ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น
ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น โดยที่เราได้เห็นกันทั่วไปนั่นแกงกะหรี่ (カレー) จะจัดเสิร์ฟพร้อมข้าวร้อน ๆ โดยจะราดแกงลงบนข้าวนั่นเอง

ส่วนในการทำแกงกะหรี่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะใส่เนื้อสัตว์และผักที่แตกต่างกันตามรูปแบบของร้าน และผักพื้นฐานที่เห็นได้บ่อยละใส่กันทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือ แครอท หัวห้อมใหญ่ และมันฝรั่ง เป็นต้น และในส่วนของเนื้อสัตว์ที่นิยมใส่กัน นั่นก็จะมีทั้ง เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ เป็นต้น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ความเป็นมาของ ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

แกงกะหรี่ได้เริ่มเข้าสู่ในประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคสมัย ในยุคเมจิ ในปีค.ศ 1868-1912 ได้นำเข้ามาจากคนอังกฤษคนหนึ่งในช่วงที่ประเทศอินเดียนั้นได้อยู่ภายใต้ของการปกครองของประเทศอังกฤษนั่นเอง จึงทำให้เกิดเป็นแกงกะหรี่ขึ้นจนได้กลายเป็นที่นิยมและได้มีการเริ่มขายมากขึ้นในร้านอาหาร และSupermarket ในช่วงของค.ศ.1960 ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงเรื่อย ๆ และได้มีการเผยแพร่จนมีการบริโภคในประเทศไปเรื่อย ๆ จนยกให้แกงกะหรี่นั้นถูกเรียกว่าเป็นอาหารของประเทศญี่ปุ่น

ในช่วงแรกนั้นวัตถุดิบทำจากผงกะหรี่และเครื่องปรุง อาทิเช่น ขิง กระเทียม ต้นหอมและเนย จากนั้นนำไปผสมกับแป้งสำลี เพื่อให้เกิดความเข้มข้น ในขั้นตอนการทำนั้นต้องผ่านกรรมวิธีที่ค่อนข้าวมาก จนกระทั่งต่อมาได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ  เพื่อความสะดวกและทำได้ง่ายจนเป็นแบบก้อนสำเร็จรูปที่เห็นกับได้ในปัจจุบัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความจาก ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Dango

Dango
Dango

Dango เป็นขนมของประเทศญี่ปุ่น รสสัมผัสทั้งหนึบและออกหวานเล็กน้อย ส่วนผสมของขนมดังโงะนั้นทำมาจากแป้งmochiko หรือ แป้งข้าว นั่นเอง ขนมนี้จะเสิร์ฟพร้อมกับชาเขียว เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รับประทานคู่กัน สำหรับในช่วงการทานนั้นสามารถทานได้ตลอดทั้งปีและก็จะมีตามฤดูกาลหรืองานสังสรรค์ต่าง ๆ ที่เห็นกันชัด ๆ ดังโงะนั้นจะเสียบด้วยไม้เพื่อการง่ายต่อการรับประทานและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ดังโงะ เป็นขนมโบราณของคนญี่ปุ่นที่มีมานับ 100 ปีที่แล้ว และยังเป็นขนมที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในประเทศมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถเห็นได้ทั่ว ๆ ไปในเทศกาลดอกซากุระผลิบานจนทำให้ขนมได้รับความนิยมไปด้วย

ประวัติศาสตร์ “ดังโงะ”

เป็นขนมโบราณที่เก่าแก่ร่วม 100 ปี มีความเชื่อกันว่า ดังโงะ นั้นมีต้นกำเนิดแต่เดิมมาจาก ขนมโมทกะ (Modak) ที่เป็นขนมหวานของประเทศอินเดียสำหรับการถวายให้กับองค์พระพิฆเนศวรของศาสนาฮินดู และเชื่อว่าเป็นขนมอันทรงโปรดปรานขององค์พระพิฆเนศวรอีกด้วย ต่อมาก็ได้ปรากฏในหนังสือในยุคเฮอันในปี ค.ศ. 794 – 1185 (ศตวรรษที่10) หนังสือที่มีชื่อว่า The Shin Sarugaku Ki นั่นเอง จนกระทั่งได้มีการปรับเปลี่ยนขนมให้มีชื่อและมีรสชาติที่ดีจนทำให้ก่อเกิดเป็นดังโงะขึ้น ช่วงแรกดังโงะนั้นถือเป็นขนมทานเล่นหรือของว่างของเหล่าบรรดาขุนนางและพวกคนชนชั้นสูงในสมัยก่อนนั้นมากกว่า

ขนมดังโงะจะไม่เหมือนกันในแต่ละท้องถิ่น เพราะส่วนผสมในการทำแป้งดังโงะของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ที่สำคัญแป้งดังโงะไม่ได้หาง่ายเหมือนปัจจุบันนี้แต่จะใช้ส่วนผสมจำพวกของในท้องถิ่นแทน อย่างเช่น ข่าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย มันหวาน ถั่ว ข้าวโพด รวมถึงเม็ดเกาลัด นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Daifuku

Daifuku
Daifuku

Daifuku หรือ ไดฟูกุ เป็นขนมของประเทศที่ปุ่น ที่มีลักษณะเป็นรูป โมจิ กลม ๆ เล็ก ๆ มีรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม และยังมีไส้ข้างในอีกด้วย แต่ที่ในประเทศญี่ปุ่นนั้น จะนิยมใส่ใส้หวาน ก็คือ ถั่วแดงหวาน ที่ทำมาจากถั่ว azuki นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ไดฟูกุนั้นมีรสชาติ และรูปแบบที่หลากหลาย แต่ที่หลาย ๆ คนได้เห็นกันบ่อย ๆ หรือที่รู้จักกันนั้นจะเป็น โมจิขาว เขียว และชมพูอ่อน เนื้อแป้งของไดฟูกุนั้น ทำมาจากแป้งชิ้นดี หรือที่บ้านเราเรียกว่า แป้งข้าวเจ้านั่นเอง แต่ก็สามารถใช้แป้งอื่นได้เช่นกัน อาธิ แป้งข้าวโพด และแป้งมันฝรั่ง ที่สำหรับนำมาคลุกขั้นตอนสุดท้ายเพื่อไม่ให้แป้งเกาะติดมือ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ความเป็นมา ของ ” ได ฟู กุ “

เริ่มแรก มาจาก Uzumomochi เป็นโมจิที่แรกเริ่มนั้น อยู่ในสมัยเอโดะ และ ไดฟูกู ชื่อเดิมนั้นก็คือ Habutai mochi เป็นเค้กข้าวเหนียวหนึบที่มีไส้อยู่ข้างใน ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Daifuku mochi และได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนการทำไส้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไดฟูกุโมจิ หรือ 大福餅 ชื่อนี่ เป็นชื่อที่แห่งเงินทอง และความโชคดี นอกจากนี้ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 1 8 ไดฟูกุนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และยังเป็นขนมที่ใช้ในโอกาสในพิธีต่าง ๆ อีกด้วย

ในปัจจุบันนี้ เราได้เห็นมากมายทั่วไป ตามร้านคาเฟ่ญี่ปุ่น หรือ ไดฟูกุเดริเวอรรี่ต่าง ๆ แต่ที่โดดเด่นมาก ๆ นั้นจะเป็น ” ไดฟูกุสตรอเบอร์รี่ถั่วแดง ” ที่รสสัมผัสนั้น แป้งจะนุ่ม ๆ ไส้ถั่วแดงหวานเบา ๆ และมีความเปรี้ยว หวาน ฉ่ำ จากสตอเบอรี่ และเมื่อได้กินรวมกันแล้วนั้น อยากจะบอกว่า มันดีมากกกกกกกกก ลงตัวสุด ๆ หากใครอยากกิน ก็สามารถหาซื้อทาน หรือทำกินได้เลย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุน หลัก UFABET1688

โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น

โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น
โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น

โอมุ (OMU) ข้าวห่อไข่สไตล์ญี่ปุ่น ถ้าหากได้พูดถึงข้าวห่อไข่ หรือเมนูคนญี่ปุ่นเรียกว่า O m u r a i s u นักชิมคนไทยนั้นจะไม่ค่อยได้คุ้นชินกับเมนูนี้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อถ้ากล่าวถึงคนญี่ปุ่นได้รับประทานนั้น เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูหนึ่งที่จัดว่าเป็นอาหารอันดับต้น ๆ ในความฮิตมาก ๆ ที่ถูกปากกับชาวญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังหากินได้ง่ายในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งในประเทศไทยเรานั้นอาจจะหาร้านที่ทำขายได้ยาก เพราะถ้าหากินทั้งทีก็ต้องเข้าไปร้านสไตล์ญี่ปุ่นเลยเพราะว่ารสชาติสูตรต้นตำรับนั้นต้องเคยคุ้นชินและเคยทำมาแล้วนั่นเอง

O m u r a i s u เป็นสไตล์ตะวันตกที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับเข้ามา และปรับปรุงเมนูมาเป็นอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง  เมนูนี้จะทำคล้าย ๆ ไข่เจียวที่มีข้าวผัดอยู่ข้างในของไข่เจียว ซึ่งไข่เจียวนั้นจะห่อข้าวผัดอีกทีนึง จากนั้นจะราดซอสมะเขือเทศลงไปขณะรับประทาน เมนูนี้ได้รับความนิยมมากในฝั่งตะวันตกทั้งทำได้ง่าย วัตถุดิบน้อย ถมรสชาติอร่อยอีกด้วย

ความเป็นมาของ O m u r a i s u

ข้าวห่อไข่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 เกิดขึ้นในร้านอาหารสไตล์ตะวันตกในกรุงโตเกียว  แรงบันดาลใจของเมนูนี้มาจาก chakin-Zushi  และเมนูจานนี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ให้กับชาวเกาหลีและชาวไต้หวัน จนได้รับความนิยมต่อ ๆ ไป

โดยทั่วไปแล้วในจานอาหารจะประกอบไปด้วย chikin raisu หรือข้าวผัดไก่ซอสมะเขือเทศและไก่ ที่ห่อด้วยไข่คนเป็นแผ่นบาง ๆ ส่วนผสมนั้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่คนจะชอบ ในบางครั้งข้าวที่นำมาผัดกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นั้นจะนำสต็อกเนื้อมาปรุงรสชาติเช่นกัน จากนั้นก็จะปรุงด้วยซอสมะเขือเทศ  ซอสขาว เกลือและพริกไทย

ถ้าหากใครสนใจ ความรู้ เนื้อหาในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถติดตามเว็บไซต์ ทางช่องทางเว็บไชต์หลักของเราได้เลยค่ะ เราจะนำความรู้ต่าง ๆ มาเผยแพร่ให้ทุก ๆ คนได้อ่านกันเรื่อย ๆ เลย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณ ผู้สนับสนุนหลัก UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น
รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องขนมหวานในประเทศญี่ปุ่น ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าการกินขนมหวานหรือที่ไปที่มาของขนมนั้นมีความหลากหลายและยังเป็นเรื่องที่ซีเรียสทีเดียว ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราก็ได้รวบรวมข้อมูลมาได้ ดังนี้

  1. ความหมายของ ขนมหวาน หรือ เรียกว่า kasha ในประเทศญี่ปุ่น นั้นมันคือ ผลไม้ และถั่ว ซึ่งในส่วนจำพวกน้ำตาลนั้น ในอดีตกาลไม่ได้อยู่ในสารระบบที่แท้จริง ในประเทศญี่ปุ่นเลย แต่จนกระทั่งมาถึงในศตวรรษที่ 1 6 ในประเทศญี่ปุ่น จึงได้รู้จักน้ำตาลนั่นเอง
  2. ของหวานในประเทศญี่ปุ่นนั้น จะต้องทานของหวานกับชา จึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่แท้จริง
  3. คนประเทศญี่ปุ่นนั้นจะไม่รับประทานของหวาน หลังทานอาหารมื้อหลัก
  4. น้ำตาลที่คนญี่ปุ่นพึ่งได้รู้จักในศตวรรษที่ 1 6 นั้นเป็นของที่ได้นำเข้ามา และมีราคาที่สูงในยุคที่มีการพัฒนาประเทศในช่วงแรก ๆ ต่อมาเมื่อช่วงต้นปี 1 7 0 0 ประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำการปลูกอ้อยขึ้นมา เพราะในยุคโชกุนก็พยายามที่จะจัดระเบียบการ กับระบบในเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
  5. คนญี่ปุ่นนั้นได้รู้จักและเรียนรู้การทำลูกหวานที่หลากหลายรสชาติมากจากประเทศโปตุเกส และในชาติตะวันตก และมีคำเรียกชื่อเฉพาะก็คือ Nanbanjin ที่ได้เปลี่ยนแปลงมาจากคำว่า nanbangashi ในปัจจุบัน
  6. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ผู้คนกินลูกกวาด หรือลูกอมกัน โดยประมาณ 3 5 0 , 0 0 0 ตัน/ปี ซึ่งถ้าหากคิดเป็นแคลอรี่นั้น จะอยู่ที่ 1 0 0 แคลอรี่ ต่อคน ต่อ 1 วัน
  7. ในประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงจำนวนมาก ชอบไปนั่งเล่นที่ร้านขนมมาก ๆ
  8. ผู้หญิงญี่ปุ่นนั้นชอบลูกกวาดที่มีสีสันที่น่ารัก อย่างเช่น สีชมพูอ่อน สีเหลืองอ่อน และสีเขียวอ่อน ที่ดูเป็นโทนพาสเทลอย่างนี้
  9. ในประเทศญี่ปุ่นได้พยายามทำช็อคโกแลตขึ้น ให้ดูแปลกตา และแตกต่างออกไป และยังพยายามหาไอเดียใหม่ ๆ นำมาปรับเปลี่ยนรสชาติอยู่เสมอ ๆ

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : ufabet

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น

วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น
วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น

วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น หากได้พูดเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ที่นอกจากจะเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองของประเทศทางฝั่งยุโรปแล้ว ทางประเทศญี่ปุ่นนั้นก็มีเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างเช่นผู้หญิงนั้นจะต้องนำช็อคโกแลตไปให้ผู้ชาย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดูแปลกตาไปเลยทีเดียว หากมีข้อสงสัยว่าวัฒนธรรมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร งั้นเราไปดูที่มากันเลย

ที่มาของวันวาเลนไทน์ที่แท้จริงนั้นหลาย ๆ คนนั้นคงจะรู้จักกันบ้างแล้ว คือวันวาเลนไทน์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี เริ่มมีตั้งแต่ยุคจักวรรษโรมันโบราณ ในวันที่ 14 ก.พ. นั้นได้มีการถูกกำหนดให้เป็น วันแห่งการเฉลิมฉลองให้เทพีจูโน่ เป็นเทพีแห่งการแต่งงาน และการคลอดบุตรองค์สูงสุดของชาวโรมัน ในวันต่อมานั้นก็ได้มีการจัดงานเทศกาลที่ชื่อว่า Lupercalia ขึ้น ซึ่งในเทศกาลนี้นั้นจะเป็นประเพณีที่เหล่าสาว ๆ นั้นจะมีการเขียนชื่อตัวเองลงในเหยือกก่อนวันที่ 14 ก.พ. พอเมื่อถึงวันเทศกาล จะมีผู้ชายมาเลือกดึงชื่อผู้เขียนออกมา จากนั้นทั้งผู้เขียน และผู้จับได้ก็จะต้องเป็นคู่ที่มาเฉลิมฉลองกัน บางคู่นั้นก็อาจจะตกหลุมรักจนกระทั่งแต่งกันกันเลย

ทั้งนี้ในวันที่ 14 ก.พ. เป็นวันสุดพิเศษของหลาย ๆ คนทั่วโลก เพราะเป็นวันแห่งความรักของชาย หญิงที่มีให้กัน นอกจากนั้นยังเป็นวันแห่งการมอบของขวัญ และช็อคโกแลตให้แก่กัน

เคยสังเกตไหม ? ว่าทำไมวันวาเลนไทน์ในญี่ปุ่นผู้หญิงต้องให้ช็อคโกแลตผู้ชาย หากมีข้อสงสัยลองอ่านต่อไปกันได้เลย

ในปี 1936 มีร้านขนมร้านหนึ่งที่ชื่อว่า Kobe Morozoff ได้ออกมาโปรโมทสินค้าช็อคโกแลตสำหรับวันวาเลนไทน์โดยกลุ่มเป้าหมายก็คือคู่รักชาย หญิง และในต่อมานั้นก็มีห้างสรรพสินค้าออกมาโปรโมทอีกว่า ในวันนี้ควรเป็นวันมอบของขวัญในกับคนที่เรารัก แต่ในช่วงนั้นก็ไม่ได้เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่

ในปี 1958 ได้มีเคมเปญ โดย Mary Chocolate ได้จัดขึ้นที่ห้างอิเซตันในเมืองชินจุกุ  และได้มีการเสนอให้ผู้หญิงเป็นคนให้ช็อคโกแลตแก่ฝ่ายชาย เพราะกลุ่มลูกค้าหลัก ๆ ที่จะมาอุดหนุนก็คือจัชะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่า

ต่อมาในปี 1970 ได้มีกำหนดการขึ้นให้วันที่ 14 ก.พ. เป็นวันช็อคโกแลต จึงมีการจัดการแข่งขันการค้าช็อคโกแลตในวันวาเลน์ไทน์ขึ้นนั่นเอง  โดยการจัดทำขึ้นได้มีการแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง

จากที่ได้รู้ว่า ในวันวาเลนไทน์ ของประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงนั้นจะมอบของขวัญ และช็อคโกแลตให้กับผู้ชาย ซึ่งในตอนนั้นก็ได้มีช็อคโกแลตที่หลากหลายรูปแบบ และมีรสชาติที่ต่างกันมากมาย เพื่อสื่อถึงความรักของคู่รักของแต่ละคน การมอบของขวัญให้แก่คนที่เรารักนั้นเป็นเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณ บทความดี ๆ จาก UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เทศกาลทานซุปหอยฮามะกุริ

เทศกาลทานซุปหอยฮามะกุริ
เทศกาลทานซุปหอยฮามะกุริ

เทศกาลซุปหอยฮามะกุริ เป็นเมนูที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลผู้หญิง หรือเรียกได้อีกหนึ่งชื่อก็คือ เทศกาลฮินะ มัตสึริ (Hina Matsuri) นั่นเอง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในวันที่ 3 เดือนมีนาคม และจัดขึ้นเป็นเป็นประจำในทุก ๆ ปี สำหรับในวันนี้นั้นเป็นเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลองให้กับบ้านที่มีลูกสาว มาทำกิจกรรมที่คัญในวันนี้และทำให้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องรับประทานเมนูนี้กัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เทศกาลทานซุปหอยฮามะกุริ ที่สำคัญของเด็กผู้หญิง

สำหรับในวันที่ 3 เดือนมีนาคมนั้นเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองและขอคำอธิษฐานให้กับลูกสาวของตนเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย จิตใจ และความสุข อีกทั้งปัดเป่าสิ่งที่ชั่วร้ายออกไปจากชีวิตของบุตรสาว ซึ่งในวันนี้นั้นก็ยังมีการประดับตกแต่งเจ้าชาย หรือเทพเทวดา รวมทั้งเจ้าหญิงหรือนางฟ้า รวมทั้งการรับประทานอาหารที่เป็นมงคล อย่างเช่น ขนมฮินะ อาราเระ , ฮิชิโมจิ , ชิราชิ ซูชิ ,สาเกหวานหรืออามะซาเกะ และสุดท้ายคือ ซุปหอยตลับนั่นเอง

เพราะอะไรถึงเป็นเมนูที่สำคัญสำหรับเด็กผู้หญิง

หอยฮามะกุริ หรือหอยตลับลาย นั้นเป็นหอยที่มีสองฝาเป็นคู่ ๆ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นในเฮอันก็ได้มีการคิดค้นเกมขึ้นมาคือ เกมการหาคู่ของฝาหอยนั่นเอง ที่ใครนั้นสามารถหาฝาหอยที่คู่กันได้และฝาหอยที่ปิดแล้วสนิทได้ถือว่าผู้นั้นจะโชคดี และเชื่อว่าลูกสาวนั้นจะมีคู่ครองที่เข้าคู่กันได้ดีและสามารถใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขไปตลอด ฉะนั้นในการรับประทานซุปหอยฮามะกุริและขอคำอธิษฐานให้ลูกสาวนั้นได้พบกับคู่ชีวิตที่ดีในวันที่มีเทศกาลนั้นเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นนั่นเอง และทั้งนี้ในช่วงเทศกาล เป็นช่วงที่หอยฮามะกุริ หรือหอยตลับนั้นมีรสชาติที่หอมหวาน อร่อยมากในช่วงนั้น และยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่าง ๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี12 และธาตุเหล็ก ทำให้ผู้ที่รับประทานนั้นรับคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคนอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความจาก ufabet

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องดนตรีโกะโตะ

เครื่องดนตรีโกะโตะ
เครื่องดนตรีโกะโตะ

เครื่องดนตรีโกะโตะ เครื่องดนตรีประเทศญี่ปุ่น เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ได้รับมากจากประเทศจีนในศตวรรษที่ 7-8 และได้นำมาดัดแปลงให้เป็นแบบของญี่ปุ่น เริ่มต้นในสมัยนาราที่ในทั่ว ๆ ไปแล้วนั้นจะมีทั้งหมด 13 สาย และเครื่องดนตรีชนิดนี้ก็ยังมีลักษณะที่คล้ายคลีงกับเครื่องดนตรีในชาติอื่นๆ เช่นกัน ที่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป

เครื่องดนตรีชนิดนี้นั้นนิยมมากในหมู่คนที่มีฐานะในประเทศญี่ปุ่นและนับได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงที่โรแมนติกชนิหนึ่งที่เป็นที่นิยมเช่นกัน เครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ถูกพูดถึงในเรื่อง ตำนานของเกนจิ ตอนที่เกนจินั้นได้ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขานั้นไม่เคยเหนหน้ามาก่อนเพียแค่ได้ยินเสียงโกะโตะที่หญิงสาวได้เล่นบรรเลงมาจากแดนไกล

เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 15 นั้นเครื่องดนตรีชนิดนี้เริ่มมีชื่อเสียงจากการแสดงเดี่ยว ต่อมาในศตวรรษที่ 16 ในศาสนาพุทธ ผ็ที่ได้ชื่อว่า เคนจุน ที่อาศัยถิ่นฐานอยูที่ตอนเหนือขอคิวชูได้มีการเริ่มแต่งเพลงที่ไว้ใช้เล่นกับโกะโตะ ชื่อว่า ซึกุชิ โกโตะ และคนที่มีอิทธิพลที่ทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างมากก็คือ ยาซึฮาชิ เคนเกียว เขาเป็นนักดนตรีที่มาจาก เกียวโต และผู้ที่สามารถดัดแปลงปรับปรุงเพลงทั้ง 6 เพลงที่ได้ใช้สำหรับเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มาปรับปรุงในรูปแบบเก่าให้เกิดเป็นดนตรีในรูปแบบใหม่ได้นั่นก็คือ คุมิ อุตะ ยาซึฮาชิ หรือในนามที่หลาย ๆ คนเรียกเขาว่า บิดาของโกะโตะสมัยใหม่

ในปัจจุบันนี้ ได้มีการสอนการเล่นโกะโตะอย่ามาก และเป็นที่นิยมมาตลอด ในปัจจุบันนี้ ยังได้มีการดัดแปลงดนตรีขึ้นเรื่อย ๆ ให้ทันสมัย กระทั่งได้มีวงดนตรีแนวต่าง ๆ ทั้งในแนวตะวันตก หรือแนว Pop – rock ที่ได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จากนั้น ก็ยังมีโรงเรียนสำหรับเพื่อการสอนมากมายรวมถึงยังมีศิลปินผู้เล่นอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อได้เผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง ถ้าหากใครสนใจ และอยากที่จะศึกษาถึงเรื่องราวความเป็นมาสามารถอ่านได้ในบทความถัด ๆ ไป เราจะนำเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในสมัยก่อนมาบอกให้ทุก ๆ คนที่สนใจได้ติดตาม เครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้แต่ถ้าหากอยากลองที่จะเล่น หรือทดลองแนะนำให้ลองไปเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น เรียนรู้วัฒนธรรมการเล่นในท้องถิ่นได้เลย

เครื่องดนตรีของ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นศิลปะโบราณที่ได้สะท้อนถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก หลายๆ คนเคยได้ยิน และหลาย ๆ คนพึ่งจะรู้จักดนตรีชนิดนี้แต่ถ้าหากได้เรียนรู้ถึงเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ แล้วเชื่อว่าอยากจะได้ลองและชอบมาก ๆ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จากเว็บไซต์ แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ซามิเซ็งเครื่องดนตรีสายญี่ปุ่น

ซามิเซ็งเครื่องดนตรีสายญี่ปุ่น
ซามิเซ็งเครื่องดนตรีสายญี่ปุ่น

ซามิเซ็งเครื่องดนตรีสายญี่ปุ่น ในเหล่าบรรดาของเครื่องสายในประเทศญี่ปุ่นนั้น ซามิเซ็ง (Shamisen) นั้นถือว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงที่ไพเราะที่สุด และเครื่องสายชนิดนี้ยังเหมาะสำหรับการแสดงโบราณของประเทศญี่ปุ่นในหลายรูปแบบอีกเช่นกัน เพราะสามารถที่จะดีดออกมาเป็นเสียงในระดับต่าง ๆ ได้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

จากที่ได้กล่าวไว้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้เป้นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะมากที่สุด และก็ยังเป็นเครื่องดนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกด้วย และมีความเชื่อกันว่า ซามิเซ็ง (Shamisen) นั้นมีพื้นฐานมาจากเครื่องตนตรีที่มีมาจากประเทศจีนหรือเครื่องดนตรีที่เรียกว่า ซังเง็น ที่สมัยก่อนนั้นได้มีการเผยแพร่เข้ามาในประเทศยญี่ปุ่นในอาณาจักรริวกิว ซึ่งในปัจจุบันนั้นเป็นเกาะที่เรียกว่าเกาะโอกินาวานั่นเอง

จากที่ผ่านมาในสมัยของศตวรรษที่ 16 นั้นต่อ ๆ มา ได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนาเครื่องดนตรีมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันกระทั่งกลายมาเป็นเครื่องดนตรีที่มีความนิยมและโดดเด่นมากที่สุดในช่วงยุคกลางของญี่ปุ่นมาจนถึงในปุจจุบันนี้ โครงสร้างพื้นฐานของเครื่องดนตรีนั้นจะมีทั้ง ชาโอะ ที่เป็นส่วนของการขึงสายดนตรีที่ทำขึ้นมาจากไม้จันทร์แดง หรือไม้ประเภทไม้ประดู่ของทางบ้านเรานั่นเอง ในส่วนของปลายของชาโอะนั้นก็จะมีลูกบิดสำหรับการปรับขึ้นสายสำหรับเสียงการดีดต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า โด ทำมาจากไม้เนื้อแข็งที่มีส่วนประกอบเป้นรูปสี่เหลี่ยมที่นำมาขึงด้วยหนังของสัตว์(สุขับและแมว) เครื่องดนตรี ซามิเซ็ง (Shamisen) ของเกาะโอกินาวานั้นเรียกว่าซันชิน นั้นจะขึงด้วยหนังสัตว์เช่นกัน แต่หนังสัตว์ที่ขึงนั้นคือหนังงูนั่นเอง ส่วนการเล่นซามิเซ็งนั้นจะต้องใช้แผ่นไม้ที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมยาว ๆ ในการดีดเรียกว่า บาฉิ นั่นเอง

เสียงจากการดีดเครื่องดนตรีนั้นจะมีเสียงที่ไพเราะมาก ถึงแม้ในปัจจุบันจะไม่ค่อยเห็นมีการเล่นซามิเซ็งเพราะกลายเป็นเครื่องดนตรีที่ล้าสมัยไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ที่เล่นเพื่อคงอนุรักษณ์วัฒนธรรมเอาไว้อีกเช่นกัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

credit : แทงบอลออนไลน์

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ชิโรอิโคอิบิโตะ

ชิโรอิโคอิบิโตะ
ชิโรอิโคอิบิโตะ

ชิโรอิโคอิบิโตะ ของฝากที่ขึ้นชื่อในเมืองฮฮกไกโด เป็นขนมคุกกี้สอดไส้ช็อกโกแลต เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยเห็นของฝากอันนี้กันบ่อย บางคนอาจจะได้กินบ่อยเพราะว่าถ้าเพื่อน หรือใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นกลับมา ก็ต้องหิ้วขนมนี้มาฝากแน่ ๆ เพราะสามารถที่จะหาซื้อได้ง่าย ๆ ตามร้าน Duty Free ทั่วไปในสนามบินที่ประเทศญี่ปุ่น โดยก็จะมีให้เลือกอยู่ 2 รสชาติ คือ แบล็คช็อกโกแลต และไวท์ช็อกโกแลต และยังสามารถเลือกซื้อได้หลายขนาดเช่นกัน

Shiroi Koibito มีต้นกำเนิดมาจากเมืองฮอกไกโด เมื่อใครได้เยือนและเที่ยวที่ฮอกไกโด ก็ต้องแวะเที่ยวชมความสวยงามและได้ซื้อ Shiroi Koibito กันแน่ ๆ เพราะว่าขนมนี้เป็นของฝากที่ขึ้นชื่ออย่างมากวางขายกันมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นสนามบิน สถานีรถไฟแต่ส่วนมากก็มักจะซื้อสนามบินเพราะง่ายต่อการเอาขึ้นเครื่องได้เลย ราคาก็จะอยู่ที่ 576-3805 เยน ตามไซต์ขนาดของกล่อง จุดเด่นอย่างหนึ่งของขนมคือยังคงความอร่อยมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ ค.ศ.1976

Shiroi Koibito (白い恋人) แปลว่า คนรักสีขาว โดยขนมภายในกล่องแต่ละชิ้นนั้นจะมาเป็นแพ็ค ๆ อยู่ในห่อพลาสติก หากซื้อมาแบ่งเพื่อน ๆ ก็สามารถที่จะหยิบส่งให้เพื่อน ๆ หรือแบ่งกันกินกันไม่เปอะเลอะเทอะอีกด้วย ซื้อมาแบ่งเพื่อน ๆ ได้สบาย เยกได้ว่าเป็นของฝากที่เป็นที่นิยมกันอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวเลย

มาดูในส่วนของคุกกี้ ด้านนอกนั้นเป็น Langue de chat เป็นขนมอบกรอบของประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านกระบวนการอบมาอย่างพิถีพิถัน เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะกรอบหน่อย ๆ มีเนื้อที่ละเอียดและยังได้กลิ่นหอมของงวนิลาที่พอดีลงตัวมาก ๆ ส่วนของไส้หรือไวท์ช็อกโกแลตนั้นก็เป็นสูตรพิเศษของที่ฮอกไกโด ที่มีรสชาติที่หวานพอดีเลย เมื่อได้กินเข้าไปแล้วต้องบอกว่าอร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียวเชียว ได้ทั้งกลิ้นหอมกรุบกรอบบาง ๆ ของคุกกี้ที่ผสมผสานที่ลงตัวก็ไส้ไวท์ช็อกโกแลตข้างในที่มีรสหวานหอมกำลังดี ถือว่าถ้าได้กินแล้วหลาย ๆ คนคงจะต้องชอบอย่างแน่นอนเลย

นอกจากนี้ถ้าหากว่าใครได้ไปเยือนซัปโปโรในฮอกไกโดแล้วก็อย่าพลาดที่จะไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตขนม และยังสามารถที่จะลองทำขนมเองได้ด้วยตนเองที่ Shiroi Koibito Park หากเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานต้องซื้อตั๋วบริเวนทางเข้าก่อนโดยราคาจะมีดังนี้

  • นักเรียนมัธยมปลายเป็นต้นไป 600 เยน
  • เด็กเล็กถึงนักเรียนมัธยมต้น 200 เยน
  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เข้าฟรี

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่มา : แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0