ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทญี่ปุ่น H i m e j i ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ สถานที่นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่รอดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2 5 3 8 สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2 5 3 6 จึงถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจาก 1 ใน 3  โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากในญี่ปุ่น คนเมืองชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทโดยรอบภายนอกที่มีสีขาวสว่าง ต่อมาในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและได้เป็นมรดกโลก

สถาปัตยกรรม ปราสาทฮิเมจิ

สถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ครบตามรูปแบบของปราสาทญี่ปุ่น คือมีฐานหินสูง กำแพงสีขาว และในอาคารต่าง ๆ บริเวณปราสาทซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และในส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันคือ ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทที่หลัก ๆ คือทางเดินเข้าสู่อาคารที่มีความสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่มีทั้งประตูหลากหลายด้านและกำแพงต่าง ๆ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างดีเพื่อการป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ทางเดินมีจะมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ในอาคารหลัก ในระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ในระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงเส้นทางนั้นก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้สะดวก ถึงแม้ปราสาทฮิเมจิยังไม่เคยถูกโจมตี และระบบการป้องกันต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยถูกใช้งานด้วยเช่นกัน

ประวัติ

ในปี ค.ศ. 1 3 4 6 ได้มีคนชื่อ อากามัตสึ ซาดาโนริ วางแผนจะสร้างปราสาทขึ้นจากเชิงเขาฮิเมจิซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้เริ่มสร้างวัดโชเมียว และหลังจากอากามัตสึได้เสียชีวิตลง ในสงครามคากิตสึ ตระกูลยามานะก็ได้เข้าไปครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึจึงได้ยึดปราสาทกลับมาอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1 5 8 0 ต่อมา โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้ได้เข้ามาปกครองปราสาท จึงมีการสร้างหออาคารหลัก ๆ สูง 3 ชั้น ดำเนินการจัดตั้งโดย คูโรดะ โยชิตากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮารา เมื่อปี ค.ศ. 1 6 0 1 โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกปราสาทฮิเมจิให้แก่อิเกดะ เทรูมาซุ อิเกดะที่ให้ได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทขึ้นเพิ่มเติมเป็นเวลาทั้งหมด 8 ปี จนปราสาทได้เป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน ส่วนที่ต่อเติมในส่วนสุดท้ายก็คือ วงเวียนด้านตะวันตก ได้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1 6 1 8

ต่อมาเมื่อสิ้นสุดในยุคเอโดะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายชิ้นหนึ่งของไดเมียวโทซามะ ในตอนนั้นปราสาทถูกปกครองจากทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ในปี ค.ศ. 1 8 6 8 รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเกดะ เทรูมาซะ และได้เข้าบุกปราสาท ขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมจิได้ถูกทิ้งระเบิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1 9 4 5 เมื่อสุดสงครามโลกครั้งที่สองหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ได้ถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทก็ยังคงตั้งอยู่ได้และแทบไม่สียหายอีกด้วย

ตำนาน

จากบ่อน้ำที่ได้สิงสถิตของวิญญาณโอกิกุ

ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่คนหมู่มากเป็นที่รู้จักกันดี มีตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ขึ้นชื่อ ผีนับจาน หรือซารายาชิกิ เป็นเรื่องราวของโอกิกุ ผู้เป็นสาวใช้ของซามูไรคนหนึ่งที่ได้ทำจานอันล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก และได้ถูกลงโทษโยนร่างลงในบ่อน้ำ ในช่วงค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำมีเสียงนับจานแต่ละใบช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีในปัจจุบัน หากแม้ตำนานยังมีการเล่าขานมายาวนานแต่อาจจะมีในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

มรดกโลก

ปราสาทที่เก่าแก่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยสามัญครั้งที่ 1 7 ในปี พ.ศ. 2 5 3 6 เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ

  • เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์

 การเข้าชม

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 1 8 ปีขึ้นไป ราคา 1 0 0 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 0 0 เยน

                 กลุ่ม 3 0 คนขึ้นไป 8 0 0 เยน

ปราสาท H i m e j i · K e i k o e n

   ผู้ใหญ่อายุ1 8 ปี ขึ้นไป ราคา 1 0 4 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 6 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 0 9 : 0 0 – 1 7 : 0 0 น. (ปลายเดือนเมษายน – สิงหาคม : 0 9 : 0 0 – 1 8 : 0 0 น. )

วันปิดทำการ : ปิดวันที่ 2 9 – 3 0 ธันวาคม

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมการสร้างแบบดั้งเดิมที่เป็นมาหลายร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีความประทับใจอย่างมาก ทั้งสวนที่มีต้นซากุระมากมาย และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดนิยมอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

โอซาก้า

โอซาก้า
โอซาก้า

โอซาก้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตรองมาจากโตเกียวเพราะที่นี่มีสถานที่ทท่องเที่ยวมากมายทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่นอย่างโอโคโนะมิยากิและทาโกะยากิ ซึ่งเราจะมาแนะนำจุดเดินเล่นท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้งต่าง ๆ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของคันไซ สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ความเป็นมาของ โอซาก้า

สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบันราว ๆ 500 ปีก่อน โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ได้สร้างปราสาทในโอซาก้า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและการค้าขายอย่างเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว ในด้านของวัฒนธรรรมอาหารที่เป็นแหล่งรวมอาหารของแต่ละท้องถิ่นทั่วญี่ปุ่น

ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมายเพราะมีทั้งเสน่ห์ทั้งด้านอาหารท้องถิ่นประจำโอซาก้าอย่างเช่น ทาโกะยากิ, โอโคโนะมิยากิ และเทปันยากิ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างปราสาทโอซาก้าและโดทงโบริ

จุดเที่ยวที่ต้องไปสัมผัส

เมืองที่เจริญรุ่งเรืองนี้เป็นเมืองแห่งการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและวัฒนธรรมด้านอาหารมีการพัฒนาอย่างมาก Ufa877 จนเป็นที่เรียกกันว่า “ครัวของประเทศ” เป็นผลให้ถนนมีชีวิตชีวาอย่างมากทั้งผู้คนที่เป็นมิตรและอาหารแสนอร่อยซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการแนะนำจากชาวเมืองทั้งนั้น

  • ถนนช็อปปิ้ง T e n j i n b a s h i s u j i

แหล่งช็อปปิ้งตั้งอยู่ในเขตคิตะ ถนนช็อปปิ้งจะมี 4 สายแต่ละฟากถนน ความยาวรวมประมาณ 2.6 กม. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น และเหมาะสำหรับการเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของชำ ขนมหวาน และเสื้อผ้า หากเบื่อจากการช็อปปิ้งสามารถแวะพักในร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่

  • สถานี J R O s a k a

สถานีประตูสู่ O s a k a เป็นแหล่งชอปปิ้งที่ครอบคลุมทั่วสถานีและมีตึกสูงที่อยู่รายรอบจึงทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอนาคต บริเวณรอบสถานีเหมาะกับการมาเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมทั้งมีศูนย์การค้าที่สำคัญ G r a n d F r o n t O s a k a และ Y o d o b a s h i C a m e r a อีกด้วย

  • ห้าง H E P F I V E (ชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า)

จุดสังเกตของเขตอุเมดะในโอซาก้า H E P F I V E เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นแฟชั่น บนดาดฟ้าห้างมีชิงช้าสวรรค์สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมเมืองได้ ซึ่งในตอนเย็นก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนที่โรแมนติก H E P F I V E จึงกลายเป็นสถานที่ออกเดทยอดนิยม

  • ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อมีนิตยสารภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งได้เขียนแนะนำว่าตึกแห่งนี้เป็น “ประตูชัยแห่งอนาคต” จากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโอซาก้า ในสวนลอยฟ้ายังมีจุดชมวิวกลางแจ้งที่และนอกจากนี้ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building ยังมีร้านอาหารมากมายอีกด้วย

  • ห้าง Don Quijote สาขา Umeda

สถานที่ช้อปปิ้งเป็นห้างค้าปลีกลดราคาที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สาขานี้มีขนาดใหญ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น สินค้าในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามต่าง ๆ คุณสามารถหาสินค้าราคาถูก สินค้าหายาก และสินค้าในแบบเฉพาะของญี่ปุ่นได้จากที่นี่

  • ปราสาทโอซาก้า

สถานที่ที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างปราสาทโอซาก้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นเอกภาพ มีการประดับด้วยทองผ่องอำพรรณรอบปราสาทและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย และยังมีผู้มาเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึง 1 – 1.3 ล้านคนต่อปี

  • โรงละคร Osaka Shochikuza

หากได้มาเยือนโอซาก้าและอยากที่จะเข้าชมละครคาบุกิ เราแนะนำให้ไปโรงละครศิลปะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ Osaka Shochikuza  เพราะมีคนส่วนมากคิดว่าการชมละครคาบุกิมีราคาค่อนข้างแพง แต่ว่าสำหรับผู้ที่อยากชมละครคาบุกิเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำ “Hitomakumiseki” ซึ่งคุณสามารถชมการแสดงจากโปรแกรมได้ตั้งแต่ราคา 1,000-2,000 เยนเท่านั้น

  • ย่าน D o t o n b o r i

ย่านช็อปปิ้งนี้เป็นย่านที่ที่คึกคักอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้า สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านกินดื่มและผู้คนมากมายโดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสุดสัปดาห์ และโปรดระมัดระวังเพราะแถวนี้มีโพลสำรวจที่ไม่น่าไว้ใจมากมาย

  • พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n

ที่พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n แห่งนี้คุณสามารถทาน เรียนรู้และลองทำทาโกะยากิได้ เพราะทาโกะยากิเป็นเมนูจากแป้งหรือที่เรียกว่า “k o n a m o n o” จึงขึ้นชื่อและถือเป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในเมืองโอซาก้า ส่วนทาโกะยากิเป็นรูปทรงกลมจะมีชิ้นปลาหมึกยักษ์อยู่ข้างใน ทาโกะแปลว่าปลาหมึกยักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้

  • ถนนช็อปปิ้ง S e n n n i c h i m a e Doguyasuji

เป็นย่านช็อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยสิ่งของหรือเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร สถานที่นี้เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์สำหรับเชฟมืออาชีพ และในทุก ๆ ปีของวันที่ 9 ตุลาคมจะมีการจัดเทศกาล D o g u y a s u j i ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาอุปกรณ์การทำอาหารทุกประเภทได้ในราคาถูกอีกด้

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต
ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ย่านท่องเที่ยวยอดฮิตของหลาย ๆ คนในเมืองโตเกียว คงหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงดัง ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะอยู่โซนโตเกียวในฝั่งตะวันตก เนื้อหาบทความนี้จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบเดินเล่นช้อปปิ้งไปเที่ยวในย่านชั้นนำต่าง ๆ คือ ย่านชินจูกุ ย่านชิบูย่า และย่านฮาราจูกุ เป็นต้น

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ที่เหล่านักท้องเที่ยวไปเดิน

  • ฮาราจูกุ

อันดับแรกถือเป็นแหล่งประชันคอสเพลย์ที่โด่งดังทีเดียว เพราะจะมีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นร่วมกันแต่งตัวแนวหลุดโลกมาแข่งกัน และนอกจากนั้นยังมีแหล่งร้านค้ากระจุกกระจิกน่ารัก ๆ มากมาย และถนนทาเคชิตะยังเป็นแหล่งเสื้อผ้าแฟชั่นราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบขนมจำพวกเครป ในซอยนี้จะมีร้านเครปที่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อซึ่งถ้าได้มาแล้วจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

  • ถนนสายทาเคชิตะ

เป็นถนนแห่งแฟชั่น เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของย่านฮาราจูกุ มีทางเดินแคบ ๆ ยาวถึง 400 เมตร ทั้งสองฝั่งของถนนมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านค้า คาเฟ่ห์ ร้านอาหาร ซึ่งที่นี้เป็นจุดรวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการแต่งตัว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวคอสเพลย์

  • ย่านช้อปปิ้งโอโมเทะซันโด

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้เป็นย่านสุดหรูที่ชื่อว่า โอโมเทะซันโด ถนนสายนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เกิดใหม่ของเมืองโตเกียวที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร ในอาคารส่วนใหญ่จะถูกออกแบบ ดีไซน์ ที่ดูดึงดูดมีความล้ำสมัยไม่เหมือนแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

  • ชิบูย่าหรือชิบูยะ

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้คล้ายกับย่านฮาราจูกุ แต่ในย่านชิบูย่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ชั้นนำหลายแห่ง เป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำและยังมีแหล่งบันเทิงอื่น ๆ อีกด้วย คือมีทั้ง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก มีจุดนัดพบที่ขึ้นชื่อของโตเกียวคือบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟชิบูย่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์ฮาชิโกะและห้าแยกของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ และสัญลักษณ์กูลิโกะแมน ที่หากใครได้ไปถึงแล้วก็ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ย่านชิบูย่ายังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่มีผู้คนที่คึกคักตลอดเวลาซึ่งบริเวณนับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมมากในวัยรุ่นญี่ปุ่นเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเก๋ๆ และเนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงจึงทำให้มีร้านแฟชั่นหรือมีดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเอง สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นจนโด่งดังมาหลายต่อหลายแบรนด์อีกด้วย

  • ชินจูกุ

เมื่อได้มาโตเกียวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องมาเที่ยวย่านชินจูกุ เพราะย่านนี้เป็นหัวใจหลักในการมาเยือนกรุงโตเกียว โดยเฉพาะนักช้อปปิ้งที่มีเวลาน้อย และมาในที่เดียวแบบไม่เกี่ยงราคาสัก ซึ่งย่านชินจูกุจะเป็นคำตอบเพราะเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลาย มีแฟชั่นชั้นนำ ร้าน 100 เยนยอดประหยัด ร้านกาแฟสุดชิค ไปจนถึงร้านอาหาร 5 ดาว ทั้งนี้ชินจูกุเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าจะมีสถานีรถไฟชินจูกุเสมือนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละวันแล้วจะมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวถึง 2.5 ล้านคนในที่แห่งนี้

  • กินซ่า

เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย ที่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าคุณภาพ คือห้างวะโก และนอกจากนั้นยังมีร้านปลอดภาษีและจุดบริการรับคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

  • อาสะกุสะ นากามิเซะ

อาสะกุสะ นากามิเซะ เป็นย่านการค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ที่อยู่ใกล้กับวัดอาสะกุสะ เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก จำพวกชุดยูกาตะ พัด ร่มโบราณ รองเท้าแตะ ตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ รวมไปถึงร้านค้าที่หลากหลายจำพวกร้านขนมท้องถิ่น ขนมโบราณและอาหารพื้นเมืองมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดประจำชาติมาเดินเล่นกันในละแวกนี้ ร้านค้าในแถบนี้ยังคงกลิ่นอายของโตเกียวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ซึ่งในทุก ๆ ปีช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีเทศกาลของวัดอาสะกุสะ และจะมีการออกร้านค้าพิเศษและร้านค้าประจำแถบนี้ก็จะมีความคึกคักมากกว่าปกติ

  • อาเมโยโกะ

อาเมโยโกะ เป็นตลาดสินค้าที่มีลักษณะเหมือนแผงลอยสินค้าแล้ะมีร้านค้าอยู่ติดริมถนนมากกว่า 400 ร้าน มีการคละกันทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่มากมายในบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟอุเอโนะ ในสถานที่ร้านค้าแถบนี้สามารถที่จะต่อรองราคาสินค้าได้ เป็นตลาดสินค้าหลากหลายชนิดที่ราคาไม่แพงมากนัก

หากใครที่มีโอการไปช้อปปิ้งที่ประเทศญี่ปุ่นคงไม่ควรที่จะพลาดย่านช้อปปิ้งสุดฮิตในย่านต่างๆ อย่างเช่น ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ และย่านชิบูย่า เพราะทั้ง 3 ย่านนี้จะมีวัยรุ่นและนักช้อปปิ้งจำนวนมากไปเดินเลือกซื้อของ จึงเรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิตจริงที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่แวะไปช้อปปิ้งอาจเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ufabet

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือF u j i M o u n t a i n เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึง 3,776 เมตร ราว ๆ 12,388 ฟุต ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะ และยะมะนะชิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว พื้นที่โดยรอบ ๆ จะมีทะเลสาบฟูจิทั้งห้า อุทยานแห่งชาติฟุจิ ฮะโกะเนะ อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ หากในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งมีอากาศที่ดีจะสามารถมอง ได้จากในเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันภูเขา f u j i อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ และระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 ในยุคเอะโดะ

ภูเขาไฟ f u j i สามารถเรียกได้อีกชื่อในชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ ฟูจิซัง ในอดีตในหนังสือจะเรียกได้อีกชื่อว่า ฟูจิยะมะ

ประวัติ ภูเขาไฟฟูจิ

ได้มีผู้ปีน f u j i ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1206 คนที่ปีนเชื่อว่าเป็นนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงนั้นจนถึงในยุคเมจิ f u j i ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และห้ามผู้หญิงขึ้นไป แต่ในปัจจุบัน f u j i นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ แทงบอลออนไลน์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว จะเห็นได้ง่าย ๆ จากงานเขียนหรือภาพวาดทั่ว ๆไปโดยเฉพาะภาพวาดของ “โฮะกุไซ” เห็นได้ในวรรณกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เมื่อในอดีต f u j i จะเป็นที่ฝึกฝนของฐานทัพของซามูไร ต่อมาในปัจจุบันฐานทัพของกองทหารญี่ปุ่นได้ไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาไฟ f u j i

F u j i มีรูปแบบและมีกิจกรรมที่ยาวนานและการเป็นแรงบันดาลใจจึงกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนให้เชื่อถือนับถือในศาสนาชินโต โดยการรวมพุทธศาสนาและธรรมชาติเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น f u j i ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะส่งผลที่ดีเป็นอย่างมากในการผลิตภาพเขียนทำให้มีลักษณะในทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แทงบอลออนไลน์ ทั้งนี้ภูเขาไฟที่สวยงามนี้ได้มีความสูงราว ๆ 3,776 เมตร และตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างสมมาตรและมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาตลอดทั้งปี จึงทำให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวมาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มรดกของโลก

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ได้มีการประชุม ที่กรุงพนมเปญในประเทศกัมพูชา ซึ่งองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ f u j i เป็นมรดกของโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ภายใต้ชื่อ ฟูจิซัง เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจทางศิลปะ จึงทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก แทงบอลออนไลน์ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สถานที่การชมวิว f u j i

หากคุณสนใจเยี่ยมชม f u j i คุณสามารถชื่นชมความสวยงามในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้จากหลายสถานที่ในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ซึ่งเราจะนำจุดชมวิวที่น่าสนใจมาแนะนำก็คือ

  1. อุบุยากาซากิ

ในอุบุยากาซากิ สามารถเห็น f u j i ได้อย่างงดงามและยังสามารถมองผ่านดอกซากุระได้จากทางด้านเหนือของสะพาน คาวางุจิโกะ-โอฮะชิ ที่ทอดผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ

  • สวนสาธารณะโออิชิ

ในจุดชมวิวข้ามผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ ในสถานที่แห่งนี้ขอแนะนำในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เพราะผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งในช่วงนั้น ๆ

  • เส้นทางเดินเล่นริมทะเลสาบคาวางุจิโกะทางทิศเหนือ

หากคุณได้ชม f u j i แล้ว คุณก็สามารถเดินเล่นเพลิดเพลินชมวิวริมทะเลสาบคาวางุจิโกะไปพร้อมกับการชื่นชมทัศนียภาพของภูเขาฟูจิ

  • ไซโกะอิยาชิโนะซาโตเน็มบะ

ในสถานที่แห่งนี้จะมีบ้านเรือนมีอยู่อาศัยที่มุงหลังคาด้วยฟางอยู่ถึง 40 หลังเรียงกันอยู่ และสถานที่นี้ก็มีชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อน จนได้เกิดพายุเมื่อปีค.ศ.1966 ที่ได้สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงแก่บ้านเมืองในตอนนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันจึงมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมแล้ว

  • มิซุโทเกะหรือสันเขามิซุ

สันเขานี้จะสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ในระยะใกล้ ซึ่งสันเขานี้ก็มีเส้นทางสำหรับการเดินป่าในหลากหลายเส้นทางอีกด้วย

  • ทะเลสาบโชจิโกะตะเตะโง-ฮะมะ

สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลังของภูเขาโอมุโระ

  • ภูเขาริวงะตะเกะ

จุดชมวิวภูเขาริวงะตะเกะจะมองเห็น ภูเขาฟูจิที่ประดุจดังเพชร ในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ขณะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหนือยอดภูเขาฟูจิจะเห็นแสงเหมือนเพชรที่ส่องอยู่บนยอดเขา

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ อยู่ที่จังหวัดกิฟุ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีความพิเศษ และยังเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านมรดกโลกจากองค์การ U N E S C O เมื่อปี ค.ศ. 1995 จากทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ชื่นชมบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุที่เก่าแก่นับร้อยปี บ้านในแต่ละหลังจะกระจายตัวขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะอีกด้วย หากใครสนใจศึกษาเนื้อหาบทความที่น่าสนใจมาถูกทางแล้ว เพราะเราจะพาไปรู้จักกับสถานที่นี้รับรองว่าคุณจะประทับใจและอดยิ้มกับเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

ประวัติความเป็นมาของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

นักโบราณคดีได้ศึกษาและค้นพบร่องรอยของการใช้ชีวิตในพื้นที่ของหมู่บ้านโบราณ สถานที่นี้มีมานับตั้งแต่สมัย 2,300 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจากการขุดพบ และพบเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงบ่งบอกถึงการตั้งรากฐานของผู้คนในอดีตโดยชื่อ “ชิราคาวาโกะ” ซึ่งปรากฏอย่างเป็นทางการในครั้งแรกของการบันทึก ขุนนางกรุงเกียวโต ตั้งแต่อดีตในปี ค.ศ. 1176 และต่อจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างกว้างขวางมาเรื่อย ๆ

ในสภาพภูมิประเทศที่ล้อมด้วยหุบเขา และเข้าถึงได้ยากจากภายนอกทำให้บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้เสมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่แสวงบุญของเหล่าพระภิกษุ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มนิกายเทนได ในศาสนาพุทธมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทั้งนี้จึงสอดคล้องกับรูปทรงของบ้านเรือนแบบหลังคาทรงสูงที่มีชื่อจึงเรียกได้ว่า “G a s s h o – z u k u r i” ที่แปลว่า “การพนมมือ” โดยหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ในปัจจุบันนั้นมีการเริ่มสร้างขึ้นในราว ๆ ปี ค.ศ. 1700-1800 ที่อยู่ในยุคเอโดะ โดยสถานที่นี้เป็นหมู่บ้านที่ผลิตสินค้าที่หลัก ๆ ก็คือไหมและดินปืน

Shirakawa-go และ Gassho-zukuri

เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งชิราคาวาโกะซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri Gassho-zukuri ที่เป็นรูปแบบการสร้างบ้านในแบบของญี่ปุ่น โดยมีการเอาไม้มาจัดวางโครงสร้างคล้ายการพนมมือและมีหลังคาที่เป็นแพลาดยาวลงมา Gassho-zukuri จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามากซึ่งจะสามารถพบเห็นเฉพาะใน Shirakawa-go และ Gassho-zukuri เท่านั้น

เมื่อปีค.ศ. 1995 Gassho-zukuri ของชิราคาโกะและ Gokayama รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากUNESCO’s world cultural heritage site ในหมู่บ้านชิราคาโกะเป็นหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri มากที่สุดถึง 152 หลังจาก 3 หมู่บ้านที่ถูกเลือกและ Gassho-zukuri ยังคงมีผู้อยู่อาศัยจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ยังมี วัด โรงนา ศาลเจ้า ทางน้ำ จึงเป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ การได้ชมทิวทัศน์ของบ้านกับธรรมชาติที่สดชื่นทำให้ได้ความรู้สึกที่ดีและปรอดโปร่งเหมือนการมองอาณาเขตที่สวยงาม บางตึกมีการเปิดให้เขาชม เช่น พิพิธพัฒน์ Former Toyama Family Folklore และ M y o z e n j i และนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม Shirakawa-go และชมด้านใน Gassho-zukuri ได้เช่นกัน

การเดินทาง

สามารถเดินทางไป 2 วิธี คือ เดินทางโดยรถบัสสาธารณะ และขับรถเช่าไปด้วยตัวเอง หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถจึงสามารถใช้บริการรถบัสทางบริษัท Nohi Bus ให้บริการจาก 3 เมืองใกล้เคียงก็คือเมือง T a k a y a m a, K a n a z a w a และ T o y a m a

เส้นทางที่ยอดนิยม คือการเดินทางด้วยรถบัสหรือรถไฟจากเมืองโตเกียว เมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น เดินทางมายังเมืองทาคายาม่า ต่อจากนั้นขึ้นรถบัสไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะ โดยใช้ระยะเวลาในเดินทางราว ๆ 50 นาที ซึ่งมีค่าโดยสารเที่ยวละ 2,470 เยน

การเดินทาง

  • เดินทางโดยรสบัส ป้ายรถที่ใกล้ที่สุดคือ S h i r a k a w a – g o โดนรถ Nohi Bus หรือ Hokuriku Tetsudo Bus ที่ออกจากสถานี T a k a y a m a ของ JR Takayama line
  • เดินทางโดยรถยนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับ Shirakawa-go IC บนเส้นทางด่วน Tokai Hokuriku Expressway
  • สถานที่ที่จอดรถ ที่จอดรถสวนสาธารณะ S e s e r a g i เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ราคา 500 เยน

เวลาในการเปิด-ปิด

หมู่บ้านแห้งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง จึงมีการเปิดทำการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หากนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะจะต้องตรวจสอบระยะเวลาให้บริการของรถบัสทุกๆครั้ง

ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ที่งดงามแห่งนี้

จุดท่องเที่ยวสำคัญบริเวณหมู่บ้านโบราณ

จุดเยี่ยมชมสถานที่หลัก ๆ ในบริเวณนี้ก็คือ “จุดชมวิวชิโรยาม่า” S h i r o y a m a V i e w p o i n t ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่บนเนินเขาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้จากจุดชมวิวนี้ สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือใช้บริการรถบัสรับส่งหน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน

แทงบอลออนไลน์

สิ่งที่ต้องระวัง

เนื่องจากบ้าน G a s s h o – z u k u r i มีการมุงหลังคาด้วยจากจึงทำให้ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นในหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีข้อห้ามในการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่ในหมู่บ้าน เนื่องจากยังมีคนอาศัยอยู่จึงห้ามเข้าไปในพื้นที่บ้าน สวน หรือทุ่งนาหากไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งในหมู่บ้านจะไม่มีรั้วหรือสิ่งบ่งบอกอาณาเขต ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องมีความระมัดระวังในการเยี่ยมชมอย่างมาก

พื้นที่ของหมู่บ้านโบราณมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะควรตรวจสอบตารางการให้บริการ รวมถึงต้องเผื่อเวลาในการเที่ยวชมในหมู่บ้านให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดเที่ยวรถในการเดินทางกลับ ทั้งนี้ในหมู่บ้านโบราณก็ยังมีการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบตารางเทศกาลของหมู่บ้านได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป

โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์
โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์ (T o k y o T o w e r)เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงอันดับสองในญี่ปุ่นรองจาก T o k y o S k y t r e e ในปัจจุบัน T o k y o T o w e r เป็นที่ส่งสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงในโตเกียว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ ในส่วนของรูปทรง T o k y o T o w e r มีแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส โครงสร้างเป็นเหล็ก ทาสีส้มเพื่อให้เครื่องบินเห็นได้เด่นชัด ตามหลักของ Air safety

ความหมายของ โตเกียวทาวเวอร์

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหอคอยแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนในยุคโชวะ ในที่นี้คือโตเกียวทาวเวอร์หอคอยแห่งนี้เป็นหอคอยการสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ความสูงของโตเกียวทาวเวอร์คือ 333 เมตร และนอกจากเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติต่างมาแวะเวียนเยี่ยมชมความงามทั้งภายนอกและภายใน ด้วยความมีเอกลักษณ์จึงทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ประวัติความเป็นมา

Tokyo Tower ตั้งอยู่กลางโตเกียวที่เขตท่าเรือ “มินาโตะ” เป็นย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางโตเกียวที่อยู่ติดกับอ่าวโตเกียว ก่อสร้างโดยบริษัทติดตั้งหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ Nippon Television City Corporation ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๆ 3,000 ล้านเยน เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เวลาเพียงปีครึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงถึง 333 เมตร สูงกว่าหอไอเฟลถึง 13 เมตร นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถขึ้นไปชมวิวที่ O b s e r v a t o r y สามารถชมได้ 2 ระดับ ได้แก่ความสูง 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งก็สูงพอจะเห็นรอบ ๆ โตเกียวและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าปรอดโปร่งสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร

ในอดีตจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วทั้งบริเวณโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง โดย Tokyo Tower เคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในปัจจุบันโตเกียวเริ่มเจริญขึ้นมีตึกสูงและคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เกือบทุกพื้นที่ และความสูงเหล่านั้นจึงเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณจากโตเกียวทาวเวอร์จึงเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้คลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และหลังจากโตเกียวสกายทรีได้มีการเปิดตัวในปี 2012 สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ และอื่น ๆ มีการถูกย้ายจากโตเกียวทาวเวอร์ออกเกือบทั้งหมด ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์คงส่งสัญญาณรายการวิทยุบางสถานีและเป็นเสาสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับโตเกียวสกายทรีเท่านั้นเอง

ในตัวอาคาร Tokyo Tower นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo One Piece Tower สวนสนุกธีม วันพีช แห่งแรกในญี่ปุ่น สวนสนุกนี้เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในสวนสนุกประกอบด้วยเครื่องเล่น บรรยากาศจำลองในการ์ตูน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก Limited Edition เปิดให้บริการ 10:00 – 22:00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3,200 เยน และ เด็ก 1,600 เยน

วิวสวย ๆ จากโตเกียวทาวเวอร์

ช่วงเวลากลางคืนโตเกียวทาวเวอร์ถูกจัดแสงด้วยไลท์อัพสีแดงส้ม เมื่อเทียบกับแสงไฟโดยรอบของหอคอย ดูโรแมนติกจึงทำให้คู่รักชาวญี่ปุ่นรวมไปถึงชาวต่างชาติหลายคู่มองหาอาคารสูงใกล้เคียงไปเดทชมวิวโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน นอกจากนี้ไฟไลท์อัพจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปีนั้น ๆ โตเกียวทาว ซึ่งไฟจะเปิดทุกวันเสาร์เวลา 20.00 น. ถึง 22.00 น. เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ในทุกคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือน หอคอยก็จะจัดไฟพิเศษแถมยังมีการปิดไฟบนยอดเพื่อให้ทุกคนได้ชมแสงจันทร์แต่ละเดือนด้วย ไม่ใช่แค่การชมแสงไฟของตัวหอคอยด้านนอกแต่จะแนะนำให้ขึ้นไปลองชมด้านบนบริเวณกลางคืน เพราะภายในจุดชมวิวมีการตกแต่งไฟโดยเปลี่ยนไปตามเทศกาลต่าง ๆ หากใครมองหาสถานที่การเดท ขอแต่งงาน ฉลองการครบรอบต่าง ๆ ที่นี่ในยามค่ำคืนถือเป็นทางเลือกที่โรแมนติกที่ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด

  • ค่าเข้าผู้ใหญ่อยู่ที่ 900 เยน
  • เด็ก 500 เยน
  • เด็กเล็ก 400 เยน

จุดชมวิวเปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 23.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ หอคอยแห่งนี้เป็นจะเป็นความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคโชวะ ในความโรแมนติกยามค่ำคืนของ Tokyo Tower ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นและโตเกียวแล้วจะต้องมาเยี่ยมชมสักครั้งจริง ๆ

ขอขอบคุณเรื่องราวดีดีจาก gavgavka.com

พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล
พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)เป็นสถานที่ที่อยู่ในใจกลางของมหานครที่ทันสมัยโตเกียวก็มีโบราณสถานที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโตเกียวอีกด้วย หากได้พูดถึงพระราชวัง โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในสถานที่นี้กันเลยทีเดียวเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สถานที่ พระราชวังอิมพีเรียล

ยังเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล แต่เดิมที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่พำนักของ “โชกุนโตกุกาวะ” Tokugawa Shogunate มาก่อน และหลังจากระบบโชกุนได้ล่มสลาย ราชวงศ์อิมพีเรียลก็ได้ย้ายที่ประทับจากเมืองเกียวโตมายังโตเกียว และได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้จนแล้วเสร็จสิ้น เมื่อปี ค.ศ.1888

โดยปกติแล้วสถานที่นี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมในวันอื่น ๆ แต่จะมีช่วงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ คือในวันที่ 2 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ และในวันที่ 23 ธันวาคม ที่เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่พระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

จุดยอดนิยมของพระราชวัง

Nijubashi สะพานนิจูบาชิ สะพานเหล็กโค้งคู่เชื่อมระหว่างเขตพระราชวังกับสะพานหิน คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่า ‘เมกะเนบาชิ’ ที่แปลว่าสะพานแว่นตาที่เกิดมาจากภาพสะท้อนของสะพานกับบ่อน้ำจนดูเหมือนกับแว่นตานั่นเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ที่สามารถมองเห็นเป็นแว่นตาคือ วันที่ฟ้าปลอดโปร่ง และมีแดด

Imperial Palace East Garden สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังเอโดะ ในอดีตเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น gavgavka ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะ เมื่อปี ค.ศ.1657 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงและเหลือแต่รากฐานให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อ ๆ กันไป ในรอบๆของปราสาทเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีการดูแลเป็นอย่างดี และเปิดให้ผู้คนเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี เวลาเปิด/ปิดอยู่ในช่วง 9.00-16.30 น. ปิดวันจันทร์ วันศุกร์และวันหยุดตามประกาศสำนักพระราชวัง

นอกจากสองสถานที่ท่องเที่ยวในพระราชวังแห่งนี้ ในส่วนรอบๆของวังก็ยังมีสวนสาธารณะ ที่ร่มรื่น มีคูน้ำและกำแพงหินที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige ซามูไรและขุนนางคนสำคัญในยุคคามาคุระในศตวรรษที่ 14 ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ตั้งอยู่อีกเช่นกัน

ข้อมูลที่ควรรู้

ในวันที่ 2 มีนาคม 1657 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะหรือโตเกียว ได้ฆ่าชีวิตผู้คนนับแสนราย มีบ้านเรือนพังเสียหายเกือบทั้งเมือง โดยมีเหตุเกิดมาจากต้นเพลิงที่พระรูปหนึ่งได้ทำการเผาเสื้อกิโมโนของเด็กสาว 3 คนเพื่อเป็นของส่งวิญญาณ ขณะเริ่มเผาได้มีลมกรรโชกอย่างแรงจนทำให้โบสถ์ของวัดฮงเมียวจิติดไฟ และได้ลามไปทั่วเมืองจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงรองลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่กรุงลอนดอน และไฟไหม้ใหญ่กรุงโรม โดยไฟไหม้ในครั้งนี้ถูกเรียกว่า มหาอัคคีภัยเมเรกิ หรือ The Great Fire of Meireki

การเดินทาง

เดินตรงจากสถานีรถไฟโตเกียว ทางออก Marunouchi Central Exit ประมาณ 10 นาที

Tokyo Metro Hibiya Line ลงสถานี Hibiya [H7] ทางออก B6

Tokyo Metro Chiyoda Line ลงสถานี Nijubashimae ทางออก 2

Toei Subway Mita Line ลงสถานี Hibiya [I08] ทางออก B6

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าหากได้ไปแล้วไม่ได้เที่ยวในหนึ่งสถานที่นี้ถือว่าไปไม่ถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว และที่นี่เป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย เพราะมีอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่น่าสนใจซึ่งในญี่ปุ่นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือน วันนี้เราจึงมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถดูได้จากบทความด้านล่างเลย…

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้

  • พระราชวังอิมพีเรียล

แต่เดิมมีชื่อว่า ‘พระราชวังเอะโดะ’ เป็นหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญในประวัติศาสตร์ อยู่ที่เมืองโตเกียว และเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย จากเดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อว่า ‘เอะโดะ’ ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่นและถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร จากนั้นจึงได้ขยายเมืองใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองใหญ่มากขึ้น หลังจากที่เข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิมีการล้มล้างการปกครองแบบโชกุน จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาเอะโดะ และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

  • โตเกียว ทาวเวอร์

เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงาม ตั้งอยู่ในเขต ‘มินะโตะ’ ในกรุงโตเกียว เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี จะมีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้านกว่าคน อีกทั้งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกและยังเป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในกรุงปารีส ได้สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น จากนี้ “โตเกียว ทาวเวอร์” จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยจะไม่มีวันหยุด หากใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง

  •  หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

เป็นหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัด ‘กิฟุ’ ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงจากฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือเรียกว่าการสร้างบ้านแบบ ‘กัตโชทสึคุริ’ เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ลักษณะรูปแบบของบ้านมีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือพนม มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านจะมีความยาว 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ในบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ และยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริงอีกด้วย

  • ภูเขาฟูจิ

เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และชื่อว่าได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ สามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่า วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ ประมาณ 40 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็ม ๆ และสิ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามต้องไปที่ทะเลสาบทั้งห้า หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาตินั่นเอง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน

  • ช้อปปิ้งที่ย่าน ชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

หากได้มาเที่ยวที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ คือ การช๊อปปิ้ง ในญี่ปุ่นมีแหล่งช๊อปที่หลายหลายที่ที่ไม่ควรพลาด คือ ย่านชินจุกุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยอยู่ฝั่งตะวันตกของโตเกียว เป็นแหล่งช๊อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยม โดยกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น และใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันจะเป็นแหล่งช๊อปปิ้งยอดนิยมของคนวัยรุ่น คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ เพราะที่นี่มีแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ คู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม

  •  โอซาก้า

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่นละยังเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก อยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันมีถนนหลายเส้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้า และเป็นเมืองดั้งเดิมมีต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า จุดศูนย์กลางความทันสมัย และสวนสนุก Universal Studios Japan

  • ปราสาทฮิเมะจิ

ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาสมบัติของชาติไว้ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ในปี 2009-2014 ที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้และสามารถชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่รอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่นอีกด้วย

  • วัดโทไดจิ

เป็นวัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ของเมืองนารา เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญๆ ของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดจะมี หอไดบุทสึ หรือวิหารไม้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว

  • ฮอกไกโด

เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียด ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบาน สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนมากเพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ

  • ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโด รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบ ที่นี่จึงมีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราวถึง 30 องศาเลยทีเดียว และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงามที่ ฟาร์มโทมิตะ ได้มีการปลูกลาเวนเดอร์ที่สวยงามและกว้างใหญ่ รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปีเช่นกัน

เรียกได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เราได้นำข้อมูลมาให้ดูนี้ แทงบอลออนไลน์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนในการเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆคน เพื่อที่จะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลีกๆอีกเช่นกัน

วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ
วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ วันลงทะเลขอพรของโอกินาวา มีในทุกวันที่ 3 เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติซึ่งเป็นวันที่น้ำทะเลลดลงมากที่สุดในรอบปี เราจะเห็นผู้คนมากมายโดยเฉพาะผู้หญิงที่ลงไปยังชายหาดและกวักน้ำทะเลขึ้นมาทำพิธีชำระสิ่งอัปมงคลออกไป ในประเพณี“hamauri”ของจังหวัดโอกินาวาและในโอกาสในวันที่ 7 เมษายน ปี 2019 จะตรงกับวันhamauriหากสนใจเรามาทำความรู้จักประเพณีที่มีมาช้านานกันเลย

วันฮามะอุริ ประเพณี

หากพูดถึงความเป็นมาของhamauriจะต้องพูดถึงนิทานเรื่องลูกเขยงู เป็นนิทานพื้นบ้านที่พบได้แพร่หลายบนทุกเกาะของจังหวัดโอกินาวา เรื่องนี้มีอยู่ว่าในอดีตจะมีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่งดงามและขยันมากในหมู่บ้าน ในวันหนึ่งเธอได้ตั้งท้องขึ้นมาอย่างปริศนา พ่อแม่ที่รู้เรื่องก็โกรธเธอเอามากและได้คาดคั้นถามว่าพ่อของเด็กเป็นใคร จนหญิงสาวได้รับสารภาพว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้มีชายหนุ่มแต่งกายแบบชนชั้นสูงคนหนึ่งมาพบเธอและตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็แอบไปพบกันทุกคืน จากนั้นแม่นมของหญิงสาวรู้สึกสงสัยกับเรื่องดังกล่าวและได้พาเธอไปหาแม่หมอของหมู่บ้าน ซึ่งแม่หมอได้ทักว่าชายหนุ่มที่ว่านั่นไม่ใช่มนุษย์แต่หญิงสาวก็ไม่เชื่อ ดังนั้นแม่หมอจึงบอกว่าให้เตรียมเข็มที่สนด้ายไว้ และคืนนั้นเมื่อชายที่มาหาเธอจึงให้หญิงสาวแอบกลัดเข็มที่หลังคอเสื้อเขาแล้วรอจนรุ่งสางเมื่อเขากลับให้ตามเส้นด้ายไปแล้วความจริงจะปรากฏ ถึงจะไม่เชื่อแต่หญิงสาวตัดสินใจลองทำตามที่แม่หมอบอก ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ชายปริศนากลับไป หญิงสาวพร้อมแม่นมเดินตามรอยเส้นด้ายไปเรื่อย ๆ จนไปถึงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เส้นด้ายลากยาวเข้าไปในรอยแตกของก้อนหิน และเมื่อส่องดู สิ่งที่อยู่ในนั้นคืองูอาคามาตะที่ขดตัวอยู่กลางกองเลือดโดยมีเข็มเสียบอยู่ที่หลังคอของมันนั่นเอง

งูอาคามาตะ

งูที่ใกล้ตายได้สารภาพว่าตัวแองได้แปลงเป็นมนุษย์เพื่อเข้าหาหญิงสาวและขอโทษที่หลอกเธอเสมอมา พร้อมทั้งบอกว่าในวันที่ 3 เดือน 3 ให้เธอลงไปล้างตัวในทะเลเพื่อชำระมลทินออกไปก่อนจะสิ้นใจ หญิงสาวทำตามคำสั่งเสียของงูและลงไปชำระเนื้อตัวพร้อมทั้งลูกในท้องที่เกิดกับงูด้วยน้ำทะเลก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าการล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลในวันที่ 3 เดือน 3 จะช่วยล้างสิ่งอัปมงคลออกไปจากตัวได้

เป็นเทพงูที่เกาะมิยาโกะ

ถึงแม้ว่างูในนิทานบนเกาะโอกินาวาจะเป็นตัวร้ายที่หลอกลวงมนุษย์ แต่ที่เกาะมิยาโกะ งูดังกล่าวถูกเล่าในฐานะร่างอวตารของเทพเจ้าประจำฮาริมิสุอุตาคิ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนเกาะ เนื้อเรื่องดำเนินมาคล้ายกับฉบับของโอกินาวายกเว้นตอน ในเรื่องเล่าก็คือเมื่อหญิงสาวเดินตามเส้นด้ายมาจนถึงถ้ำ เธอก็พบงูขาวยักษ์ตัวหนึ่งนอนอยู่โดยมีเข็มปักที่หลังคอ งูตัวนั้นมีดวงตาที่ประกายเหมือนดวงดาวและมีเขี้ยวแหลมราวกับกระบี่จนดูน่าเกรงขาม งูขาวได้บอกว่าตนเป็นร่างอวตารของเทพโคอิทสึโนะ และเทพโคอิทามะ เทพที่ลงมาสร้างเกาะมิยาโกะเมื่อหลายร้อยปีก่อน และลูกสาวแฝดสามในท้องเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะต่อไป จึงขอให้หญิงสาวเลี้ยงลูกจนอายุ 3 ขวบ แล้วจะกลับมารับลูกไป หญิงสาวจึงรับปากและเมื่อลูกสาวอายุครบสามขวบ เธอก็ได้พาลูกไปยังถ้ำที่งูอาศัยอยู่ เมื่องูยักษ์ปรากฏตัวเพื่อมารับลูกไป เด็กกลับไม่แสดงความหวาดกลัวแต่ดูจะดีใจ ผิดกับหญิงสาวผู้เป็นแม่ที่คงหวาดกลัวงูอยู่ และแล้วงูขาวก็พาลูกสาวทั้งสามหายลับไป โดยเชื่อว่าเด็กหญิงกลายเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปะจำเกาะมิยาโกะ

แม้ว่าเรื่องราวจะมีเนื้อหาต่างกัน แต่เนื้อเรื่องนิทานลูกเขยงูถูกเล่าอย่างแพร่หลายและพบได้ในทุกภูมิภาคของจังหวัด นิทานเรื่องนี้จึงถูกผูกไว้กับประเพณีและสถานที่สำคัญของโอกินาวา มองได้ว่าหากประเพณีและสถานที่นี้ยังมีอยู่ นิทานเรื่องนี้ก็จะยังถูกเล่าขานต่อไป และหากว่านิทานเรื่องนี้ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องราวที่มาของhamauriและฮาริมิสุอุตาคิก็จะยังไม่จางหายนับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกปรากฏการณ์หนึ่งเลยทีเดียว

คนโอกินาวาทำอะไรบ้างในวันhamauri

หากเปรียบกับญี่ปุ่นแล้วในวันhamauriก็เป็นเหมือนวันเทศกาลฮินะ หรือวันเด็กผู้หญิงของโอกินาวา วันhamauriเป็นวันที่ผู้หญิงจะลงไปล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเพื่อล้างสิ่งอัปมงคลและอธิษฐานขอให้มีสุขภาพที่ดี ในเช้าวันhamauriนำโยโมงิโมจิ หรือฟูจิมุจิ มาไหว้บูชาแล้วนำไปเป็นอาหารกลางวันเมื่อลงไปยังชายหาดหลังจากลงทะเล ให้ใช้นิ้วนางจุ่มน้ำทะเลแล้วแตะเจิมน้ำทะเลที่หน้าผาก ทำซ้ำสามครั้ง ขั้นตอนนี้เรียกว่ามิจินะติ ขณะเดินกลับขึ้นไปที่ชายหาด ต้องตั้งจิตขอบคุณเรื่องสุขภาพและความเจริญในปีที่ผ่านมา และอธิษฐานขอให้ปีนี้เป็นอีกปีที่มีสุขภาพดีและมีความสุขความเจริญ

การล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเป็นอันจบพิธี

แม้จะเป็นประเพณีเพื่ออธิษฐานขอพรให้เด็กหญิงและผู้หญิงทุกวัย ในปัจจุบันเราจะเห็นชาวโอกินาวาทุกเพศทุกวัยลงไปยังชายหาดเพื่อขอพรกัน ประเพณีhamauriนี้จึงกลายเป็นประเพณีที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วม และเป็นวันที่ครอบครัวไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่ชายหาดนั่นเอง

ภาพบรรยากาศของวันhamauriในเกาะซามามิ

สำหรับวันhamauriในปี 2019 จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019 นั่นเอง หากใครที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือไปเยี่ยมชมบรรยากาศสามารถไปที่ชายหาดเพื่อชมประเพณีประจำปีหรือเดินลงทะเลเพื่อขอพรได้เช่นกัน

สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ Ufabet

โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ
โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ Okubo Toshimichi เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1830 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นเป็นผู้ที่มีพื้นเพจากการเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะ และเป็นหนึ่งใน 3 ขุนนางผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูสมัยเมจิ เขาจึงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้วางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นสมัยใหม่อีกด้วย

ปฐมวัยของ โอกูโบะโทชิมิจิ

เกิดที่เมืองคาโงชิมะ แคว้นซัตสึมะ ในปัจจุบันคือจังหวัดคาโงชิมะนั่นเอง เขาเป็นบุตรชายคนโตจาก 5 คน ของโอกูโบะ จูเอมง ซามูไรระดับล่างและผู้เป็นข้ารับใช้ของชิมัตสึ นาริอากิระ ไดเมียวแห่งแคว้นซัตสึมะ เขาได้รับการศึกษาในสำนักศึกษาของท้องถิ่นแห่งเดียวกันร่วมกับไซโง ทากาโมริ ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาเพียง 3 ปี ในปี ค.ศ. 1846 โอกูโบะจึงได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาลักษณ์ขาประจำแคว้นซัตสึมะอีกเช่นกัน

ซามูไรแคว้นซัตสึมะ

ชิมัตสึ นาริอากิระ ได้สังเกตและได้เห็นความสามารถของโอกูโบะจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพนักงานบริหารภาษีของแคว้นเมื่อปี ค.ศ. 1858 ในต่อมาเมื่อนาริอากิระได้เสียชีวิต โอกูโบะก็จึงได้เข้าร่วมแผนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ดังนั้นเขาได้มีจุดยืนการสนับสนุนแนวคิด “โทบากุ” หรือการล้มล้างอำนาจรัฐบาลโชกุน ต่างจากซามูไรในแคว้นเดียวกันส่วนมากสนับสนุนแนวคิด “โคบูกัตไต” และ ‘”ฮัมบากุ” ที่ต่อต้านรัฐบาล ในการขับเคลื่อนขบวนการ “ซนโนโจอิ” ที่เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน

ในสงครามอังกฤษ – ซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1863 พร้อมด้วยกรณีริชาร์ดสันและการรัฐประหารในเมืองเกียวโตในเดือนกันยายนปีนั้น ทำให้โอกูโบะได้มีความเชื่อว่าการทำ “โทบากุ” ได้ถูกกำหนด ในปี ค.ศ. 1866 เขาจึงได้ร่วมกับไซโง ทากาโมริ และตัวแทนจากแคว้นโจชูชื่อ คิโดะ ทากาโยชิ ได้มีการจัดตั้งพันธมิตรซัตโจขึ้นเป็นการลับ เพื่อดำเนินการล้มล้างรัฐบาลโชกุนนั่นเอง

การฟื้นฟูในสมัยเมจิ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 มีกองกำลังของแคว้นโจชูและแคว้นซัตสึมะได้มีการร่วมกันเข้ายึดพระราชวังหลวงที่เกียวโต และได้ประกาศการเริ่มฟื้นฟูสมัยเมจิ มีคณะกุมอำนาจปกครองประกอบด้วยโอกูโบะ ไซโก และคิโดะ พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น มีการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีมหาดไทยจึงทำให้โอกูโบะได้มีอำนาจอย่างสูงในการควบคุมรัฐบาลท้องถิ่นและกิจการตำรวจทั้งประเทศ ในชั้นต้นรัฐบาลใหม่ต้องอาศัยรายได้ที่มาจากดินแดนของตระกูลโทกูงาวะ รัฐบาลใหม่จึงได้ยึดครองไว้และในต่อมาโอกูโบะจึงได้เรเริ่มการแต่งตั้งผู้ปกครองดินแดนเหล่านี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด ในส่วนมากล้วนเป็นรุ่นหนุ่ม อีกส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนของเขา เช่น มัตสึตากะ มาซาโยชิ และในที่เหลือก็เป็นผู้ได้รับการศึกษาระดับสูงจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่น้อยนิด นอกจากนี้โอกูโบะยังใช้อำนาจของเสนาบดีมหาดไทยที่จะพัฒนาสาธารณูปโภคคือมีการการตัดถนนใหม่ การสร้างสะพานและท่าเรือเพื่อส่งเสริมการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโชกุนปฏิเสธที่จะทำมาตลอด ในฐานะเสนาบดีการคลัง โอกูโบะได้ตราพระราชบัญญัติมีการปฏิรูปภาษีที่ดิน มีกฎหมายการห้ามพกพาดาบในพื้นที่สาธารณะและได้ยกเลิกการล่วงละเมิดคนชั้นล่างของสังคม เรียกโดยรวมว่า บูรากูมิง อย่างเป็นทางการ ส่วนในด้านของต่างประเทศ เขาได้ดำเนินให้มีการทบทวนสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในฉบับต่าง ๆ และได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกระหว่างปี ค.ศ. 1871- 1873

จึงตระหนักว่าที่ญี่ปุ่นในเวลานั้นยังอยู่ในฐานะที่จะท้าทายกับมหาอำนาจชาติตะวันตก เขาได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1873 ขณะนั้นภายในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการถกเถียงเรื่องนโยบายการรุกรานเกาหลีอย่างเร่าร้อนและเขายังได้เข้าร่วมการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 เพื่อพยายามนำความสมานฉันท์ภายในหมู่สมาชิกคณะคณาธิปไตยเมจิกลับคืนมา

ฉะนั้นโอกูโบะได้ประสบความล้มเหลวในการชักจูงให้ไซโง ทากาโมริ ให้มองไปยังอนาคตในวันข้างหน้า ไซโงเริ่มเห็นว่านโยบายใหม่นั้นที่ทำให้ญี่ปุ่นได้มีความทันสมัยเป็นสิ่งที่ผิดและเกิดการกบฏซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1877 กบฏฝ่ายซัตสึมะในบางส่วนก็ได้เข้าร่วมรบภายใต้การนำของไซโงเพื่อการต่อต้านกองทัพของรัฐบาลใหม่ UFABET ในฐานะเสนาบดีมหาดไทย โอกูโบะได้บัญชาการกองทัพและได้ทำสงครามปราบปรามไซโงผู้เป็นเพื่อนเก่า ต่อมาเมื่อการกบฏจบลงด้วยความพ่ายแพ้ โอกุบะจึงถูกซามูไรแคว้นซัตสึมะจำนวนมากมองว่าเขาเป็นคนที่ทรยศ และในวันที่ โอกูโบะจึงถูกชิมาดะ อิจิโร และซามูไรจากแคว้นคานาซาวะ 6 คน ลอบสังหารในระหว่างเดินทางไปยังพระราชวังโตเกียว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 โดยที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากประตูซากูราดามง ซึ่งเป็นสถานที่ลอบสังหาร อิอิ นาโอซูเกะ เมื่อ 18 ปีก่อน ไม่ไกลนักนั่นเอง

คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ
คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ เรียกอีกอย่างได้ว่า “คิโดะ โคอิน” เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นในช่วงยุคบากูมัตสึและยุคเมจิ ในช่วงที่เขาทำงานต่อต้านรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ เขาใช้ชื่อปลอมว่า ‘นีโบริ มัตสึซูเกะ’ Niibori Matsusuk ในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1833 – 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1877

Kido Takayoshi เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2376 มาจาก ฮางิ จังหวัดยามางูจิ ประเทศญี่ปุ่น และได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2420 ที่เกียวโต จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีคู่สมรสคือ Matsuko Kido (สมรสเมื่อ พ.ศ. 2411- 2420) การศึกษาที่ Shōka Sonjuku, Meirinkan

ปฐมวัยของ คิโดะ ทากาโยชิ

Kido Takayoshi เกิดที่เมืองฮางิ แคว้นโชชูในปัจจุบันคือจังหวัดยามางูจิหมู่เกาะฮนชู ประเทศญี่ปุ่น โดยเขาเป็นบุตรคนสุดท้องของวาดะ มาซากาเงะ คือผู้เป็นซามูไรและนายแพทย์ เมื่อมีอายุครบ 7 ปี ในตระกูลคัตสึระได้รับเขาเป็นบุตรบุญธรรมและให้ใช้ชื่อว่า “คัตสึระ โคโงโร” เมื่อถึง ค.ศ. 1865 ในวัยเด็กนั้นเข้าได้รับการศึกษาจากสำนักเรียนของโยชิดะ โชอิน ซึ่งเป็นผู้ปลูกความคิดในเรื่องความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิให้แก่คิโดะ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1852 Kido Takayoshiได้เดินทางไปยังนครเอโดะเพื่อที่จะศึกษาวิชาดาบเพิ่มและเริ่มการติดต่อกับกลุ่มซามูไรจากแคว้นมิโตะ การศึกษาวิชาการปืนใหญ่กับเองาวะ ทาโรซาเอมง และเดินทางกลับแคว้นโชชูเพื่อควบคุมการสร้างเรือรบแบบตะวันตกลำแรกของแคว้น หลังจากได้สังเกตการต่อเรือเดินทะเลแบบตะวันตกที่เมืองท่านางาซากิและชิโมดะ

การโค่นล้มรัฐบาลโชกุน

หลังปี ค.ศ. 1858 ที่ผ่านมา Kido Takayoshi ได้มาประจำอยู่ในเรือนพำนักของแคว้นโชชูในเอโดะ ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างคณะผู้บริหารแคว้นกับกลุ่มซามูไรชั้นผู้น้อยในแคว้นโชชูซึ่งการสนับสนุนแนวคิดซนโนโจอิ เมื่อถูกทางรัฐบาลโชกุนสงสัยในความสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มซามูไรแห่งแคว้นมิโตะซึ่งภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิหลังเกิดเหตุการณ์พยายามลอบสังหารอันโด โนบูมาซะ เขาได้ถูกย้ายโดยต้องไปประจำการที่กรุงเกียวโต แต่ในขณะที่อยู่เกียวโตนั้นเขาจึงไม่สามารถยับยั้งการยึดอำนาจโดยกองกำลังของแคว้นไอซุและแคว้นซัตสึมะได้วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1863 ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้กองกำลังของแคว้นโชชูต้องถูกขับออกจากพระนครหลวง Kido Takayoshi ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการพยายามทวงอำนาจคืนของแคว้นโชชูเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1864 แต่ได้ล้มเหลวจึงทำให้เขาจำต้องหนีไปซ่อนตัวโดยความช่วยเหลือของเกอิชาที่ชื่อว่า “อิกูมัตสึ” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาของเขา จากภายหลังเมื่อกลุ่มซามูไรภายใต้การนำของทากาซูงิ ชินซากุ จึงสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองในแคว้นโชชูได้ คิโดะและได้กลายเป็นตัวสำคัญในการสร้างพันธมิตรระหว่างแคว้นโชชูกับแคว้นซัตสึมะ ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามโบะชิงและการปฏิรูปเมจิตามลำดับ

รัฐบุรุษในยุคเมจิ

จากความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลนั้น โชกุนโทกูงาวะ ได้ทำให้ Kido Takayoshi ได้กล่าวว่าตนมีบทบาทอย่างยิ่งในการก่อตั้งรัฐบาลเมจิขึ้นใหม่ “ซังโย”หรือองคมนตรีแห่งพระจักรพรรดิ เขาได้ช่วยเหลือในการร่างคำปฏิญาณห้าประการ และได้ริเริ่มนโยบายการรวมศูนย์อำนาจสู่รัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยขึ้น จึงมีส่วนร่วมโดยตรงในการยกเลิกระบบแว่นแคว้นของประเทศญี่ปุ่น

ต่อมาในปี ค.ศ. 1871 คิโดะได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป เขาได้สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับระบบการศึกษาและระบบการเมืองของชาวตะวันตก ซึ่งในระหว่างเดินทางกลับญี่ปุ่น เขาจึงได้กลายเป็นผู้สนับสนุนในการสถาปนาในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และด้วยความตระหนักว่าญี่ปุ่นในช่วงนั้นยังไม่อาจท้าทายได้ต่อมหาอำนาจจากตะวันตก และสาเหตุของการเดินทางกลับในครั้งนั้นของคิโดะจึงได้แก่การยับยั้งความคิดในการรุกรานของเกาหลี ซึ่งกำลังจะเป็นประเด็นในการอภิปรายทางการเมืองที่เล่าร้อนในครั้งนั้นด้วย

Kido Takayoshi ได้สูญเสียตำแหน่งจากกลุ่มคณาธิปไตย เมจิให้แก่โอกูโบะ โทชิมิจิ และลาออกจากรัฐบาลเพื่อเป็นการประท้วงการรุกรานในไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 1874 ซึ่งเขาได้แสดงท่าทีที่คัดค้าน แต่ต่อมาเขาจึงได้กลับเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งตามผลการตกลงในการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 และเป็นประธานของสภาผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นจากการประชุมดังกล่าวและนอกจากนี้ยังเป็นผู้รับผิดชอบการถวายการศึกษาแก่จักรพรรดิเมจิผู้ยังทรงพระเยาว์อีกด้วย

Kido Takayoshi ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1877 ด้วยโรคภัยไข้เจ็บทางร่างการของตนซึ่งเบียดเบียนมานานร่วมปี ในเวลานั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับกบฏซัตสึมะ

มรดกจากคิโดะ

บันทึกของ Kido Takayoshi จึงเปิดเผยถึงความขัดแย้งในความคิดของเขา ในระหว่างความภักดีต่อแว่นแคว้นของตนและความภักดีต่อผลประโยชน์ของชาติที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่า ในบ่อยครั้งเขาจะบันทึกถึงเรื่องการต่อสู้กับข่าวเรื่องการทรยศหักหลังต่อเพื่อนเก่าของตน ทั้งนี้เนื่องจากอุดมคติเรื่องความเป็นรัฐชาติในเวลานั้นยังเป็นเรื่องใหม่ และซามูไรส่วนใหญ่มักเป็นห่วงถึงเรื่องการรักษาสถานะของตนภายในแว่นแคว้นของตนเอง

Kido Takayoshi ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมกับโอกูโบะ โทชิมิจิ และไซโง ทากาโมริ หลานปู่ของเขาคนหนึ่ง คือ คิโดะ โคอิจิ ได้เป็นนักการเมืองของกรุงโตเกียวและที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดของจักรพรรดิโชวะนั่นเอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gavgavka.com

มังงะ

มังงะ
มังงะ

มังงะ (manga)เป็นคำภาษาญี่ปุ่นสำหรับเรียกช่องการ์ตูน คำนี้ถูกใช้เรียกในการ์ตูนช่องที่มาจากญี่ปุ่น พัฒนามาจากอุคิโยเอะและจิตรกรรมตะวันตก และเริ่มคงรูปแบบอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับความนิยมสูงและมักถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะต่าง ๆ เนื้อหาของเหล่านั้นจึงมีการถูกดัดแปลงให้มีความเหมาะสมต่อการแพร่ภาพทางทีวีและเพื่อให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทั่วไป

ประวัติ มังงะ

คำว่า manga มีการถูกใช้อย่างมากและเป็นครั้งแรกหลังจากจิตรกรอุคิโยเอะชื่อ “โฮคุไซ” ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อโฮคุไซมังงะในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากคำว่า manga หากแปลตรงตัวคือ ภาพแสดงตามอารมณ์ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มได้เห็นว่า manga มีประวัติยาวนานมากกว่านั้น โดยมีหลักฐานคือภาพจิกะ ที่แปลว่า “ภาพตลก” เป็นที่นิยมในศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกับ manga ในปัจจุบัน เช่น การเน้นเนื้อเรื่อง และการใช้เส้นที่เรียบง่ายแต่สละสลวย เป็นต้น

manga ได้พัฒนามาจากการผสมผสานระหว่างศิลปะการวาดภาพแบบอุคิโยเอะกับจิตรกรรมตะวันตก ในความพยายามของญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนาตัวเองกับอำนาจตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงมีการผลักดันให้ญี่ปุ่นนำเข้าวัฒนธรรมตะวันตกหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการจ้างศิลปินตะวันตกมาสอนศิลปินญี่ปุ่นเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานทางศิลปะ เช่น เส้น รูปทรง และสี จากนั้นมังงะที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เปิดเสรีภาพแก่สื่อมวลชน

ต่อมาในศตวรรษที่ 21 คำว่า manga ได้เปลี่ยนความหมายจึงหมายถึงหนังสือการ์ตูน คนญี่ปุ่นมักใช้คำนี้เรียกหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก ฉะนั้น manga ได้ถูกใช้เรียกหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยการใช้คำว่า manga ยังไม่เป็นที่แพร่หลายสักเท่าไร

manga มีความสำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นว่าเป็นวิจิตรศิลป์และวรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง ในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษนิยมว่ามีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศปะปนอยู่มาก อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่มีกฎหมายจัดระเบียบ manga เว้นแต่กฎหมายคลุมเครือฉบับหนึ่งได้กล่าวว่า “ห้ามผู้ใดจัดจำหน่ายสื่อที่ขัดต่อความดีงามของสังคมจนเกินไป” เท่านั้น นักวาดการ์ตูนในญี่ปุ่นจึงมีเสรีภาพที่จะเขียน manga ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม

ลักษณะเฉพาะของ manga

วิธีอ่านแบบญี่ปุ่น

รูปในmanga ส่วนใหญ่เน้นเส้นมากกว่ารูปทรงและการให้แสงเงา การจัดช่องภาพจะไม่ตายตัว การอ่าน manga จะอ่านจากขวาไปซ้ายตามวิธีเขียนหนังสือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงเป็นที่น่าสังเกตตัวละครมักจะดูเหมือนคนตะวันตกหรือมีนัยตาขนาดใหญ่ ซึ่งความใหญ่ของตาจะเป็นลักษณะเด่นของ manga และอนิเมะตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 เมื่อ “เทะซึกะ โอะซะมุ” ผู้เขียนเรื่องแอสโตรบอยได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของ manga ในปัจจุบัน โดยเริ่มวาดตาของตัวละครที่เอาแบบมาจากตัวการ์ตูนของดิสนีย์ และไม่ใช่ว่านักเขียนการ์ตูนทุกคนจะต้องวาดตัวละครให้มีตาใหญ่เสมอ เพราะ manga นั้นจะถูกแยกจาก comic อย่างชัดเจนเพราะเป็นการเขียนเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยผู้เขียนจะทำการเขียนภาพระยะไกลระใกล้ระยะประชิด มีการเปลี่ยนมุมมองและตัดต่อเนื้อหาเรื่องราวอย่างฉับไวโดยใช้เส้น speed เพิ่มความเร็วอีกด้วย

การตีพิมพ์

หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ในญี่ปุ่นจะตีพิมพ์หลายเรื่องพร้อมกัน โดยแต่ละเรื่องจะมี 10 ถึง 40 หน้าต่อฉบับ ดังนั้นหนังสือเหล่านี้มักจะตีพิมพ์โดยใช้กระดาษที่มีคุณภาพต่ำและมีจำนวนหน้าตั้งแต่ 200 ถึง 850 หน้า และในบางครั้งยังตีพิมพ์การ์ตูนจบในตอนและการ์ตูนสี่ช่อง เพราะในเรื่องหนึ่งอาจจะถูกตีพิมพ์อยู่หลายปีถ้าหากได้รับความนิยมสูง นักเขียนการ์ตูนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการเขียนการ์ตูนจบในตอนก่อนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองถ้าได้รับความนิยมก็จะเขียน manga เรื่องยาวต่อไป หลังจากที่ถูกตีพิมพ์ไปได้ระยะหนึ่ง สำนักพิมพ์ก็จะรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนรวมเล่ม โดยใช้กระดาษคุณภาพสูงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการไล่ตามเรื่องที่กำลังตีพิมพ์อยู่หรือผู้ที่ไม่สะดวกซื้อหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ manga ที่มีชื่อเสียงอาจจะถูกรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูน “ฉบับพิเศษ” จะมีปกแข็งที่พิมพ์ด้วยหมึกสามสี หรือมีจำ1นวนตอนมากกว่าหนังสือการ์ตูนรวมเล่มทั่ว ๆไป โดยจะมีนักสะสมเป็นกลุ่มเป้าหมาย และนอกจากนี้ manga เก่าๆ ยังถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่ด้วยกระดาษคุณภาพต่ำลงและจำหน่ายในราคาเล่มละประมาณ 100 เยนเพื่อแข่งกับ manga มือสอง

manga โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็นประเภทตามเพศและอายุของกลุ่มเป้าหมาย คือหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย “โชเน็น” และสำหรับเด็กผู้หญิง “โชโจะ” ที่มีรูปหน้าปกต่างกันและไม่วางขายบนชั้นหนังสือเดียวกัน

มังงะนอกประเทศญี่ปุ่น

manga ในหลายเรื่องถูกแปลและจำหน่ายในหลายประเทศ ประเทศ อาทิ เกาหลี จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ ในประเทศไทยธุรกิจ manga เพิ่งจะมาเติบโตเมื่อสิบปีที่แล้ว ก่อนปีพ.ศ. 2536-2538 manga ในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงมีบริษัทซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมายและตีพิมพ์ manga ต่อมาปัจจุบัน manga ได้รับความนิยมอย่างสูงตลาดมีขนาดใหญ่และมีบริษัทแข่งขันอยู่เป็นจำนวนมาก โดยบริษัทที่สำคัญๆ ได้แก่ วิบูลย์กิจ สยามอินเตอร์คอมิกส์ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ รักพิมพ์ อนิแมกคอมมิค เด๊กซ์เพรส เซนชู และบงกช และมีหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ซีคิดส์ บูมและเคซีวีคลีย์ ซึ่งทั้งหมดตีพิมพ์ manga แนวโชเน็น เป็นที่น่าสังเกตว่า manga ในไทยราคาถูกกว่าต่างประเทศมาก

เนื่องจาก manga ในประเทศญี่ปุ่นเขียนจากขวาไปซ้าย เวลาที่ manga ถูกแปลเป็นภาษาอื่น รูปภาพจะถูกกลับให้อ่านได้จากซ้ายไปขวา ซึ่งนักเขียนการ์ตูนหลายคนขอให้สำนักพิมพ์ในต่างประเทศตีพิมพ์ให้อ่านจากขวาไปซ้ายเหมือนต้นฉบับ ในปัจจุบันสำนักพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ manga ให้อ่านจากขวาไปซ้ายมากขึ้น เนื่องจากต้องการแสดงความเคารพต่อศิลปิน ผนวกกับเสียงเรียกร้องจากนักอ่าน

ในสหรัฐอเมริกาธุรกิจ manga ยังมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับธุรกิจอนิเมะซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง บริษัทตีพิมพ์ manga ที่มีชื่อเสียงในอเมริกามีบริษัทหนึ่งคือ วิซมีเดีย ซึ่งได้ตีพิมพ์ manga ของโชงะกุกังและชูเอฉะ เช่น อีวานเกเลียน ดราก้อนบอล และผลงานของ รุมิโกะ ทากาฮาชิ หลายๆเรื่อง อีกบริษัทหนึ่งคือ โตเกียวป๊อป ซึ่งใช้การพิมพ์โดยคงวิธีการอ่านแบบญี่ปุ่นไว้เป็นจุดขายและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างความนิยม manga ในอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิง และยังมีนักวิจารณ์บางกลุ่มได้กล่าวว่าทางบริษัทเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ มีการแปลใจความที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ และภาษาที่ใช้ค่อนข้างที่จะหยาบคาย

สำนักพิมพ์ชวงยีตีพิมพ์ manga เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนในสิงคโปร์ และส่งออกหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนในอินโดนีเซีย manga เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาด manga ขนาดใหญ่ที่สุดนอกญี่ปุ่น สำนักพิมพ์ในอินโดนีเชียที่มีชื่อเสียงได้แก่ อีเล็กซ์มีเดียคอมพุทินโด อะโคไลท์ และกรามีเดีย นอกจากนี้ manga ยังเป็นตัวจุดประกายการ์ตูนเชื้อสายอินโดนีเซียเข้ามาอีกด้วย ส่วนในออสเตรเลีย manga ชื่อดังหลายเรื่องถูกจัดจำหน่ายโดยบริษัท แม้ดแมน เอ็นเตอร์เทนเมนท์

manga สามารถพบได้ทั่วไปบนแผงหนังสือในประเทศเกาหลี ซึ่งนักอ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านทางอินเทอร์เน็ตมากกว่าเนื่องจากราคาถูกกว่าบริษัทตีพิมพ์ที่มีชื่อในเกาหลี ได้แก่ ไดวอน และโซลมังฮวาซา

สแกนเลชันเป็นการเผยแพร่มังงะทางอินเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่ง โดยทั่วไปผู้ติดตาม manga จำนวนหนึ่งจะรวมตัวกันสแกน manga ที่ยังไม่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ในประเทศของตน แปลและเปลี่ยนข้อความให้เป็นภาษาใหม่ และเปิดให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางไออาร์ซีหรือบิททอร์เรนท์ กลุ่มสแกนเลชันส่วนใหญ่จึงขอให้ผู้อ่านหยุดแจกจ่าย manga ของตนและซื้อหนังสือการ์ตูนที่ถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตามยังเป็นที่วิตกกันว่าการแจกจ่ายที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์แล้วจะไม่จบลงง่ายๆ    

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก UFABET

การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ
การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ เมื่อกล่าวถึง ทุกคนก็มักจะนึกถึงการพับกระดาษซึ่งที่มา มาจากประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นศิลปะการพับกระดาษที่เลื่องชื่อและเป็นที่เข้าใจกันดีว่า “Origami” มาจากภาษาญี่ปุ่นซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า “Ori” ที่แปลว่า “พับ” และคำว่า “Kami” ที่แปลว่า “กระดาษ” เมื่อเรียกกันต่อมา คำศัพท์จึงได้มารวมกันเป็นคำว่า “Origami” นั่นเอง เรามารู้จักศิลปะการพับกระดาษหรือ “โอริกามิ”ของญี่ปุ่นกันดีกว่า

การพับกระดาษโอริกามิ คือ

               เป็นศิลปะการพับกระดาษที่สร้างสรรค์รูปทรงหรือวัตถุต่าง ๆ ขึ้นมาจากการพับรูปแบบกระดาษ ในทั่วไปการพับกระดาษจะเริ่มจากกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยม อาจจะใช้สีกระดาษเดียวกันหรือต่างกัน กระดาษที่มีลวดลาย และสามารถพับทบไปจนเป็นรูปร่าง ซึ่งในส่วนมากจะไม่ตัดกระดาษ ซึ่งการประดิษฐ์ที่มีการตัดระหว่างการทำนั้นจะเรียกได้ว่า คิริงะมิ จะเชื่อกันว่าการทำ Origami นั้นมีมาตั้งแต่ยุคเอโดะในปี ค.ศ. 1603-1867

ประวัติของ Origami

เมื่อได้กล่าวถึงการพับกระดาษ หรือ Origami ที่จริงแล้วเรียกว่า ‘โอะริงามิ’ ถึงจะถูกส่วนมากเรามักนึกถึงศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นที่พับเป็นนก กบ เต่า คน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ ที่ชื่อ Origami ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากญี่ปุ่น หลาย ๆ คนอาจรู้มาก่อนว่า ‘โอริ’ แปลว่า ‘พับ’ เชื่อมกับ ‘คามิ’ แปลว่า ‘กระดาษ’ เมื่อรวมกันจึงกลายเป็นการพับกระดาษนั่นเอง อย่างไรก็ตามในทางฝั่งตะวันตกก็มีการพัฒนาการพับกระดาษมาอย่างยาวนานไม่แพ้ญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

การพับกระดาษในฝั่งยุโรปมีความเจริญรุ่งเรืองมากในประเทศสเปน ว่ากันว่าเป็นมรดกมาจากพวกมัวร์ (Moore) ซึ่งมาจากอิสลามแถบแอฟริกาตอนเหนือที่เข้ามารุกรานที่สเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่เนื่องจากในศาสนาอิสลามได้มีบัญญัติห้ามสร้างศิลปะที่เป็นรูปสัตว์และในการพับกระดาษจะเป็นในรูปทรงของเรขาคณิตซะมากกว่า โดยเฉพาะแบบพับกระดาษที่ชื่อ ปาคาริต้า ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบดั้งเดิมและตกทอดมาถึงปัจจุบัน มีรูปร่างคล้ายนก หลังจากได้มีการค้นพบภาพวาดเรือกระดาษในหนังสือโบราณราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และพบในบทละครอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่ไม่เป็นจริงเป็นนัก จนได้มาถึงกลางศตวรรษที่ 19 มีหลักสูตรในระดับชั้นอนุบาลที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และมีการบรรจุการพับกระดาษไว้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ อีกด้วย

การพับกระดาษในยุคสมัยใหม่ เป็นการพับกระดาษที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่า ๆ และพร้อมที่จะเปิดรับแนวความคิดใหม่ ๆ จนสามารถที่จะพับเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา นักพับกระดาษจึงคิดริเริ่มและรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเริ่มการพับครึ่งตามแบบฉบับของ Origami แบบคลาสสิกอีกแล้ว ผลต่อมาที่ได้คือโมเดลที่แปลกใหม่ ตระการตาและจินตนาการ มีการศึกษา Origami อย่างจริงจังทั้งในเชิงคณิตศาสตร์ และวิศวกรรมกลศาสตร์ การพับกระดาษสามารถถอดสมการพหุนาม อธิบายตรีโกณมิติ และหาค่ารากที่สองของจำนวนจริงได้ ทั้งยังใช้ในการพับแผนที่ พับถุงลมนิรภัย บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกระทั่งเป็นต้นแบบให้กับการพับแผงเซลแสงอาทิตย์ของดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปสู่อวกาศ ในปัจจุบันนักพับกระดาษบางคนได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ Origami ของพวกเขา จนเราสามารถพูดได้ว่า Origami ไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไปแล้ว

เทคนิคการพับกระดาษ

ภาพสัญลักษณ์พื้นฐานในการพับ มีหนังสือ Origami จำนวนมากเริ่มต้นการพับด้วยการแนะนำภาพสัญลักษณ์และวิธีพับขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะพับเป็นรูปร่างต่าง ๆ ในหนังสือ Origami บางจำพวกในจำนวนมากจะเริ่มต้นด้วยขั้นพื้นฐานเฉพาะจะมีชื่อเรียกกัน อย่างเช่น พื้นฐานนก พื้นฐานกบ พื้นฐานปลา ก่อนที่จะพับไปสู่รูปร่างขั้นสุดท้ายแบบต่าง ๆ กัน

กระดาษ Origami

Origami ต้องมีความคงตัวของขั้นตอนตามรอยพับ เพราะกระดาษที่พับแล้วยังคงมีรอยการพับอยู่ซึ่งสามารถนำมาพับโอริงามิได้ทั้งหมด สำหรับกระดาษเฉพาะซึ่งในการพับ Origami จะมีลักษณะพิเศษก็คือมีความบางและไม่ขาดง่าย ซึ่งส่วนมากจะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร จนถึง 25 เซนติเมตร มีหลากสีบรรจุในซอง เป็นกระดาษที่ด้านหนึ่งเป็นสีอีกด้านนึงไม่มีสี แต่ก็มีกระดาษที่มีสีทั้งสองด้านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีแบลวดลายสวยงาม กระดาษธนบัตรก็สามารถนำมาพับโอริงามิได้

อุปกรณ์เสริมช่วยในการพับ

การทำรอยพับที่สวยงามสามารถใช้อุปกรณ์เสริมได้ เช่น ที่หนีบกระดาษ แหนบ หรืออุปกรณ์เฉพาะ เพื่อช่วยในการพับ

Origami แบ่งออกเป็น 6 ประเภท

1. ฟุเซสซึเซโฮเค อิจิไมโอริ – เป็นการพับกระดาษที่ใช้แค่กระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัดกระดาษใด ๆ

2. ฟุคุโก โอริกามิ – การพับกระดาษทีละชิ้นส่วนแล้วนำมาประกอบกันในตอนสุดท้าย ซึ่งรูปทรงที่ได้จะดูมีความสลับซับซ้อน

3. คิริโคมิ โอริกามิ – การพับไปตัดไปเพื่อทำให้เกิดมุมในการพบกระดาษมากขึ้น ลดความซับซ้อนและพับง่ายกว่าการพับกระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัด

4. ยูนิตโตะ โอริกามิ – การพับชิ้นส่วนเล็ก ๆที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนกัน แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงและมีความสมมาตร

5. กิเร โอริกามิ – เป็นศิลปะการพับกระดาษใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น การเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน เป็นต้น

6. ชิคาเค โอริกามิ – กระดาษพับที่มีลูกเล่นสามารถขยับได้ ส่วนใหญ่จะออกเป็นรูปแบบหนังสือสามมิติ

วิธีการพับกระดาษของญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มักถูกนำไปเผยแพร่ยังประเทศซีกโลกตะวันตก มีการตั้งศูนย์พับกระดาษแบบญี่ปุ่นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมายังขยายความนิยมไปถึงประเทศอังกฤษมีการก่อตั้ง British origami society ที่นั่นในปี 1969 อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Ufabet

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น
การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น นั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีมาเริ่มแรกในศตวรรษที่ 6 โดยจะเรียกว่า “Ikebana” อิเคบานะ ซึ่งเป็นเป็นศิลปะญี่ปุ่น มาจากคำ 2 คำ คือ “อิเค”  หมายถึง มีชีวิต และ “บานะ”  หมายถึง ดอกไม้ เมื่อแปลรวมกันแล้ว จะหมายถึง การจัดดอกไม้ให้ดูมีชีวิตชีวา

การจัดแบบญี่ปุ่นเรียกอีกอย่างว่า “อิเคบะนะ” เริ่มมาจากการจัดดอกไม้เพื่อการบูชาในพิธีกรรมต่าง ๆ ของศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น การจัดดอกไม้แจกันแบบทั่ว ๆไปนั้นมองเห็นดอกไม้ในแจกันได้จากทุกมุม ในแต่ละมุมก็เห็นดอกไม้เหมือนๆ กัน ส่วนมากมักจัดเป็นพุ่มทรงกลม แต่อิเคบะนะนั้นแตกต่างตรงที่เป็นการจัดดอกไม้แบบที่สามารถมองดอกไม้ได้ด้านเดียว เพราะเชื่อว่าดอกไม้แต่ละดอกจะมีมุมที่สวยที่สุดอยู่เพียงมุมเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จัดอิเคะบะนะก็จะต้องเป็นผู้ที่หามุมที่สวยที่สุดแล้วจัดมันออกมา

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น คืออะไร

“อิเคบะนะ” มาจากการรวมคำว่า “อิเค” และ “ฮานะ” เข้าด้วยกัน อิเคบะนะจึงเน้นความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก การใช้ดอกไม้จำนวนไม่มาก จัดความสมดุลในแจกันและรูปทรงต่าง ๆ การจัดดอกไม้มักจะจัดดอกไม้รวมกับกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้ ต้นหญ้า เพราะต้องการให้ดูแล้วมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดและเพื่อให้ดอกไม้ดูมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะถูกตัดออกมาจากต้นแล้ว

ในการจัดดอกไม้แต่ละประเทศนั้นจะมีรูปแบบต่าง ๆ กันไป ซึ่งแต่ละรูปแบบมุมมองของมันนั้นจะมีความพิเศษอยู่แล้ว และในการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นนั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วละก็จะรู้เลยว่า นี่คือการจัดดอกไม้แบบของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยอิเคบานะนั้น จะเน้นความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เหมือนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดดอกไม้

       อิเคบานา (Ikebana) เป็นศิลปะการจัดวาง ตัดแต่งก้าน ใบและดอกไม้ลงในแจกันหรือภาชนะอื่น ๆ อย่างสวยงามของญี่ปุ่นมีพัฒนาการมายาวนานกว่า 700 ปี ทำให้รูปแบบของการจัดมีการพัฒนาแตกต่างไปหลากหลาย รูปแบบพื้นฐานที่แบ่งง่ายตามรูปทรงของแจกันหรือภาชนะรองรับมีด้วยกัน 2 แบบคือ การจัดดอกไม้ในแจกันทรงสูง และการจัดในภาชนะทรงเตี้ย

การจัดในแจกันทรงสูง Heika

แบบ Heika ที่มีความหมายรวมถึงการจัดในสไตล์ rikka, seika หรือ shoka เป็นการจัดในแจกันทรงสูงและเน้นรูปทรงแนวดิ่ง จุดเด่นคือ เน้นความงามตามธรรมชาติของดอกไม้และการจัดวางที่ดูหรูหราสง่างาม แจกันที่ใช้จะเป็นทรงสูงปากแคบ และเมื่อวางดอกไม้ลงไปก้านของดอกไม้จะถูกรวบไว้ติดกันที่บริเวณปากแจกัน ดังนั้นการจัดแบบ Heika มีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ ดอกฐาน ดอกรองช่วงกลาง และดอกยอดสูงสุด แต่ความยาว มุมและตำแหน่งของกิ่งก้านใบจะวางแตกต่างกันตามสไตล์แยกย่อยต่างกันแล้วแต่ผู้จัด สำหรับรูปแบบง่ายที่นิยมกันอย่างมาก มักจะตัดก้านดอกไม้ที่จะวางเป็นฐานให้มีความยาวเพียงหนึ่งเท่าครึ่งของความสูงของแจกัน ส่วนดอกรองและดอกยอดสูงสุดจะตัดก้านให้ยาวเท่าครึ่งหนึ่งของดอกฐาน

องศาในการจัดวาง ดอกฐานต้องเอียงไปข้างหน้า 70 องศาแนวดิ่ง และกินเนื้อที่แนวนอนเอียงทางซ้าย 45 องศา ในด้านหน้าของแจกันที่จะหันออก จากนั้นให้วางดอกรองเสียบไว้ด้านหลังของดอกฐานหลัก เพื่อเพิ่มความเป็นมิติมีความหนาแน่นของพื้นที่ โดยให้ก้านดอกรองส่วนที่โผล่พ้นจากปากแจกันมีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของก้านฐาน และดอกยอดวางไว้ตรงกึ่งกลางแจกัน ในส่วนของใบประดับจะเอียงเป็นพุ่มทางด้านซ้ายของดอกไม้ ส่วนยอดที่มีก้านยาวตั้งตรงดิ่งอยู่กึ่งกลางมีความสูงเพียงครึ่งของก้านใบประดับที่รองอยู่ด้านหลัง เมื่อเติมดอกไม้สั้นเพียงครึ่งของดอกยอดตรงกลางเพิ่ม บริเวณด้านหน้าเยื้องไปฝั่งขวาของแจกัน ก็เสร็จสมบูรณ์แบบ รูปลักษณ์ที่ออกมาจะเป็นช่อดอกไม้เรียบหรู

สไตล์แยกย่อยจาก Heika ที่รู้จักกันแพร่หลายมี rikka (ดอกไม้ตั้งตรง), seika หรือ shoka (จัดให้เป็นธรรมชาติเหมือนดอกไม้อยู่บนต้น) เป็นต้น

การจัดในภาชนะทรงเตี้ย Moribana

การจัดดอกไม้ในภาชนะหรือแจกันรูปทรงเตี้ย เรียกว่า Moribana จุดเด่นคือ การเปิดพื้นที่แสดงความสวยงามของดอกไม้ในแนวนอนจึงสามารถอวดรูปทรงดอกไม้บานเต็มดอก รูปลักษณ์เมื่อจัดเสร็จเหมือนพุ่มดอกไม้ moribana ได้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงราวร้อยปีนี่เอง และไม่มีความซับซ้อนมากนัก ดังนั้นการจัดแบบ moribana ก็มีสไตล์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมเอียงของก้านดอกฐาน ก้านดอกรองและก้านดอกยอด สไตล์การเสียบดอกไม้แบบตั้งตรงเป็นแบบพื้นฐานและได้รับความนิยมที่สุด ในด้านมุมมองรูปแบบการเสียบก้านตั้งตรงเป็นที่เชื่อว่าสร้างความรู้สึกฐานให้มั่นคง หนักแน่น

การจัดในแบบพื้นฐาน จะใช้ก้านดอกฐานความยาวเท่าเส้นผ่านศูนย์กลางของภาชนะบวกกับความลึกของก้นภาชนะ ก้านดอกรองตัดให้ความยาว 2 ใน 3 ของก้านฐาน และก้านดอกยอดตัดให้เหลือความยาวแค่ครึ่งหนึ่งของก้านดอกฐาน ในการจัดวางเริ่มจากก้านดอกฐานเสียบตั้งตรงแนวดิ่ง ต่อด้วยก้านดอกรองที่เสียบให้เอียงซ้าย 45 องศา โดยโน้มมาด้านหน้าของแจกันหรือภาชนะบริเวณทำมุม 30 องศา ก้านดอกยอดเสียบให้โน้มกิ่งราว 60 องศามาด้านหน้าเอียงไปมุมขวาภาชนะ 45 องศา เมื่อมองจากด้านบนก็จะเห็นก้านดอกที่สามทำมุมเป็นรูปสามเหลี่ยมทางฝั่งขวาของภาชนะ ให้นำดอกไม้มาเติมพื้นที่ว่างในสามเหลี่ยมนั้น เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ufabet

เอกลักษณ์ที่เด่นของ Ikebana คือการใช้ดอก ก้านและใบเพียงที่ดูน้อย มาจัดวางให้เกิดมุมและอวดความงามตามธรรมชาติของดอกไม้เหล่านั้น โดยมีการอาศัยความสอดคล้องที่ลงตัวระหว่างดอกไม้และภาชนะที่ใช้จัด และการเลือกชนิดของดอกไม้ใบประดับจะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราจะนำแจกันนอนไปวางตกแต่ง

อิเคบานะในปัจจุบันก็จะมีรูปแบบการจัดที่หลากหลาย ซึ่งจะมานำเสนอให้ชมในรูปแบบง่ายๆ โดยจะเริ่มจากขั้นเตรียมการ

ขั้นที่ 1 การเลือกภาชนะให้เหมาะกับดอกไม้ที่เรา นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ เตรียมหมุดปักดอกไม้ และเลือกดอกไม้ให้เข้ากัน ซึ่งเราจะใช้แจกันทรงเตี้ย ส่วนดอกไม้ จะใช้ดอกแดฟโฟดิล และต้นแนนดิน่า

ขั้นที่ 2 ใช้ต้นไม้และดอกไม้ที่เลือกมา เริ่มจากนำต้นแนนดิน่าตัดรากออก วางเอียงไปทางด้านซ้ายและปักเข้าไปทางด้านในของแจกัน

ขั้นที่ 3 ปักดอกแดฟโฟดิล ตรงกลางแจกัน โดยตำแหน่งของดอกไม้ควรโน้มไปด้านหน้า

ขั้นที่ 4 ตัดลำต้นของต้นแนนดิน่า และปักในตำแหน่งด้านขวาของดอกแดฟโฟดิล เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยต้นไม้และดอกไม้ที่ใช้ จะใช้ชนิดใดก็ได้ตามแต่ความชอบและความต้องการของเรา

หากใครที่สนใจUFABETในการจัดดอกไม้ก็สามารถลองทำอิเคบานะกันได้ นอกจากจะได้วิธีการจัดดอกไม้แบบใหม่ ๆ อิเคบานะนั้นก็ยังช่วยให้ฝึกสมาธิได้อีกเช่นกัน เพราะการจัดดอกไม้อิเคบานะนั้น ต้องจัดให้ได้มุมและองศา รูปแบบจึงจะสมดุลกัน

เรียวกัง

เรียวกัง
เรียวกัง

เรียวกัง …หากคุณอยากรู้จักและอยากจะไปท่องเที่ยวเมืองโตเกียวแต่ก็เบื่อกับการพักในห้องพักแบบโรงแรมทั่วไป และอยากได้สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแต่ไม่อยากเดินทางออกไปนอกเมือง ซึ่งเราได้มีที่พัก Ryokan ในโตเกียว มาฝากอีกด้วย

เรียวกัง คืออะไร

เรียวกัง คือโรงแรมขนาดเล็ก เรียกอีกได้ว่าเป็นโรงเตี๊ยมในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยยุคเอะโดะ ในปี ค.ศ. 1603 – ค.ศ. 1868 ตั้งอยู่ล้อมรอบทางหลวงสำคัญในอดีตเพื่อรองรับผู้ที่เดินทาง ปกติแล้วที่พัก Ryokan มีจุดเด่นคือ เป็นห้องพักปูเสื่อ อ่างอาบน้ำรวม และมีบริเวณสาธารณะให้ผู้ที่เข้าพักจะต้องสวมยูกาตะ ซึ่งในปัจจุบันที่พักแบบ Ryokan จะทำเลออยู่นอกเมืองซะส่วนใหญ่

Ryokan พบได้ยากในเขตโตเกียว รวมถึงเมืองใหญ่อื่น ๆ เนื่องจากมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับโรงแรมทั่วไป โดยชาวญี่ปุ่นได้หันมาใช้บริการโรงแรมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน ในเขตเมืองใหญ่บางแห่งยังสามารถพบ Ryokan ในราคาที่เหมาะสม ที่มีราคาเริ่มต้นแค่ 1,200 บาทต่อคืนเท่านั้น และใน Ryokan ก็มักจะพบในบริเวณที่มีทัศนียภาพที่สวยงามอย่างเช่น บริเวณแถบภูเขา และชายทะเล เป็นต้น ในปัจจุบันนั้นได้มีการพัฒนา Ryokan ในการออกแบบของโรงแรมในสมัยใหม่ มีชื่อว่า โฮชิโน รีสอร์ต ที่ได้เปิดให้บริการ Ryokan ในเมืองคารุอิซาวะ ในปีค.ศ. 1914 อีกด้วย

เรียวกังที่พักสไตล์ญี่ปุ่น

ห้องพักจะเป็นห้องพักในรูปแบบญี่ปุ่นสมัยก่อนและมีการตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่นรวมถึงการแต่งกายและลักษณะการให้บริการของพนักงานเจ้าหน้าที่ใน Ryokan ด้วย และยังคงมีอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและมีบทบาทที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเข้าพักในที่พักแบบญี่ปุ่นในปัจจุบัน

การให้บริการของ Ryokan ไม่ใช่เพียงแค่ห้องพักสำหรับค้างคืนเท่านั้น

ซึ่งพร้อมด้วยบริการจากเจ้าหน้าที่เปรียบเสมือนการแขกเข้ามาพักในถิ่นฐานบ้านของตนเอง ซึ่งเป็นการบริการแบบการเลี้ยงรับรองแขกผู้มาเยือน ซึ่งโดยปกติแล้วการให้บริการโดยพื้นฐานของ Ryokan จะมี 4 ข้อหลัก ๆ ที่แตกต่างจากการให้บริการของโรงแรมสากลในปัจจุบัน กล่าวคือ

1) มีให้บริการทั้งอาหารเย็นและอาหารเช้า (บางที่อาจจะให้บริการอาหารในรูปแบบบุฟเฟ่ต์หรือบริการเสริฟ์อาหารถึงภายในห้องพัก)

2) มีบริการชุดยูกาตะ

3) มีบริการออนเซ็น ที่อาบน้ำรวม

4) ในบางแห่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการประจำห้องพัก ห้องละ 1 ท่าน

ในพื้นที่ที่เป็นเมืองออนเซ็นหรือสถานที่ที่มีวิวธรรมชาติที่สวยงามนั้นส่วนใหญ่จะมีอยู่มากมาย สามารถเข้าพักพร้อมการแช่น้ำแร่ได้อย่างผ่อนคลายเช่นกัน

ลักษณะพิเศษของ Ryokan

Ryokan ดั้งเดิมนั้นจะมีทางเข้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีที่นั่งสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเพื่อนั่งและสนทนา แต่ Ryokan ในสมัยใหม่ได้มีการเพิ่มโทรทัศน์เข้าไปด้วย ห้องพักจะถูกสร้างในแบบประเพณีของญี่ปุ่น โดยมีการปูพื้นด้วยเสื่อเรียกว่า ตาตามิ และประตูเป็นบานเลื่อน มีการรักษาความปลอดภัยด้วยประตูที่มีกลอนอย่างแน่นหนา มักจะเปิดเข้ามาเป็นทางเข้าเล็ก ๆ ซึ่งกั้นระหว่างห้องนอนด้วยประตูบานเลื่อน และด้านนอกประตูเป็นที่วางรองเท้า ภายในปูด้วยเสื่อตาตามิอีกเหมือนกัน ห้องพักใน Ryokan มักจะมีระเบียงยื่นออกไปด้านนอก โดยจะต้องผ่านประตูเลื่อนออกไปอีกด้วย

Ryokan ส่วนใหญ่นั้นจะมีบริเวณอาบน้ำรวม หรือเรียกว่า โอฟุโร โดยจะแบ่งตามเพศ โดยใช้น้ำร้อนจากแหล่งน้ำร้อนจากธรรมชาติ ถ้าพบในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตที่มีบ่อน้ำร้อนจะพบ Ryokan เป็นจำนวนมาก Ryokan ในระดับสูงนั้นมักจะมีห้องอาบน้ำส่วนตัว ในปกติแล้วภายใน Ryokan จะให้ผู้เข้าพักสวมใส่ยูกาตะภายในเขต เพื่อไว้เล่นกีฬาสันทนาการต่าง ๆ รวมทั้งบางที่ยังอนุญาตให้นำออกไปสวมใส่นอก Ryokan ได้

ส่วนเครื่องนอนที่ให้บริการในห้องพักนั้นจะเป็นฟูกจะปูบนพื้นเสื่ออีกที เมื่อแขกเข้าพักนั้น มักจะมีโต๊ะอยู่กลางห้องพร้อมเครื่องในการชงชา โดยยังใช้สำหรับให้บริการอาหารสำหรับให้บริการในห้อง และเมื่อผู้เข้าพักออกไปนอกห้องแล้ว พนักงานจะย้ายโต๊ะกลางนี้ไปไว้ข้างๆห้อง และปูที่นอนให้

ค่าใช้จ่าย

การเข้าพักใน Ryokan คืนหนึ่งนั้นส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 เยนจนถึง 100,000 เยนสำหรับ Ryokan ระดับหรู ๆ และนอกจากนี้ส่วนใหญ่จะให้บริการแพลนที่พักพร้อมอาหาร 2 มื้อ ก็คืออาหารเย็นและอาหารเช้า แต่ในปัจจุบันหลายๆแห่งได้เพิ่มแพลนให้หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของแขกผู้เข้าพัก อย่างเช่น อาหารเช้าเพียงมื้อเดียว หรือห้องพักไม่รวมอาหาร

นอกจากนี้ กรณีเข้าการพักพร้อมเด็ก ใน Ryokan หลาย ๆ แห่งจะคิดราคาเด็กโดยมีการแบ่งแยกรายละเอียดตามความประสงค์ ซึ่งราคาจะแตกต่างกัน สามารถตรวจสอบราคาเด็กได้ในหน้าจอการจองห้องพักของแต่ละแห่งอีกด้วย

หากใครอยากลองไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของญี่ปุ่นลองไปพักผ่อนหย่อนใจได้ที่เรียวกังในประเทศญี่ปุ่นได้เลย

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก UFABET

คาบูกิ

คาบูกิ
คาบูกิ

คาบูกิ (Kabuki) ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของของญี่ปุ่นที่สร้างความบันเทิงมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของการแสดงถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ สังคม และวิถีชีวิต ด้วยรูปแบบการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นเอกลักษณ์ทั้งการแสดงสีหน้า ท่าทาง ดนตรี และยังแสวงหาความทันสมัยอีกด้วย

คาบูกิ (Kabuki) คืออะไร

เป็นศิลปะการแสดงดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้การแสดงนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เมื่อ ปี ค.ศ.2008 ufabet

ละคร Kabuki จะมีการแสดงออกและเคลื่อนไหวด้วยท่าทางคือ การร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ ฯลฯ โดยมีอยู่ 2 ประเภท คือเรื่องราวของซามูไรหรือตำนานวีรบุรุษ และเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองทั่วไปคือ เรื่องความรัก โศกนาฎกรรม ในเรื่องราวมักดัดแปลงจากวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง นักแสดงจะมีการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงกับท่วงท่า ลีลา ทั้งการเต้นและการร้องที่มีชั้นเชิง เพื่อสื่อความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง การออกแบบเครื่องแต่งกายมีความประณีต การแต่งหน้ามีสีสันและเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า คุมาโดริ ด้วยทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงละคร Kabuki

เสน่ห์ของละคร Kabuki คือ การแสดงดนตรีสดที่ใช้ประกอบการแสดงบนเวที ในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมใช้เป็นเสียงธรรมชาติ ซึ่งนักตนตรีจะมีความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ละคร Kabuki ยังนิยมนำเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญมาดัดแปลงเป็นละครที่มีบทพูดในเชิงเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองอีกด้วย บทละครKabuki ชื่อดัง Chushingura ได้ดัดแปลงมาจากเรื่องราวทางการเมืองในอดีตในเรื่องเกี่ยวกับซามูไรไร้นาย 47 คน เป็นอีกหนึ่งเรื่องของ Kabuki ที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนิยมมากมาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมเนียมการปฏิบัติ

การแสดงนี้โดยจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นและโดยหลักๆ มักเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนทั่วไป และต่อมายุคเอโดะ โชกุนในตระกูลโตกุกา มีข้อห้ามไม่ให้สตรีเล่นจนถึงปัจจุบัน และมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่แสดง ฉะนั้นนักแสดง Kabuki ชายหลายคนจึงมีความสามารถในการแสดงบทบาทการเป็นหญิงอย่างมาก

หากได้พบเห็นว่า มีผู้ชมคนตะโกนเรียกชื่อของนักแสดงบนเวที ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้ความเคารพเพราะนักแสดง Kabuki ทุกคนล้วนแต่มีชื่อที่สืบทอดบนเวที “yago” จะมีความเชื่อมโยงกับคณะละคร คณะละครมักจะมีลำดับชั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งปกติมักจะมีการสืบทอดต่อเนื่องกันภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น และการที่ผู้ชมตะโกนเรียกชื่อที่ใช้บนเวทีของนักแสดงในช่วงเวลาที่เหมาะสมถือเป็นการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับเพื่อแสดงออกถึงการให้กำลังใจ เมื่อเข้าชมการแสดง Kabuki ไม่ได้กำหนดว่าต้องแต่งกายเป็นทางการ อย่างไรก็ตามควรแต่งกายภาพและสวมใส่รองเท้าให้เรียบร้อย กระทั่งสุภาพสตรีบางคนมักสวมใส่ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมมาชมการแสดงอีกด้วย 

สถานที่สำหรับชมการแสดง

ในอดีต Kabuki มักจะจัดแสดงในสถานที่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ในเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน โอซาก้า และเกียวโต Kabuki ในแบบท้องถิ่นมักจะจัดแสดงในเมืองในชนบทเท่านั้น ปัจจุบัน การแสดง Kabuki สามารถหาชมได้ง่ายตามโรงละคร การแสดงต่อวันจะถูกแบ่งเป็นสองหรือสามตอน โดยแต่ละตอนจะแบ่งเป็นองก์ละครย่อย ๆ ตามปกติ ซึ่งตั๋วชมการแสดงจะจำหน่ายต่อตอน ในบางครั้ง ก็มีการจำหน่ายตั๋วต่อองก์ละครด้วย ในราคาตั๋วปกติอยู่ที่ 2,000 เยน สำหรับองก์ละครเดียว หรืออยู่ระหว่าง 3,000-25,000 เยน สำหรับทั้งตอน เป็นต้น

ประวัติความเป็นมา

เริ่มมีขึ้นครั้งแรกตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ที่มาจากการแสดงของมิโกะ หญิงสาวผู้ดูแลศาลเจ้าอิซุโมะที่ชื่อว่า อิซุโมะโน โอคุนิ ซึ่งเธอได้ดัดแปลงท่าทางการร่ายรำเพื่อถวายความเคารพแก่เทพเจ้าของศาสนาชินโต และนำมาแสดงริมฝั่งแม่น้ำในเกียวโตจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้การแสดงของเธอเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายจนถึงกับมีโอกาสได้ไปแสดงต่อหน้าพระจักรพรรดิอีกด้วย

หลังจากนั้นเริ่มมีการก่อตั้งเป็นคณะโรงละครโดยลมีนักแสดงเป็นผู้หญิงทั้งหมด ซึ่งในช่วงต่อมาได้มีข่าวฉาวว่านักแสดงหญิงในคณะได้ไปขายบริการทางเพศหรือโสเภณี จากนั้นจึงมีการสั่งให้เลิกการแสดงคาบูกิจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1629 โชกุนในตระกูลโทคุกาวา ufabet ในรัฐบาลสมัยนั้นได้ประกาศว่าห้ามให้สตรีแสดงละครคาบูกิโดยเด็ดขาด จุดประสงค์เพื่อรักษาศีลธรรมของประชาชน จากเหตุนี้ละครคาบูกิจึงต้องมีเฉพาะแต่ผู้ชายเป็นนักแสดงตั้งแต่นั้นมา และถ้านักแสดงชายต้องแสดงเป็นผู้หญิงก็จะมีชื่อเรียกว่า อนนะงะตะ

ต้นกำเนิด Kabuki

มาจากการเต้นที่เรียกว่า “คาบูกิโอโดริ” ริเริ่มโดยผู้หญิงคนหนึ่งในสมัยเอโดะ คำว่า ” Kabuki หรือ คาบูกุ” ได้มีความหมายว่า แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ก้าวนำตามกระแส ซึ่งการแสดงเต้นรำนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนสามารถพัฒนากลายเป็นศิลปะการแสดงละคร แต่เนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งศีลธรรมในสังคมเพราะเชื่อว่ามีการค้าประเวณีในกลุ่มนักแสดง Kabuki หญิง จึงได้มีการห้ามไม่ให้ผู้หญิงแสดง Kabuki เลยและในปัจจุบันมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่สามารถขึ้นเวทีแสดงได้

ละคร Kabuki ในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่นมีการแสดงละคร Kabuki สามารถหาชมได้ทั่วไปเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเช่น ในโตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ หรือหากเป็นเมืองเล็กตามชมบทก็จะมีให้ชมกันในท้องถิ่น ในรูปแบบการแสดงรวมทั้งเรื่องราวที่นำมาแสดงมักเป็นเรื่องราวที่ได้รับความนิยมจะโดยมีช่องทางการจำหน่ายตั๋วที่สะดวกสบายมากขึ้นทางออนไลน์ บางแห่งมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและแผ่นพับเรื่องย่อภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติด้วยเช่นกัน

องค์ประกอบที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในการชม Kabuki ก็คือเวที ซึ่งถูกสร้างและออกแบบเพื่อให้ฉากและการแสดงมีความตื่นเต้นเร้าใจ เช่น ฉากการต่อสู้ เวทีของละครคาบูกิสามารถเคลื่อนไหวได้ มีการปรับเปลี่ยนฉากได้แบบทันท่วงทีและเป็นประโยชน์ต่อการแสดงมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นในการปรากฏตัวและการออกจากเวทีของนักแสดง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทางเดินทอดตัวสู่เวทีผ่านบริเวณที่นั่งด้านหลังของผู้ชมที่เรียกว่า “ฮานามิจิ” เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าและออกฉากของนักแสดงอีกด้วย และบางครั้งนักแสดงก็จะเดินออกมาพร้อมกับร่ายรำ เมื่อมาถึงเวทีใหญ่ก็จะหยุดเพื่อโพสท่าก่อนขึ้นเวทีไปทำการแสดง

การชมละคร Kabuki ในยุคหลังก็เหมือนกับการมาชมความสามารถของนักแสดง ผู้ที่ชื่นชอบละคร Kabuki มักจะเลือกดูเรื่องที่มีนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ทั้งบทบาท บทตัวละคร และชายที่มีท่วงท่าการแสดงแข็งแรงขึงขัง หรือบทตัวละครต่าง ๆ วิธีการแสดง Kabuki ไม่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือความสมจริง แต่จะเน้นโอเวอร์แอคติ้งแบบเหนือจริงทั้งหมด

โรงละคร Kabuki

โรงละครในเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต อีกทั้งยังมีโรงละครที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่ได้ใช้จัดการแสดงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นโรงละครที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศของโรงละครคาบูกิแบบดั้งเดิมได้ โดยจะไม่มีที่นั่งแบบโรงละครตะวันตก มีการจัดให้นั่งบนเบาะที่วางอยู่บนพื้นภายในห้องสี่เหลี่ยม ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น โรงละครคานามารุสะ ในเมืองโคโตฮิระ จังหวัดคากาวะ เป็นต้น ดังนั้นสำหรับโรงละคร Kabuki ที่เปิดการแสดงทุกวันตลอดทั้งปีมีทั้ง โรงละคร Kabukiza Theatre ย่านกินซ่าของโตเกียว โดยเปิดบริการมานานกว่า 100 ปี และมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและการจำหน่ายตั๋วแบบออนไลน์ อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงละครแห่งชาติในโตเกียว เปิดการแสดงละคร Kabuki ทุกเดือนรวมทั้งการแสดงรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย

แม้ในปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นบางคนเองก็รู้สึกไม่กล้าไปชมการแสดงคาบูกิ เพราะความจริงแล้วคาบูกิเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงของชาวบ้านมาตั้งแต่สมัยก่อน ดังนั้นหากใครได้ลองไปสัมผัสโลกแห่งคาบูกิที่รักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้และพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ผ่านการขัดเกลาจนกลายเป็นการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่สวยของญี่ปุ่นกัน

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

เกอิชา

เกอิชา
เกอิชา

เกอิชา หากพูดถึงคำนี้ เชื่อว่าบางคนที่ไม่รู้จักหรือรู้เพียงผิวเผินคงนึกถึงผู้หญิงขายบริการหรือโสเภณี ที่แต่งกิโมโนสวยๆ ทาหน้าขาวๆ ปากแดงๆ ของญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้นควรมาดูความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องของ เกอิชา ที่เรามักเข้าใจผิดกัน

ประวัติศาสตร์ของ เกอิชา

Geisha เป็นอาชีพอย่างหนึ่งของสตรีคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ถือว่าเป็นผู้ที่ชำนาญทางด้านศิลปะและให้ความเพลิดเพลิน เสมือนเป็นผู้คอยต้อนรับและปรนนิบัติแขก เกอิชามีอยู่แพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อปี ค.ศ. 1920 และได้มีจำนวนเกอิชาถึง 80,000 คน ซ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะยังมีอาชีพเกอิชา แต่ก็มีจำนวนน้อยและลดลง สำหรับเกอิชาฝึกหัดจะเรียกว่า ไมโกะ

อาชีพของเกอิชาพัฒนามาจาก ไทโคะโมะชิ หรือ โฮกัง ซึ่งคล้ายกับพวกตลกหลวงในราชสำนัก เกอิชาในสมัยแรกล้วนเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้นจะเรียกกันว่า “อนนะ เกชะ” หรือเกอิชาหญิง แต่ในปัจจุบันเกอิชาจะเป็นหญิงเท่านั้น

Geisha เรื่องจริงจากประเทศญี่ปุ่น

Geisha ก็คือผู้หญิงขายศิลปะที่มีระดับและมีค่ามากกว่าเหล่าโสเภณีมาก การที่จะเป็นเกอิชาที่แท้จริงได้จะต้องมีการฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่ช่วงอายุ 16 ปี โดยการฝึกฝนจะต้องเข้าไปอาศัยอยู่กับ “มาม่า” เพื่อเข้าฝึกทักษะความสามารถด้านการแสดงรวมทั้งการบริการที่พวกเธอจะต้องปฏิบัติแก่ลูกค้า ดังนั้นในช่วงที่เป็น Geisha ฝึกหัดจะถูกเรียกว่า “ไมโกะ” จนกระทั่งฝึกฝนเรียนรู้ทักษะจนอายุได้ 21 ปี ไมโกะที่ผ่านการฝึกฝนจนได้มาตรฐานแล้วก็สามาถเลื่อนขั้นเป็น เกอิชา เต็มตัวและสามารถออกไปทำงานต้อนรับลูกค้าได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการฝึกก็จะต้องไปทำงานอย่างอื่นแทน

ผู้ที่จะเข้ามาฝึกเป็น Geisha ในอดีตนั้นมีทั้งผู้ที่สมัครใจและผู้ถูกซื้อตัวมาเพราะความยากจน โดยพวกเธอต้องทำงานรับใช้อยู่เบื้องหลัง Geisha รุ่นพี่จะคอยสอนงานและต้องเรียนรู้งาน สำหรับ Geisha ที่เป็นที่ถูกใจของลูกค้าก็อาจเลือกเพื่อไปแต่งงานเป็นอุปถัม ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งงานหรืออายุมากขึ้นก็สามารถเลือกที่จะมีร้านเป็นของตัวเองโดยใช้ทรัพย์สินที่สะสม หรือบางรายคนก็ไปเป็นครูสอน Geisha ในรุ่นต่อ ๆ ไป

ความแตกต่างระหว่าง Geisha และโอยรัน

ในความจริงแล้ว Geisha จะขายความสามารถส่วนโอยรันจะขายเรือนร่าง การสังเกตุเบื้องต้นเพื่อจะแยกแยะคือต้องดูที่ชุดแต่งกายที่แม้จะสวมชุดกิโมโนเหมือนกันแต่สัญลักษณ์คือสายคาดเอวที่เรียกว่า “โอบิ”หากเป็น Geisha จะผูกไว้ที่ด้านหลัง ส่วนโอยรันจะผูกไว้ด้านหน้า นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายจุดที่ช่วยให้เราแยกแยะได้อีกเช่นกัน

Geisha ในสมัยใหม่

ซายุกิ (ฟิโอนา เกรอัม เกิดที่เมลเบิร์น) ชาวออสเตรเลีย ที่ทำงานเป็น Geisha ในประเทศญี่ปุ่น เธอยังเป็นนักมานุษยวิทยา ผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์สารดคี รวมทั้งทำงานที่สถานีโทรทัศน์ NHK National Geographic Channel 4 และ BBC โดยหลังจากที่ได้รับการฝึกอบรม ในสำนักเกอิชาช่วงเวลาหนึ่งปี ปี ค.ศ. 2007 ซายูกิก็ได้กลายเป็น Geisha เต็มตัว ณ ย่านอาซาคุซะ กรุงโตเกียว และยังเป็น Geisha ชาวตะวันตกคนแรกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซายูกิได้รับการฝึกฝนศิลปะหลายแขนง ได้แก่ การเล่นดนตรี การขับร้อง การเต้นรำ การชงชา รวมทั้งเรื่องบทกวีและวรรณคดี สิ่งที่ซายูกิชำนาญมากที่สุดก็คือ ขลุ่ยญี่ปุ่นที่ชื่อว่าโยะโกะบุเอะ

ซายูกิได้จบการศึกษาปริญญาตรี ในสาขามนุษย์วิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเช่นกัน ซายูกิยังได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเคโอ หนึ่งในมหาลัยที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น และยังเคยทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คือที่ Tokyo’s night world กับที่นักกีฬาญี่ปุ่น รวมทั้งแอนิเมชันอีกด้วย

ซายูกิ ได้เขียนหนังสือ ในชื่อเรื่องว่า “Inside the flower and willow world” โดยสำนักพิมพ์ Pan Macmillan จากประเทศออสเตรเลีย เกี่ยวกับหนังสือสารคดีเกี่ยวกับโลกของ Geisha

จากที่สภาพสังคมเปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น และทำให้ในญี่ปุ่นมี Geisha ลดลงเรื่อย ๆ แต่ถึงแม้จะมีสถานบันเทิงสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมายแต่ก็ยังมีลูกค้าบางส่วนที่ยังชอบวัฒนธรรมดั้งเดิมนี้อยู่ และที่สำคัญ Geisha ไม่ได้มีแค่เพียงผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งผู้ชายแท้บางคนก็เลือกประกอบอาชีพนี้ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก gavgavka

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ซูโม่

ซูโม่
ซูโม่

ซูโม่ คือกีฬามวยปล้ำแบบญี่ปุ่น เป็นศิลปะการต่อสู้ในรูปแบบของญี่ปุ่น และเป็นกีฬาประจำชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดของคนญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งในยุคโบราณ ถือกำเนิดขึ้นในการแสดงเพื่อให้เยี่ยมชมความบันเทิงให้แก่เทพเจ้าในศาสนาชินโต หรือพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาของญี่ปุ่น มีพิธีกรรมมากมายซึ่งมีภูมิหลังทางศาสนาที่ยังคงถือปฏิบัติในปัจจุบัน เช่น พิธีการโปรยเกลือบนเวทีมวยปล้ำเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณี จึงมีแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นเล่นกีฬาชนิดนี้ในระดับมืออาชีพในญี่ปุ่น

ประวัติศาสตร์ ซูโม่

กีฬามวยปล้ำที่เก่าแกที่สุด เป็นการต่อสู้สำหรับเทพโบราณในญี่ปุ่น ได้อ้างอิงมาจาก UFABET Kojiki และมีบันทึกเนื้อหาในสมัยโบราณ ที่ว่า Takeminakata เพื่อที่จะพยายามยกทุ่มคู่ต่อสู้ด้วยการจับคว้าแขนของผู้ต่อสู้ ซึ่งในการแข่งขันครั้งนั้นก็ได้ถือเป็นต้นกำเนิดของ Sumo สำหรับการแข่งขัน Sumoที่เก่าแก่ที่สุดคือการแข่งขันระหว่าง Nomi no sukune และToma no kehaya โดยการเตะเป็นเทคนิคหลักของการแข่งขันในครั้งนี้และสุดท้าย Kehaya ก็ได้เสียชีวิตลง

Ozumo เป็นรูปแบบของ Sumo ที่มีในปัจจุบัน ซึ่งได้เกิดขึ้นในสมัย Edo (1603-1868) ต่อมาในสมัยMeiji (1868-1912) รัฐบาลจึงมีกฎหมายให้ประชาชนใส่เสื้อผ้า เป็นผลให้เกิดการต่อต้าน Sumoในช่วงนั้นและห้ามไม่ให้มีการพูดถึงอีกเช่นกัน UFABET ต่อมาในปี1884 เริ่มมีการพูดถึงมวยปล้ำ Sumo อีกครั้งจึงทำให้ Sumo ก็ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน และในปัจจุบันนี้การปล้ำ Sumo ได้มีอยู่ทั่วญี่ปุ่นและบางการแข่งขัน Sumo มีการออกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์อีกด้วย

ลักษณะ

คู่มวยปล้ำจะมีรูปร่างที่อ้วนใหญ่ และจะต้องมีน้ำหนักตัวล 75 กิโลกรัมขึ้นไป ในการแข่งขันทั้งสองฝ่ายต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายหนึ่งล้ม และต้องทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนอกเหนือจากฝ่าเท้าแตะกับพื้น หรือโดยการดันคู่ต่อสู้ให้ออกจากวงกลมขนาดเล็กในสนามที่มีอยู่ ในการต่อสู้ใช้เวลาไม่นานและเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมโดยจะมีการโปรยเกลือบนพื้นในกรอบวงกลม เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เพราะ Sumo เป็นกีฬาที่มีเกียรติ ผู้ที่ก้าวไปถึงตำแหน่ง “โยโกสุนะ” ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของ Sumo ถือได้ว่าเป็นผู้พิชิตอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติที่สุด

ในฤดูกาลแข่งขัน Sumo อาชีพ จะเปิดการแข่งขันต่อปี ปีละ 6 ครั้ง เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน โดยแต่ละครั้งใช้เวลาการแข่งขันนาน 15 วัน เป็นต้น

กฎกติกา

ในการแข่งขัน Sumo จะแข่งกันใน dohyo เป็นวงแหวนรูปวงกลม ผู้แข่งขันจะแพ้ได้ถ้าหากร่างกายหรือเท้าของเจ้าตัวออกจากเส้นที่กำหนดไว้ โดยมีการใช้เทคนิคที่หลากหลาย รวมด้วยกันทั้งหมดมากกว่า 80 ท่าเลยทีเดียว ซึ่งรวมถึงท่าผลักและท่าคว้าด้วย

กฎของการเล่นมีความเรียบง่ายอย่างมาก ซึ่งถ้านักมวยปล้ำออกจากเวทีก่อนหรือสัมผัสโดนพื้นไม่ว่าร่างกายส่วนใด ที่นอกเหนือจากฝ่าเท้าของตนเองจะเป็นผู้แพ้ ในการแข่งขันจะเกิดขึ้นบนเวทียกสูง (Dohyo) ซึ่งสนามทำจากดินเหนียวและถมทับด้วยทราย และการแข่งขันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็มีกรณีที่น้อยมากที่จะใช้เวลาถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่านั้น การแข่งขันไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักหรือระดับชั้นในกีฬาซูโม่ ดังนั้น นักมวยปล้ำอาจจะพบว่าตนเองต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่มีน้ำหนักมากกว่าตนเองหลายเท่า และเหตุนี้ ในการทำน้ำหนักจึงถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการฝึกซ้อมซูโม่ที่สำคัญมาก ๆ

การแข่งขันและการจัดอันดับ

ในหน่วยงานรัฐที่ดูแลกีฬา Sumo ระดับมืออาชีพ คือ สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดให้มีการแข่งขันใน 6 ฤดูกาล  มีสามครั้งในโตเกียวเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน และในโอซาก้า เดือนมีนาคม, นาโกย่า เดือนกรกฎาคม และฟูคุโอกะ เดือนพฤศจิกายน ในฤดูการแข่งขันจะใช้เวลาถึง 15 วัน ระหว่างนั้น นักมวยปล้ำแต่ละคนจะเข้าร่วมการแข่งขันหนึ่งครั้งต่อวัน ยกเว้นแต่นักมวยปล้ำที่อยู่ในลำดับต่ำลงมาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันน้อย จากนั้นนักมวยปล้ำทุกคนจะถูกจัดประเภทตามอันดับหรือบันซูเกะ ซึ่งจะมีการปรับปรุงข้อมูลแต่ละรอบการแข่งขันตามความสามารถ นักมวยปล้ำที่ทำสถิติได้ดีในแต่ละการแข่ง จะได้เลื่อนอันดับขึ้น อันดับสูงสุดเรียกว่า “Makuuchi” อันดับที่สองเรียกว่า “Juryo” ขั้นสูงสุดของซูโม่คือ yokozuna คือแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่ง Yokozuna จะมีความแตกต่างจากนักมวยปล้ำในอันดับที่ต่ำกว่าเพราะเขาไม่สามารถถูกลดอันดับได้ แต่จะสามารถปลดเกษียณตนเองเมื่อเริ่มทำได้แย่ลงเช่นกัน

การดูการแข่งขัน

วิธีที่ดีในการดูซูโม่ ก็คือ เข้าชมในฤดูกาลที่มีการแข่งขันซูโม่ซึ่งจะมีการจำหน่ายตั๋วในละวัน ฤดูกาลแข่งขันที่ใช้เวลา 15 วัน ตั๋วจึงสามารถซื้อได้ล่วงหน้าจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการหรือผ่านทาง buysumotickets.com และยังสามารถซื้อตั๋วได้ที่ร้านสะดวกซื้อและจำเป็นต้องมีทักษะในการพูดภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย

และด้วยการแข่งขันที่มีอยู่หลากหลาย และตำแหน่งสามารถลดลงได้ทุกเมื่อ นักซูโม่จึงต้องพยายามอย่างหนัก ต้องหมั่นฝึกซ้อม และไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  เพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่ในระดับสูงขึ้นไป และทำฝันของตัวเองให้กลายเป็นจริง

สามารถค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ชุคุโบะ

ชุคุโบะ
ชุคุโบะ

ชุคุโบะ ตั้งอยู่แถวภูเขาโคยะในวาคายาม่า มีหลายๆคนอาจจะสงสัยว่าในวัดจะสามารถพักได้อย่างไร แต่จริง ๆ แล้วที่พักในวัดที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้แสวงบุญสำหรับผู้คนที่เดินทางทั่ว ๆไปไปจนถึงผู้ที่ต้องการสัมผัสกับความเรียบง่ายและวิถีชีวิตของพระในพระพุทธศาสนา โดยในแถบบริเวณภูเขาโคยะนั้นจะมีวัดมากกว่า 50 วัดเลยทีเดียว ที่มีบริการที่พักแบบ Shukubo

ชุคุโบะ ก็คือ

ที่พักภายในวัด และเป็นที่พักสำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาของวัดหรือศาลเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่วัดและต้องการจะรับรู้หรือสัมผัสกับวิถีชีวิตตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะรู้ถึงวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ซึ่งการได้พักค้างคืนที่วัดนั้น จะมีการจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ไปนั้น ในการดีไซน์ของวัดแสดงให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ในผู้ที่ซึ่งมาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและไม่ใช่แค่เพียงจะสามารถชมวิถีการทำงานในวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเข้าร่วม ufabet กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึงความสงบจะมีกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ มีฟังการสอนสวดมนต์และการฝึกฝนคัดพระสูตร เป็นต้น

ที่พักภายในวัด และเป็นที่พักสำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาของวัดหรือศาลเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่วัดและต้องการจะรับรู้หรือสัมผัสกับวิถีชีวิตตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะรู้ถึงวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ซึ่งการได้พักค้างคืนที่วัดนั้น จะมีการจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ไปนั้น ในการดีไซน์ของวัดแสดงให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ในผู้ที่ซึ่งมาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและไม่ใช่แค่เพียงจะสามารถชมวิถีการทำงานในวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเข้าร่วม ufabet กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึงความสงบจะมีกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ มีฟังการสอนสวดมนต์และการฝึกฝนคัดพระสูตร เป็นต้น

ในประเทศญี่ปุ่นมีวัด Shukubo ประมาณ 300 แห่ง เช่น วัดเซนโซจิ จังหวัดนากาโน่, เดวะซันซัง จังหวัดยามากาตะ, มิทาเกะซัง กรุงโตเกียว และวัดบางแห่งในเกียวโต แต่จะมีอยู่มากในโคยะซัง จังหวัดวาคายะมะ ส่วนค่าใช้จ่ายของชุคุโบะมักจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-10,000 เยนต่อคน พร้อมอาหาร 2 มื้อ อาหารเช้าและอาหารเย็น

ข้อดีของการได้นอนวัดที่ญี่ปุ่นคือการได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ในอาคารไม้ที่เก่าแก่ ในบางอาคารในห้องเปิดมาสามารถเจอสวนญี่ปุ่น ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วจะต้องรู้สึกจิตใจสงบขึ้นเลยทีเดียว และสำหรับใครที่กลัวผีนั้น ในวัดญี่ปุ่นก็ไม่น่ากลัวเหมือนวัดที่ไทยเลยสักนิดเพราะสถานที่รอบ ๆ วัดไม่มีสถานที่ฝังศพ ถึงแม้ในหลาย ๆ วัดจะมีสุสานอยู่ภายในวัด แต่บรรยากาศรอบ ๆ วัดนั้นไม่ได้ชวนขนหัวลุกเท่าที่วัดบ้านเราแน่นอน

ห้องพัก “Shukubo”

               ในห้องพักส่วนใหญ่เป็นห้องแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม คล้ายคลึงกับที่พักเรียวกังหรือที่พักสไตล์ญี่ปุ่น ในพื้นห้องจะปูด้วยเสื่อทาทามิ มีฟูกสำหรับปูนอน มีประตูบานเลื่อนและมีบริการชุดยูคาตะอีกด้วย แม้จะเป็นการนอนพักที่วัด ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอินเทอร์เน็ต Wi-Fi โทรทัศน์ ตู้นิรภัยส่วนบุคคล เครื่องทำความร้อน กาต้มน้ำ ตู้เย็น และยังมีบริการรับฝากสัมภาระ รองรับแขกผู้มาเยือน ตลอดจนห้องน้ำและออนเซนส่วนรวม ในบางแห่งอาจจะมีออนเซนแยกเป็นส่วนตัวให้ด้วย

กิจกรรมภายในวัด

  1. กิจกรรมร่วมกันสวดมนต์ตอนเช้า ช่วงเช้าเริ่มเวลา 6 โมง เป็นการทำสมาธิ โดยจะสวดรอบละประมาณ 30-45 นาที
  2. ฝึกทำสมาธิแบบซาเซ็น โดยการหันหน้าเข้าหาตนเองและใช้การเพ่งสมาธิเพื่อขบคิดพิจารณาสภาวะธรรมและปริศนาธรรมต่าง ๆ เพื่อการบรรลุซาโตริ วิธีการนั่งทำสมาธิโดยจะต้องนั่งท่าขัดสมาธิดอกบัว สูดลมหายใจให้ลึก ๆ หายใจเข้า-ออก เป็นระยะ ๆ เอียงร่างกายไปทางซ้ายทีขวาทีสลับกับแล้วจึงปล่อยให้หยุดนิ่ง ให้นึกถึงการคิดโดยปราศจากการไม่คิดอย่างไร ในสิ่งนี้เองจะเป็น หัวใจแห่งศิลปะการนั่งซาเซ็น
  3. การฝึกทำสมาธิใต้น้ำตก เป็นการฝึกความอดทน ได้เชื่อกันว่าถ้าหากใครสามารถเพ่งสมาธิท่ามกลางน้ำตกนั้น ซึ่งจะต้องสามารถเพ่งจิตท่ามกลางเสียงซัดจากน้ำตกได้แล้วไซร้ เมื่อนั้นกิเลสอื่น ๆ ก็ไม่สามารถเข้ามายั่วยุจิตใจเราได้ เป็นดั่งคำพูดที่เกิดขึ้นว่า “สรรพสิ่ง เคลื่อนไหว จิตใจสงบนิ่ง”
  4. ในระหว่างการเข้าพักก็ยังสามารถสัมผัสธรรมชาติอันเงียบสงบได้อย่างเต็มที่ พร้อมเดินชมอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของทางวัดได้ตามอัธยาศัยอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบ “โชจินเรียวริ”

โชจินเรียวริ ก็คือ อาหารมังสวิรัติที่ปรุงจากผักและพืชพันธุ์ธรรมชาติ อาจจะฟังดูเหมือนธรรมดาแต่ว่าความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารอย่างกลมกลืนเข้ากับรสชาติตามฤดูกาลแล้ว โชจิน-เรียวริว ยังเป็นอาหารที่แก่นแท้ของวัตถุดิบนั้น ๆ ออกมา อาหารโชจินเรียวริที่พิเศษมีทั้ง เต้าหู้แบบโคยะและเต้าหู้งาที่เรียกว่า “โกมะโดฟุ” สำหรับอาหารเย็นส่วนใหญ่จะเสิร์ฟช่วงเวลา 6 โมง และยังเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด เช่น ยูบะ “ฟองเต้าหู้” , คอนยัคคุ “เจลลี่แบบก้อน” และ โคยะโดฟุ “เต้าหู้แช่แข็งแห้ง” นั่นเอง

สมาคมโคยะซัน Shukubo

เสน่ห์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเยี่ยมชมโคยะซัน ก็คือ การได้พักค้างแรมในวัด ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกที่พักในวัดว่า “Shukubo” และสมาคมโคยะซัน “Shukubo” ที่ยังช่วยคุณจัดการเรื่องการพักค้างคืนในวัด อีกทั้งสามารถจัดเตรียมการนั่งสมาธิ การสวดมนต์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้คุณได้ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น

สำหรับหลาย ๆ คนที่สนใจและต้องการเข้าพักที่พักแบบ “Shukubo” ก็อย่าลืมรักษากฎระเบียบทางวัดอย่างเคร่งครัดกันด้วย เพราะการเข้ามาพักในวัดเท่ากับการที่เราต้องทำจิตใจให้สงบอีกด้วย ดังนั้นการส่งเสียงดังซึ่งถือเป็นการรบกวนสมาธิคนอื่น ๆ และเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเลยทีเดียว สำหรับใครได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวและได้พักที่พักสไตล์ Shukubo ก็อย่าลืมแวะมาแชร์ประสบการณ์กันด้วยนะ

หากผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

วัฒนธรรม

วัฒนธรรม
วัฒนธรรม

วัฒนธรรม มีหลากหลายทั้งความงดงามและมีเสน่ห์ ที่ไม่เหมือนประเทศอื่น และยังได้สร้างความประทับใจให้หลายๆคนโดยไม่รู้ลืม แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเท่านั้นที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและควรแก่การมาเที่ยวสักครั้งนั่นเอง

วัฒนธรรม ดั้งเดิม

อาหารญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักและชื่นชอบกันทั่วไปเพราะมีขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถัน และมีรายละเอียดอย่างสูง และยังมีการนำเสนอที่เฉพาะตัวและมีความน่าสนใจ ซึ่งแต่ละภูมิภาคประเทศญี่ปุ่นก็มีอาหารจานพิเศษเฉพาะตัวในแต่ละภูมิภาคนั้นๆ ในส่วนผสมที่ได้คัดสรรอย่างดีเพื่อมีรสชาติที่ดีและอร่อยที่สุด ข้าวญี่ปุ่นถือว่าเป็นอาหารหลักและเพิ่มคุณค่าทางอาหารหลายชั่วอายุคนและได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เค้กข้าว และเครื่องปรุงให้อาหารหลากหลายจานอีกด้วย ได้แก่ ซูชิ โอโคโนมิยากิ เทริยากิ เทมปุระ อุด้ง และยากิโทริ เป็นต้น

วัด (ชุคุโบะ)

เป็นวัดและศาลเจ้าให้กับผู้เยือนได้เข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน สักการะ และยังมีการเสิร์ฟมังสวิรัติให้อีกด้วย เพราะจะมีพระมาทำกิจกรรมทางศาสนาที่วัดชุคุโบะเวลาตอนเช้าตรู่ ในขณะทำพิธี เจ้าอาวาสและพระจะร่วมกันสวดมนต์ภายในอุโบสถ์ วัดหลายๆวัดเปิดโอกาสให้มาทำสมาธิกันได้แต่แค่ในอดีตเท่านั้น และที่แห่งนี้จะจำกัดให้แค่พระมาฝึกพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น

ซูโม่

ซูโม่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน และถือว่าเป็นกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีกฎและระเบียบประเพณีที่เคร่งครัด ซี่งดำรงอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ก่อนที่จะแข่งหรือฝึกฝน จะต้องร่ายรำตามพิธีกรรมก่อน แนวคิดของกีฬานี้คือให้ริกิชิหรือนักปล้ำ โดยทั้งสองผลักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ตัวออกไปจาก โดฮโยหรือวงแหวนกลมบนพื้น

เกอิชา

เกอิชา เป็นผู้อารักขาของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่น และที่สำคัญ พวกเธอก็ยังเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการเล่นเครื่องดนตรี แสดงรำแบบโบราณ และสนทนาอย่างมีมารยาทอีกด้วย

พิธีชงชา

เป็นพิธีด้านวัฒนธรรมของ “มัทฉะ” หรือผงชาเขียว มีจุดประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านกับแขกผู้มาเยี่ยมให้แน่นแฟ้น พิธีชงชาเป็นพิธีที่มีมายาวนาน โดยมีมาเมื่อศตวรรษที่ 9 แรกเริ่มเดิมทีจัดกันในพิธีกรรมทางศาสนา

การแสดงประเพณีพื้นบ้าน คาบุกิ

คา แปลว่า “เพลง” บุ แปลว่า “การเต้น” และกิ แปลว่า “ทักษะ” คาบุกิ จึงได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่มาจากโนะ ผู้ชมหลักของการแสดงนี้คือกลุ่มชาวบ้านและชาวนา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 รูปแบบการแสดงคลาสสิกที่สำคัญในญี่ปุ่น ซึ่งในตามต้นตำหรับแล้ว นักแสดงจะมีทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่ต่อมาจากนั้นก็ปรับให้เหลือแต่เพศชายเท่านั้นและให้เล่นในทุกบทเลย แต่ในภายหลังประเพณีนี้ก้ยังคงสืบทอดต่อกันมายังปัจจุบันเป็นต้น

การแสดงประเพณีพื้นบ้าน  โนะ

โนะ หรือ “โนะกาคุ” คือการแสดงที่เก่าแก่และเป็นที่นิยมมากที่สุด จะนิยมแสดงกันในโรงละครพื้นบ้าน โดยจะมีอยู่สองประเภท คือ เก็นไซ โนะ (แบบสมจริง) และมุเก็น (แบบแฟนตาซี) ซึ่งท่าเต้น การแสดง และดนตรี มีต้นกำเนิดเมื่อศตวรรษที่ 14 ผู้บุกเบิกโนะก็คือ คุณเซอามิ เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การแสดง โรงละครของประเทศญี่ปุ่น และโนะยังได้รับกำหนดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน โดยยูเนสโกอีกด้วย

เรียวกัง (โรงเตี๊ยมในญี่ปุ่น)

เรียวกังในแบบญี่ปุ่นจะเป็นโรงเตี๊ยมภายในประกอบไปด้วยห้องอาบน้ำส่วนตัว อาหารท้องถิ่น และฟูกเสื่อ เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและห้ามพลาดเลยทีเดียว หากคุณอยากได้รู้จักกับความเป็นอยู่แบบพื้นบ้าน และน้ำใจของคนท้องถิ่นในญี่ปุ่น

อิเคะบานะ

เป็นศิลปะการจัดวางดอกไม้ในแบบของญี่ปุ่น

โอริกามิ

เป็นศิลปะการพับกระดาษให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ มีให้เห็นได้บ่อยครั้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นต่อ ๆ กันมา

วัฒนธรรมสมัยใหม่

การแต่งตัวในญี่ปุ่น

               การแต่งตัวหรือแฟชั่นในญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากทั่วทุกมุมโลก ได้สร้างแรงบันดาลใจอีกมากมายให้แก่ทั่วโลก ในการแต่งตัวแฟชั่นในแนวอนาคตแบบโฉบเฉี่ยว และแปลกใหม่ จากที่ได้เรียงไปตั้งแต่กิโมโนพื้นเมืองดั้งเดิม แนวสตรีทที่ฮาราจูกุจะสวยหรูเป็นได้ทั้งหมด

คอสเพลย์

               คอสเพล์ ได้ถูกคิดค้นขึ้นจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น ก็คือโนบุยูกิ ทาคาฮาชิ ซึ่งเป็นคำสองคำมาผสมกันระหว่างคำว่าเครื่องแต่งกายคอสตูม และการเล่นเพลย์ และถึงแม้ว่าคอสเพลย์จะไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น แต่ก็ส่งอิทธิพลไปสู่ผู้คนหลากหลายทั่วโลกเริ่มหันมาแต่งกายตามตัวละครในหนัง ทีวี หนังสือ หรือวิดีโอเกมเช่นกัน พวกเขาจะวาดภาพตัวละครที่พวกเขารัก ผ่านชุดเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบหรือการแต่งหน้าอีกด้วยเช่นกัน

อนิเมะและมังงะ

               มังงะ คือหนังสือการ์ตูน ที่มีภาพประกอบและตัวละครโดยแทนเรื่องราว จึงมีหลากหลายแนวที่เหมาะสมกับหลายช่วงอายุ ส่วนอนิเมะ ก็คือภาพหรือการ์ตูนที่เคลื่อนไหวโดยมีเนื้อเรื่องเอามาจากมังงะอีกทีเช่นกัน แต่ก็มีกระบวนการผลิตที่ใหญ่กว่า รายละเอียดเยอะกว่า เรื่องที่โงดังเป็นอย่างมาก ก็มีโปเกมอน นารูโตะ และอื่น ๆ อีกมากมาย มังงะจำพวกนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกพร้อมทั้งมีคนติดตามมากกว่าครึ่งโลกอีกด้วย

คาเฟ่แมว

               เป็นสถานที่สำหรับคนรักและเป็นเจ้าของแมว หรือจะเป็นใครก็ได้ที่ชอบแมว สามารถให้แมวมานั่งเล่นอยู่ด้วยขณะนั่งดื่มกาแฟ ซึ่งความคิดแรกนี้เกิดจากไต้หวันเมื่อไม่นาน ก่อนที่จะกลายเป็นที่นิยมในโตเกียวและโอซาก้า

ร้านอาหารหุ่นยนต์

               ด้วยที่ว่า หุ่นยนต์ ดนตรี กลอง ไฟและการเต้นรำ ในร้านอาหารหุ่นยนต์ในชินจูกุถือเป็นความรู้สึกที่ไม่ควรพลาดในโตเกียวเลยก็เป็นได้ ที่อยู่ร้าน 1-7-1 คาบุกิโจ ชินจูกุ ชินจูกุ-กุ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการแสดงเป็นสี่รอบ ได้แก่

รอบแรก การแสดงเปิด 15:10 – การแสดงหลัก 16.00

รอบสอง การแสดงเปิด 17.00 – การแสดงหลัก 17.55

รอบสาม การแสดงเปิด 19.00 – การแสดงหลัก 19.50

รอบสี่ การแสดงเปิด 21.00 – การแสดงหลัก 21.45

ค่าผ่านประตู: 8,000 เยน/คน (ควรจองก่อนล่วงหน้า)

หากคุณได้ศึกษาเรื่องราวของ วัฒนธรรม จากประเทศญี่ปุ่นแล้ว สามารถทำให้คุณอยากไปเยี่ยมชมวัฒนธรรมต่างๆในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นได้ ถ้าหากมีโอกาสได้ไปรับรองได้ว่าคุณจะประทับใจเป็นแน่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ufa877

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

แซลมอน

แซลมอน
แซลมอน

แซลมอน ปลาแซลมอนที่เราได้เห็นขายในตลาดญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์แปซิฟิก ซึ่งหาได้ง่ายเพราะทั่วไปในน่านน้ำแดนอาทิตย์อุทัย เป็นปลาที่ราคาค่อนข้างถูกและถูกขนานนามว่าอาจจะทำให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของพยาธิตัวกลมสูง ซึ่งคนญี่ปุ่นจึงไม่นิยมกินดิบกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะนำไปย่างหรือปรุงสุกก่อนที่จะบริโภคเสมอ

น่านน้ำในญี่ปุ่นจะอุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์อย่างมาก โดยปลาและสัตว์น้ำนับร้อยสายพันธุ์มีให้กินไม่หยุดหย่อน ว่ากันว่า..ในเมื่อแซลมอนกินดิบไม่ได้ทำไมถึงต้องไปสนใจ ในเมื่อทะเลมีของทะเลอีกเป็นสิบ ๆ ชนิดที่อร่อยกว่า และปลอดภัยยิ่งกว่า

ซึ่งแซลมอนนั้นก็กลายเป็นอาหารโปรดของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นแซลมอนซูชิ ซาชิมิ หรือแซลมอนย่าง ซึ่งได้กินคู่กับข้าวและผักดองละก็ เราหลงรักแซลมอนก็เป็นแน่ ในรสชาติที่น่าหลงใหลและนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อปลาสีส้มอมชมพู ที่มีมันแทรกบาง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากอยากกินแซลมอนเมื่อไหร่ก็สามารถหาร้านอาหารญี่ปุ่นได้ง่าย ๆ โดยสั่งซูชิ ซาชิมิ กินให้อิ่มหนำกันเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันเป็นความคุ้นชินกันว่าอาหารญี่ปุ่นต้องมีแซลมอน และแซลมอนคืออาหารญี่ปุ่น แล้วหากคุณได้ลองสังเกตดี ๆ การเดินทางเยือนแดนอาทิตย์อุทัย การบุกตะลุยถึงต้นตำรับซูชิ ซาชิมิที่หลายคนรัก เมนูแซลมอนดิบที่กินในยามอยู่แดนสยาม แทบที่จะไม่ได้รับความนิยมเลยในร้านอาหารดังๆ และร้านเก่าแก่ แต่จะมีก็แต่ปลาหลากหลายชนิดในน่านน้ำญี่ปุ่นให้กินจนลายตา หลายคนอาจสงสัยว่า “ทำไมเราถึงไม่เห็นจานแซลมอนดิบเสิร์ฟในร้านซูชิ ซาชิมิที่มีชื่อ เพียงคำตอบนั้นอาจจะทำให้ตกตะลึงก็เป็นได้ เพราะคนญี่ปุ่นไม่นิยมกินแซลมอนดิบอย่างที่เราคิด”

กินแซลมอนไม่จำเป็นต้องกินญี่ปุ่นเสมอไป

ในการที่บริโภคแซลมอนดิบได้รับความนิยมมากในร้านอาหารญี่ปุ่นของเมืองไทย จนทำให้เรามักติดภาพซูชิ และซาชิมิแซลมอน ว่าคือหนึ่งในวัตถุดิบหลักที่คนญี่ปุ่นมักนิยมบริโภค แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วในภาพลักษณ์ของแซลมอน จากสายตาคนญี่ปุ่น ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ซึ่งแซลมอนที่เราได้เห็นวางขายในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์จากแปซิฟิก ซึ่งหาได้ทั่วไปในน่านน้ำแดนอาทิตย์อุทัย เป็นปลาราคาค่อนข้างที่จะถูก และได้ถูกขนานนามว่าเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของพยาธิตัวกลมสูง ในคนญี่ปุ่นจึงไม่นิยมกินดิบ แต่จะนำไปย่างหรือปรุงสุกก่อนที่จะบริโภคแทน หลายคนจึงมักเห็นแซลมอนย่างในร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่าเมนูซาชิมิในร้านทั่วไป

ปลาอร่อยๆ มีหลายชนิด แต่ทำไมต้องกินแซลมอนกันล่ะ

ที่ประเทศญี่ปุ่นมีสภาพเป็นเกาะ ที่ล้อมรอบไปด้วยทะเล จึงเป็นจุดบรรจบของกระแสน้ำ ทำให้น่านน้ำในประเทศญี่ปุ่นอุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ ปลาและสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์มีให้กินไม่ขาดสาย จากที่ว่าที่ว่า..ในเมื่อแซลมอนกินดิบไม่ได้ทำไมถึงต้องไปสนใจ ในเมื่อทะเลมีของทะเลอีกเป็นสิบ ๆ ชนิดที่อร่อยกว่า และปลอดภัยยิ่งกว่า เราจึงเห็นคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาชนิดอื่น ๆ ที่เราไม่คุ้นในเมนูซาชิมิ เช่น ปลาฮามาจิ ปลาอะจิ ปลาไท ปลาฮิราเมะ แม้กระทั่งปลาปักเป้าที่ยังได้รับความนิยมมากกว่าปลาแซลมอนซะงั้น

ในแนวความคิดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนได้กลายเป็นรสนิยมประจำชาติเช่นกัน ซึ่งคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะไม่นิยมบริโภคแซลมอนดิบ เพราะเขาคิดว่าไม่ใช่ของดีและอร่อย แต่ยังเสี่ยงต่อโรคอีกด้วย

ในความจริงแล้วแซลมอนดิบก็ไม่ได้แย่

พูดได้ว่าในญี่ปุ่นจะไม่มีร้านขายแซลมอนดิบก็เป็นไปไม่ได้ ที่จริงแล้ววัฒนธรรมการกินแซลมอนดิบนั้นพึ่งได้รับการยอมรับมาไม่นาน ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา หลังจากการตีตลาดของประเทศนอร์เวย์ จากที่ครั้งหนึ่งเคยเผชิญปัญหาอันหนักหน่วงจากแซลมอนล้นตลาด นอร์เวย์จึงทำให้ญี่ปุ่นได้เชื่อว่า แซลมอนของนอร์เวย์ไม่มีพยาธิและสะอาด เพราะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยการเก็บแช่แข็งด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หรือต่ำกว่า -35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15 ชั่วโมง จึงสามารถนำไปทำซาชิมิได้

นอร์เวย์ได้ใช้โอกาสตอนที่ญี่ปุ่นได้ประสบปัญหาภาวะปริมาณปลาไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงเข้าตีตลาดปลาแซลมอนราคาที่ถูก และพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ล่มไม่เป็นท่า และสุดท้ายจึงมาตีตลาดได้ตอนปี พ.ศ. 2535 เมื่อ “นิชิเรอิ” บริษัทอาหารของประเทศญี่ปุ่น ได้ตกลงขอซื้อแซลมอน 5,000 ตันในราคาที่ถูกแสนถูก โดยมีข้อเสนอว่าจะนำไปทำเป็นซูชิและวางขายตามร้านค้า หลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงเริ่มเห็นเมนูแซลมอนซูชิและซาชิมิอยู่ในร้านซูซิจานเวียน เพราะด้วยความที่ราคาถูกและเห็นบ่อย การกินแซลมอนดิบในญี่ปุ่นจึงเริ่มเปิดกว้างขึ้น โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นแซลมอนที่มาจากนอร์เวย์เท่านั้น

ในการเปิดกว้างไม่ได้หมายถึงการนิยมบริโภคแซลมอนดิบ ซึ่งในบ้านเขาจะฟีเวอร์เหมือนบ้านเรา คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า ปลาแซลมอนมีสีสัน เนื้อสัมผัสไม่เหมาะกับการทำซูชิ ซาชิมิชั้นเลิศ แต่ยังคงมีปลาอีกมากมายที่อร่อยกว่า

ฉะนั้นวัฒนธรรมการบริโภคแซลมอนดิบในญี่ปุ่นยังเหมือนเดิม ก็คือ กินทำไมในเมื่อมีปลาที่อร่อยกว่าและสดกว่าตั้งเยอะ โดยในร้านซูชิในย่านดังยังคงเมินเนื้อปลาแซลมอน และยิ่งเป็นร้านโอมากาเสะด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจหรือตกตะลึง ถ้าคุณได้เข้าร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง แล้วไม่มีแซลมอนดิบให้ลิ้มลองอย่างสมใจหวัง

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก gavgavka.com

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆได้ที่ อาหารญี่ปุ่น

อุนางิ

อุนางิ
อุนางิ

อุนางิ อาหารญี่ปุ่นจานโปรดของหลายคน ถ้าพูดถึงแล้วคงไม่พ้นปลาไหลญี่ปุ่นหรืออุนางิ Unagi うなぎ นั่นเอง ดังนั้นเราจะพาไปทำความรู้จักกับปลาไหลญี่ปุ่น สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักเพียงได้อ่านบทความนี้คุณจะได้รู้ถึงละอยากจะไปลองลิ้มรสชาติกันแน่นอน

อุนางิ ปลาไหลญี่ปุ่น

ปลาไหลญี่ปุ่น (Unagi うなぎ) เป็นปลาไหลชนิดหนึ่งจำพวกปลาตูหนา (Anguillidae) พบในประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, ไต้หวัน และเวียดนาม ตลอดจนแถบภาคเหนือของฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับปลาไหลอื่น ๆ จำพวกเดียวกัน ปลาไหลญี่ปุ่นจะใช้ชีวิตอยู่ในน้ำจืดเป็นส่วนใหญ่แต่จะไปวางไข่ในน้ำทะเล พื้นที่การวางไข่ของปลาไหลญี่ปุ่นก็คือบริเวณกระแสน้ำเหนือทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบตะวันตกของหมู่เกาะมาเรียนา ในขณะที่ปลาไหลญี่ปุ่นยังเป็นตัวอ่อน พวกมันจะถูกเรียกว่าปลาเมือก

ปลาไหลญี่ปุ่นถือเป็นอาหารที่สำคัญของเอเชียตะวันออก จึงทำให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมประมงบ่อเลี้ยงปลาขึ้นในส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ คนในญี่ปุ่นจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า “อูนางิ” ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่น ร้านอาหารจำนวนมากนิยมเสิร์ฟโดยการย่าง กลายเป็นอาหารที่เรียกว่า “คาบายากิ” นอกจากนี้ยังถูกใช้ในศาสตร์การแพทย์ของจีนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำประมงปลาชนิดนี้ในจำนวนมาก แต่จำนวนที่พบในธรรมชาติกลับลดน้อยลงจนเข้าสู่สภาวะใกล้สูญพันธุ์ ตามการจัดอันดับของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ถึงปัจจุบันจะสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้แล้ว แต่ว่าผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีเพียงแค่ 3,000–4,000 ตัว เท่านั้น เพราะขาดซึ่งเงินทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทว่า ดร.คัตสึชิ สิคะโมะโตะ แห่งมหาวิทยาลัยนิฮง ได้ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 2009 ว่าปลาไหลญี่ปุ่นจะวางไข่ที่บริเวณร่องน้ำลึกมาเรียนาตะวันตก ใกล้เกาะกวม ซึ่งทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตตลอดจนถึงพฤติกรรม รวมถึงการให้อาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นในอนาคต

ปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอส Kabayaki

Kabayaki คือ วิธีการปรุงอาหารด้วยการปรุงจากโชยุ สาเก น้ำตาล ฯลฯ แล้วจึงนำไปย่าง และนอกจากปลาไหลญี่ปุ่นแล้วก็ยังสามารถนำปลาซัมมะและปลาซาดีนมาย่างด้วยซอส Kabayaki ได้เช่นกัน

ประวัติ

ตั้งแต่ในสมัยเอโดะ ได้มีปลาไหลญี่ปุ่นอยู่จำนวนมากจึงได้กลายเป็นอาหารท้องถิ่นที่ได้รับความนิยม อย่างมาก ส่วนในปัจจุบันปริมาณปลาไหลที่จับได้ ลดน้อยลงทำให้มีราคาแพงขึ้น ต่างจากสมัยก่อนนั้นที่ราคาไม่แพง และชาวบ้านสามารถหาซื้อได้จึงเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

วันกินปลาไหลญี่ปุ่น”Doyonoushinohi”

ในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงสิงหาคม ในช่วงเวลานี้จะมีการจัดให้มีเทศกาลทานปลาไหลย่างซอส Kabayaki ซึ่งเรียกวันนี้ว่า “Doyonoushinoh” ในแต่ละปีจะอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม เนื่องจากปลาไหลนั้นมีคุณค่าทางอาหารสูงเชื่อกันว่า การทานปลาไหลญี่ปุ่นนั้นจะช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียจากอากาศที่ร้อน จนจึงกลายเป็นธรรมเนียมสืบทอดต่อ ๆมาตั้งแต่สมัยเอโดะ

วิธีรับประทาน

รับประทานโดยการตักข้าวขาว ๆ พร้อมด้วยปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอส Kabayaki เข้าปาก บางร้านที่มีการสืบทอดกันมานานก็อาจจะมีตำนานของซอส Kabayaki ที่ใช้ย่างด้วยเช่นกัน

เครื่องเคียง

เมื่อได้สั่งข้าวหน้าปลาไหลแล้ว ในบางครั้งทางร้านอาหารจะเสริฟ์มาพร้อมซุป “Kimosui” ซึ่งเป็นซุปที่เคี่ยวหรือต้มจากเครื่องในของปลาไหลญี่ปุ่น เช่น ตับ ลำไส้ กระเพาะอาหาร หรืออาจจะมี “Honesembe”  กระดูกปลาไหลทอดกรอบเสริฟ์เคียงมาพร้อมกันอีกด้วย

รสชาติการปรุงรส

จะมีการโรยหน้าด้วยเครื่องเทศที่เรียกว่า Sansho (พริกไทยญี่ปุ่น) และกลิ่นหอมพิเศษ ของ Sansho (พริกไทยญี่ปุ่น) จะทำให้ช่วยเจริญอาหาร และช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังสามารถตัดความเลี่ยน และความเข้ากันได้ดีเยี่ยมกับปลาไหลญี่ปุ่นอีกด้วย

ความอร่อยของปลาไหล นอกจากจะอยู่ที่คุณภาพของปลาแล้ว ยังต้องอาศัยความชำนาญของเชฟในการปรุงรส รวมถึงการทำซอสปลาไหล ซึ่งต้องนำปลาไหลมาตุ๋นกับซอส และเครื่องปรุงเป็นเวลานาน จนได้รสชาติที่กลมกล่อม เข้ากับรสปลาพอดีไม่เข้มหรืออ่อนจนเกินไป

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจากเว็บไซต์ gavgavka.com

หากสนใจอ่านบทความเพิ่มเติมสามารถไปดูกันได้ที่ อาหารญี่ปุ่น

Uni ที่ควรรู้

Uni
Uni

Uni หรือ “ไข่หอยเม่น” คือสิ่งที่ล้ำค่า เป็นของหายากจากท้องทะเล มีหลายคนที่พอได้ทานอูนิไปแล้ว รู้จักมันดีแล้ว ก็ต้องติดใจและหลงรักกันไปซะทุกราย วันนี้เราก็ได้มีเกร็ดความรู้มาฝากคนที่รักอูนิกัน และสำหรับใครที่ยังไม่เคยทานอูนิ ในบทความนี้สามารถเปลี่ยนมุมมองของคุณกับอูนิไปเลยก็เป็นได้

Uni ที่คนญี่ปุ่นใช้ทำซูชิ

อูนิ ที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้ทำซูชินั้น จริง ๆ แล้วมันก็คืออัณฑะกับรังไข่ ของหอยเม่นนั่นเอง ( เนื้อจะเป็นสีเหลือง ๆ ส้ม ๆ เรียกว่า “ไข่หอยเม่น” หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกกันว่า “อุนิ” นั้น อันที่จริงก็ถือว่า เป็นอัณฑะของเม่นทะเลตัวผู้ และคือรังไข่ของเม่นทะเลตัวเมียนั่นเอง)

หอยเม่นตัวผู้ อร่อยกว่า หอยเม่นตัวเมีย ร้านอาหารต่าง ๆ ชื่อดัง ที่มีราคาสูงจะใช้หอยเม่น “ตัวผู้” ที่ขนาดเล็กกว่า สีอ่อนกว่า รสชาติจะเข้มข้น คงรูปและไม่ดูเละหรือเหลว ซึ่งหอยเม่น “ตัวเมีย”  ถึงจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า สีเข้มกว่า แต่เมื่อนำมาตัดแล้วจะเละไม่เป็นรูปทรง

“หอยเม่น” เป็นสัตว์สายพันธุ์เดียวกับ “ปลาดาว” ซึ่งหอยเม่นจัดเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับปลาดาว ซึ่งก็คือจะมี 5 แฉกเหมือนกัน และยังสามารถพบได้ทั้งในตัวผู้และตัวเมีย

ความสำคัญของ Uni

อูนิ มักจะเป็นพระเอกในเมนูต่าง ๆ มากมาย ที่ถือว่าเป็นสุดยอด ยกตัวอย่างเช่น ซูชิหน้าอูนิเน้นๆโปะหน้าด้วยข้าวปั้นห่อสาหร่าย และ เมนูง่าย ๆ ที่อร่อยสุดๆก็คือ “อุนิด้ง” เมนูข้าวหน้าหอยเม่น ที่จะเสิร์ฟในชามใหญ่ๆให้คนที่รักอูนิได้รับประทานกันอย่างถูกใจกันเลยทีเดียว

ความละมุนของรสชาติ ในลักษณะและรสชาติของอูนิ จะมีสีเหลืองทองจนถึงสีส้ม มีรสชาติหวานเบา ๆ มีความนุ่มลิ้น แทบจะละลายในปากเวลารับประทาน และในส่วนอูนิที่ไม่มีคุณภาพ สีจะไม่ค่อยสดใสบางครั้งในส่วนของรสชาติจะออกไปทางขมซะมากกว่า

อูนิ ที่ดีต้องไม่เละ วิธีการดูว่าสดและมีคุณภาพที่ดีหรือไม่นั้น ต้องสังเกตที่สี และต้องเป็นสีเหลืองทอง ดูสดใส ไม่ดูคล้ำ เนื้ออูนิยังเกาะกันแน่น เกาะเป็นเส้น ไม่เละ หรือมีน้ำออกมา

วิธีการ “จับ” หอยเม่น

วิธีการจับหอยเม่น จำเป็นต้องอาศัยการงมขึ้นมาทีละตัวเท่านั้น การจับหอยเม่นจะไม่สามารถใช้แหหรือตาข่ายลากเก็บขึ้นมาได้เลย

ช่วงฤดูในการจับหอยเม่น ซึ่งที่ฮอกไกโดเป็นแหล่งที่มีหอยเม่นอร่อยที่สุดในช่วงหน้าร้อน และเป็นช่วงที่อูนิชิ้นใหญ่สุดด้วย แต่ในกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นนั้นคือถ้าไปจับในช่วงเวลาอื่น คนที่จับก็จะโดนจับ เพราะที่ฮอกไกโดเขาจะอนุญาตให้ชาวประมงจับหอยเม่นเป็นช่วงเท่านั้น และจับได้ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคมเท่านั้นนั่นเอง

วิธีการแกะหอยเม่นให้อร่อยและน่าทาน

การแกะตัวหอยเม่น ต้องเป็นผู้ที่ชำนาญและแกะเป็นเท่านั้น และจึงต้องแกะด้วยมือเท่านั้น หอยเม่นเปลือกจะเปราะ เหมือนไข่ไก่ และถ้าแกะแรงเกินไปเปลือกจะแตกไม่เป็นทรงและถ้าเนื้อไข่จะฉีกไม่สวย จะไม่น่าทาน พอแกะได้แล้วจึงค่อย ๆ ตักทีละอันออกมาล้างในน้ำทะเลหรือน้ำที่สะอาดเท่านั้น

สายพันธุ์อูนิที่คนมักนิยมรับประทานกัน ซึ่งอูนิหลัก ๆ จะถูกแบ่งออกเป็นสองสายพันธ์และที่มีความนิยมสูงที่สุด นั่นก็คือ Murasaki และ Bafun (ซึ่งในภาพรวมคนจะนิยมทานสายพันธุ์บาฟุนมากกว่า เพราะมีรสชาติที่หวานกว่ามาก มีสีสันที่ค่อนข้างจัดกว่าสายพันธุ์มุราซากิ แต่ในสายพันธุ์มุราซากิจะเป็นครีมที่ชุ่มฉ่ำกว่า และนิยมใช้ในร้านอาหารที่มีราคาสูง)

กล่าวถึงไข่หอยเม่น (อูนิ) เป็นวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมของอาหารญี่ปุ่น รสชาติอร่อย เข้มข้น เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้น ละลายในปาก มีกลิ่นเฉพาะตัว ราคาค่อนข้างสูง และมักถูกนำมาทำเป็นซูชิ ด้ง หรือทานสดเป็นซาชิมิ ถ้าหากคุณอยากลิ้มรสชาติของอูนิสักครั้งสามารถหารับประทานได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ราคาอาจจะสูงไปบ้างแต่ถ้าได้ลองแล้วคุณจะรักมันทีเดียว

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ufa877.com/

หากผู้ที่สนใจอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม สามารถไปดูกันได้ที่ อาหารญี่ปุ่น

โชจินเรียวริ (Shojin Ryori)

โชจินเรียวริ (Shojin Ryori)
โชจินเรียวริ (Shojin Ryori)

โชจินเรียวริ (Shojin Ryori) อาหาเจในวัดญี่ปุ่น ซึ่งในญี่ปุ่นนั้น การรับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติในแบบญี่ปุ่นเรียกว่า “ โชจินเรียวริ ” ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับอาหารเจสไตล์ญี่ปุ่นหรือโชจินเรียวริกัน

เทศกาลกินเจ นั้นเป็นเทศกาลที่เราอาจจะมองว่าเป็นเทศกาลในเมืองจีน แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศจีนไม่ได้มีเทศกาลกินเจ หรือบางข้อมูลในเว็บลงข้อมูลเทศกาลกินเจในญี่ปุ่น แต่ที่จริงแล้ว มีคนญี่ปุ่นให้คำตอบว่าที่ญี่ปุ่นก็ไม่มีเทศกาลกินเจเช่นกัน ซึ่งนอกจากข้อมูลในไทยก็ไม่พบว่ามีการจัดเทศกาลกินเจกันเป็นสัปดาห์ ๆ นอกเหนือจากจะมีเทศกาลอาหารเจตามวัดต่าง ๆ แต่ละช่วง

หลักการของ โชจินเรียวริ (Shojin Ryori)

Shojin Ryori มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน โดยเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านพระโดเก็น ผู้ซึ่งก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซ็น และได้เริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นพร้อม ๆ กับพุทธศาสนานิกายเซ็น ในศตวรรษที่ 13 ตามหลักพุทธศาสนานิกายเซ็นและมหายาน นั้นจะไม่ให้ฆ่าสัตว์และมาประกอบอาหาร ทำให้โชจินเรียวริปราศจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงพืชผักกลิ่นฉุน เช่น กระเทียมและหัวหอมด้วย โชจินเรียวริจึงมีความใกล้เคียงกับอาหารเจที่เรารู้จักกัน

แต่จะเป็น Shojin Ryori ได้ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “กฎ 5 ข้อ” ในการประกอบอาหาร ประกอบด้วย 5 สี, 5 รสชาติ และ 5 วิธีการกินซึ่งล้วนแต่ได้มาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติม เพราะว่าเวลากินอาหารมังสวิรัติ หรือว่ากินอาหารเจมักจะไม่ได้สารอาหารครบถ้วน ดังนั้นต้องมีเมนูที่ให้โปรตีนเป็นส่วนประกอบ อย่างเช่นเต้าหู้งา ที่ให้โปรตีนเป็นต้น นอกจากนี้โชจินเรียวริยังเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบอย่างอย่างคุ้มค่า ทุกส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็นเปลือกแครอท หรือหัวของพืชบางชนิดที่ปกติเรามักจะหั่นทิ้งก็ถูกนำมาใช้ปรุงในซุปผักได้แบบไม่เหลือทิ้ง

หลักการสำคัญของโชจินเรียวริ ก็คือการปรุงอาหารอย่างกลมกลืนสอดคล้องและมีเมตตา ทำให้อาหารแบบนี้ไม่มีเนื้อสัตว์ เพราะไม่สามารถฆ่าสัตว์ได้ แต่เป็นอาหารมังสวิรัติที่ปรุงอย่างสอดคล้องกับฤดูกาลแห่งการเติบโตของพืชผักต่างๆ

โชจินเรียวริ คืออะไร

คำว่า “โช” แปลว่า การขัดเกลา การทำสมาธิ หรือการทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นมา

คำว่า “จิน” หมายถึง การเคลื่อนเข้าสู่อะไรบางอย่าง

เมื่อนำ “โชจิน” มารวมกันจะหมายถึง การเคลื่อนเข้าสู่สิ่งที่ดีงามผ่านการขัดเกลาตัวเอง และมีนัยคือการอุทิศตัวให้กับอะไรบางอย่าง เพื่อลดละจากตัวเรา

             ส่วนคำว่า “เรียวริ” คือคำที่หมายถึงตำรับอาหารหรือ cuisine

ดังนั้น “โชจิน เรียวริ”  จึงเป็นคำเรียกอาหารที่มีนัยลึกซึ้ง และส่วนใหญ่จะหมายความถึงอาหารของวัด แต่จะไม่ใช่อาหารที่ได้จากการใส่บาตร แต่คืออาหารที่พระเป็นผู้ปรุงเองโดยใช้สติ ความเมตตา และการขัดเกลาตัวเอง ซึ่งก็เป็นวิถีพุทธอีกแบบหนึ่ง

           Shojin Ryori ก็คือ อาหารเจหรือมังสวิรัติในแบบญี่ปุ่นที่รับประทานในวัด แต่เดิมเป็นอาหารสำหรับพระญี่ปุ่นและผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัด และในทุกวันนี้คนทั่วไปหรือนักท่องเที่ยว ก็สามารถหาทานได้เช่นกัน และเป็นอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ จึงได้รับความนิยมในหมู่คนที่ทานอาหารมังสวิรัติในปัจจุบันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น การรับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติในแบบญี่ปุ่นมีชื่อว่า “Shojin Ryori” คืออาหารเจที่ถูกทำรับประทานกันในวัด ซึ่งวัดในญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นนิกายมหายาน โดยสืบทอดมาจากประเทศจีน นิกายมหายานนั้นจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และรับประทานแต่ผัก ดังนั้นคนญี่ปุ่นที่เข้าไปปฏิบัติธรรมในวัด จะได้รับประทานอาหารเจ เนื่องจากในวัดห้ามนำเนื้อสัตว์เข้าไปทาน เชื่อว่าหลังจากที่ชาวจีนโพ้นทะเลเดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ แล้ว ในช่วงการถือศีลเพื่อให้ความเคารพต่อองพระโพธิสัตว์ จึงได้รับประทานเจกันด้วยแบบเดียวกับการปฏิบัติตัวในวัด และเกิดเป็นเทศกาลกินเจ ดัวนั้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รูปลักษณ์ของ Shojin Ryori

Shojin Ryori จะแตกต่างกันไปตามแต่ละถิ่นฐาน ซึ่งเราจะสืบในเกียวโตเป็นหลัก หน้าตาอาหารจะเป็นอาหารชุดธรรมดา มีข้าวผักดอง อาหารผัด ต้ม ไม่เน้นการปรุงรสชาติ  ในบางวัดที่มีการจัดเทศกาลกินเจ จะจัดอาหารเจที่มีการตกแต่งด้วยหลักการเดียวกับไคเซคิ  ซึ่งก็คืออาหารที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล และตกแต่งตามฤดูกาล  ดูหรูหรามีราคา ปกติแล้วการปรุงอาหารแบบShojin Ryoriจะไม่เน้นรสชาติหรือความอร่อย ด้วยความที่นักบวชต้องละกิเลศจึงไม่เน้นการปรุงแต่ง แต่ส่วนมากจะใช้การปรุงเพื่อที่จะดึงรสอาหารตามธรรมชาติออกมา ต้ม นึ่ง ทอด และใช้วัตถุดิบจาก บุก ไชเทา หัวมัน หลังจากที่ได้รับประทานเสร็จแล้วจะต้องใช้น้ำชาเทลงในถ้วยข้าว แกว่งด้วยผักดองแล้วดื่มเพื่อชำระล้าง

ซึ่งหากเรามองให้ลึกถึงแก่น ที่มาของการปฏิบัติธรรม ก็จะเข้าใจได้ถึงวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง เน้นการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว แล้วรับประทานเจให้มีความสุข ก็จะถือว่าเป็นเทศกาลเพื่ออิ่มบุญ ได้กุศลอย่างแท้จริง

อย่างใดก็ตาม เทศกาลกินเจดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดจากพุทธศาสนานิกายมหายาน คือเทศกาลที่เน้นการ “ปฏิบัติธรรม” และ “ถือศิล” ซึ่งการกินเจนั้น เป็นเรื่องตามหลักเพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้ละกิเลศ เช่นเดียวกับนักบวช ซึ่งถ้าหากเรามองให้ลึกถึงแก่นที่มาของการปฏิบัติธรรม ก็จะสามารถเข้าใจได้ถึงวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง เน้นการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แล้วรับประทานเจให้มีความสุข ก็จะถือว่าเป็นเทศกาลได้บุญได้กุศลอย่างแท้จริง

ขอบขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซต์ ufa877.com

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ อาหารญี่ปุ่น

โอมากาเสะ

โอมากาเสะ
โอมากาเสะ

โอมากาเสะ หลายคนคงสงสัย Omakaseคืออะไร ซึ่งก็คือการเสิร์ฟตามใจเชฟ หรือ เชฟจัดให้ นั่นเอง เพราะเชฟจะรู้ดีว่าวัตถุดิบช่วงนี้อะไรอร่อยมากที่สุด เช่น ปลาตัวเดียวกัน กินต่างฤดู รสชาติก็ต่างกัน การเลือกกินโอมากาเสะ ก็เหมือนการเลือกกินสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้กับอาหารที่ควรลิ้มลองและฮิตมากในตอนนี้

โอมากาเสะ คืออะไร

Omakase คือ วิถีการกินแบบตามใจเชฟ หรือ Chef’s Table ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า Omakase นั่นหมายถึง ‘ตามใจเชฟ’ คือการรับประทานอาหารโดยที่เราไม่ได้เลือกเมนูเอง เชฟจะเป็นผู้คิดค้นเมนูและจัดหาวัตถุดิบชั้นเลิศมาให้เราได้ทานกัน โดยปกติแล้วเชฟจะยืนทำอาหารให้ดูต่อหน้า ในร้านอาหารแบบโอมากาเสะนั้นส่วนใหญ่จะต้องจองล่วงหน้า เพราะบางร้านคิวอาจจะเต็มข้ามเดือนหรือข้ามปีกันเลยทีเดียว ฉะนั้นหากใครที่มีโอกาสจะได้ไปเยือนโตเกียวและเป็นคอซูชิอยู่แล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ไปลองทานซูชิแบบโอมากาเสะดู เพราะที่โตเกียวมีร้านซูชิโอมากาเสะขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน รับรองว่าอร่อยฟินอย่างแน่นอน สำหรับรายชื่อร้านซูชิโอมากาเสะที่ไม่ควรพลาดนั้นมีร้านไหนบ้าง ไปดูกันได้เลย

โอมากาเสะ
โอมากาเสะ

6 ร้านดังโอมากาเสะในโตเกียว

1. Yoshitake

มาประเดิมกันด้วยร้านซูชิโอมากาเสะอย่างร้าน Yoshitake ที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมิชลิน 3 ดาว ร้านตั้งอยู่ที่อาคาร Brown Place ชั้น 9 ภายในร้านมีเพียง 7 ที่นั่งเท่านั้น สามารถเลือกทานได้ทั้งซูชิธรรมดา แบบเมนูเซ็ท แบบโอมากาเสะ และเมนูทานเล่น แต่ละเมนูนั้นเชฟจะทำอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน เมนูเด็ดแบบโอมากาเสะนั้นต้องยกให้ Uni Sushi ซูชิไข่หอยเม่นรสหวานที่ให้มาเต็มๆ คำ อีกทั้งเรายังจะได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นกันเองของเชฟและเหล่าลูกศิษย์ที่รอให้บริการด้วยความตั้งใจด้วย

2. Sushi Saito

เป็นร้านซูชิที่ได้รับการขนานนามจากนักชิมทั่วโลกให้เป็นร้านซูชิที่ดีที่สุดในโลกด้วยรางวัลมิชลินระดับ 3 ดาว หากใครอยากทานต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ทางร้านจะเปิดให้จองในวันที่ 1 ของทุกเดือน เมนูภายในร้านมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบซูชิอย่างเดียว หรือซูชิพร้อมอาหารจานหลัก (Appetizer) แบบโอมากาเสะ เมนูที่ใครๆ ต่างยกให้เป็นจานขึ้นชื่อของร้านแห่งนี้ก็คือ ไข่ปลาแซลมอน (Ikura) ที่นำผิวส้มยูสุมาโรยเพื่อตัดความเค็มและมันของไข่ปลา นอกจากนี้ยังมีโรลซาบะ (Saba Battera) และไข่หอยเม่น (Uni) ราดข้าวญี่ปุ่น ไม่มีสาหร่ายมาตัดรสชาติ ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติของไข่หอยเม่นอย่างเต็มปากเต็มคำ ปิดท้ายด้วยเมนูปลามากุโร่ที่จัดเสิร์ฟพร้อมกัน 3 คำ คือ ส่วนท้อง (Otoro) ส่วนเนื้อใกล้ครีบ (Chutoro) และส่วนเนื้อแดง (Akami) รับรองเลยว่าร้านนี้ต้องติดใจจนต้องอยากมาทานซ้ำอย่างแน่นอน

3. Imamura

เป็นร้านดังที่จะได้สัมผัสรสชาติของซูชิที่แตกต่าง เพราะร้านนี้หุงข้าวด้วยหม้อเหล็กอย่างดีจากฝีมือของเชฟที่ได้เคยไปทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศเบลเยี่ยม การันตีความอร่อยด้วยรางวัลมิชลินระดับ 1 ดาว ที่นี่เป็นร้านเล็ก ๆ แบบโอมากาเสะที่มีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์เพียง 8 ที่นั่ง เสิร์ฟเมนูทานเล่น 8 เมนู ตามด้วยเมนูซูชิคำหลักอีก 13 เมนู และปิดท้ายด้วยของหวานอีก 2 เมนู สำหรับเมนูที่ใคร ๆ ต่างก็ยกนิ้วให้นั่นก็คือ Akagai, Shime-saba, Zuke และ Chutoro ที่ได้ทานแล้วอยากจะขอเพิ่มอีกหลาย ๆ เลยทีเดียว

4. Taku

เป็นร้านซูชิแบบโอมากาเสะที่รังสรรค์เมนูซูชิแบบโบราณแท้ ๆ ออกมาให้ได้ทานกัน แต่บรรยากาศของร้านจะทันสมัยสมกับที่อยู่ในย่านที่ผู้คนพลุกพล่านอย่าง Nishi-Azabu ภายในร้านมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์ 8 ที่นั่ง และมีโต๊ะส่วนตัวให้เลือกนั่งด้วยเช่นกัน ร้าน Taku ได้รับรางวัลการันตีความอร่อยด้วยดาวมิชลิน 2 ดาว สำหรับเมนูโอมากาเสะของที่นี่มีมากถึง 30 รายการตั้งแต่อาหารทานเล่น เมนูหลัก ไปจนถึงของหวาน ความโดดเด่นอีกอย่างคือเชฟมีความรู้เรื่องไวน์ จึงทำให้สามารถทานซูชิกับไวน์ชั้นดี หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ ทานคู่ไปด้วยก็อร่อยไม่แพ้กัน

5. Kyubey

นี่คือร้านย่านดังในตำนานที่แม้แต่นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นยังแนะนำว่าต้องมา ร้าน Kyubey เป็นร้านซูชิเกรดพรีเมี่ยม เปิดมานานกว่า 80 ปี และได้รับรางวัลมิชลินระดับ 1 ดาว มาการันตีความอร่อย อีกทั้งยังเป็นร้านซูชิต้นกำเนิดของซูชิหน้าไข่หอยเม่นและไข่ปลาแซลมอนอีกด้วย เมนูของร้านจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เมนูที่เป็นไฮไลท์เด็ดเห็นว่าจะเป็นเมนูซูชิหน้ากุ้ง ที่เชฟจะแกะหัวกุ้งและเปลือกกุ้งตอนที่ยังเป็นๆ ออกมาโปะลงบนข้าวที่ปั้นไว้พอดีคำ ให้เราได้ลิ้มรสความหวานของเนื้อกุ้งอย่างเต็มที่

6. Umi

ร้าน Umi ได้รับรางวัลมิชลินระดับ 2 ความโดดเด่นของร้านนี้คือความสดและหลากหลายของวัตถุดิบ บางอย่างหาทานได้ยากมาก ส่งตรงจากท่าเรือหลายแห่งในญี่ปุ่น เสิร์ฟเป็นคำขนาดพอดี ส่วนขิงดองของที่นี่ก็ถือว่าเป็นของเด็ดเลยทีเดียว เมนูที่พลาดไม่ได้ของร้าน Umi ก็คือเมนูซูชิ Chutoro หรือเมนูซูชิท้องปลาทูน่าที่รสชาติดี นุ่มลิ้นสุดๆ อีกทั้งยังมีเมนู Uni and Ikura หรือไข่หอยเม่นและไข่ปลาแซลมอน ที่วัตถุดิบส่งตรงมาจากย่านอาโอโมริและซากะ เป็นเมนูเด็ดที่สุดของร้านนี้ สำหรับรายการอาหารของ Umi นั้นแบ่งเป็น Otsumami หรือ Appitizer มีทั้งหมด 11 คำ ส่วนเมนูหลักคือ Sushi นั้นมีด้วยกัน 13 คำ ก่อนจะปิดท้ายด้วย Tamago หรือไข่หวานญี่ปุ่นและซุปมิโสะ รับรองว่าจะเป็นมื้ออาหารที่ประทับใจแน่นอน

โอมากาเสะ
โอมากาเสะ

เมนูโอมากาเสะ

ส่วนมาก ซูชิมักจะเป็นพระเอกในโอมากาเสะ แต่ว่าไม่ได้มีแค่ซูชิ เพราะมีทั้งซาชิมิ เมนูเด็ดๆ ของเชฟ ซุป ของหวานในคอร์สอีกด้วย ซึ่งลำดับการเสิร์ฟจะเรียงตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด ทั้งนี้หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าชอบและถูกใจเมนูนี้จะสามารถสั่งได้อีกหรือไม่ อันนั้นก็แล้วแต่ร้าน แต่ส่วนมากก็สามารถสั่งเพิ่มได้ซึ่งการสั่งแบบตามใจฉันนั้นเรียกว่า โอะโคะโนมิ (Okonomi) ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับการสั่งซูชิกินในร้านทั่วไปเช่นเดียวกัน เพียงแต่ในร้านโอมากาเสะ คุณจะไม่ทราบว่าแต่ละเมนูนั้นราคาเท่าไหร่ จึงเรียกได้ว่าต้องวัดดวงกับราคา จึงไม่ค่อยนิยมสั่งเพิ่ม

ราคาโอมากาเสะ

แน่นอนว่า โอมากาเสะ นั้น ย่อมมีราคาแพงกว่าการสั่งซูชิ หรืออาหารเป็นเซ็ตตามร้านหรือการเลือกจากเมนูที่เราจะรู้ว่าแต่ละชิ้นนั้นราคาเท่าไหร่ แต่ว่าก็ไม่ได้มีแต่แบบที่ราคาแพงเกินไป อย่างที่หลายคนเข้าใจ ราคาของโอมากาเสะ นั้นมีตั้งแต่ 3,000-30,000 เยน ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพ ระดับของร้านนั่นเอง ทางร้านนั้นจะแจ้งราคาของโอมากาเสะก่อนคุณเข้าใช้บริการ แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละเมนูนั้น ราคาเท่าไหร่ ดังนั้น การสั่งอะไรเพิ่มเติมเป็นอะไรที่ต้องเสี่ยงดวง เพราะถ้างบไม่เหลือ แนะนำให้กินเท่าที่เขาจัดให้จะดีที่สุด

โอมากาเสะ
โอมากาเสะ

โอมากาเสะ คืออะไร ตอนนี้หลายคนคงได้คำตอบแล้ว ได้ไปญี่ปุ่นทั้งทีก็ต้องลองไปชิมดูได้เพราะมีหลายราคาให้เลือก ทั้งราคาถูกและแพงขึ้นอยู่กับของที่เซฟได้นำมาเสิร์ฟ บอกเลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดอย่างแน่นอน

ขอบขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซต์ www.ufa877.com

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ อาหารญี่ปุ่น

โมจิ (Mochi)

โมจิ (Mochi)
โมจิ (Mochi)

โมจิ (Mochi) เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นขนมโมจิบ่อยนักหากไม่ได้อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น โมจิเป็นขนมยอดฮิตในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่และยังมีเทศกาลการทำ Mochitsuki หรือทำโมจิเพื่อประกอบพิธีมงคลอีกด้วย มีรสชาติอร่อยแต่มาพร้อมความอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อ เรามาทำความรู้จักกับขนมชนิดนี้กันเถอะ

ประวัติโมจิ (Mochi)

เชื่อกันว่า ”โมจิ” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและแพร่หลายไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ในช่วงศตวรรษที่10 ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกขนมชนิดนี้ว่า ”โมจิ” ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆเหนี่ยวนุ่ม เนื่องจากทำมาจากข้าวญี่ปุ่นที่นำไปนึ่งแบบผ่านไอน้ำ จากนั้นนำมาตำจนเป็นก้อนแป้งเหนียวๆและนำมาแบ่งเป็นก้อนพอดีคำแล้วนำมากินกับน้ำตาลผสมกับแป้งถั่วเหลืองหรือโชยุผสมกับหัวไชเท้าบดละเอียด
ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าโมจิเป็นขนมมงคลที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาและประเพณีที่สำคัญของญี่ปุ่นเท่านั้น จนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โมจิเริ่มเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นมากขึ้น เนื่องจากสามารถทำรับประทานเองที่บ้านได้ เพราะวัตถุดิบหาได้ง่ายและวิธีทำก็ไม่ยากอีกทั้งยังให้พลังงานสูงเพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นจึงทำให้คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานโมจิเพื่อให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ทำเป็นขนมได้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้ถูกปากมากขึ้น โดยจะมีการนำไปรับประทานคู่กับถั่วแดงบดแบบหวาน สอดไส้ผลไม้ ชาเขียว งาดำ ช็อคโกแลตหรือรสชาติต่างๆมากมาย มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ไดฟุกุ” มีความหมายว่า ”โชคดี” และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ขนมชนิดนี้ถือว่าเป็นขนมชื่อดังอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้
เรียกได้ว่า “ไดฟุกุ” หรือ “โมจิ” เป็นอาหารว่างหรือขนมยอดนิยมและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อีกทั้งยังเป็นของมงคลตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น หากใครอยากลิ้มลองรสชาติอันแสนอร่อยของ”โมจิ”นั้น ก็สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปได้โดยไม่ต้องไปหาซื้อไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ถ้าหากคุณอยากลองทำโมจิกินเอง คุณก็สามารถซื้อเครื่องทำโมจิและลองทำโมจิเองได้ด้วย

วิธีการทำโมจิ

ส่วนประกอบ

  • ข้าวเหนียวญี่ปุ่น
  • น้ำเปล่า
  • ถั่วแดงกวน (สามารถหาซื้อได้ที่ร้านทั่วไป)
  • แป้งมัน (เอาไว้ทำเป็นแป้งนวล ไม่ให้แป้งขนมติดกัน)

อุปกรณ์ช่วย

ครก-สาก ขนาดใหญ่ , ลังนึ่งข้าวเหนียว

ขั้นตอนการทำ

1. นำข้าวเหนียวญี่ปุ่นมาแช่น้ำ ค้างไว้ 1 คืน (12 ชั่วโมง)

2. นำข้าวเหนียวญี่ปุ่น (ห่อผ้าขาวบาง)ไปหุงจนสุก และเมื่อสุกได้ที่ก็นำไปใส่ในครก USU

3. ในส่วนของการ “ตำโมจิ” ต้องมีการสลับจังหวะ คนหนึ่งตำ คนหนึ่งพลิก และในขณะที่พลิกแป้งก็ต้องพรมน้ำไปด้วยเพื่อไม่ให้แป้งติดกับครก

4. พอแป้งเหนียวญี่ปุ่นได้ที่จนเป็นก้อน เนื้อละเอียดเนียนได้ที่แล้ว ยกออกมาวางบนพื้นรองด้วยแป้งมัน จับแบ่งเป้นก้อนเล็ก ปั้นเป็นวงกลม  และก็นำไปทำเมนูต่างๆได้เลย

โมจิสามารถทำได้อีกแบบหนึ่งก็คือทำมาจากแป้งข้าวหวานเรียกว่า Mochiko  นำมาผสมน้ำและตั้งไฟคนให้เหนียวจะได้โมจิเนื้อละเอียดเด้งๆ  สีขาวขุ่นๆ  แป้งนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นขนมปังและเส้นราเมนได้อีกด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องระวัง การแบ่งโมจิในวันปีใหม่ ห้ามใช้ของมีคมตัดแป้งโมจิเด็ดขาด เพราะถือเป็นเรื่องอัปมงคล ควรใช้มือดึงแป้งแบ่งเป็นก้อนๆแทน

วิธีรับประทานโมจิ

ในแต่ละคนชอบรับประทานไม่เหมือนกัน ฉะนั้นคุณสามารถรับประทานโมจิได้หลายวิธี เช่น ย่างไฟ ห่อสาหร่าย จิ้มโชยุ หรือจิ้มโชยุใส่น้ำตาล โดยการย่างโมจิบนไฟหรือการปิ้งโมจิในเครื่องปิ้งให้ค่อย ๆไหม้และกลายเป็นสีน้ำตาล หรือคุณอาจจะทานโมจิไส้ไอศกรีม วากาชิ ซุปถั่วแดงหรือซุปปีใหม่ที่เรียกว่า โอโซนิ (ozoni) เป็นซุปที่อร่อยที่สุด มันทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ มีไฟเบอร์เยอะและช่วยในการขับถ่าย

ประเภทของโมจิ

รูปร่างของโมจิจะแตกต่างกันออกไปตามร้านที่คุณซื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วรูปร่างของโมจิจะเป็นทรงกลม “มารุโมจิ” หรือไม่ก็ทรงสี่เหลี่ยม “คาคุโมจิ” รสชาติของโมจินั้นจะขึ้นอยู่กับวิธีรับประทาน คนบางคนชอบเอาผงคินาโกะมาโรยบนโมจิก่อนกิน บางคนสอดไส้โมจิด้วยลูกพลัมดอง นัตโตะหรือแม้กระทั่งชีส

ขนมโมจิมีหลากหลายที่นำไปประยุกต์

  • โมจิใส้ เกาลัดต้มและถั่วกวน Maron Anko Mochi
  • มัตจะ โมจิ (ผงชา มัตจะ) Matcha Mochi
  • ฮานาบิระ โมจิ (ทานกันในพิธีสำคัญ) Hanabira Mochi
  • ยากิ โมจิ (โมจิยัดไส้ถั่วกวนแล้วเอาโปะงาขาว เอาไปจี่ทอดในกระทะน้ำมันน้อย ๆ) หอมแป้งใหม่ๆ  Yaki Mochi
  • คุซะ โมจิ (โมจิสีเขียวผสมใบโยโมหงิ) Kusa mochi
  • โกะมะ โมจิ (ทาน้ำตาลอ้อยเคี่ยวแล้วคลุกด้านนอกด้วยงาดำ) Goma Mochi
  • โมจิ คินาโกะ (แป้งโมจิ คลุกผงคินาโกะ-ผงถั่วเหลืองกับน้ำตาล เวลาจะทานราดน้ำตาลอ้อยเคี่ยว) Mochi Kinako
  • ซากุระ โมจิ (แป้งสีชมพู สอดใส้ ครีมหรือถั่วแดงกวน)  Sakura Mochi
  • โอะฮากิ ( ก้อนแป้งโมจิหุ้มด้วยถั่วแดงกวน นิยมทานช่วงเทศกาลไหว้สุสานบรรพบุรุษ) Ohagi
  • โกะมะ โมจิ (โมจิยัดใส้ถั่วแดงกวนแล้วคลุกงาขาวคั่ว) Goma Mochi
  • ซากุระ โมจิ (โมจิอีกแบบห่อใบซากุระดองเกลือ ที่นิยมทานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ) Sakura Mochi
  • คาชิวะ โมจิ (โมจิใส้ถั่ว ห่อใบคาชิวะ บางแห่งใช้เต้าหู้ผสมแป้งห่อ) Kashiwa Mochi

อันตรายจากโมจิ

โมจิอันตรายเพราะมันเหนียว ถ้าคุณไม่เคี้ยวมันดี ๆ และกลืนมันลงไปให้หมด โมจิที่เหลือก็อาจจะติดคอคุณได้ ผู้สูงอายุและเด็กเสี่ยงกับการโดนโมจิติดคอมากที่สุด ดังนั้นจึงมีคำเตือนออกมาว่าผู้สูงอายุไม่ควรที่จะรับประทานโมจิเพียงลำพัง

ถ้าหากคุณได้มาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการชิมโมจิ เราขอแนะนำให้คุณลองทานโมจิดู แต่ควรเคี้ยวดี ๆ ก่อนที่จะกลืน ซึ่งจะปลอดภัยกับผู้รับรับประทานอย่างแน่นอน

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.ufa877.com

หากคุณชอบ สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ อาหารญี่ปุ่น

เทศกาล ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล ฮานามิ (Hanami)
เทศกาล ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล ฮานามิ (Hanami) หรือ เทศกาล “ดอกซากุระบาน” มีมายาวนานนับพันปีในประเทศญี่ปุ่น และมีการเฉลิมฉลองโดยทั่วกัน ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน เพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง เป็นเทศกาลที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการชมดอกซากุระที่ในหนึ่งปีดอกไม้ชนิดนี้จะออกดอกเพียงครั้งเดียว และช่วงเวลาที่ผลิบานเต็มที่นั้นก็เพียงแค่สัปดาห์ดอกก็จะร่วงโรยไป ซึ่งการผลิดอกของซากุระเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลินั่นเอง

ประวัติความเป็นมา ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล “ฮานามิ” หรือ เทศกาล “ดอกซากุระบาน” มีมายาวนานนับพันปีในประเทศญี่ปุ่น และมีการเฉลิมฉลองโดยทั่วทั้งเทศกาล นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนเมษายนและเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง เทศกาลดังกล่าวเป็นเวลา แห่งการเฉลิมฉลองอย่างรื่นเริงใต้ต้นซากุระ ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือเป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรชีวิต

ถือเป็นวัฒนธรรม ที่สืบทอดกันมาในครอบครัวและญาติมิตรจะมีกิจกรรมมาร่วมกัน เช่น การปิคนิค ร้องเพลงเต้นรำ อย่างสนุกสนาน เพื่อชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ จนกลายมาเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่น

สถานที่ชมซากุระญี่ปุ่นปี 2019

การชมซากุระนั้นสามารถชมได้ทั่วญี่ปุ่น โดยซากุระจะบานโดยไล่จากภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศ ในแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทั้งสายพันธุ์ของต้นซากุระที่ดอกมีสีสันที่ต่างกันไป รวมไปถึงวัฒนธรรมในการเยี่ยมชมซากุระของคนในพื้นที่นั้น ๆ แม้กระทั่งอาหารและเครื่องดื่มในท้องถิ่นก็เปลี่ยนไปตามแต่ละพื้นที่ เรียกได้ว่าถ้าได้ไปจุดไหนในญี่ปุ่นก็จะได้รับความประทับใจอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเตรียมไปเทศกาล ฮานามิ

1) สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการไปปิกนิกก็คือ เสื่อ หรือแผ่นปูพื้นพลาสติก หากไม่มีสามารถไปหาซื้อตามร้าน 100 เยนทั่วไปในญี่ปุ่นได้เลย สามารถนำโต๊ะพับเล็ก ๆ มาตั้งวางของได้

2) แผ่นรองนั่งแบบพกพา พื้นใต้แผ่นปูอาจจะไม่เรียบ ดังนั้นสามารถติดแผ่นรองนั่งพกพาไว้ จะทำให้นั่งสบายกว่า (คนญี่ปุ่นเรียกว่า Zabuton)

3) อาหารและเครื่องดื่ม เป็นไฮไลท์ของการมาปิกนิกจะสมบูรณ์แบบไม่ได้ถ้าหากขาด ข้าวกล่อง หรือเรียกว่า เบนโตะ (Bento) ส่วนใหญ่อาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมจัดเตรียมมาจะเป็นอาหารที่ทานง่ายๆ เช่น ซูชิ ข้าวปั้นโอนิกิริ ไข่หวาน ไส้กรอกทอด ไก่คาราอาเกะ ขนมหวาน ผลไม้ แล้วก็เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไป ทัวร์ญี่ปุ่น ถ้าไปเที่ยวและไม่สะดวกในการเตรียมของก็สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อได้เลย ในการไปปิกนิกเยี่ยมชมซากุระอย่าลืมพกจานชาม ตะเกียบ แล้วก็แก้วกระดาษไว้ใส่อาหารด้วย

3) ถุงขยะ สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมและขาดไม่ได้เลย เพราะหลังจากทำกิจกรรม ไม่ควรเหลือขยะทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว เพื่อรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ชมซากุระ

4) อุปกรณ์ทำความร้อนพกพา ที่หาง่ายและเป็นที่นิยมก็คือถุงร้อน มีขนาดเล็กกระทัดรัดและให้ความอบอุ่นได้มากทีเดียว

5) กล้องถ่ายรูป เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับเก็บภาพความประทับใจของคุณและคนพิเศษ ในบรรยากาศที่ลอบล้อมไปด้วยดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่งสวยๆ แบบนี้

เมื่อได้เตรียมของสำหรับไปปิกนิกครบแล้ว ก่อนไปชมซากุระ เรามาดูข้อควรปฏิบัติและมารยาท ในการปิกนิกชมซากุระกัน

ข้อควรระวังในการปิกนิกและมารยาทในการชมซากุระ

1) จองที่แต่พอดี การจับจองที่นั่งสำหรับปิกนิกชมซากุระในช่วงนี้จะค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ หลาย ๆ คนต้องมาจองที่นั่งกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว ทั้งนี้การจับจองที่นั่งก็ควรจองพอดีกับจำนวนคน ไม่ควรจองที่นั่งเผื่อจนเกินพอดี แบ่งให้คนอื่น ๆ มาสัมผัสบรรยากาศสวย ๆ กับเราบ้าง

2) ไม่เสียงดังรบกวนผู้อื่น การพูดคุย ส่งเสียงคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเราก็ไม่ควรส่งเสียงดังเกินไปจนรบกวนคนอื่น หรือทำให้คนอื่นเสียบรรยากาศ

3. ตรวจสอบก่อนว่าบริเวณนั้นสามารถนั่งทานอาหารได้หรือไม่ ในทางที่ดีควรตรวจสอบก่อน ติดต่อโดยสถานที่โดยตรงหรือทาง website ได้

4) เก็บขยะให้เรียบร้อย ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเขาจะเล็งเห็นและให้ความสำคัญในเรื่องการแยกขยะมาก ๆ ดังนั้นหลังจากเสร็จจากการปิกนิกแล้ว นอกจากจะต้องเก็บกวาดขยะตรงจุดปิกนิกให้เรียบร้อย ควรแยกขยะตามประเภทต่าง ๆ และนำไปทิ้งในบริเวณที่จัดให้ด้วย

5) ชมซากุระอย่างมีมารยาทและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด หลายๆ ที่ในญี่ปุ่นที่เปิดให้เข้ามาปิกนิกชมซากุระมักจะมีกฎระเบียบกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่มีการกั้นระยะห่างระหว่างพื้นที่นั่งกับต้นซากุระไว้อย่างชัดเจน ตามมารยาทการชมซากุระที่ถูกต้องควรชมอย่างเดียว ไม่ควรสัมผัสหรือเด็ดดอกซากุระจากต้นโดยเด็ดขาด ซึ่งในเทศกาลจริงๆ แล้วเพียงแค่นั่งดื่มด่ำบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยซากุระสีชมพูบานสะพรั่งก็เพียงพอกับความสุขในช่วงเวลาเทศกาลฮานามิ

เมื่อได้อ่านบทความแล้วสนใจจะไปเที่ยวชมเทศกาล ฮานามิ (Hanami) สำหรับใคร ๆที่ตั้งใจว่าจะพาแฟน พาครอบครัว ไปชมความสวยงามของดอกซากุระที่ญี่ปุ่นก็ควรวางแผน จองตั๋ว จองทัวร์ญี่ปุ่น กันตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าหากพลาดไป ทัวร์อาจจะเต็มก็เป็นได้ การเยี่ยมชมซากุระที่ญี่ปุ่นไม่ควรพลาดเลย

ขอบคุณที่มาจาก ufa877

พิธี ชงชา

พิธี ชงชา
ชงชา

วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ชงชา (ซะโด)ของญี่ปุ่น

พิธี ชงชา (ซะโด,จะโด) คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่นั่งชมแต่สามารถลงมือทำกันได้อีกด้วย ในญี่ปุ่นมีหลายสถานที่ที่จะสามารถลองสัมผัสพิธีชงชาได้ แม้ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวก็ตาม ในบทความนี้จะมาอธิบายเกี่ยวกับพื้นฐาน พิธีชงชา(ซะโด) ที่ควรรู้จักหากได้มาญี่ปุ่น

หากย้อนกลับไปสมัยนารา ได้กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเริ่มมีการนำชามาจากประเทศจีน ในช่วงสมัยคามาคุระ วัฒนธรรมการดื่มชาเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากพระนิกายเซนนามว่า Eisai ได้เขียนหนังสือชื่อ “Kissai Yojo-ki” ได้บอกประโยชน์จากการดื่มชา จึงทำให้เห็นประโยชน์ของชาที่เป็นยาอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นการดื่มชาก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมที่พิเศษมากยิ่งขึ้นในสมัยมุโรมะชิ ทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์และมีการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ “Shoin” อันเป็นจุดกำเนิดของเรือนชงชาที่เห็นกันในปัจจุบัน “Tatemae” นั้นถือเป็นขนบธรรมเนียมที่สำคัญในพิธีชงชา โดยมีรากฐานมากจากปรัชญาของเซน ในสมัยอะซึชิ-โมโมยะมะ ช่วงศตวรรษที่ 15 พระ Sen no Rikyuได้พัฒนาปรัชญาแห่งการชงชาจนกระทั่งกลายมาเป็น “wabi-cha” ที่แฝงศิลปะแห่งความเรียบง่ายในแบบของญี่ปุ่น

ดังนั้น ซะโด คือ พิธีอย่างหนึ่งที่มีการจัดเตรียมชาและการดื่มชา โดยจะใช้ชาที่เป็นชาเขียว เป็นชาที่ดื่ม โดยจะมีผู้จัดเตรียมชงน้ำชาและ แขกที่เป็นผู้รับน้ำชา พิธีจะมีความสวยงามและเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างดี ทั้งหมดนี้ คือ เสน่ห์ของซะโด และหากมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันทำซะโดและดื่มชา จะเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ชะไค”

มารยาทซะโด

1. โอะซากินิ (Osakini)

โดยปกติแล้วตามงานพิธีชงชา(ชะไค) จะจัดให้อยู่ในฝั่งรับน้ำชา มารยาทแต่ละขั้นตอนจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กลุ่ม โดยส่วนใหญ่แล้วฝั่งที่เป็นฝ่ายรับน้ำชา จะมีคำพูดที่ใช้คือ “โอะซากินิ”

ซะโดนั้น เริ่มแรกจะทานขนมก่อนและหลังจากขนมใกล้จะหมดแล้ว จะได้รับถ้วยน้ำชาที่เป็นชาเขียวตามลำดับที่นั่ง ทั้งขนมและน้ำชา หากถึงลำดับของตัวเองแล้วต้องทักทายลำดับที่ต่อจากเราด้วยคำว่า โอะซากินิแล้วจึงรับขนมกับน้ำชามาทาน คำที่กล่าวไปความหมายว่า ขออนุญาตทานก่อนนะคะ เพื่อไม่ให้เสียมารยาทกับคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย การกล่าวถือเป็นมารยาทที่สำคัญมากสำหรับซะโด

2. ห้ามดื่มชาด้านหน้าของถ้วยชา

ก่อนที่ได้รับการแจกจ่ายน้ำชา ควรทานขนมให้ใกล้จะหมดเสียก่อน ขนมควรที่ค่อยตัดแบ่งแล้วทานเรื่อย ๆ สักพักก็จะได้รับน้ำชา และต้องระวังอย่าดื่มน้ำชาจากด้านหน้าของถ้วยชา เพราะถ้วยชานั้นจะถูกส่งผ่านมาให้ โดยจะหันด้านหน้าถ้วยชามาทางด้านผู้รับ ส่วนฝั่งผู้รับนั้นจะชื่นชมความงามของลายถ้วยน้ำชา ดังนั้นถือเป็นมารยาทที่ต้องไม่ทำให้ด้านหน้าของถ้วยชานั้นเปื้อนโดยการเปลี่ยนมุมดื่มน้ำชา ดังนั้นการดื่มชาให้ใช้มือขวาหยิบถ้วยน้ำชาแล้ววางไว้บนฝ่ามือซ้าย จากนั้นให้ใช้มือขวาประคองและหมุนถ้วยชาเล็กน้อย ให้ด้านหน้าของถ้วยชาเยื้องออกไป จึงสามารถดื่มน้ำชาได้ และไม่ควรดื่มที่เดียวจนหมด ควรที่จะแบ่งดื่มให้ได้สักสองถึงสามครั้ง

ขั้นตอนพิธีการดื่มชา

  1. เมื่อนั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้ชงชา ที่เรียกว่า ฮันโต ควรเลือกหยิบขนมโดยใช้ไม้ที่เรียกว่า โยจิ วางลงบนกระดาษที่ใช้รองขนม เรียกว่า ไคชิ และรับประทานก่อนที่ชาจะเสิร์ฟ
  2. เมื่อชามาเสิร์ฟ ต้องทำการคำนับ ฮันโต (โดยจะเสิร์ฟถ้วยชาด้านหน้าที่มีลายหันเข้าหาเรา)
  3. ใช้มือขวายกถ้วยชา และรองใต้ถ้วยด้วยมือซ้าย พร้อมกล่าวตามพิธีว่า “โอะซากินิ”
  4. หมุนถ้วยชาด้วยมือขวาตามเข็มนาฬิกา 2-3ครั้ง เพื่อให้ลายภาพของถ้วยชาหันออกไป หลังจากนั้นก็สามารถดื่มลิ้มรสชาติของชาได้
  5. หลังจากดื่มชาเสร็จ ให้ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ข้างขวาเช็ดขอบถ้วยบริเวณที่ดื่มเบาๆ และเช็ดปลายนิ้วด้วยไคชิ (กระดาษที่ใช้รองขนม)
  6. หมุนถ้วยชาทวนเข็มนาฬิกาด้วยมือขวา 2-3ครั้ง เพื่อให้ลายของถ้วยกลับมาอยู่ที่เดิม และชมลักษณะลวดลายของถ้วยชา
  7. หลังจากนั้นควรหมุนถ้วยชาทวนเข็มนาฬิกาอีก 2-3ครั้ง เพื่อให้ลายของถ้วยชาหันไปทางหน้าผู้เสิร์ฟ แล้ววางตรงจุดเดิมที่รับเสิร์ฟชาตอนแรก พร้อมคำนับขอบคุณ

พิธี ชงชา เป็นพิธีที่สง่างามในความเรียบง่าย หากอยากสัมผัสแก่นวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ควรมาสัมผัสกัน ดังนั้นมารยาทและขั้นตอนต่าง ๆ ของซะโดนั้น มีนับไม่ถ้วนเลย หากจำก็ไม่มีทางจะจำได้ทั้งหมด หากแม้ว่าจะไม่รู้มารยาทขั้นตอนก็ให้มองดูจากคนรอบตัวแล้วทำตามเค้าได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตั้งใจทำและทำจากใจมากกว่า

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.ufa877.com

หากคุณชอบ สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

เเช่ออนเซ็น (Onsen)

เเช่ออนเซ็น

วัฒนธรรมการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ควรรู้จักสัมผัสเมื่อเดินทางไปญี่ปุ่นแต่การจะลองก็จะต้องรู้จักวิธีการที่ทำให้ถูกต้องตามมารยาทและธรรมเนียม เพื่อที่จะได้รับความรู้สึกเหมือนได้แช่ออนเซ็นแบบต้นตำรับจริง ๆ

 วิธีการแช่ออนเซ็นให้มีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดี บำบัดด้วยการแช่น้ำแร่ในญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ ออนเซ็นประกอบด้วยแร่ธาตุและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ผลที่ได้ก็แตกต่างเช่นเดียวกัน เราจะพาไปรู้จักกับการแช่ออนเซ็นนั้นคืออะไร มีระเบียบและวีธีการใช้ในสถานที่อย่างไร

วิธีการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) ที่ควรรู้ 

วิธีการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) ที่ควรรู้

คำว่า ออนเซ็น (Onsen) ที่เรารู้จักกันนั้น ที่จริงแล้วคือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมากกว่า 3,000 แห่งในญี่ปุ่น บ่อออนเซ็นในญี่ปุ่นมีสีและแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำร้อนมีความแตกต่างกัน และการลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อนเราจะต้องเปลือยกายทั้งหมด

ญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ ทำให้มีบ่อน้ำร้อนตามธรรมชาติอยู่ทั่วไป และมีการใช้อย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ยุคโบราณ ย้อนไปตั้งแต่ช่วงท้ายศตวรรตที่ 7 (ราว 1,400 ปีก่อน) ตามกฏของ Onsen บ่อน้ำร้อนต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 25°C และมีแร่ธาตุต่าง ๆ ผสมอยู่ไม่ตำกว่า 19 ชนิด คุณสมบัติของการแช่ Onsen นอกจากจะช่วยอบอุ่นร่างกายในฤดูหนาวแล้ว ยังช่วยผ่อนคลาย ร่างกายหายเหนื่อยล้า บรรเทาความเครียด ซึ่งในน้ำยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่พร้อมทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยทั้งการบำรุงผิวพรรณและบรรเทาโรคเมื่อลงแช่อีกด้วย (ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุด้วย) ซึ่งแร่ธาตุต่าง ๆ และการแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็นจะให้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อร่างกายอีกด้วย

ขั้นตอนในการลงบ่อน้ำร้อน

ขั้นตอนในการ เเช่ออนเซ็น

1. อาบน้ำล้างตัวก่อนลงแช่ในบ่อน้ำร้อนออนเซ็นเสมอ

ควรนั่งบนเก้าอี้และชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายก่อนและให้ล้างฟองสบู่ออกให้หมดให้สะอาดในบริเวณที่อาบน้ำ มิฉะนั้นอาจทำให้ผู้ร่วมใช้บ่อน้ำร้อนคนอื่นไม่พอใจได้ หากคุณไม่อาบน้ำมาก่อน

2. ชำระร่างกายด้วยน้ำร้อน (Kakeyu)

การชำระร่างกายด้วยน้ำร้อน เสมือนเป็นการเตรียมพร้อมร่างกาย ทำให้ร่างกายปรับตัวให้ชินกับน้ำร้อน ควรเริ่มจากมือและปลายเท้า  ขึ้นมาสู่แขนและขา  ตามด้วยบนตัว  และศีรษะตามลำดับเพื่อทำให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิของนํ้าร้อน ซึ่งการทำให้ศีรษะเปียกก่อนเข้าสู่ห้องอาบน้ำร้อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะสามารถป้องกันอาการวิงเวียนและความร้อนวูบวาบได้

3. แช่น้ำร้อนครึ่งตัว (Hanshin-yoku)

ลงไปครึ่งตัวเพื่อให้ร่างกายชินกับการแช่น้ำ โดยการลงอ่างน้ำร้อนอย่างช้า ๆ เพียงครึ่งตัวถึงแค่ระดับเอว เพื่อทำให้ร่างกายได้ชินกับอุณหภูมิและความดันทำให้ไม่เกิดผลกระทบ เมื่อร่างกายรู้สึกอุ่นขึ้นแล้ว แนะนำให้ค่อย ๆ เคลื่อนไหวแขนและขา การแช่บ่อน้ำร้อนโปรดงดใช้เสียง

4. แช่น้ำร้อนจนถึงระดับไหล่ (Zenshin-yoku)

ให้แช่ตัวลงในน้ำจนถึงระดับไหล่ และสามารถพิงศีรษะกับขอบบ่อน้ำร้อนได้ แล้วปล่อยให้ร่างกายลอยอยู่ในน้ำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้การเคลื่อนไหวมือในน้ำอย่างช้าๆ ยังจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีอีกด้วย

5. ออกจากบ่อน้ำร้อนโดยไม่ต้องล้างตัว

การแช่น้ำร้อนไม่ควรล้างตัว เพราะส่วนผสมของสมุนไพรจะถูกชำระล้างออกไปด้วยการอาบน้ำ แต่หากใครมีผิวที่บอบบางอ่อนไหวง่ายจะทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังได้นั้น ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือสามารถล้างตัวอีกครั้ง

6. เช็ดร่างกายเบาๆก่อนที่จะขึ้น

ตอนขึ้นจากน้ำนั้น ให้เช็ดร่างกายเบา ๆ เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้หากเช็ดแรงเกินไป จากนั้นไปที่ห้องแต่งตัว

7. เติมน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

จากการที่เหงื่อออก ทำให้น้ำในร่างกายลดน้อยลงจากการแช่น้ำร้อน Onsen ควรดื่มน้ำให้มากๆหลังการแช่ เพื่อเติมน้ำให้กับร่างกาย

8. พักช้าๆ

ในระหว่างแช่น้ำพลังงานในร่างกายจะมีการถูกใช้ไป นอกจากนี้ความดันโลหิตก็ยังมีการผันผวน เพื่อการรักษาเสถียรภาพของร่างกาย จึงควรพักผ่อนอย่างน้อยประมาณ 15-30 นาทีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ

มารยาทการใช้บ่อน้ำร้อน

มารยาทการใช้บ่อน้ำร้อนออนเซ็น

  • ห้ามเติมน้ำเย็นลงในบ่อน้ำร้อน เพราะน้ำในบ่อ Onsen จะร้อนเกินไปสำหรับคุณ
  • ควรวางผ้าขนหนูเย็นไว้บนหัวศีรษะเพื่อหลีกเลี่ยงจากการวิงเวียนและลดอาการหน้ามืดในขณะการแช่น้ำร้อน
  • ห้ามแช่ผ้า หรือใส่ผ้าขนหนูลงในบ่อน้ำร้อน
  • ห้ามสวมใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดอื่น ๆที่ไม่สมควร
  • ควรชำระร่างกายในสถานที่ที่ควรชำระ
  • ควรล้างสบู่ออกให้หมดก่อนลงแช่บ่อน้ำร้อน
  • หากคนที่มีผมยาวควรมัดผมหรือเกล้าผม เพื่อไม่ให้ผมแช่ในบ่อน้ำร้อน
  • หลังจากแช่บ่อน้ำร้อน ควรพักผ่อนให้มาก ๆ และดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ
  • คนที่มีรอยสัก ตามหลักแล้วไม่สามารถแช่น้ำ Onsen ได้ (กฎนี้ถือเป็นธรรมเนียมทั่วไปในญี่ปุ่น)
  • ควรเช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปที่บริเวณตู้ล็อคเกอร์
  • ควรหลีกเลี่ยงการแช่บ่อน้ำร้อนหลังจากการรับประทานอาหารหรือหลังดื่มแอลกอฮอล์
  • ห้ามแช่บ่อน้ำร้อนมากกว่าวันละ 3 ครั้ง เพราะอาจจะทำให้รู้สึกวิงเวียนและเป็นลมได้
  • ห้ามซักผ้าในสถานที่อาบน้ำ

ประสิทธิภาพในการแช่ Onsen จะดีหรือไม่นั้นอาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการแช่ และถ้าหากคุณได้ทำตามขั้นตอนและวิธีการอย่างถูกต้องแล้ว คุณอาจจะที่รักการแช่บ่อน้ำร้อนมากขึ้นก็ได้

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.ufa877.com

หากคุณชอบ สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีแบบฉบับเฉพาะตัวในแบบของตัวเอง ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น หรือสิ่งที่คนไทยอย่างเราๆอาจจะมองว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่น่าซีเรียส แต่กับคนญี่ปุ่นแล้วถือได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกันมากเลยทีเดียวกับ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น 4ประการ ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น

1.การให้ทิปไม่ใช่หนึ่งใน ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น

การที่คุณไปใช้บริการกับสถานที่ไหนๆก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นในโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารทั่วไป หากคุณได้รับการบริการที่ดีก็ย่อมจะเป็นที่พอใจสำหรับตัวเราที่จะให้ทิปกับพนักงานผู้ให้บริการ เพื่อเป็นสินน้ำใจหรือเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่คนไทยทั่วไปส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้น เรื่องนี้อาจมองเพลินๆแล้วไม่มีอะไร แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นการให้ทิปถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการบริการนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในงานบริการทุกประเภท  และยังถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจและขนบธรรมเนียมตามแบบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นถึงความมีมารยาทและการให้เกียรติกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ให้บริการ หรือ ฝ่ายถูกบริการเองก็ตาม อีกทั้งพนักงานบริการส่วนมากจะได้รับการดูแลจากทางร้านค้าๆต่างเหล่านี้อยู่แล้ว  ดังนั้นแล้วคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงคิดว่าเมื่อได้รับค่าจ้างมาแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาทิปอะไรเพิ่มอีกเพราะพวกเขาได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอแล้วนั่นเอง

2.การกล่าวคำทักทายกันถือเป็นมารยาททางสังคม

คำทักทายเป็นมารยาททางสังคม

คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการกล่าวคำทักทายเป็นอย่างมาก เพราะการกล่าวคำทักทายสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วไม่ใช่เพียงแค่เป็นการทักทายกันธรรมดาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือได้ว่าเป็นมารยาททางสังคมขั้นพื้นฐานที่คนญี่ปุ่นทั่วไปพึงมีเลยทีเดียว เพราะประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้คนมีมารยาทและความเป็นระเบียบกันมากที่สุดในโลกในแถบภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เวลาเจอคนญี่ปุ่นก็คือ การกล่าวทักทายกันอย่างสุภาพ

3.คนญี่ปุ่นจะทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก

คนญี่ปุ่นมักทุ่มเทกับการทำงาน

ถือได้ว่าเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันไม่ตกสำหรับการทำงานในแบบของชาวญี่ปุ่น ซึ่งหากผู้อ่านยังไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงต้องทำงานหนักกันขนาดนี้ผู้เขียนก็ขอเกริ่นเอาไว้ก่อนเลยว่าคนญี่ปุ่นในยุคนี้จะมีแนวคิดในเรื่องการเงินที่ชัดเจน เพราะในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้มหาศาลก้อนโตจากการแพ้สงคราม และเพื่อเป็นการกู้คืนศักดิ์ศรีให้ประเทศชาติของตนเอง จากความพยามยามต่าง ๆเหล่านี้ทำให้คนภายในประเทศต้องต่อสู้และดิ้นรนทำงานกันแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมา บวกกับหลังจากสิ้นสุดช่วงยุคสงครามโลกมาได้ไม่นานภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศก็อยู่ในช่วงฝืดเคือง จึงทำให้คนญี่ปุ่นทำงานกันหนักมากขึ้น ฉะนั้นแล้วหากคุณมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นก็อย่าลืมความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยละ

4.ความตรงต่อเวลาถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ความตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด

สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในด้าน ความเป็นระเบียบร้อย,ความมีมารยาท และความพิถีพิถันเอาใจใส่แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดจากทั้งหมดที่กล่าวมาเลยก็คือเรื่องของเวลา เพราะคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องการตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า เป็นทั้งมารยาทการให้เกรียติและความรับผิดชอบเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในญี่ปุ่นคุณจะสามารถสังเกตุเห็นได้ในทุก ๆ ที่ในญี่ปุ่นไม่ว่าคุณจะขึ้นรถเมล์ นัดคุยงาน หรือแม้กระทั่งเรียนหนังสือ ความตรงต่อเวลาของคนญี่ปุ่นก็จะถูกแสดงออกมาให้ผู้คนทั่วไปได้พบเห็นกันอยู่เสมอ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ผมได้นำมาเสนอกันในบทความนี้ หวังว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงจะได้เข้าใจถึงธรรมเนียมการปฏิบัติ และการวางตัวหากได้พบเจอกับชาวญี่ปุ่นกันแบบคร่าวๆแล้วนะครับ ซึ่งผมหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่ทางตรงก็ทางอ้อมนะครับ หากเพื่อน ๆท่านใดสนใจอ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นก็สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์ ได้เลยนะครับ

ขอบคุณบทความดี ๆจาก www.ufa877.com  ที่มาให้ข้อมูลดี ๆ กับเราในวันนี้

ต้นกำเนิดของซูชิ

ต้นกำเนิดของซูชิ หลายๆคนคงอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าซูชินั้นมีที่มาจากประเทศแถวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้อย่างประเทศไทยและลาว แต่ก็ยังมีอีกหลายๆคนที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ต้นกำเนิดของซูชิ นั้นมีความเป็นมาอย่างไร และในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักเกี่ยวกับซูชิอาหารประจำชาติของชาวญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกต่างรู้จักกันว่ามันมีที่มาและที่ไปอย่างไรบ้าง

ต้นกำเนิดของซูชิ

จุดเริ่มต้น และ ต้นกำเนิดของซูชิ

สมัยก่อนข้าวและปลาถือเป็นอาหารจานหลักโดยทั่วไปของคนญี่ปุ่นในยุคโบราณ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวและการจับปลาตามแม่น้ำและในนาข้าวมาทำเป็นอาหาร ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเราคงทราบกันดีว่าการจะเก็บรักษาความสดใหม่ของอาหารเอาไว้นั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะในสมัยก่อนนั้นไม่มีทั้งตู้เย็นหรือเครื่องทำความเย็นเพื่อรักษาความสดใหม่ของปลาให้อยู่ได้นานๆเหมือนอย่างในสมัยนี้ อีกทั้งปัญหาทางด้านภูมิศาสตร์เกี่ยวกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้เกิดสภาวะแห้งแล้งและฝนตกหนัก ทำให้ไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลามารับประทานกันได้ตลอดทั้งปี และเหตุนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ ซูชิ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 700 โดยประมาณ โดยได้รับอิทธิพลมากจากอาหารหมักอย่าง “ปลาร้า” หรือ “ปลาส้ม” ที่ทำกันในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ทางฝั่งแม่น้ำโขงอย่างลาวและไทย รวมถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน

โดยการทำ ซูชิ นั้นก็คือกระบวนการหมักชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการนำข้าวที่มีมาหมักกับปลาและเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งในกระบวนการทำซูชินั้นจะทำให้สารที่มีชื่อว่า แลกติก หรือแอซิดแบคทีเรียตามธรรมชาติในข้าวเจริญเติบโตและทำปฏิกิริยากับแป้งข้าวเปลี่ยนให้เป็นกรดแลกติก ซึ่งเจ้าแบททีเรียตัวนี้จะช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยของเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ได้ (คล้ายๆกับการทำนมเปรี้ยว) ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวญี่ปุ่นในยุคโบราณอย่างแท้จริง และจุดประสงค์หลักๆในการทำซูชิขึ้นมานั้นก็เพื่อ เก็บรักษาและถนอมอาหาร ทำให้อาหารเป็นขนาดพอดีคำและสามารถพกพาไปเพื่อใช้เป็นเสบียงในการเดินทางได้อีกด้วย

ประเภทของซูชิ

ถึงคนส่วนใหญ่จะนิยมเรียกกันว่าซูชิแต่จริงๆแล้วซูชิไม่ได้มีแค่เเบบเดียวเท่านั้นแต่สามารถแบ่งออกได้ถึง 5 ประเภทดังนี้

1. นิกิริซูชิ (Nigiri Sushi) หรือซูชิที่พบได้บ่อยในโรงแรมหรือภัตตาคารมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปทรงวงรี แล้ววางด้วยเนื้อปลาดิบ เนื้อวัว เนื้อหมึก หรือของคาวอื่น ๆ ไว้ข้างบน อาจจะเสริมรสหรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลหรือวาซาบิ ซึ่งถือได้ว่าเป็นซูชิที่คนส่วนใหญ่นิยมรัปประทานกันมากที่สุด

นิกิริซูชิ (Nigiri Sushi) ต้นกำเนิดของซูชิ
นิกิริซูชิ

2. มากิซูชิ (Maki Sushi) ซูชิแบบนี้ถือได้ว่าเป็นที่นิยมในตลาดระดับล่างหรือพูดง่ายๆก็คือซูชิทั่วๆไปที่มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ต และ ตลาดนัด เนื่องจากตัววัตถุดิบที่นำมาทำมีราคาไม่สูงมาก และมีหลากหลายรูปแบบคนส่วนใหญ่จึงรู้จักกันดี โดยมีวิธีทำ 3 แบบด้วยกัน

  • แบบม้วนข้าวไว้ข้างในและสาหร่ายห่ออยู่ข้างนอก
  • แบบม้วนสลับกับแบบแรกโดยที่สาหร่ายจะอยู่ข้างในแทนส่วนข้าวอยู่ด้านนอก
  • ห่อเป็นรูปกรวย
มากิซูชิ (Maki Sushi)
มากิซูชิ

3. ชิราชิซูชิ (Chirashi Sushi) เป็นการจัดเรียงในรูปแบบที่คล้ายๆกับข้าวกล่อง โดยการนำเอา ปลาดิบ กุ้ง ปลาหมึก และผักชนิดต่างๆมาวางเรียงอยู่ด้านบนของข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง

ชิราชิซูชิ (Chirashi Sushi)
ชิราชิซูชิ

4. โอชิซูชิ (Oshi Sushi) จากเมืองโอซาก้าหรือเรียกว่ารูปแบบคันไซนั่นเอง โดยจะมีรูปแบบการทำโดยการเอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวโดยวางเนื้อปลาเอาไว้ด้านบน และนำมาหั่นให้เป็นขนาดพอดีคำ

โอชิซูชิ (Oshi Sushi)
โอชิซูชิ

5. อินะริ ซูชิ (Inari Sushi) เป็นซูชิประเภทหนึ่ง ที่ตัวข้าวและเนื้อสัตว์จะถูกห่ออยู่ในเต้าหู้มีลักษณะคล้ายกับไข่ยัดไส้ คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จักกันดีเท่าไหร่นัก เพราะไม่ค่อยมีคนนิยมทำมาขาย

อินะริ ซูชิ (Inari Sushi)
อินะริซูชิ

ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยหากจะบอกว่าซูชิเป็นอาหารที่คนทั่วโลกนิยมรับประทาน เพราะไม่ได้มีแค่หน้าตาและความอร่อยเท่านั้นแต่มันยังถูกหล่อหลอมมาด้วยประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่ยาวนานด้วยการวิวัฒนาการวิธีการทำซูชิตามแบบฉบับวิธีชนพื้นบ้านที่แปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลานั่นเอง

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก fhsredraiderfootball

หากท่านใดสนใจอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมก็สามารถไปดูกันได้ที่ อาหารญี่ปุ่น