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่น รับลองว่าผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จะติดใจจนต้องหิ้วกลับมาเป็นอย่างแน่

s a k e นั้นเป็นคำเรียกของคำว่า “สุรา” ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงเหล้าหลายชนิดใน ๆ ทั่วไป s a k e หมายถึงเหล้าที่ทำมาจากข้าว แต่ในบางท้องที่นั้นจะหมายถึงเหล้าที่มีการกลั่นมาจากมันสำปะหลังหรืออ้อยนั่นเอง หรือในบางครั้งอาจหมายถึงโชจูหรือรู้จักในนามของ วอดก้าญี่ปุ่น ซึ่งต้นกำเนิดของสาเกนั้นได้มีการกล่าวถึงหลายทฤษฎี ได้แก่ นำเข้าจากจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นเอง

S a k e เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา อาจดื่มคนเดียวหรือเพื่อการสังสรรค์เป็นกลุ่มก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้พร้อมกับอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ อย่าง เพราะเข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่นั้นจะไม่แนะนำให้ดื่มกับอาหารจำพวกข้าวเป็นหลัก เช่น ซูชิ หรือโอนิกิริ เพราะจะทำให้สาเกเสียรสชาติ ซึ่งนิยมเสิร์ฟด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบร้อน และแบบเย็น

ประเภทของ สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

  • จุนไม ( J U N M A I : P U R E R I C E)

เป็น Sake บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้ผสมน้ำตาล หรือแอลกอฮอล์เพิ่มเติม มีรสชาติที่เข้มข้น กลิ่มไม่ฉุนมากนัก คนญี่ปุ่นจึงนิยมเสิร์ฟแบบร้อนอุณหภูมิประมาณ 38°C เพราะทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น

  • ฮอนโจโซ (H O N J O Z O : G E N U I N E B R E W)

เป็น S a k e ที่มีการผสมแอลกอฮอล์เพิ่มเติม จึงทำให้มีรสชาติที่นุ่มละมุน และมีรสสัมผัสดีมากกว่าจุนไม ในการเสิร์ฟนั้น ควรเสิร์ฟในอุณหภูมิห้องอยู่ที่ประมาณ 2 5 °C หรือแค่พออุ่น ๆ เพราะอุณหภูมิในการดื่มนั้นจะส่งผลต่อรสชาติที่ดี

  • กินโจ (G I N J O : S P E C I A L B R E W)

เป็น Sake ที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นได้ทำการบดและขัดเม็ดข้าวมากขึ้นมีการเพิ่มยีสต์และนำไปหมักในอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยมีการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นกินโจจึงเป็น S a k e ที่มีรสชาติที่โดดเด่นที่สุด มีความหวานเล็กน้อย นุ่มละมุน ซึ่งในการเสิร์ฟส่วนใหญ่นั้น จะเสิร์ฟเย็นแต่ไม่เย็นมาก ไม่ควรต่ำกว่า 1 0 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้เสียรสชาติได้

  • ไดกินโจ (D A I G I N J O : V E R Y S P E C I A L B R E W)

เป็น S a k e ที่ขัดกรองเม็ดข้าวออกมากกว่าประเภทอื่น ๆ ถึง 5 0 – 6 5 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีรสชาติและรสสัมผัสที่เข้มข้นกว่า เหมาะกับการเสิร์ฟเย็นเท่านั้น

ทั้ง 4 ประเภทนั้น นอกจากจะมีรสชาติและกระบวนการการผลิตที่แตกต่างกันแล้ว ในการเสิร์ฟนั้นก็ยังต่างกันอีกด้วย

Sake เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีกรรมวิธีทำมาจากข้าวหมัก มีชื่อเรียกว่า “ไวน์ข้าว” ในการผลิตจะมีการกลั่นเหมือนกระบวนการผลิตเบียร์หรือเหล้า UFABET ในส่วนใหญ่ Sake จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18% – 20% และจะเหลือแค่ 15% เมื่อได้บรรจุลงขวดนั่นเอง

โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ
โอโคโนมิยากิ

โอโกโนมิยากิ เป็นแพนเค้กแบบญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ ในชื่อของ O k o n o m i y a k iหรือแพนเค้กญี่ปุ่นนั้น มาจากคำว่า โอเคโมนิ ที่แปลว่า ชอบ และคำว่ายากิก็แปลว่าย่างนั่นเอง O k o n o m i y a k i เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคคันไซและฮิโรชิมะ และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องของเครื่องที่ใช้โรยหน้ากับซอสนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่ง O k o n o m i y a k i ในทางโตเกียวนั้นจะมีขนาดที่เล็กกว่าของทางฮิโรชิมะหรือคันไซอีกด้วย
Okonomiyaki เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการทำโดยวางส่วนผสมของแป้งสาลีแล้วนำมาปรุงจนสุกบนเท็ปปังหรือแผ่นโลหนั่นเอง และถึงแม้ว่าจะมีขายกันโดยทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น และมีราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ก็มีชื่อเสียงอย่างมากในภูมิภาคคันไซโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอซาก้า

โอโคโนมิยากิ คืออะไร

Okonomiyaki มีความหมายว่า การทำอาหารที่คุณชอบ แต่กผ้ไม่ได้เป็นแค่เพียงอาหารที่ใส่เฉพาะส่วนผสมที่คุณชอบเท่านั้น ซึ่งจะต้องผสมกับผักกะหล่ำปลีที่มีการตัดให้เป็นเส้นอย่างดีกับแป้งที่ละลายน้ำ แล้วนำมาปรุงให้สุกในเท็ปปังทรงกลม มีการรับประทานโดยใช้ซอส Okonomiyaki ชนิดพิเศษซึ่งมีรสชาติหวานเล็กน้อยมีส่วนผสมยอดนิยมที่ใช้ใน Okonomiyaki ก็คือเนื้อสัตว์ อย่างเช่น เนื้อหมูและอาหารทะเล (ปลาหมึก และกุ้ง) Okonomiyaki ที่ทำด้วยเนื้อหมูจะเรียกว่า บูตะทามะ (หรือ ทงทามะ หมายถึงหมูและไข่)
ชนิดของ Okonomiyaki ที่มีชื่อเสียงในแบบคันไซ และฮิโรชิมา เพราะมีวิธีการเตรียมอาหารที่แตกต่างกัน ดูที่ความแตกต่างแต่ละภูมิภาค ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเมื่อได้พูดถึง Okonomiyaki เรามักจะหมายถึงในอดีต และนอกจากนี้ก็มีพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีอาหารท้องถิ่นที่มีการจัดทำขึ้นเป็นอย่างดี ซึ่งมีความคล้ายกับ Okonomiyaki


ชนิดของ Okonomiyakmi

  • Okonomiyaki ในแบบคันไซ
  • จะเป็นชนิดที่สามารถพบมากที่สุด เพราะจะใช้เนื้อสัตว์และอาหารทะเลเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งในร้านอาหารบางแห่งจะใช้โมจิชีสและเนื้อวัว มีและยังมีร้านอาหารอีกมากมายที่ให้บริการแบบรวมประเภทของเนื้อในจานเดียวอาจเรียกได้ว่า ยากิรวม และนอกจากนี้ยังมี Okonomiyaki ที่ถูกรวมเข้ากับส่วนผสมในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมที่จะทำให้อาหารจานนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นเพื่อการโปรโมทเมืองนั่นเอง
  • โมดังยากิ เป็นเมนูอาหารที่มีการนำยากิโซบะไปผสมกับ Okonomiyaki ซึ่งจะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นมากกว่าปกติ
  • เนกิยากิ
  • เป็น Okonomiyaki ที่ใช้ต้นหอมนำมาตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปโรยบน Okonomiyaki ให้ทั่วก่อนที่จะปรุงให้สุก
  • ซูจิยากิ มีความสอดคล้องกับ Okonomiyaki เพราะทำด้วยเนื้อวัวและคอนยาคุ ซึ่งป็นเมนูอาหารที่สามารถพบได้ทั่วไปในร้านอาหาร Okonomiyaki ในภูมิภาคคันไซ ในบางครั้งจะมีการใช้เนื้อวัวตุ๋นในซอสถั่วเหลืองและน้ำตาลในการทำเมนูอาหารจานนี้
  • วิธีการทำ
  • ส่วนผสม
  • – แป้งเค้ก 100 กรัม
  • – น้ำสต็อค 140 ml
  • – ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  • – เครื่องปรุงต่าง ๆ
  • – หมูสไลด์ 100 กรัม
  • – กะหล่ำและหอมหัวใหญ่ 200 กรัม
  • – หนวดปลาหมึก 50 กรัม
  • – กุ้ง 8 ตัว
  • – ไข่ 2 ฟอง
  • *สำหรับการนำเครื่องมาราดหน้าในขั้นตอนสุดท้าย ก็แล้วแต่จะใส่ ตามใจชอบ
  • วิธีทำ 1. ผสมแป้งเค้ก น้ำสต็อค ผงฟู เครื่องปรุง คนทรัวๆ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    2. ขั้นตอนต่อมาซอยกะหล่ำ ต้นหอมญี่ปุ่น หนวดปลาหมึก แล้วนำไปใส่ในชามผสม จึงตามด้วย ซอย หนวดปลาหมึก แกะกุ้ง และไข่ นำไปคลุกให้เข้ากัน
    3. นำไปทอดในกระทะแบน จากนั้นนำมาแต่งหน้าจานอาหารด้วย ปลาหมึกฝอย ซอสญี่ปุ่น มายองเนส และต้นหอม
    4. เสิร์ฟตอนที่อาหารร้อนๆ
    ซอสหวานเผ็ดของ Okonomiyaki ที่เป็นเอกลักษณ์ในประเทศญี่ปุ่น
    ถึงแม้ว่าจะเป็น Okonomiyaki เหมือนกัน แต่ในแบบของตะวันตกกับแบบฮิโรชิม่านั้นก็ต่างกัน ใช้แผ่นผงแป้งข้าวสาลีนำมาละลายน้ำแล้วผสมเครื่องเช่น ผัก เนื้อ ปลา ต่างๆ แล้วนำไปย่างบนกระทะเหล็ก ราดซอสแล้วกิน แบบนี้คือ Okonomiyaki ซึ่งดังทั้ง 2 แบบ คือก่อนย่างต้องผสมเครื่องกับผงแป้งให้ดีก่อนค่อยย่างแบบ Okonomiyaki ตะวันตก หรือจะไม่ผสมแต่วางซ้อนกันเป็นชั้นในแบบ Okonomiyaki ในแบบฮิโรชิม่า ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้นก็มีลักษณะอาหารที่คล้ายคลึงกันบ้าง ufa877

จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ
จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ เป็นนาบะหรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษที่ซูโม่รับประทานกัน ขณะเดียวกันยังหมายถึง มื้ออาหารที่เตรียมโดยนักมวยปล้ำ ที่เรียกว่า จังโกะบัน เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เตรียมอาหารให้แก่นักมวยปล้ำทุกคนในค่าย ซึ่งซูโม่มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในค่ายในการกินนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก และมักจะรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อทำน้ำหนัก

C h a n k o n a b e เป็นอาหารมื้อที่น่าพึงใจเพราะเตรียมง่าย เพียงแค่มีหม้อเท่านั้น และเป็นอาหารที่ได้สมดุลทางโภชนาการในปริมาณมาก นอกจากนี้จึงมีการร่วมกันรับประทานด้วยการนั่งล้อมรอบ C h a n k o n a b e หรือหม้อไฟเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความเป็นมาและประวัติ จังโกะนาเบะ

              C h a n k o n a b e (หม้อไฟของซูโม่) แต่เดิมเป็นอาหารที่ชาวซูโม่รับประทาน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งเหตุผลที่ชาวซูโม่รับประทานนั้นเพราะต้องควบคุมน้ำหนัก แต่ในปัจจุบัน C h a n k o n a b e กลายเป็นอาหารที่นิยมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป จึงมีร้าน C h a n k o n a b e เปิดให้บริการหลายร้าน โดยเฉพาะที่เรียวโกกุ ซึ่งเป็นย่านซูโม่ในกรุงโตเกียว

              ลักษณะของ C h a n k o n a b e จะเป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปจากน้ำต้มโครงไก่ มีวัตถุดิบที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เห็ดและผักต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลาเต้าหู้ญี่ปุ่นและลูกชิ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวสวย ไข่ตุ๋น เทมปุระ อูด้ง ซูชิ ซาซิมิ ฯลฯ โดยวัตถุดิบในแต่ละอย่างนั้นผ่านกรรมวิธีในการคัดสรรมาอย่างดีสมกับอาหารที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน ซึ่งสามารถหาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น รสชาติแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีความแจกจ่างกันอย่างสิ้นเชิงหากพูดถึงความนิยมและชื่อเสียง หลายๆ คนจะไปทานกันที่เมืองเรียวโกกุ เพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ “C h a n k o n a b e” และมีร้านค่อนข้างมาก โดยเจ้าของในร้านนั้น ๆ จะเป็นกิจการของชาวซูโม่เก่าส่วนใหญ่ และถ้ามาได้มาทาน C h a n k o n a b e ที่นี่นั้นเหมือนการได้ทานในต้นตำรับเลยทีเดียว

หม้อไฟสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของนักซูโม่

จังโกะ คำนี้บ่งชี้ถึงอาหารโดยทั่วไปที่นักซูโม่รับประทาน ดังนั้นคำว่า “C h a n k o n a b e” เดิมคือเมนูหม้อไฟที่นักซูโม่รับประทานกัน และสำหรับนักซูโม่ที่ต้องการรักษาร่างกายให้มีขนาดตัวที่ใหญ่แล้วยังต้องมีความแข็งแรงบึกบึนอีกด้วย ซึ่งในการรับประทานอาหารก็เป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญนั่นเอง

นอกจากเมนูหม้อไฟที่สามารถทำกินเองได้หลายคนแล้วก็ยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่มากมายและยังสามารถทานได้ในเมนูเดียว จึงเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่เต็มเปี่ยม ซึ่งยังเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในเหล่าซูโม่เฮยะ เพราะนักกีฬาซูโม่จะรู้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

ในโตเกียว มีร้านอาหาร Chanko nabe อยู่มากมายที่บริหารโดยอดีตริคิชิ หลาย ๆ ร้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาซูโม่ Ryogoku Kokugikan หรือค่ายซูโม่ และเวลอันยอดเยี่ยมสำหรับการเพลิดเพลินกับ Chanko nabe ที่หลากหลายคือ หลังจากที่ชมการแข่งขันซูโม่เสร็จนั่นเอง และถึงแม้ว่าในค่ายซูโม่จะมีการรับประทาน Chanko nabe ในทุก ๆ วัน แต่บรรดานักมวยปล้ำก็ไม่เคยเบื่ออาหารเหล่านี้เลย เพราะเนื่องจากมักจะมีการเปลี่ยนวัตถุดิบและส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ตามใจชอบในแต่ละวัน และก็ยังมีเครื่องปรุงที่หลากหลาย ทำให้รสชาติต่างกันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เรื่องอาหารการกินที่โดดเด่น หลายๆ คนคงทราบทั้งการได้ลิ้มลองหรือการเห็นจากโฆษณา U F A B E T ว่าอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อค่อนข้างหลากหลาย นับได้ว่าอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมแทบทั่วโลก ซึ่ง “C h a n k o n a b e” นั้นเป็นเมนูหม้อไฟที่ขาดไม่ได้ในวงการซูโม่ และถ้าหากใครที่ได้มาเยือนและเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมแวะมาทาน C h a n k o n a b e อาหารของซูโม่ที่ควรลิ้มลอง รับรองว่าจะได้สัมผัสถึงรสชาติสุดพิเศษที่ไม่สามารถหาทานได้อร่อยทั่วโลกอย่างแน่นอน

โอเด้ง

โอเด้ง
โอเด้ง

โอเด้ง เป็นอาหารญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ใช้ซุปสาหร่ายคอมบุหรือปลาแห้งคัตสึโอะบุชิ และมีเครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น เต้าหู้ สะสึมาอาเกะหรือลูกชิ้นปลา สึมิเระ ฮันเปน จิคุวะ บุก หัวไชเท้า ไข่ต้ม เป็นต้น ซึ่งมักจะเห็น O d e n วางขายข้างๆ แคชเชียร์ในร้านสะดวกซื้อมากมาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวเพราะขายดีที่สุด ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูล ประวัติความเป็นมาของ O d e n ให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกันอีกด้วย

ประวัติของ โอเด้ง

O d e n มีต้นกำเนิดมาจากเต้าหู้ที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทาด้วยมิโซะก่อนกินเรียกว่า “เด็งกะกุ” แล้วคำว่า “โอะ” ที่พวกผู้หญิงที่เป็นข้ารับใช้ในวังสมัยเฮอันนิยมใช้ พอนำมาผสมกันจึงได้เกิดเป็นชื่อใหม่คือ O d e n นั่นเอง

ในต้นสมัยของโชวะนั้นได้กำเนิดร้าน O d e n ขึ้นมา จึงได้กลายเป็นอาหารที่ทานได้ที่ร้าน และหลังจากนั้นได้มีการทำผงซุป O d e n สำเร็จรูปขึ้น และได้ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตจึงทำให้การทำนั้นง่ายไม่ยุ่งยากอีกต่อไป O d e n จึงกลายเป็นอาหารที่นิยมทำรับประทานกันในครอบครัว และในช่วงประมาณปี 1980 ก็ได้มี O d e n จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ตั้งแต่นั้นมา O d e n ก็กลายเป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไป

O d e n คืออาหารประเภทต้มในญี่ปุ่น โดยนำวัตถุดิบหลากหลายชนิดไปต้มเป็นระยะเวลานานในน้ำซุปกับผงปลาแห้งและสาหร่ายคอมบุ เมื่อได้เข้าสู่ในช่วงฤดูหนาว ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ จะวางขายโอเด้ง

วัตถุดิบของ O d e n

  • หัวไชเท้า เป็นวัตถุดิบที่นิยมมาก เนื่องจากหัวไชเท้าจะดูดซับน้ำซุปและมีรสชาติที่ดี กล่าวได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • ไข่ หรือไข่ต้ม เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมที่จะขาดไม่ได้ เคล็ดลับควรลองทานโดยผ่าครึ่ง และปล่อยให้ไข่แดงละลายไปกับน้ำซุปจะทำให้รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม
  • คอนเนียคุ และลูกชิ้นคอนเนียคุ ทำมาจากคอนเนียคุอิโมะ รสสัมผัสมีความหนึบเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะไม่มีสารอาหารมากเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 97 เปอร์เซ็น แต่ก็ได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีแคลอรี่ต่ำ
  • โมจิคินจาคุ แป้งโมจิที่ห่อไว้ในเต้าหู้ทอด น้ำมันที่อยู่ในเต้าหู้ทอดจะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของน้ำซุป โมจิข้างในจะละลายเหมือนลาวา
  • ชิคุวะ เนื้อปลาบดที่ถูกนำไปพันบนไม้แล้วนำไปย่างหรือนึ่ง เป็นวัตถุดิบที่ให้รสชาติแก่น้ำซุปที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • กิวซุจิ คือเนื้อวัวส่วนน่องที่มีเอ็นติดอยู่และมีผลทำให้รสชาติน้ำซุปอร่อย
  • ฮันเปน ปลาเนื้อขาวบดที่นำไปผสมกับมันเทศญี่ปุ่นแล้วนำไปนึ่ง มีรสสัมผัสนุ่มฟูและยังเป็นที่ชื่นชอบสำหรับเด็ก ๆ
  • สาหร่ายคอมบุ เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญมาก และได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง
  • กันโมโดกิ ของทอดที่ทำจากเต้าหู้บดผสมกับสาหร่ายและผักหั่นฝอย
  • ซัตสึมะอาเกะ เนื้อปลาบดทอดเป็นของที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคาโกชิมะ สามารถใส่แครอทหรือโกโบหั่น พอใส่ลงไปใน O d e n ก็ทำให้รสเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น
  • ชิราทากิ คือคอนเนียคุที่หั่นเป็นเส้นยาวๆ เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ
  • ไส้กรอก
  • โรลแคบเบจ หรือกะหล่ำม้วน มีที่มาจากอาหารตะวันตกแต่ก็เข้ากันกับน้ำซุปสไตล์ญี่ปุ่นได้ดี
  • ปลาหมึกสายพันธุ์ มาดาโกะ และปลาหมึกเล็ก ๆ ที่สามารถทานได้ทั้งตัวอย่างสายพันธุ์ อีดาโกะ
  • สึคุเนะ คือเนื้อไก่สับที่ผสมกับไข่และเครื่องเทศ ที่ทำให้อยู่ในรูปของดังโงะ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้น้ำซุปมีรสชาติที่นุ่มล้ำลึก
  • ชิคุวาบุ ที่มำจากโปรตีนในแป้งสาลีไปผสมกับผงแป้งต่าง ๆ และทำให้อยู่ในรูปทรงชิคุวะจึงนำไปต้มหรือนึ่ง เคล็ดลับผู้คนที่ชอบรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม !
  • สึมิเระ เป็นลูกชิ้นเนื้อปลาบดจากปลาเนื้อแดงอย่างปลาอิวาชิ ปลาซาบะ และปลาอาจิ ในขั้นตอนการทำคือหยิบสึมิโทรุ แล้วนำไปใส่อิเรรุ ในน้ำร้อน จึงเรียกว่า สึมิเระ เป็นบรรดาอาหารประเภทของปั้น
  • โกโบมากิ คืออาหารที่นำซัตสึมะอาเกะไปพันกับโกโบ มีรสสัมผัสที่กรุบกรอบ
  • ดาชิมากิทามาโกะ หรือไข่ม้วนญี่ปุ่น จะดูดซับน้ำซุปจึงกลายเป็นไข่ม้วนรสสัมผัสแสนนุ่มฟู
  • มันฝรั่ง วัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่นอย่างนิคุจากะ (เนื้อต้มมันฝรั่ง) และยิ่งต้มนานเท่าไร มันฝรั่งก็จะยิ่งนุ่มขึ้นและมีรสชาติเข้มข้นขึ้น

วัตถุดิบอื่นๆ

  • อุด้ง สามารถหาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อตามลอว์สัน และแฟมิลี่มาร์ท ราคาอยู่ที่ 110 เยน เท่านั้น
  • เนริงาราชิ
  • ซอสมิโสะแดง
  • ยูซุโคโช พริกไทยรสยูซุ
  • ชิจิมิ หรือพริกเจ็ดรส
  • ซอสมิโสะผสมขิง

วิธีทำและเคล็ดลับการทาน

วิธีในการทำ O d e n เมื่อเราทำน้ำซุปโดยที่ใช้สาหร่ายคอมบุกับปลาแห้งคัตสึโอะบุชินั้น ควรใส่หัวไชเท้า และไข่ ตามลำดับ ใส่ตามส่วนที่ต้องต้มนานก่อนลละจึงใส่ส่วนที่ต้มน้อยกว้าป็นอันดับสุดท้าย จากนั้นควรใช้ไฟอ่อนเพื่อที่จะต้มต่อไปเรื่อย ๆ วิธีในการรับประทานก็ตักใส่ภาชนะจานหรือชาม จิ้มคาราชิหรือมัสตาร์ด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นจะนิยมทานคู่กับสาเกร้อน ๆ เพราะชาวญี่ปุ่นชอบกันมาก ๆ

ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่

ในส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นด้านตะวันออกนั้นจะนิยมใช้โชยุที่มีรสชาติเข้มข้นในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีที่เข้ม ส่วนญี่ปุ่นในด้านตะวันตกจะนิยมใช้โชยุรสชาตที่อ่อนกว่าในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีอ่อน และสำหรับชาวคิวชูหรือโอกินาว่ารสชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือรสชาติที่ปรุงแบบเข้มข้นผสมกับน้ำซุปจากเนื้อไก่และปลาโทบิโอะ ส่วนที่เกียวโตนั้นจะชอบรสชาติที่มีรสนิยม โดยใช้น้ำซุปจากปลาซาบะแห้งและสาหร่ายคอมบุและอื่น ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

ชาบูชาบู

ชาบูชาบู
ชาบูชาบู

ชาบูชาบู เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟที่ดูคล้ายกับสุกี้ยากี้ มีส่วนผสมหลัก ๆ เช่น ผัก เนื้อที่หันบาง และอาหารทะเล โดยจะมีการปรุงที่นำวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ จุ่มลงในน้ำเดือดหรือน้ำซุปในหม้อไฟ และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นสามารถนำส่วนผสมอย่างอื่นลง อย่างเช่น เต้าหู้ บะหมี่ นำมาลงตุ๋นให้เข้ากัน เมื่อสุกแล้วนำมารับประทานโดยจุ่มลงในซอส ซึ่งในปัจจุบันนั้น s h a b u s h a b u มีหลากหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ใหม่ ๆ

              เริ่มมีในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 0 โดยได้มีร้านอาหาร s h a b u s h a b u ร้านแรกที่ถือกำเนิดในโอซาก้าโดยเป็นการดัดแปลงจากอาหารในลักษณะเดียวกัน s h a b u s h a b u มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ต้นกำเนิดด้วยคำว่า “ชาบู”

ประวัติความเป็นมาของ ชาบูชาบู

อาหารตำรับของประเทศญี่ปุ่น เมนูนี้ถือกำเนิดในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ในศตวรรษที่ 2 0 โดยอาหารรายการนี้ได้กำเนิดที่ ภัตตาคารซูอิฮิโระ ซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากอาหารในลักษณะเดียวกัน ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน คำว่า s h a b u s h a b u นั้น เป็นในส่วนของเนื้อที่นำมาแล่บาง ๆ คีบด้วยตะเกียบและนำลงไปจุ่มในน้ำซุปแล้วส่ายไปมา ซึ่งในตอนแรกนั้นเป็นชื่อของเมนูหนึ่งที่เสิร์ฟเป็นหม้อไฟที่คล้ายกับสุกียากี้ แต่เนื้อจะแล่บางกินคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเผ็ดมากและหวานน้อยกว่าน้ำจิ้มสุกี้ หลังจากเป็นที่นิยมในภัตตาคาร ซูอิฮิโระ ได้มีการจดทะเบียนในชื่อของ s h a b u s h a b u เป็นเครื่องหมายการค้าเมื่อปี ค.ศ.1955 นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของ s h a b u s h a b u ก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นทั้งในโตเกียว จนมาถึงทั่วทวีปเอเชีย จนในปัจจุบันทั่วทั้งโลกแทบจะรู้จักในชื่อของ “s h a b u s h a b u” นั่นเอง

   คำว่า S h a b u – s h a b u นั้นจึงหมายถึงเสียงตอนที่เอาตะเกียบคีบเนื้อที่แล่บาง ๆ แล้วนำไปจุ่มในน้ำเดือดโดยการส่ายไปมา ทำให้เกิดเสียงชาบุชาบุขึ้น ซึ่งเนื้อบาง ๆ นั้นลวกแค่ไม่กี่วินาทีก็สุก นอกจากเนื้อแล้วก็จะยังมีผักสด ๆ ที่นิยมใส่กันในหม้อ s h a b u s h a b u ก็คือ เห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง ผักกาดขาวและเต้าหู้ ส่วนในน้ำซุปนั้นจะเป็น ซุปคมบุ หรือสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง

น้ำจิ้ม มี 2 ชนิด ก็คือ

1. “น้ำจิ้มงา” จะมีส่วนผสมหลัก ๆ ก็คือ งาอบขาว, กระเทียมบด และโชยุ ที่ผสมกัน รสชาตินั้นจะออกรสหอมนุ่มกลิ่นงา

2. “น้ำจิ้มพอนซึ” หรือโชยุผสมน้ำส้มสายชู รสชาตินั้นจะออกรสเค็มอมเปรี้ยว ๆ ซ่าๆ ที่ลิ้น

วิธีการกินนั้น จะเริ่มจากการใส่ผักลงไปต้มในหม้อก่อรเพื่อให้ได้น้ำซุปที่มีรสชาติออกหวานของผักแล้วจึงนำเนื้อลงไปลวกกินนั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นเองน้ำซุปจะหอมหวานมีความเข้มข้น หลังจากนั้นจึงใส่เส้น หรือข้าวลงไปในน้ำซุป

s h a b u s h a b u เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก นิยมการรับประทานกันบ่อยครั้ง ซึ่งเสน่ห์ของ s h a b u s h a b u นั้นก็คือวิธีการรับประทานที่จะมีการนำเอาหม้อไฟมาตั้งตรงกลางแล้วนั่งล้อมวงหม้อไฟที่มีการปรุงไปรับประทานไป อาหารประเภทนี้จึงเป็นอาหารที่เหมาะในวันที่มีอากาศหนาวเย็นเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก เพราะจะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นเมื่อได้กิน s h a b u s h a b u นั่นเอง

วัตถุดิบของ s h a b u s h a b u

ในหม้อน้ำซุป วัตถุดิบที่ควรมี ก็คือ เนื้อที่แล่บาง ผักชนิดต่าง ๆ น้ำจิ้มจะถูกนำมาเสริฟ์โดยแยกใสภาชนะที่เป็นถ้วยจิ้ม ซึ่งในปกติแล้วจะใส่เต้าหู้ เห็ด ผักที่สุกง่ายลงไปก่อน ส่วนตัวหลักของเมนูนี้คือ เนื้อที่แล่บาง ๆ เนื่องจากว่าเนื้อวัวของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะมีจุดเดือดของไขมันที่ต่ำ จึงเหมาะกับการทำชาบูชาบู ที่ไม่ต้องผ่านความร้อนที่นานเกินไป เมื่อก่อนจะนิยมใช้เนื้อวัว แต่ในปัจจุบันนั้นจะนิยมทานเนื้อหมูด้วยเช่นกัน เพราะว่าดีต่อสุขภาพ

วิธีการปรุง

อันดับแรกเมื่อต้มน้ำเดือด จึงนำสาหร่ายคอมบุลงใส่ในหม้อต้มให้เดือด ใส่ผักต่าง ๆ และเต้าหู้ลงไป ที่สำคัญคือวัตถุดิบต่าง ๆ ต้องไม่ต้มนานจนเกินไปและไม่ควรที่จะใส่ลงไปในหม้อเยอะเกินไป เมื่อน้ำซุปเดือดแล้วจึงคีบเนื้อที่ละชิ้นจุ่มลงในน้ำซุปที่เดือดประมาณ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น เมื่อสีของเนื้อเปลี่ยนไปจึงนำขึ้นมาทานได้ทันที เพราะรสชาติที่ดีของเนื้อนั่นเอง

s h a b u s h a b u คืออาหารทั่วไปที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศญี่ปุ่นและหลาย ๆ ประเทศที่ได้รับความนิยม (ที่เรามักเรียกว่า Little Tokyos หรือ Japantowns) เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งในทุกวันนี้ในประเทศไทยก็ได้มีหลากหลายร้านชาบูที่มีให้ลิ้มลอง แต่ก็ได้มีการดัดแปลงน้ำจิ้มและมีการเพิ่มวัตถุดิบต่าง ๆ ลงไปในหม้อ เราเรียกกันว่าเป็นสุกี้ไทยหรือจิ้มจุ่ม

ขอบคุณบทความจาก UFABET

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น
สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น น้ำซุปจะน้อยพอขลุกขลิก และมีรสชาติที่เข้มข้น ทั้งวิธีการทำ หน้าตาของอาหารและรสชาติคนละแบบกับของประเทศไทย แต่วิธีการทำนั้นแสนง่ายด้วยวัตถุดิบที่หาซื้อได้ทั่วไปหากอยากลองสัมผัสรสชาติอาหารญี่ปุ่นแบบชาวบ้านแท้ ๆ ลองทำเอง

S U K I Y A K I แบบญี่ปุ่นนั้นเป็นอาหารหรูที่กินในโอกาสพิเศษ เพราะจะใช้เนื้อวัวส่วนดีที่ราคาค่อนข้างแพงเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่อร่อยและนุ่มละมุนลิ้น สำหรับคนญี่ปุ่นที่มีฐานะปานกลางในสมัยก่อนนิยมกินเนื่องในโอกาสสำคัญหรือการเฉลิมฉลอง ถ้าหากเป็นบ้านที่ฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นั้น ในบางทีไม่ใช้เนื้อวัวก็สามารถใช้เนื้อหมูแทนได้อีกด้วย

เนื้อวัวส่วนที่เหมาะสำหรับการนำมาทำ S U K I Y A K I คือ ส่วนของเนื้อใบพาย ( C h u c k e y e) ในภาษาญี่ปุ่นคือ คาตะโรส นำมาสไลด์ให้บาง ย่างแค่พอสุกให้เห็นส่วนเนื้อสีแดงเล็กน้อย แล้วนำมาจุ่มไข่ดิบ จะได้รสสัมผัสที่นุ่มมีความกลมกล่อมและได้เพลิดเพลินกับกลิ่นหอมของเนื้อวัวด้วย

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น คืออะไร

S U K I Y A K I เรียกโดยย่อว่า S U K I เป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ เต้าหู้ ผัก วุ้นเส้น ไข่ กินกับน้ำจิ้ม เป็นอาหารยอดนิยมในเอเชียที่มีหลายแบบ ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทยเป็น S U K I แบบจีนและแบบญี่ปุ่น

S U K I Y A K I เป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนซุป ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ผัก เห็ด ไข่ เต้าหู้ น้ำซุป และเนื้อสัตว์ซึ่งอาจจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู หรืออาหารทะเลก็ได้และนำวัตถุดิบนั้น ๆ ไปใส่ลงในหม้อเหล็กแบบแบนต้มรวมกันแล้วปิดฝาแล้วรอให้สุกและนำมาจิ้มกับไข่ดิบ S U K I Y A K I เป็นอาหารที่รับประทานพร้อมกันได้หลายคน S U K I Y A K I จะนำมาต้มกับเหล้าหวานกับซอสที่ไม่ใช่น้ำและไม่มีน้ำจิ้มนั่นเอง

S U K I Y A K I ราชาอาหารเนื้อที่มีชื่อเสียง

S U K I Y A K I เป็นอาหารหม้อไฟที่มีพระเอกเป็นเนื้อสไลด์บาง ต้นหอมยาว เก็กฮวย เห็ดหอม เต้าหู้ จิ้มกับเหล้าหวานมิริน น้ำตาล โชยุ และการใช้เนื้อที่สไลด์หนากว่าชาบุชาบุ

วิธีการทำ S U K I Y A K I จะแตกต่างกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ซึ่ง S U K I Y A K I ทางตะวันออกนั้นจะมีพื้นฐานมาจากหม้อไฟและเนื้อที่เป็นที่นิยม กับการพัฒนาวัฒนธรรม ในสมัยเมจิ มีการเตรียมผสมโชยุ น้ำตาล เหล้า มิริน แล้วนำเนื้อกับผักมาต้ม ซึ่งในแถบตะวันตกนั้นจะไม่ได้ใช้ซุบผสม แต่จะย่างเนื้อก่อนแล้วปรุงด้วยน้ำตาลกับโชยุ แล้วใส่ผักเข้าไป เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ใส่น้ำกับเหล้า ในสมัยปัจจุบันทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จะนำเนื้อไปจิ้มกับไข่ดิบเป็นวิธีการกินที่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีการกินที่พัฒนาแต่เดิมมาจากฝั่งตะวันตก

การเตรียมวัตถุดิบก่อนเริ่มทำ

  1. ในการทำ S U K I Y AK I นั้น เราจะเลือกใช้เต้าหู้ย่าง (ยากิโทฟุ) ถ้ามี Super market ญี่ปุ่นแถวบ้านก็หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่มีละก็ใช้เต้าหู้ขาวแข็งแทนได้
  2. เทน้ำในถาดทิ้งให้หมด และหั่นเป็นชิ้นหนาเตรียมไว้
  3. วุ้นเส้นหัวบุกนั้นเราจะใช้เส้นบุกสีขาว หรือ ชิราทากิ หากหาซื้อไม่ได้สามารถใช้เส้นแก้วแทนได้
  4. เทน้ำแช่วุ้นเส้นทิ้ง ล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มเพื่อล้างกลิ่น
  5. เทน้ำทิ้ง ล้างจนหมดกลิ่น หากเส้นยาวเกินไปสามารถนำมาตัดครึ่งได้
  6. เห็ดหอมสดจะไม่นำมาล้างน้ำเพราะจะทำให้เห็ดไม่หอม เราจึงนำมาทำความสะอาดคือใช้ทิชชู่ชุบน้ำเช็ดฝุ่นออก แล้วนำมาบั้งลาย
  7. เห็ดเข็มทอง ตัดโคนทิ้ง ล้างน้ำ และฉีกเป็นช่อเล็กพอดีคำ
  8. หอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  9. ต้นหอมญี่ปุ่น หั่นแนวเฉียง
  10. ผักใบเขียว เราเลือกใช้ผักชุนงิคุเพราะมีกลิ่นเอกลักษณ์และรสชาติจะขมนิด ๆ น้ำมาล้างให้สะเด็ดน้ำ พอนำไปต้มค่อยใช้มือหักเป็นสองท่อน

วิธีทำน้ำปรุง SUKIYAKI

  • ตั้งหม้อใส่มิรินและสาเก เปิดไฟแรง ต้มจนเดือดให้แอลกอฮอล์ระเหยออกให้หมด
  • ปิดแก๊สยกลง ใส่โชยุและน้ำตาลทราย คนให้ละลายเข้ากัน

วัตถุดิบ

  • มันวัว 1 ก้อนเล็ก (สำหรับเคลือบกระทะ) สามารถใช้น้ำมันพืชทั่วไปแทนได้
  • เนื้อวัว (ใช้เนื้อส่วนใดก็ได้ตามชอบ)
  • เต้าหู้ขาวแข็ง
  • วุ้นเส้นหัวบุกสีขาว
  • ต้นหอมญี่ปุ่น
  • หอมใหญ่
  • เห็ดเข็มทอง (หรือเห็ดชนิดอื่นตามชอบ)
  • เห็ดหอม (ไม่ใส่ก็ได้)
  • ผักใบเขียว เช่น ผักชุนงิคุ ผักมิซูน่า ผักมิสึบะ หรือผักพื้นบ้านตามที่หาได้ในท้องถิ่น
  • ไข่ไก่ (เลือกแบบที่กินดิบๆได้)

วิธีการทำ SUKIYAKI ก็แตกต่างกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก SUKIYAKI ทางตะวันออกมีพื้นฐานมาจากหม้อไฟเนื้อที่เป็นที่นิยมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาวัฒนธรรม UFABET ในสมัยเมจิ เตรียมผสมโชยุ น้ำตาล เหล้า มิริน แล้วนำเนื้อกับผักมาต้ม ในแถบตะวันตกไม่ได้ใช้ซุบผสม แต่จะย่างเนื้อก่อนแล้วปรุงด้วยน้ำตาลกับโชยุ แล้วใส่ผักเข้าไป เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ใส่น้ำกับเหล้า ในสมัยปัจจุบันทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จิ้มกับไข่ดิบเป็นวิธีกินที่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีการกินที่พัฒนาแต่เดิมมาจากฝั่งตะวันตก

อาหารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแม้ในต่างประเทศ “SUKIYAKI SONG” ของ ซากาโมโตะคิว

ร้าน “S U K I Y A K I” ซากาโมโตะคิว จึงกลายเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากขึ้นที่ติด Hit chart อันดับ 1 S U K I Y A K I สามารถกินที่ร้านและยังสามารถกินอาหารเนื้อได้ รวมถึงเนื้อย่างแผ่นเหล็ก ร้านอาหารหม้อไฟที่สามารถกินได้ทั้ง S U K I Y A K I และชาบุชาบุ

เท็มปุระ

เท็มปุระ
เท็มปุระ

เท็มปุระ เป็นอาหารยอดนิยมที่ขึ้นชื่อในโตเกียวตั้งแต่ยุคเอโดะ ซึ่งได้รับเทคนิคการปรุงอาหารทอดที่หลากหลายมาจากต่างประเทศ และมีการประยุกต์จนสามารถดึงความกลมกล่อมของรสอร่อยในวัตถุดิบออกมาได้เป็นอย่างดี เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วจากนั้นจึงนำไปทอด

เท็มปุระ คืออะไร

เท็มปุระคืออะไรก็ตามที่ชุปแป้งแล้วนำไปทอด เท็มปุระจึงมีความคล้ายคลึงกับอาหารทอดของหลายๆ ประเทศ แต่แป้งของเท็มปุระมีความบางและกรอบกว่า

เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากอย่างหนึ่ง ทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วนำไปทอด ในการทอด T e m p u r a นั้น จะใช้ไฟแรง โดยนำเอาวัตถุดิบไปชุบแป้งบาง ๆ แล้วลงทอดด้วยเวลาสั้น ๆ แค่ 3 0 – 4 0 วินาทีเท่านั้น เพื่อที่จะคงความสดของวัตถุดิบมากที่สุด ทั้งนี้สไตล์การกิน T e m p u r a ของชาวญี่ปุ่นนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ T e m p u r a อาหารทะเลชุบแป้งทอด และ T e m p u r a ผักทอด ที่จะนำผักหลาย ๆ ชนิดมาทอดรวมกัน แต่เทมปุระที่ดูจะติดอกติดใจชาวไทยก็คงจะหนีไม่พ้นกุ้งเทมปุระ

ความเป็นมาของ T e m p u r a

ถือเป็นอาหารจานหลักของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชื่อเท็มปุระนั้นไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นสักนิด แต่ที่จริงแล้วคำว่าเท็มปุระเป็นภาษาโปรตุเกส มาจากคำว่า t e m p e r o มีข้อสันนิษฐานมีชาวโปรตุเกสเป็นผู้นำเท็มปุระมาเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้

ส่วนผสมที่ใช้ทำแป้งนั้นคือ น้ำ แป้ง และไข่ไก่ และส่วนผสมที่ใช้สำหรับทำน้ำจิ้มนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำจิ้มและวัตถุดิบที่ใช้ในการทำ T e m p u r a นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคและฤดูกาล โดยทั่วไปแล้ว T e m p u r a มักจะทำมาจากผักและอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก และปลาทะเลตัวเล็ก ๆ มะเขือม่วง กุ้ง ฟักทอง และปลาหมึกกล้วย นั่นเอง

การเสิร์ฟ

T e m p u r a นั้นจะเสิร์ฟคู่กับซอส T e n – t s u y u ที่ทำจากน้ำต้มกระดูกชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองและไวน์ข้าวที่เรียกว่า m i r i n ดังนั้นอาจเพิ่มขิงหรือหัวไชเท้าได้เพื่อเพิ่มรสชาติที่เผ็ดร้อน ซึ่งในบางครั้งอาจจะเสิร์ฟขิงและหัวไชเท้าแยกกัน และคุณยังสามารถเติมขิงและหัวไชเท้าลงไปในซอสได้ก่อนที่จะจิ้ม T e m p u r a เพื่อเพิ่มรสชาติ

วิธีการรับประทาน

การเสิร์ฟ T e m p u r a ในแต่ร้านอาหารนั้นจะเสิร์ฟตามลำดับที่ควรจะรับประทานก่อน หมายความว่าคุณต้องทานอาหารที่อยู่ใกล้สุดก่อนและค่อยรับประทานเมนูที่วางถัดไป

ส่วนใหญ่จะพบว่า T e m p u r a จะมีพืชผักที่วางไว้ข้างหน้าสุดและตามด้วย T e m p u r a ซีฟู้ด ซึ่งในความเป็นจริงนั้นคุณไม่จำเป้นต้องทานให้หมดไปทีละอย่างแต่เพื่อการดื่มด่ำรสชาติของ T e m p u r a แต่ละชนิด ในการรับประทานทีละอย่างจะทำให้คุณได้เพลิดเพลินกับอาหารที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดของการทาน T e m p u r a คือ เรื่องของการสั่งอาหาร เพราะ T e m p u r a ทำมาจากแป้งและเมื่อทิ้งไว้นานอาจจะนิ่มและหมดความกรอบได้ ดังนั้นควรสั่ง T e m p u r a เมื่อต้องการรับประทานทันที เพื่อจะได้รับประทาน T e m p u r a ร้อน ๆ ทอดกรอบที่ได้รสชาติที่อร่อยตรงดิ่งมาจากครัว

วิธีในการรับประทานแบบอื่น

นอกจากได้รับประทานเปล่า ๆ แล้ว T e m p u r a สามารถเข้าได้ดีกับเมนูอื่น คือ T e n – d o n (ข้าวที่เสิร์ฟในชามแล้ววางหน้าด้วยเท็มปุระ เหยาะด้วย d a s h i นิด มิริน และซอสถั่วเหลือง) อีกหนึ่งเมนูคือ T e n – s o b a (เมนูยอดฮิตที่ทานเข้ากันกับ T e m p u r a)โดยการวาง T e m p u r a ไว้ด้านบนของเส้นโซบะ หรืออุด้งก็ได้

มารยาทในการรับประทาน

ขนาดของ Tempura มีขนาดค่อนข้างใหญ่ คงดูไม่ดีแน่หากคุณทาน Tempura ทั้งหมดในคำ ๆ เดียวซึ่งมารยาทในการทาน Tempura ง่าย ๆ ก็คือ ให้กัดแค่เพียงครึ่งเดียวและคีบครึ่งที่เหลือไว้ด้วยตะเกียบโดยไม่วางอีกครึ่งกลับในจาน ซึ่งเมื่อคุณเคี้ยวหมดแล้วจึงรับประทานอีกครึ่งที่เหลือนั่นเอง

Tempura ทำให้หลายคนเข้าใจไปว่าเป็นอาหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มีคนญี่ปุ่นเป็นคนคิดและเป็นต้นตำรับ แต่ความจริงแล้ว UFABET877 ต้นตำรับของ Tempura แท้ ๆ คือ ประเทศโปรตุเกสนั่นเอง ซึ่งต้นตำรับของชาวโปรตุเกสนั้นจะนำปลามาชุบแป้งทอดทำกินกันในหมู่บาทหลวง ซึ่งชาวโปรตุเกสเรียกอาหารจานนี้ว่า Friday Fish Fry ในปัจจุบันเมนูปลาชุบแป้งทอดของประเทศโปรตุเกสยังคงเรียกว่า เทมโพลา เหมือนในอดีตเช่นกัน