โตเกียวดิสนีย์ซี

โตเกียวดิสนีย์ซี
โตเกียวดิสนีย์ซี

โตเกียวดิสนีย์ซี (Tokyo Disney Sea) สวนสนุกที่ขยายออกมาจากโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท สถานที่ตั้งใกล้กับโตเกียวดิสนีย์แลนด์ จากแนวความคิดของสวนสนุกที่แห่งนี้มีการดีไซน์รวมทั้งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายแล้วก็ตำนานที่เกี่ยวกับท้องทะเลต่างๆที่ประสมประสานอีกทั้งความโรแมนติกรวมทั้งความระทึกใจท้าทาย โดยจะมีโซนต่างๆในดิสนีย์ซีจึงเกี่ยวกับน้ำ ได้แก่ เมืองเวนีส ลำธารน้ำ ทะเล เรือไททานิก ถ้ำใต้น้ำในปล่องภูเขาไฟ เมืองในป่าดิบชื้นแถบอเมริกากลาง นางเงือกแล้วก็เมืองบาดาล ฯลฯ แล้วก็ส่วนมากได้แรงบันดาลใจจากภาพยนต์ดิสนีย์ที่เกี่ยวกับทะเล ยกตัวอย่างเช่น Finding Nemo หรือ Little Mermaid เป็นต้น

Tokyo Disney Sea สวนสนุกรวมทั้งดินแดนแห่งเทพนิยาย ในประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็ต่างใฝ่ฝันจำเป็นที่จะต้องไปเยือนสักหนึ่งครั้งให้ได้ Tokyo Disney Sea ก็เลยเป็นสวนสนุกที่รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังย้อนวัยเป็นเด็ก

Tokyo Disney Sea เป็นโครงการที่เกิดขึ้นต่อจากการขยายของ โตเกียวดิสนีย์แลนด์รีสอร์ต ตั้งอยู่ที่ เมืองอูรายาซุ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

โตเกียวดิสนีย์ซี มีโซนสำคัญๆที่น่าสนใจ 7 โซน ดังเช่น

  • เมืองลับแลสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Lost river delta)
  • ชายทะเลฝั่งอาหรับ (Arabian Coast)
  • ทะเลสาบนางเงือก (Mermaid Lagoon)
  • เกาะลึกลับ (Mysterious Island)
  • ชายน้ำฝั่งอเมริกา (American Waterfront)
  • เมืองเรือแห่งการศึกษาค้นพบ (Port Discovery)
  • ท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Harbor)

เครื่องเล่นที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักเดินทางและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยียน Tokyo Disney Sea ได้แก่ Journey to the center of the Earth / Tower of Terror / Temple of the Crystal Skull / Raging Spirits ส่วนโซนที่เหมาะสำหรับเด็กหรือคนที่ไม่รักความระทึกใจมากเท่าไรนัก ได้แก่ 20,000 Leagues Under the Sea / Aquatopia / Storm Rider แล้วยังเพลิดเพลินใจไปกับการแสดง BraviSEAmo / Mermaid Lagoon Theater และก็โรงภาพยนต์ 3 มิติที่ขึ้นชื่อลือชาอย่าง The Magic Lamp Theater อีกด้วย

นอกเหนือจากนั้นก็มีร้านอาหารที่เสิร์ฟอีกทั้งอาหารคาวอาหารหวาน ที่จัดแต่งจานสไตล์ดิสนีย์ให้ดูน่ารักน่ารับประทาน แล้วก็ร้านขายของฝากสวยๆสำหรับคนที่ชอบหรือเป็นทาสดิสนีย์ สิ่งของพวกนี้บางครั้งก็อาจจะดูดเงินในกระเป๋าของคุณแบบไม่ทันตั้งตัวเลยก็ว่าได้

ค่าเข้าชม Tokyo Disney Sea

• ผู้ใหญ่ 7,400 เยน

• เด็ก (อายุ 12-17 ปี) 6,400 เยน

• เด็ก (อายุ 4-11 ปี) 4,800 เยน

• ผู้สูงอายุ (65 ปี ขึ้นไป) 6,700 เยน

ถ้าหากจองตั๋วผ่าน H.I.S ราคา 7,400 เยน และก็สามารถเปลี่ยนเป็นบัตรเเข็งได้ แต่ว่าจำเป็นจะต้องเพิ่มตังอีกนิดนึง และก็ที่สำคัญอย่าลืมไปกด FASS PART จะได้ไม่เสียเวลาคอยคิว กดเสร็จก็ถ่ายภาพเเละตะลุยกินทุกสิ่งทุกอย่างใน Disney ได้เลย

เวลาเปิด-ปิด Tokyo Disney Sea : วันธรรมดา 9.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ แล้วก็วันหยุดราชการ 8.00-22.00 น.

การเดินทางไป Tokyo Disney Sea : จากสถานี JR Maihama ต่อรถไฟ Disney Resort Monorail ไปยัง Disney Sea Station ใช้เวลาโดยประมาณ 10 นาที

Cr. ufabet1688

Tokyo Disneyland

Tokyo Disneyland
Tokyo Disneyland

Tokyo Disneyland (โตเกียวดิสนีย์แลนด์) สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดและก็เป็นที่นิยมสูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เมื่อได้เข้าไปสัมผัสแล้วจะต้องกล่าวว่าราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจินตนการเลย เป็นสวนสนุกที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย และก็มีสิ่งที่น่าดึงดูดจำนวนมากอีกทั้งขบวนพาเหรดตัวการ์ตูนดิสนีย์ ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายของกิน ของว่าง แล้วก็เครื่องดื่มในธีมดิสนีย์ แต่ละอย่างสวยมากๆ

ส่วนเครื่องเล่นยอดนิยมก็คือเครื่องเล่นสไตล์หวาดเสียวได้แก่ Big Thunder Mountain, Splash Mountain แล้วก็เครื่องเล่นสไตล์ผจญภัยที่เอารายละเอียดของการ์ตูนและก็หนังดิสนีย์มาทำ ได้แก่ C i n d e r e l l a และก็ P i r a t e s o f t h e C a r i b b e a n เป็นต้น ทั้งหมดนี้กล่าวได้ว่าเป็นที่นิยมต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานานอย่างยิ่งจริงๆ

ดิสนีย์คริสต์มาส โตเกียวดิสนีย์แลนด์

เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 พ.ย. 2 0 1 9 เป็นต้นไป

มาสนุกสนานกับช่วงคริสต์มาสที่ให้คุณรวมทั้งครอบครัว เพื่อนๆรวมทั้งคนสำคัญของคุณได้มีความจำอันดีงามด้วยกันที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ทกับกิจกรรมพิเศษ ดิสนีย์คริสต์มาส ซึ่งจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 4 8 วันระหว่างวันศุกร์ที่ 8 พ.ย. – วันพุธที่ 2 5 ธ.ค. 2 0 1 9 ที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์

โตเกียวดิสนีย์แลนด์จะมอบช่วงคริสต์มาสอัศจรรย์สุดหรรษาในแบบอย่างของโตเกียวดิสนีย์แลนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ หนังสือภาพแห่งเรื่องราวในวันคริสต์มาสของบรรดาผองเพื่อนพ้องดิสนีย์ และก็มีการแสดง ดิสนีย์คริสต์มาสสตอรี่ส์ ขบวนพาเหรดเรื่องราวของเหล่าผองเพื่อนดิสนีย์ที่กำลังเริ่มจะมีช่วงเวลาที่ครึกครื้นในวันคริสต์มาส ทั้งจะเปลี่ยนแปลงโปรแกรมความเพลิดเพลินบางชุดเป็นเวอร์ชั่นคริสต์มาสด้วยเหมือนกัน

คุณจะได้สนุกสนานเพลิดเพลินใจกับเรื่องราวในวันคริสต์มาสของเหล่าดิสนีย์ในชุดคอสตูมพิเศษสำหรับช่วงคริสต์มาส เริ่มด้วยเรื่องราวของโดนัลด์ ดั๊กในชุดซานตาคลอส พร้อมกับเดซี่ ดั๊กและบรรดาหลานชายขณะกำลังใช้ช่วงเวลาด้วยกันในครอบครัวอย่างสนุก หรือเรื่องราวของมิกกี้ เมาส์และก็มินนี่ เมาส์ขณะกำลังใช้ช่วงเวลาร่วมกับเหล่าผองเพื่อนในวันคริสต์มาสอย่างสนุก เป็นต้น

เมื่อขบวนพาเหรดหยุดเดินขบวนระหว่างการแสดง เสียงระฆังจะดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มงานคริสต์มาสปาร์ตี้ พร้อมให้ท่านได้ร่วมสนุกสนานกับขบวนพาเหรดโดยการปรบมือตามเสียงสั่นกระดิ่งของเหล่าผองเพื่อนดิสนีย์ สร้างเสริมบรรยากาศแห่งความสนุกให้รื่นเริงมากขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับ แล้วก็ในช่วงสุดท้ายของการแสดง คุณแล้วก็ผองเพื่อนดิสนีย์จะได้ร่วมกันฉลองช่วงคริสต์มาสอันแสนอบอุ่นหัวใจท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายทั่วเส้นทางพาเหรด

• ตำแหน่งที่พาเหรดหยุดเดินขบวนมี 2 ที่ ได้แก่ 1. รอบๆระหว่างเวสเทิร์นแลนด์และก็แฟนตาซีแลนด์ 2. พลาซ่า

• การแสดงพาเหรด ดิสนีย์คริสต์มาสสตอรี่ส์ ได้รับการช่วยสนับสนุนจาก J a p a n A i r l i ne s

นอกจากนั้น ในยามค่ำคืน โตเกียวดิสนีย์แลนด์จะแสดงภาพ แสงสว่าง สี รวมทั้งท่วงทำนองดนตรีเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ค่าเข้าชม

• ผู้ใหญ่ 7 , 4 0 0 เยน

• เด็ก (อายุ 1 2 – 1 7 ปี) 6 , 4 0 0 เยน

• เด็ก (อายุ 4 – 1 1 ปี) 4 , 8 0 0 เยน

• คนสูงอายุ ( 6 5 ปี ขึ้นไป) 6 , 7 0 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด

• วันปกติ 9.00-22.00 น.

• วันเสาร์-อาทิตย์และก็วันหยุดราชการ 8.00-22.00 น.

การเดินทาง

• นั่งรถไฟสาย J R K e i y o L i n e ไปลงสถานี M a i h a m a

Cr. ufabet1688

สวนสนุกในประเทศญี่ปุ่นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน

สวนสนุกในประเทศญี่ปุ่นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน
สวนสนุกในประเทศญี่ปุ่นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน

สวนสนุกในประเทศญี่ปุ่นยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน

Universal Studio Japan สนุกกับเครื่องเล่นสุดมัน ในบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นกับฉากจำลองจากภาพยนตร์ยอดนิยมของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ พิเศษสุดกับโลกแห่งเวทมนตร์จากภาพยนตร์มีชื่อเสียง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เดียวในเอเชีย พร้อมจองตั๋วล่วงหน้าได้ง่ายรวมทั้งสะดวกสุดๆ

ถ้าหากว่ามีนักท่องเที่ยวมีการวางแผนเดินทางที่จะท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เชื่อได้ว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากที่จัดให้สถานที่แห่งนี้ยอดเยี่ยมในสถานที่เที่ยวที่จำเป็นต้องไปเยือนแน่ๆ เพราะอะไรนั้นพวกเราลองไปชมกันได้เลย

ส่วนมากแล้วนักเดินทางที่ไปโอซาก้าแล้วก็ฝั่งคันไซมักจะไม่พลาดการไปเยือนยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน (USJ) สวนสนุกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของภาพยนตร์ยอดฮิตระดับโลก พร้อมเครื่องเล่นเยอะมากที่เหมาะกับมาสนุกสนานกับเพื่อนและก็ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซน Harry Potter ที่จะพาทุกคนเข้าไปสัมผัสกับโลกเวทมนตร์สุดตระการตา นอกจากนั้นยังมีโซนอื่นๆที่น่าดึงดูดไม่แพ้กัน ดังเช่น Jurassic Park, Minion รวมทั้งขบวนพาเหรดการ์ตูนตามที่ยิ่งใหญ่ในทุกๆวันอีกด้วย

Universal Studio Japan ตั้งอยู่ที่ไหน

นับได้ว่าเป็นไฮไลท์ที่สำคัญของการมาท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากว่าในทวีปเอเชียมีดินแดนของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ อยู่เพียงแต่ 2 ที่แค่นั้น หนึ่งในนั้นก็คือ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน ตั้งอยู่ที่เขตโคโนฮานะ จังหวัดโอซาก้า ญี่ปุ่น ที่นี่มีลักษณะเป็นธีมปาร์ค โดยได้รับแรงบัลดาลใจจากภาพยนตร์ต่างๆในเครือยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าดึงดูดจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องเล่นสุดสนุกสนานในธีมต่างๆแล้วก็ยังมีร้านขายของ ร้านอาหาร และที่พักให้บริการแบบครบวงจร กลายเป็นสถานที่เที่ยวได้รับความนิยมที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างต้องการมาสัมผัส

เพราะเหตุใดจะต้องมาเยือน

ถ้าหากพูดว่าเป็นสวนสนุก หลายๆคนก็อาจจะยังเฉยๆแต่ว่าถ้าเกิดพูดว่าเป็นธีมปาร์คที่มีธีมมาจากภาพยนตร์โด่งดังมากมายเรื่องของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ได้แก่ มินเนี่ยน, สไปเดอร์แมน, แฮร์รี่ พอตเตอร์ รวมทั้งจอว์ส ซึ่งบางโซนก็มีแค่เพียงที่เดียวในทวีปเอเชียแค่นั้น ก็อาจก่อให้ตาลุกวาวได้และไม่เพียงเท่านั้นเพราะว่ายังมีเครื่องเล่นมากมายแบบที่มาพร้อมทั้งเทคโนโลยีนำสมัย ทั้งยังรถไฟเหาะสุดเสียวแล้วก็เครื่องเล่นที่มากับเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย โดยจะแบ่งได้โซนต่างๆเช่น

– Hollywood ยกฮอลลีวูดจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ พร้อมเครื่องเล่นรถไฟเหาะที่จะปลดปล่อยผู้เล่นลงมาจากความสูงถึง 43 เมตร

– Wonderland จินตนาการไปในโลกแห่งความฝันที่แสนหวานกับเหล่าการ์ตูนสุดน่ารัก

– New York ตะลุยนิวยอร์กกับสไปเดอร์แมน

– Minions Park โลกแห่งตัวป่วนสีเหลืองสุดแสบ

– San Francisco ประทับใจกับเมืองท่าริมหาดบรรยากาศคูลๆ

– Jurassic Park ฝ่ามิติกลับไปพบไดโนเสาร์ กับรถไฟเหาะของโลกอย่าง The Flying Dinosaur

– Amity Village ตื่นเต้นแล้วก็ลุ้นกับการพบฉลามตัวใหญ่ยักษ์จาก Jaws

– The Wizarding World of Harry Potter ท่องไปในโลกแห่งเวทมนตร์กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เดียวในเอเชีย

ดังนี้ในแต่ละโซนก็จะเต็มไปด้วยเครื่องเล่นนานาชนิด อีกทั้งรถไฟเหาะ เครื่องเล่นสามมิติกับเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย การแสดงที่น่าดึงดูดมากมายที่หาดูได้ที่นี่เพียงแค่นั้น ทั้งยังยังมีร้านขายของ ร้านอาหารตามธีมของแต่ละโซนให้ได้ท่องเที่ยวชมกัน แล้วก็ถ้าต้องการดื่มด่ำกับโลกแห่งเวทมนตร์ให้เต็มที่ก็จะต้องลิ้มลองบัตเตอร์เบียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูร้อนที่จะมีแบบโฟรเซนจัดเสิร์ฟด้วย

ค่าเข้าชม : Studio Pass ผู้ใหญ่ 7,900 เยน , เด็ก 5,400 เยน ตอนนี้ยังมีตั๋ว Universal Express Pass หลากหลายชนิดที่ราคาแตกต่างไปตามระยะเวลาของปี และก็จำพวกเครื่องเล่นที่อยู่ในแพคเกจ

เวลาเปิด-ปิด : ราวๆ 09.00-21.00 น. โดยจะแตกต่างไปในทุกๆวัน

การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย JR Yumesaki Line ไปลงสถานี Universal City แล้วเดินไปอีกราวๆ 3 นาที

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Cr. UFABET

เหตุผลที่ควรจะดูพยากรณ์สภาพอากาศเมื่อเยือนประเทศญี่ปุ่น

เหตุผลที่ควรจะดูพยากรณ์สภาพอากาศเมื่อเยือนประเทศญี่ปุ่น
เหตุผลที่ควรจะดูพยากรณ์สภาพอากาศเมื่อเยือนประเทศญี่ปุ่น

เหตุผลที่ควรจะดูพยากรณ์สภาพอากาศเมื่อเยือนประเทศญี่ปุ่น ในขณะนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ จะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในรายชั่วโมงของทุกวัน ก็เลยทำให้คนที่จะได้ไปเยือนที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นจำเป็นต้องดูพยากรณ์สภาพอากาศนั่นเอง ด้วยเหตุนั้นพวกเราก็เลยมาชี้แนะเหตุผลที่ทำไมคนประเทศญี่ปุ่นถึงจะต้องดูพยากรณ์อากาศ เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมจัดการกับลักษณะอากาศกันได้ถูก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

การดูพยากรณ์สภาพอากาศเมื่อเยือนประเทศญี่ปุ่น

การพกไอเทมปะทะกับอากาศนอกบ้าน

ถ้าหากเป็นเมืองไทยจะร้อน และร้อนจัด แต่ว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นจะมี ฝน 5 นาที แดด 5 นาทีสลับกันไปๆมาๆอย่างนี้ตลอดวัน หรือบางวันก็จะมีละอองฝนตลอดทั้งวัน หรือไม่ก็ตกแรงเป็นหย่อมๆเปียกเป็นช่วงทำให้การดูพยากรณ์สภาพอากาศนั้นสำคัญมาก ด้วยเหตุนั้นไอเทมที่สำคัญคือ ร่ม เสื้อกันลมหรือละออง เสื้อคลุมในวันที่อากาศเย็น รวมถึงรองเท้าที่แม้ต้องเดินตลอดวันก็จะไม่เปียกซึมถึงถุงเท้านั่นเอง บางวันตกครึ่งวันแดดครึ่งวัน ก็เพิ่มเครีมป้องกันแสงแดดเข้าไปด้วย

เปลี่ยนที่เที่ยวถ้าหากสภาพภูมิอากาศไม่เป็นใจ

สำหรับนักเดินทาง แผนท่องเที่ยวอาจจะสำคัญมาก แต่ว่าหากมาพบวันที่อากาศไม่ดีอาจจะอารมณ์เสียกันแน่ โดยเหตุนี้การดูพยากรณ์สภาพอากาศจะมีผลให้พวกเราจัดแนวทางท่องเที่ยวได้ดีมากขึ้นรวมทั้งจะได้เปลี่ยนแนวทางเมื่อมีอากาศไม่เหมาะสมกับสถานที่ที่ไป

การแต่งตัวให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ

นอกเหนือจากการที่จะมีไอเทมได้รับความนิยมสำหรับในการแต่งตัวที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ยังจะต้องแต่งตัวให้เหมาะสมกับอากาศที่ในที่นั้นๆด้วย ไม่เช่นนั้นคงจะจะต้องดำรงชีวิตอย่างทรมานอย่างยิ่งจริงๆ พวกไอเทมพิเศษ เช่น รองเท้ากันน้ำ กันหิมะ ผ้าที่มีไว้พันคอ ถุงมือ หรืออากาศหนาวแค่ไหนควรสวมเสื้อทำความร้อน หรือร้อนแค่ไหนถึงควรใส่เนื้อผ้าแบบ dry หรือผ้าลินินที่เน้นการถ่ายเทอากาศได้ดี

ปกป้องตัวเองจากอาการป่วยเพราะอากาศ

เนื่องจากว่าถ้าเกิดแต่งตัวไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศหรือไม่ได้เตรียมพร้อมให้ดีแล้วล่ะก็บางทีก็อาจจะป่วยได้ไม่ยากเลย และก็ ยาจากประเทศไทยนั้น บางทีมาพบสภาพภูมิอากาศที่ต่างกันก็ทำให้พวกเราหายยากขึ้นอีกด้วย โดยเหตุนั้นการดูพยากรณ์สภาพอากาศประเทศญี่ปุ่นค่อนจะสำคัญมากๆร่างกายป่วยไข้ง่ายสุดๆและก็ยาก็แพง ค่ารักษาพยาบาลก็แพงอีกเช่นกัน

การคำนวนสภาพความหนาแน่นสำหรับการใช้รถไฟ

พยากรณ์อากาศจะช่วยพวกเราได้เป็นอย่างมาก โดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาฝนตกหรือเวลาหิมะตก เนื่องจากคนภายในสถานีรถไฟจะมากกว่าปกติ ตอนเวลาเร่งด่วนจะเยอะแยะกว่าธรรมดาเกือบจะเท่าตัว มีหลายเหตุผล เช่น รถไฟสายไปราว 5-10 นาทีคนภายในสถานีจะสะสมกระทั่งเต็มชานชาลา ยิ่งตอนลมพายุเข้า แผ่นดินไหว หรือหิมะตกบางทีก็อาจจะจำเป็นต้องอยู่บนรถไฟเป็นเวลายาวนานกว่าเดิม

หลบหลีกภัยต่างๆจากลักษณะอากาศ

ในระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ก่อนที่จะออกมาจากบ้าน พวกเราจะไม่เคยรู้เลยว่าภายนอกคืออะไร เพราะเหตุว่าจะไม่มีเสียงเข้ามาได้ยินในบ้านเช่นกัน ทั้งยังมีแอร์อีกด้วย หากไม่มองพยากรณ์อากาศมาก่อนก็จะไม่ทราบว่าข้างนอกบ้านเป็นอย่างไร

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

Cr. UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น
มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นของสถานที่ที่ได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกในประเทศญี่ปุ่นเป็น สถานที่เหล่านั้นส่วนมากจะมีความหลากหลายในธรรมชาติ ทั้งยังยังมีความงดงามอีกทั้งมีสี่ฤดู ซึ่งยากจะหาสถานที่ลักษณะอย่างนี้ที่แห่งไหนบนโลกเทียบเท่า หรือแม้กระทั้งสถานที่เป็นรอยจารึกอันเจ็บปวดในสมัยก่อน ดังเช่น อะตอมมิก บอมบ์ โดม (สวนสันติภาพที่ฮิโรชิมะ) ที่ไม่สมควรถูกลืม ในบรรดาสถานที่ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแล้วก็ประวัติศาสตร์พวกนี้ อาคารบ้านเรือนหลายๆที่ได้รับอิทธิพลมาจากความอ่อนไหวที่ไม่มีใครเหมือนของคนประเทศญี่ปุ่น

ถ้าเกิดคุณได้สัมผัสกับการออกแบบที่มีพลังพวกนี้แล้ว คุณจะเข้าใจสาระสำคัญคิดของคนญี่ปุ่นแล้วก็รากฐานของวัฒนธรรมได้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

  • วัดโฮริวจิ จังหวัดนารา (N a r a) : Buddhist Monuments in the Horyu-ji Area
  • ปราสาทฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ (H y o g o) : Himeji-jo Castle
  • เทือกเขาชิระคะมิ-ซันจิ จังหวัดอะโอโมริ (A o m o r i) หรือจังหวัดอะคิตะ (Akita) : Shirakami-sanchi Mountain Range
  • เกาะยะกุชิมะ จังหวัดคะโงะชิมะ (K a g o s h i m a) : Yakushima Island
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าเกียวโต, Uji จังหวัดเกียวโต (K y o t o) และเมือง Otsu จังหวัดชิงะ (S h i g a) : Historic Monuments of Ancient Kyoto
  • หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิระคะวะโกะ จังหวัดกิฟุ (G i f u) และโกคะยะมะ จังหวัดโทยามะ (T o y a m a) : The Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama
  • อนุสรณ์สวนสันติภาพ จังหวัดฮิโรชิมะ (H i r o s h i m a) : Hiroshima Peace Memorial (G e n b a k u D o m e)
  • ศาลเจ้าชินโตอิทสุคุชิมะ จังหวัดฮิโรชิมะ (H i r o s h i m a) : Itsukushima Shinto Shrine
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาราโบราณ จังหวัดนารา (N a r a) : The Historic Monuments of Ancient Nara
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ศาลเจ้าโทโชงุ จังหวัดโทชิงิ (T o c h i g i) : The Shrines and Temples of Nikko
  • โบราณสถานงุซึคุ จังหวัดโอกินาวะ (O k i n a w a) : Gusuku Sites and Related Properties of the Kingdom of Ryukyu
  • สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางจาริกแสวงบุญแถบเทือกเขาคิอิ จังหวัดนารา (N a r a), วากายะมะ (W a k a y a m a) และมิเอะ (M i e) : Sacred Sites and Pilgrimage Routes in the Kii Mountain Range
  • อุทยานแห่งชาติชิเรโทโกะ จังหวัดฮอกไกโด (H o k k a i d o) : Shiretoko
  • เหมืองเงินอิวะมิ กินซัน จังหวัดชิมะเนะ (S h i m a n e) : Iwami Ginzan Silver Mine
  • ฮิระอิซุมิ จังหวัดอิวะเตะ (I w a t e) : Hiraizumi
  • เกาะโอกะซะวะระ จังหวัดโตเกียว (T o k y o) : Ogasawara
  • ภูเขาไฟฟูจิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแรงบันดาลใจทางศิลปะ : Fujisan, sacred place and source of artistic inspiration
  • โรงงานผ้าไหมโทมิโอกะ จังหวัดกุมมะ (G u n m a) : Tomioka Silk Mill

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นมรดกโลกของญี่ปุ่น ที่ได้จดทะเบียนแล้ว ซึ่งจะมีหลายหลายสถานที่ที่มีจุดเด่นที่อาจจะแตกต่างกันในบางจุด UFABET หากสนใจสถานที่สำคัญ ๆ ในแต่ละจุดเพื่อการศึกษาก่อนจะไปเยือนเราจะนำข้อมูลแต่ละสถานที่มาบอกกัน….

แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น

แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น
แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น

แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น ที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังๆอย่าง S K – Ⅱ หรือแบรนด์ที่มีราคาสบายกระเป๋าอย่าง C a n m a k e ยอดเยี่ยมเครื่องใช้สำหรับผู้กำลังมองหาของที่ระลึกอย่างเช่นแบรนด์เครื่องแต่งหน้าต่างๆของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีร้านขายยาอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย แต่ว่าไม่เหมือนกับร้านขายยาธรรมดาก็คือ ร้านค้าพวกนี้นอกเหนือจากการที่จะมีผลิตภัณฑ์อย่างยาพาราแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์พวกเครื่องแต่งหน้า สินค้าเพื่อความสะอาด และก็กระดาษชำระวางขายอยู่อีกด้วย ยิ่งร้านค้ามีขนาดใหญ่มากแค่ไหน สินค้าด้านความสวยงามของทางร้านค้าก็จะมีให้เลือกมากยิ่งขึ้นเพียงแค่นั้น ถ้ามองแบรนด์เครื่องแต่งหน้าประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับเพื่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องแต่งหน้าของเหล่าวัยรุ่น หรือสายดูแลผิวพรรณกันได้เลย

1. C a n m a k e

Canmake เป็นแบรนด์ที่มีอยู่เกือบทุกที่และก็ยังมีราคาถูกอีกด้วย คุณสามารถซื้ออายแชโดว์ได้ในราคาเพียงแค่ 600 เยนแค่นั้น ! ด้านประสิทธิภาพก็เองก็นับว่าดีเกินราคา

2. D a i s o

Daiso เป็นร้านค้า 100 เยน ซึ่งมีความหมายว่าผลิตภัณฑ์ทุกสิ่งที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านค้ามีราคา 100 เยน เครื่องแต่งหน้าของ Daiso โดยเฉพาะ Elfa Pearl in Eye Shadow นั้น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเว็บรีวิวเครื่องแต่งตัวของประเทศญี่ปุ่น

3. C a n ★ D o

Can★Do ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในราคา 100 เยน ทั้งยังยังได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเว็บรีวิวเครื่องแต่งหน้าของประเทศญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน

4. C e z a n n e

Cezanne เป็นแบรนด์เครื่องแต่งหน้าที่พบเห็นได้ง่ายในร้านขายยา สินค้าของแบรนด์นี้จุดโฟกัสไปที่เครื่องแต่งหน้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มีคุณภาพสูงรวมทั้งราคาไม่แพง

5. C o f f r e t D ‘ o r

Coffret D’or มีชื่อเสียงในฐานะเครื่องแต่งหน้าที่ศิลปินดังอย่าง ซาโตมิ อิชิฮาระ, มาซามิ นางาฮาระ, และก็ ฮิโรมิ นางาซากุ เลือกใช้ เป็นเครื่องแต่งหน้าที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

6. K A T E

KATE ไม่ใช่เครื่องแต่งหน้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันเสียทีเดียว แต่ว่าเป็นเครื่องแต่งหน้าที่เหมาะสมกับเวลาออกท่องเที่ยวในวันสุดสัปดาห์ หรือขณะที่คุณคิดอยากทดลองอะไรใหม่ๆขึ้นมา แน่นอนว่าสามารถใช้ในชีวิตประจำได้ถ้าคุณปรารถนา

7. M A J O L I C A M A J O R C A

Majolica Majorca เป็นแบรนด์ที่แค่เพียงแวะเข้าไปดูเว็บก็มีเรื่องมีราวให้บันเทิงใจแล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมีเรื่องมีราวราวเป็นของตนเอง ซึ่งมักมีธีมที่เกี่ยวข้องกับความสุขรวมทั้งแฟนตาซี ยิ่งกว่านั้นตัวผลิตภัณฑ์เองก็ยังมีราคาที่ไม่แพงอีกด้วย

8. H a d a L a b o

Hada Labo เป็นแบรนด์ของโทนเนอร์แล้วก็โลชั่นเสริมความสวย ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แบรนด์นี้มีชื่อเสียงก็คือ Goku-jun ตามที่มองเห็นอยู่ในทั่วๆไป

9. น้ำมันสึบากิของ O s h i m a T s u b a k i

แม้ว่าจะมีราคาสูงนิดหน่อย แต่ว่าก็รับประกันได้ว่าคุ้มอย่างแน่นอน น้ำมันสึบากิเป็นน้ำมันจากดอกคามิเลีย น้ำมันสึบากิของ Ooshima tsubaki นั้นทำจากดอกคามิเลีย 100% มีคุณภาพช่วยทำนุบำรุงผมเสียให้ชุ่มชื้นมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

10. M u j i r u s h i P r o d u c t s

เครื่องแต่งหน้าของ Mujirushi Products บางทีอาจมองไม่สะดุดตา แต่ว่าด้านความสามารถนั้นการันตีได้ว่าไม่ด้อยกว่าแบรนด์ใดอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่ขอแนะนำเป็นพิเศษคือสกินโทนเนอร์รวมทั้งน้ำมันโจโจบา

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก UFABET

ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ

ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ
ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ

ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ อย่างที่ได้รู้ ๆ กันอยู่ว่าตัวอักษรคันจินั้นมาจากรูปภาพ ก็คือการที่ได้นำภาพที่เห็นมาเขียนเป็นภาษา และทำให้เกิดความหมายขึ้นมา ซึ่งถ้าเป็นตัวอักษรคันจิง่าย นั้นเราอาจจะพอนึกภาพตามได้ แต่ถ้าเป็นตัวคันจิยาก ๆ หรืออาจจะมีตัวประกอบหลาย ๆ ส่วน จึงทำให้เราอดสงสัยไม่ได้เลยว่ามันคือภาพอะไร หรือมีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งในบทความนี้เราจะพาผู้ที่สนใจไปดูความหมายที่น่าลึกซึ้งของคำว่า “助ける” (T a s u k e r u – ช่วยเหลือ) ในมุมมองของคนญี่ปุ่นกัน

เมื่อถึงระยะเวลาแห่งการทำที่นาปลูกข้าวในแต่ละพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ในแต่ก่อน ผู้คนในถิ่นฐานก็จะมาร่วมด้วยช่วยเหลือกัน กระทั่งนับว่าเป็นเครื่องหมายของวัฒนธรรมการปลูกข้าวเลยก็ว่าได้


ซึ่งตัวคันจิทางด้านซ้ายของคำว่า 助 (J y o) คือตัว 且 ( S h o) คันจิตัวนี้มีรูปร่างเสมือนเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ใช้ทำทำการเกษตร มีลักษณะเหมือนเสียมแต่ว่าใหญ่มากยิ่งกว่า มีใบมีดที่กว้างรวมทั้งที่จับเป็นไม้ ใช้ในลัษณะของการกระพรวนดินรวมทั้งตัดวัชพืชไปในตัว ส่วนทางด้านขวาคือ 力 (C h i k a r a) เป็นคันจิที่มีรูปร่างราวกับเครื่องมือการเกษตรที่ใช้ขุดดินขึ้นมารวมทั้งทำให้ดินกระจายตัว คำว่า “助ける” ซึ่งมีการใช้ตัวหนังสือที่หมายถึงอุปกรณ์ทั้งสองประเภทนี้ จึงได้แปลงเป็นคันจิที่หมายความว่า ใช้อุปกรณ์ “ช่วย” สำหรับในการทำเกษตร แม้กระนั้นต่อมา ไม่เพียงแค่สำหรับเพื่อการทำเกษตรกรรมเพียงแค่นั้น ยังเป็นการร่วมแรงร่วมใจสำหรับการ “ช่วย” ผู้คนอีกด้วย

ในอดีตกาล แนวทางการทำนาคือการรวมพลังของผู้คนในหมู่บ้าน ตั้งแต่การไถดิน, การขังน้ำ, การคราดหน้าดิน, การปลูกต้นอ่อน ไปจนถึงการปักดำ ขั้นตอนกลุ่มนี้เป็นการดำเนินงานที่มิได้มีผู้จะรับผิดชอบเพียงคนเดียว ผู้ที่ขอพรให้ผลผลิตเจริญงอกงามเก็บเกี่ยวได้ดิบได้ดี ผู้ที่ทำสงครามน้ำที่ริมน้ำจนกระทั่งช่วงกลางคืน ผู้ที่รอเตรียมการงานพิธีการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าใครๆก็ล้วนมีความหมายทั้งหมด กระทั่งบรรดาเด็กๆที่จำต้องรอดูแลน้องตัวเล็กๆหรือเด็กทารกที่ร้องไห้เสียงดังเหมือนกับจะแสดงว่าถึงเวลาพักจากกระบวนการทำที่นา แต่ละคนต่างก็แสดงออกถึงพลังที่ต้องการจะช่วยเหลือเจือจุนกัน เนื่องจากธรรมชาติไม่เคยคอยใคร การร่วมด้วยช่วยเหลือกันก็เลยเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้งานนั้นๆสำเร็จได้เร็วขึ้น

คำว่า “助ける” มิได้แสดงว่าฝ่ายหนึ่งอยู่เฉยๆแล้วให้อีกข้างมาทำ แม้กระนั้นเป็นการลงแรงลงจิตใจช่วยเหลือกัน มนุษย์เราเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากอีกข้าง ในขณะเดียวกันอีกข้างก็จะช่วยเหลือพวกเราด้วยเหมือนกัน ราวกับเครื่องไม้เครื่องมือทั้งสองประเภทที่อยู่ในตัวคันจิ วิธีการทำเกษตรจึงควรใช้อุปกรณ์ทั้งสองประเภท จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปมิได้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พวกเราทุกคนก็สามารถ “ช่วย” กันสร้างโลกที่ดีเลิศขึ้นมาได้ UFABET ด้วยรอยยิ้มที่จะช่วยเปิดใจ ด้วยคำกล่าวที่ช่วยละลายความโศกเศร้า แล้วก็ด้วยความอบอุ่นที่มอบให้แก่กัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ
สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อในเรื่องความเคารพนับถือต่อสัตว์รวมทั้งสุนัขก็ไม่มีข้อยกเว้น เรื่องราวความภักดีแล้วก็ความเด็ดเดี่ยวที่ยอดเยี่ยมของหลายสายพันธุ์พื้นบ้านในประเทศญี่ปุ่น ได้รับการกำหนดให้เป็นทรัพย์สมบัติประจำชาติรวมทั้ง สุนัขสายพันธ์ญี่ปุ่น ที่นิยมไปแล้ว

สุนัขพันธุ์ญี่ปุ่นบางจำพวกตัวอย่างเช่น A k i t a และก็ S h i b a I n u ได้เติบโตขึ้นทั่วโลกและก็สามารถพบเจอได้ง่ายผ่านพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในประเทศอเมริกาอย่างไรก็ตามโดยมากหาได้ยากรวมทั้งเจอเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเพียงแค่นั้น

การส่งออกเป็นไปได้ แต่ว่ามีราคาแพงแล้วก็หายาก หนึ่งสายพันธุ์ S a k h a l i n H u s k y สุนัขเลื่อนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า K a r a f u t o K e n แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ข้อเท็จจริงของสุนัขสองสายพันธ์ เช่น K a r a f u t o s T a r o และก็ J i r o ที่มีชีวิตรอดมาได้เพียงลำพังในแอนตาร์กติกเป็นเวลาหนึ่งปีเป็นภาพยนต์ดิสนีย์เรื่อง “E i g h t B e l o w” ในปี 2 0 0 6

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ ที่เอามาให้รู้จักกัน

  • Akita

หนึ่งใน สุนัขสายพันธ์ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็มีชื่อเสียงกันดีที่สุดเป็น Akita เชื่อถือจากความซื่อสัตย์ของมัน Akitas เป็นสายพันธ์ที่มาจากทางภาคเหนือของประเทศนับว่าเป็นทรัพย์สินแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นอย่างยิ่งจริงๆ

Akita ตัวแรกที่ได้มีการมอบให้กับชาวต่างประเทศ (สหรัฐฯ) เป็นสุนัขชื่อ Kamikaze-go มอบให้กับเฮเลน เคลเลอร์ (Helen Keller) ผู้เขียนแล้วก็นักมนุษยธรรมชาวอเมริกันเป็นของขวัญภายหลังที่เธอมาประเทศญี่ปุ่นในปี 1937

สายพันธุ์นี้น่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้กับเจ้าสุนัขชิบะเลย มีความคล้ายกันแต่ว่าแตกต่างกันด้วย เอกลักษณ์ของจำพวกนี้เป็นมีสีขาวแล้วก็น้ำตาลอ่อน นิสัยมีความซื่อตรงรวมทั้งภักดีต่อเจ้าของอย่างมาก จะมองเห็นได้ว่ามีอนุศรรูปปั้นของสุนัขประเภทนี้อยู่ เจ้าสุนัขที่ดังไปทั่วโลกอย่าง “ฮาจิโกะ” ที่มีรูปปั้นตั้งอยู่ที่ชิบูย่านั่นเอง

  • Shiba Inu

Shiba Inus เป็นสายพันธุ์ขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับ Akitas นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน สุนัขสายพันธ์ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็เป็นสายพันธุ์สุนัขที่ดั้งเดิมที่สุดในโลก เดิมทีถูกเลี้ยงขึ้นเพื่อล่าสัตว์ สุนัขพวกนี้เป็นสุนัขที่อยู่อย่างอิสระและก็แข็งแกร่งแล้วก็ต้องการการฝึกอบรมที่ดี เสียงกรีดร้องเหมือนเช่นเคยที่พวกเขาทำเรียกว่า Shiba scream

  • Shikoku Inu

ชื่อที่ตั้งตามสถานที่ที่มาจากสุนัขกลุ่มนี้ มาจากพื้นที่ที่เป็นเทือกเขาของเกาะชิโกะกุ อีกสายพันธ์ที่นิยม Shikoku Inu เป็นสุนัขขนาดกลางที่มีหูที่เต็มไปด้วยหนามรวมทั้งหางโค้ง Shikokus มีความเฉลียวฉลาดรวมทั้งมีอิสรภาพอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ทำให้มันยากที่จะฝึกอบรม สุนัขพันธ์นี้หายากมาก แม้กระทั้งในประเทศประเทศญี่ปุ่น

  • Kai Ken

Kai Ken เดิมเป็นหมาป่าจากจังหวัด Kai บนเกาะ Honshu สายพันธุ์นี้มิได้ถูกประยุกต์ใช้ในสหรัฐฯจนกระทั่งปี 1990 น้อยกว่าพันธุ์อื่นๆในประเทศญี่ปุ่นที่ทำให้เป็นอันตราย

Kai เป็นเพื่อนที่ซื่อตรง Kai Ken มีแบบอย่างที่ต่างกันออกไป รูปแบบของสุนัขคาอิเคนจะมีอยู่ร่วมกัน 2 ลักษณะเป็น ชิกะงาตะ ที่ขาทั้งยัง 4 ข้างเรียวยาว กับ อิโนชิชิงาตะ ที่ขาจะดูป้อมๆซึ่งคาอิเคน ส่วนมากในตอนนี้เกือบจะเป็นแบบชิกะงาตะแทบทั้งหมด และก็สุนัขประเภทนี้ยังมีชื่อเล่นว่า สุนัขลายเสือเนื่องมาจากเป็นประเภทที่มีขนลายเสือขึ้นจนมองเห็นแน่ชัด

ยิ่งไปกว่านี้ มีความดุดัน คล่องแคล่ว รวดเร็วตามรูปแบบของสายเลือดนักล่า และก็ออกจะดุกับคนแปลกหน้า

  • Japanese Terrier

เป็นชนิดที่หายากเป็นเทอร์เรียคนประเทศญี่ปุ่น เป็นลูกหลานของสุนัขจิ้งจอกที่มีขนยาว ซึ่งถูกนำตัวมายังจากเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 1 7 สุนัขพันธ์นี้ได้รับการผสมพันธ์กับสุนัขประเทศญี่ปุ่นท้องถิ่นนำมาซึ่งการทำให้มี l a p d o g ขนาดเล็กที่มีขนสั้นเรียกว่าเทอร์เรียประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งลักษณะประจำสายพันธ์เทอร์เรีย ซึ่งเป็นที่พึงพอใจสูงที่สุดเนื่องจากว่ามันสนุกสนานรวมทั้งมีพลัง U F A B E T ร่าเริงตลอดระยะเวลา

รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น
รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น “ประเทศญี่ปุ่น” ดินแดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผู้คนมีระบบระเบียบวินัย อาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และก็ผลไม้สดหวาน ทำให้ใคร ๆ ต้องการที่จะไปสัมผัส ก่อนจะเดินทางไปต่างถิ่นอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ทั้งที ในฐานะนักเดินทางก็ควรจะที่จะทราบ และก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อบังคับที่ชาวญี่ปุ่นเขาทำกันด้วย จะได้ไม่ขายหน้าหรือสร้างความอับอายให้ตัวเอง ว่าแต่ว่าข้อบังคับที่ว่าจะมีอะไรบ้าง ถ้าไม่อยากพลาด เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างนี้เลย

เรื่องที่จำเป็นต้องทราบก่อนที่จะได้เดินทางไปญี่ปุ่น

1.            ของหายแต่ได้กลับคืน คือเรื่องธรรมดา

สำหรับเรื่องความซื่อสัตย์ของคนประเทศญี่ปุ่น rabbit finance ขอบอกเลยว่า แน่นอนจริง ๆ เพราะว่าแม้กระทั่งคุณลืมของอะไรเอาไว้ หรือทำข้าวของสำคัญตกพื้นไป เชื่อไหมว่า เดินกลับมาอีกรอบของพวกนั้นก็ยังอยู่ แม้กระนั้นถ้าหากเดินกลับไปแล้วไม่เจอข้าวของของคุณ พวกเราขอบอกเลยว่าอย่าพึ่งจะตระหนกตกใจกันไป เพราะว่าตามท่าอากาศยาน หรือสถานีรถไฟที่ประเทศญี่ปุ่นเขามีแผนก Lost and Found อยู่ คนไหนกันของหายก็ไปตามได้ที่นั่นเลย

2.            ทิปอะไรไม่ต้องให้ บริการด้วยใจจริง

เมื่อได้ไปถึงประเทศญี่ปุ่น อย่างแรกที่คุณจะได้รับจากคนภายในประเทศนั้นเลยก็คือ Service Mind พบเจออย่างนี้เป็นใครก็ถูกใจ อยากให้ทิปกัน แม้กระนั้นอย่าพึ่งจะไปเผลอให้ทิปกับบุคลากรพวกนั้นเชียว เพราะว่าที่ประเทศญี่ปุ่นเขาไม่มีขนบธรรมเนียมการให้ทิปกัน เหตุเพราะบุคลากรให้บริการในประเทศประเทศญี่ปุ่นทุกคนเขาได้รับการฝึกอบรมให้บริการคนที่ใช้บริการด้วยความสมัครใจ ไม่หวังเงินรางวัลใดนั่นเอง

3.            ประเทศญี่ปุ่นไม่มีขนบธรรมเนียมประเพณีลุกให้นั่ง

การที่ญี่ปุ่นไม่มีประเพณีลุกให้นั่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย เนื่องด้วยคนประเทศญี่ปุ่นเขาถูกสอนมาให้หลบหลีกการรบกวนคนอื่นหากไม่มีความจำเป็น โดยเหตุนั้นการไม่สละที่นั่งก็เลยไม่นับว่าเป็นเรื่องแล้งน้ำใจหรือไร้มรรยาท ทั้งในรถไฟของประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการจัดที่นั่งพิเศษสำหรับคนวัยชรา หญิงมีท้อง และก็คนเจ็บอยู่แล้ว ซึ่งผู้โดยสารทั่ว ๆ ไปชอบไม่เลือกนั่งที่นั่งนี้ สำหรับในกรณีของเด็กนั้นยิ่งไม่จำเป็นที่ต้องสละที่นั่งเลย เพราะเหตุว่าคนประเทศญี่ปุ่นเขานับว่าวิธีการทำอย่างนี้ช่วยทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเอง

4.            ประตูรถแท็กซี่เปิด-ปิดอัตโนมัติ

เว้นแต่ญี่ปุ่นจะขึ้นเชื่อเรื่องผู้คนมีระเบียบวินัย อาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และก็ผลไม้สดหวานแล้ว ก็มีอยู่อีกอย่างหนึ่งนะที่ rabbit finance มิได้กล่าวถึง มันก็คือเรื่องเทคโนโลยีของญี่ปุ่นนั่นเอง มาถึงดินแดนเทคโนโลยีสุดล้ำแล้วทั้งที จะมีหรอรถแท็กซี่ปกติ เพราะเหตุว่าประตูรถแท็กซี่ในประเทศประเทศญี่ปุ่นเขาสามารถเปิดปิดได้อัตโนมัติ ด้วยเหตุนั้นผู้ใดที่จะมาประเทศญี่ปุ่นแล้วลองใช้บริการรถแท็กซี่ของที่นี่เราขอบอกให้ท่านยืนห่างจากแท็กซี่หน่อย จะได้ไม่โดนประตูรถยนต์กระแทกตอนเปิดออก

5.            ต่อแถวให้เป็น ไปตรงไหนจะต้องทำได้

เมื่อคุณมาถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างแรกที่จะต้องฝึกหัดไว้ให้คุ้นชินเลยก็คือ การเข้าแถว ไม่ว่าคุณจะไปขึ้นลงรถไฟ ขึ้นลงรถโดยสารประจำทาง ซื้อของ เข้าห้องสุขา หรือทานอาหารก็ตามที ทุกเหตุการณ์ควรมีการเข้าแถวมาเกี่ยวเนื่องอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อคุณเดินทางไปถึงญี่ปุ่นรวมทั้งอย่าลืมเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามด้วยการเข้าแถวกันด้วย จะได้ไม่ต้องขายหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นกัน

6.            งดใช้เสียงระหว่างใช้บริการขนส่งสาธารณะ

สำหรับข้อนี้ นับว่าเป็นกฎข้อตกลงทางด้านสังคมของคนประเทศญี่ปุ่นอันดับหนึ่งรองจากการเข้าแถวเลยก็ว่าได้ เพราะบางบุคคลเมื่อใช้บริการด้วยยานพาหนะสาธารณะอย่างรถไฟ รถเมล์แล้ว พวกเขาบางครั้งอาจจะต้องการพักผ่อนเฉยๆหรือใช้สมาธิเพื่อทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ

นอกเหนือจากการงดใช้เสียงบนยานพาหนะสาธารณะแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรที่จะทำบนนั้นเลยก็คือการแต่งหน้า เนื่องจากว่าชาวญี่ปุ่นเขานับว่ารถไฟไม่ใช่บ้าน หรือห้องสุขาที่จะแต่งหน้าเสริมสวยโดยไม่สนใจใครได้ ทราบแบบนี้แล้วหลังจากนั้นก็อย่าไปเผลอทำอะไรผิด ไม่สมควรบนยานพาหนะสาธารณะกันละ

7.            คันโตเดินชิดซ้าย คันไซเดินชิดขวา

เนื่องด้วยคนประเทศญี่ปุ่นนั้นมีชีวิตทุกวันที่รีบอยู่เสมอเวลา นำมาซึ่งวัฒนธรรมการยืนติดฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพื่อหลบให้กับคนที่ติดธุระด่วน ซึ่งข้อปฎิบัติการใช้บันไดแล้วก็บันไดเลื่อนนั้นสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่น ดังต่อไปนี้

แถบภูมิภาคคันโต

โดยแถบภูมิภาคคันโต อาทิเช่น เมืองโตเกียว กุนมะ อิบาระกิ ไซตามะ คานากาวะนั้น ระหว่างขึ้นลงบันไดหรือบันไดเลื่อน เพื่อนๆควรจะยืนชิดทางซ้าย แต่ว่าหากรีบก็ให้เดินขึ้นลงทางขวามือ

แถบภูมิภาคคันไซ

โดยแถบภูมิภาคคันไซ อาทิเช่น โอซาก้า เกียวโต นาระ U F A B E T จำเป็นจะต้องเปลี่บนมายืนชิดขวา รวมทั้งเดินขึ้นลงในช่องซ้ายมือกรณีรีบด่วน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น
วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น กระบวนการการคำนับในประเทศญี่ปุ่น บางทีอาจใช้เป็นคำพูดทักทายการเสนอแนะ การแสดงความเคารพนับถือหรือการขอโทษ ในแบบอย่างๆของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีหลายแบบและก็หลายกริยาที่คุณควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าไว้ก่อนการมาเยือนในประเทศญี่ปุ่นในตอนพักร้อนอันสวยสดงดงามของคุณเอง

แนวทาง วิธีการคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น สำหรับในการประพฤติตามประเพณีที่ถูกต้อง

1. การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการทักทาย

คือเรื่องธรรดาที่จะโค้งศีรษะรวมทั้งไหล่เล็กน้อยราว ๆ 1 0 องศา เพื่อเป็นการทักเพื่อนพ้อง ท่าทีคล้ายกันสามารถใช้สำหรับการกล่าวลา ในโอกาสที่เป็นทางการเป็นอย่างมากพวกเราก็นิยมใช้การคำนับอย่างนี้เพื่อเกียรติกับฝ่ายที่คุณโค้งให้

2. การเสนอแนะ

สำหรับการเปิดตัวทั้งยังแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการโค้ง 3 0 องศา เฉพาะส่วนบนของร่างกายคุณ ก็จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน สิ่งจำเป็นคือจำเป็นต้องให้ศีรษะรวมทั้งไหล่ของคุณตรงและก็มืออยู่ข้าง ๆ ลำตัว

ภายหลังจากทำแลกเปลี่ยน meishi แล้วให้โค้งค้างไว้โดยประมาณ 1 วินาที ไม่สมควรที่จะจะต้องสัมผัสสายตาระหว่างโน้มลงไป (ตามความเป็นจริงถือได้ว่าแบบที่ไม่ดี) เว้นระยะนิดหน่อยเพื่อหลีกเลี่ยงศีรษะชนกัน ซึ่งมันอาจเกิดขึ้นได้

หากผู้ที่คุณกำลังสัมมนาอยู่มีความสำคัญมาก ๆ การเคารพต้องเป็นแบบ 4 5 องศา ห้ามเคารพแล้วก็ประสานมือในขณะเดียวกัน โอบามาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายในการเคารพที่ไม่ถูกของเค้าเมื่อมาเยี่ยมประเทศญี่ปุ่นครั้งยังครองตำแหน่งผู้นำสหรัฐ อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นจุดบกพร่องทั่ว ๆ ไปที่มิได้มีนัยสำคัญอะไร

3. เคานับ นับถือจงรักภักดี

การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เป็นการแสดงออกของความนอบน้อม มันแสดงถึงความยำเกรงเสมอ ในนารา กวางได้แปลงเป็นที่รู้จักดีสำหรับการเคารพของคนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในรอบๆนั้น

4. เวลาเล่นแข่งกีฬา

การโค้งคำนับอีกอันหนึ่งเป็นการโค้งคำนับระหว่างศัตรูก่อนจะมีการชิงชัยกีฬา นี่ชอบเป็นถวายคำนับแบบตื้นๆแต่ว่ามากกว่าการทักนิดหนึ่งที่ 2 0 องศา

5. การโค้งคำนับในพิธีทางศาสนา

นอกเหนือจากนั้นยังคือเรื่องปกติที่จะนมัสการพระผู้เป็นเจ้าที่ศาลเจ้าศาสนาชินโต นี่ชอบเป็นโค้งแบบตื้นๆของร่างกายส่วนบน พิธีการศาสนาชินโตมักโค้งในท่าคุกเข่าแต่ว่าเป็นโค้งตื้นๆ

6. การโค้งคำนับในศิลป์การต่อสู้

ศิลป์การต่อสู้ของประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะของการก้มลง ความนับถือที่ยิ่งใหญ่ให้กับคุณครู ของนักสู้เอง เป็นเรื่องสำคัญที่จะแสดงความเคารพนับถือต่อคู่แข่งของเค้า

7. ถวายคำนับให้กับลูกค้า

ในประเทศประเทศญี่ปุ่นลูกค้านับได้ว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า คือเรื่องธรรดาที่บุคลากรจะโค้งให้ลูกค้า นี่เป็นส่วนโค้งของลำตัวส่วนบนราว 2 0 องศา

8. การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการขอบคุณ

ในงานสมรสของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องปกติที่เจ้าสาวจะพูดจาอารมณ์กับบิดามารดาของเธอ – ขอบพระคุณทุกคนที่เกื้อหนุน

9. คำนับมือแสดงจบ

เหมือนกันกับในตะวันตกเป็นเรื่องปกติที่ดาราจึงควรก้มสำหรับการตอบสนองต่อเสียงตบมือ นี้มักจะเป็นการคำนับแบบตื้น แต่ว่าสำหรับเกอิชาจึงควรคำนับแบบลึกๆ

10. ขออภัยเล็กน้อย

ขออภัยบางส่วนเกี่ยวเนื่องกับการคำนับเพียงแค่ 1 0 องศา ความประพฤติปฏิบัตินี้สามารถใช้ได้ ถ้าหากคุณชนคนที่ไม่รู้จักหรือกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความขัดข้องบางส่วนให้กับผู้อื่นดังเช่น หากมีคนกดประตูลิฟต์รอคุณ คุณก็ควรจะบอกว่า s u m i m a s e n (ฉันขออภัย) แล้วคำนับแบบตื้น 1 0 องศานั่นเอง

11. ขออภัยบ่อย ๆ

เช่น ถ้าหากนายจ้างของคุณเรียกไปอบรมตักเตือน การคำนับที่ถูก คือ โน้มลำตัวส่วนบนลงมา 4 5 องศารวมทั้งมืออยู่ข้างๆแนบลำตัว กดค้างไว้ 5 วินาที แล้วกล่าวว่า “s u m i m a s e n d e s h i t a” (ฉันขออภัยสำหรับสิ่งที่ฉันทำผิดพลาดไป)

12. ขออภัยอย่างเป็นจริงเป็นจัง

เช่น เมื่อบริษัทของคุณจะออกผลิตภัณฑ์ที่มีจุดอ่อน สำหรับในการแถลงข่าวคุณอาจขออภัยด้วยการโค้งยาวๆ 45 องศาของร่างกายส่วนบน บางทีอาจถือว่าเป็นเหมาะสมกับการวางตำแหน่งถวายคำนับเป็นเวลา 15 หรือ 20 วินาที แล้วพูกว่า “m o u s h i w a k e g o z a i m a s e n d e s h i t a” (ฉันเศร้าใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ฉันทำ)

13.ขออภัยด้วยความตกใจ

เช่น หากคุณเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วก็คุณจำเป็นต้องชงกาแฟร้อนทั่วทั้งยังลูกค้า คุณอาจจำเป็นต้องคำ 45 องศาซ้ำไปซ้ำมา เพื่อบอกว่าคุณเสียใจแค่ไหน แล้วกล่าวว่า “moushiwake gozaimasen” (ฉันเสียใจมาก)

14. ขออภัยอย่างร้ายแรง

เช่น หากคุณก่อคดีรุนแรงรวมทั้งขอโทษคนที่กลายเป็นเหยื่อ คุณจะถวายคำนับจากท่านั่งยอตัว แล้วบอกว่า “makoto ni moushiwake gozaimasen deshita” (ฉันขอโทษอย่างจริงใจสำหรับสิ่งที่ฉันทำ)

นอกเหนือจากการคำนับที่เจาะจงไว้ข้างต้นแล้วยังมีแบบอ่อนน้อมอยู่หลายต้นแบบอีกด้วย แล้วเราจะนำมาให้ผู้อ่านได้อ่านอีกแน่นอน

ขอขอบคุณบทความจาก U F A B E T

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น
แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น หรือเมนูอาหารที่เรียกว่า แฮมเบิร์ก นั้นเป็นอาหารยอดนิยมประจำถิ่นฐานของคนญี่ปุ่น และถ้าบ้านไหนมีเด็ก ๆ ละก็ เมนูนี้จะเป็นเมนูอาหารเย็นอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว

แฮมเบิร์ก นั้นสำหรับคนญี่ปุ่นมักออกเสียงว่า “ฮัมบากุ” ก็คือ เมนู b u r g e r เนื้อนั่นเอง ซึ่งจะเป็นเมนูที่เป็นกับข้าวหรือสเต็ก แต่จะไม่เหมือน h a m b u r g e r ที่เราเคยรับประทานกันตามร้านอาหารต่าง ๆ ที่ไม่ใช้ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่จะนำเอาขนมปังมาประกบกันทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งของกินรายการอาหารนี้จะให้อีกทั้งพลังงานและก็สารอาหารที่ครบสมบูรณ์ ได้แก่ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เกลือแร่แล้วก็วิตามิน พูดได้ว่ารายการอาหารเดียวมีสารอาหารครบอีกทั้ง 5 หมู่ และก็เป็นที่ชื่นชอบของคนภายในครอบครัว ทั้งยังกินง่ายอีกด้วย

เมนูแฮมเบิร์กหรือ แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

มักกินกับผักเครื่องเคียง ที่นำผักหลากหลายประเภทเอามาปิ้งหรือลวก อาทิเช่น บล็อคโคลี่, แครอท, หอมหัวใหญ่, มะเขือเทศ, กระเจี๊ยบ, เห็ด, มันฝรั่งหรือจนกระทั่งข้าวโพดคลุกเนย

ถ้าหากกินเป็นของกินชุด จะมีพร้อมด้วยข้าว, ซุป, ของเคียงแล้วก็กิมจิ จะกินเป็นอาหารจานเดียวก็ง่าย ปกติก็มักจะใส่ไข่ทอดรวมทั้งผักเครื่องเคียงด้วย หรือจะจัดเป็นอาหารกล่องก็ได้

ส่วนผสมและเครื่องปรุง (4 คน)

  • เนื้อวัวบด 300 กรัม
  • เนื้อหมูบด 100 กรัม
  • เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกล็ดขนมปัง 20 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกลือ 1/3 ช้อนชา
  • ผงลูกจันทน์ป่น (พอประมาณ)
  • หอมหัวใหญ่ขนาดกลาง 1 หัวครึ่ง
  • พริกไทย (พอประมาณ เพื่อให้มีกลิ่นหอม)
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทอดเนื้อ)
  • ผักเครื่องเคียง 2-3 ชนิด (สำหรับลวกหรือย่าง)
  • กระเทียม (เล็กน้อย สำหรับผสมในซอส)
  • โชยุ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1.            สับหอมหัวใหญ่ทั้งหมดให้ละเอียด แบ่งหอมหัวใหญ่ออกเป็น 2 ส่วน

2.            เติมเกลือลงไปในหอมหัวใหญ่สับละเอียด 1 ส่วนที่แยกไว้ ผัดด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งเป็นสีเหลืองทอง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาพักไว้ให้เย็น

3.            ใส่เนื้อวัวบดแล้วก็เนื้อหมูบดที่แช่เย็นไว้ลงไปในจานชามใหญ่ เติมเกลือ 1 จับมือลงไป นวดให้เข้ากัน จนกระทั่งเนื้อเหนียวติดมือ

4.            ใส่เกล็ดขนมปัง, ไข่ไก่และก็หอมหัวใหญ่สับละเอียดที่ผัดไว้แล้วลงไป เพิ่มเติมพริกไทย, ลูกจันทร์ป่น แล้วจึงนวดให้เหมาะ

5.            แบ่งเนื้อในจานชามออกเป็น 4 ส่วน

6.            ตบก้อนเนื้อไปๆมาๆด้วยฝ่ามือระหว่าง 2 มือเพื่อไล่อากาศและก็ทำให้เนื้อแน่นขึ้น จะต้องไล่อากาศออกให้หมด เพราะเหตุว่าหากอากาศออกไม่หมดจะมีผลให้ก้อนเนื้อพองและก็แตก

7.            กดเป็นก้อนกลม หนาราวๆ 1.5 ซม.

8.            ใส่ก้อนเนื้อไว้ภายในตู้แช่เย็นโดยประมาณ 30 นาที เพื่อเนื้อเซ็ตตัว เพราะเหตุว่าถ้าอุณหภูมิที่ก้อนเนื้อสูงเกินความจำเป็น จะมีผลให้ความหวานและก็ไขมันของเนื้อซึมหายไปได้ง่าย

9.            เมื่อครบ 30 นาที นำเนื้อออกมา

10.          ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ ปิ้งเนื้อด้วยไฟกึ่งกลางค่อนไปทางอ่อน เนื่องจากว่าแม้ปิ้งด้วยไฟแรงตั้งแต่แรกเนื้อจะยุบตัว

11.          พอเนื้อข้างล่างเริ่มสุกให้ลดเป็นไฟอ่อน ปิ้งต่ออีกโดยประมาณ 3 นาที เมื่อเนื้อข้างล่างเริ่มเป็นสีขาวให้พลิกชิ้นเนื้อกลับ แล้วปิ้งต่อไปอีก 3 นาที

12.          ต่อจากนั้นปิดไฟก่อน ปิดฝากระทะหรือเอาฟอยล์ห่อกระทะ อบเนื้อด้วยความร้อนของกระทะต่อไปอีก 2-3 นาที

13.          เอาฝาหรือฟอยล์ออก เปิดไฟอีกที ปิ้งด้วยไฟอ่อนอีก 2 นาที

14.          ใช้ไม้แหลมจิ้มไปที่ชิ้นเนื้อ ถ้ามีน้ำใสๆไหลออกมามีความหมายว่าเนื้อสุกเหมาะแล้ว ให้รีบไฟแรงขึ้นแล้วปิ้งถัดไปอีกราว 15 วินาที เพื่อผิวชิ้นเนื้อออกไหม้เกรียมนิดๆ

15.          ลวกหรือปิ้งผักเครื่องเคียง

วิธีทำซอส

น้ำซอสจะมีวิธีการทำได้หลากหลายสูตร แต่ว่าน้ำซอสสูตรนี้จะเป็นสูตรกระเทียมแล้วก็หอมหัวใหญ่เพื่อเพิ่มความหอมของเนื้อ และก็เป็นที่อร่อยของชาวไทย

•              สับกระเทียมให้ละเอียด

•              ใส่น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกในกระทะ คอยให้น้ำมันร้อน แล้วจึงเทกระเทียมลงไป ผัดด้วยไฟอ่อน อย่าให้กระเทียมไหม้

•              นำกระเทียมแล้วก็ส่วนประกอบที่เหลือมาผสมกับหอมหัวใหญ่อีก 1 ส่วนที่เหลือ ต้มจนถึงน้ำงวดออกไป

•              นำไปราดลงบนชิ้นเนื้อ พร้อมเสิร์ฟ

สำหรับที่คนประเทศญี่ปุ่นนิยมกินกัน อาทิเช่น ซอสเดมิกลาสหรือ Brown sauce, ซอสมะเขือเทศหรือซอสเทริยากิ เพียงแค่ราดลงไปบนชิ้นเนื้อก็จะได้รสที่ชุ่มฉ่ำผสมกับน้ำของชิ้นเอที่ไหลซึมออก u f a 8 7 7

Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee
Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee หรือกาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น หากเมื่อได้พูดถึงกาแฟ ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งประเทศที่มีการรับประทานมาก ถือเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นแหล่งรวบรวมและแหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรมการชงกาแฟที่นับได้ว่าหลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่ร้านแบบ K i s s a t e n จนถึงวิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i หรือ กาแฟดริปเย็นนั่นเอง

ในประวัติความเป็นมาของ A i s u K o h i ในประเทศญี่ปุ่นถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่ว่า กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและยังได้รับความนิยมในประเทศอเมริกาอีกด้วย (ในช่วงปลายทศวรรษ 90) โดย P e t e r G i u l i a n o ( F o u n d e r C o u n t e r C u l t u r e ) ผู้ที่นำวิธีการชงกาแฟวิธีนี้ไปเผยแพร่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้รู้จักกันว่า “กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น”

กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ได้รับความนิยมกันต่อ ๆ มาอย่างรวดเร็ว เพราะจากที่จะให้รสชาติที่ออกเปรี้ยวแล้วรสชาติยังจัดจ้านกว่าวิธีการชงแบบ C o l d B r e w และรวมถึงมีระยะเวลาในการชงไม่นาน และไม่ซับซ้อนอีกด้วย เพียงแค่คุณเติมน้ำแข็งลงไปในเหยือกกาแฟ (V e s s e l) ด้านล่างทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็ว นั่นเอง

Japanese Ice Coffee

               วิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i เป้าหมายคือการลดอุณหภูมิกาแฟดริปให้ลดลงอย่างรวดเร็วโดยการเติมน้ำแข็งลงไปข้างล่าง เพื่อการที่จะเสริฟให้เป็นเครื่องดื่มแบบเย็น ในการเติมน้ำแข็งเข้าไปข้างล่างนั้น จะทำให้น้ำกาแฟเกิดการเจือจางกว่าเดิม ดังนั้นความพอดีหรือความสมดุลของอุณหภูมิ ปริมาณของน้ำแข็ง และปริมาณของกาแฟเป็นเรื่องสำคัญอีกด้วย

หากว่าจะใช้ชงเอากาแฟน้อย ๆ แต่ใส่น้ำแข็งเยอะกว่าปกติจะทำให้กาแฟมีรสชาติออกเปรี้ยวและไม่สมดุลกัน ซึ่งในทางกลับกันนั้นหากใช้ปริมาณน้ำกาแฟมากและน้ำแข็งน้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้กาแฟนั้นเย็นช้า

เมื่อได้ดริปกาแฟแล้วความเข้มข้นของสารละลายกาแฟในช่วงแรก ๆ นั้นจะมีความเข้มข้น ในขณะที่ช่วงท้าย ๆ กาแฟจะอ่อนลง ดังนั้นเราจึงต้องทดแทนน้ำที่ไม่ค่อยมีรสชาติในช่วงหลังด้วยน้ำแข็ง จึงทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็วและไม่เสียความสมดุลในรสชาติที่มากไปนัก

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เหมือนกับอุปกรณ์ดริปกาแฟปกติ

  1. กาแฟ 15 กรัม
  2. น้ำร้อน 93 องศา 200 กรัม
  3. น้ำแข็ง 55 กรัม
  4. ตราชั่ง
  5. โหลใส่กาแฟ
  6. Dripper พร้อมกับกระดาษกรอง
  7. นาฬิกาจับเวลา

ในอัตราส่วนสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 13 กรัม และจะผสมน้ำแข็งเพิ่มอีก 55 กรัม ทำให้อัตราในส่วนกาแฟในเหยือกอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 15 กรัม

ขั้นตอนในการชง

  1. เตรียม Dripper พร้อมกับล้างกระดาษให้เรียบร้อย เพื่อลดกลิ่นของกระดาษ
  2. ใส่กาแฟที่บดแล้ว 15 กรัม  (ควรบดเล็กกว่าเมล็ดงา) ต่อมาใส่น้ำแข็ง 55 กรัมลงในเหยือกข้างล่าง
  3. ใส่น้ำ 40 กรัม คนไปมาให้ผงกาแฟเปียกโดยทั่วและรอ 40 วินาที
  4. เมื่อครบ 40 วินาทีเติมน้ำ 40 กรัม ทุก 30 วินาทีจนครบ 200 กรัม
  5. คนไปเรื่อย ๆ ให้น้ำแข็งละลายหมดเพื่อเพิ่มความสมดุลให้กับรสชาติของกาแฟ
  6. นำไปเสิร์ฟ

รูปแบบการชงแบบ กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น นับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของการชงกาแฟเย็นที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยและได้กาแฟเย็นที่มีมิติ U F A B E T มากกว่าวิธีการชงแบบ (Cold Brew) อีกด้วย

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ
ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่สามารถเดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดจากบรรดาทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ที่มีการเชื่อมต่อจากเมืองโตเกียวทางรถไฟและทางรสบัส เป็นพื้นที่บริเวณจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบที่มีที่พักอีกด้วย และยังมีออนเซนที่สามารถดูเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อีกเช่นกัน

มุมที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ ชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระได้มีการเบ่งบานออก ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในการชมดอกซากุระก็คือพิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko Music Forest และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจินั้นมักจะมีการถูกบดบังด้วยก้อนเมฆในช่วงกลางวันนั่นเอง ซึ่งสภาพอากาศจะปกติเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นหากได้มาเยี่ยมชมเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือช่วงเช้าของทุก ๆ วันหรือก่อน 09.00 นาฬิกา และในช่วงบ่ายหรือเย็นนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบ K a w a g u c h i k o มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ (Kachi Kachi Ropeway)

ในระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคาวาเราจิโกะ กับดาดฟ้าดูทิวทัศน์ใกล้ยอดเทือกเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงราวๆ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบข้างล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ (Kubota Itchiku Art Museum)

นำเสนอผลงานศิลป์ของ Kubota Itchiku ในปี 1917-2003 นักแสดงผู้ฟื้นฟูศิลป์การย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) นำเสนอกิโมโนที่ประดิษฐ์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล แล้วก็ฤดูต่างๆรวมทั้งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kawaguchiko (Kawaguchiko Museum of Art)

แสดงศิลป์ยุคใหม่ของคนญี่ปุ่นและก็ฝรั่ง รวมทั้งคอลเลกชั่นภาพวาด รูปที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ

4. พิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko มิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแล้วก็พิพิธภัณฑสถานที่แสดงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติ ซึ่งข้างในห้องโถงหลักมีกล่องเพลงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ ออร์แกนขนาดใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสในปี 1905 ที่จะเล่นเพลงดนตรีทุก ๆ 30 นาที และก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่ส่วนมากนำเข้าจากประเทศในแถบยุโรป นอกเหนือจากนี้ห้องโถงยังเป็นเวทีแสดงการแสดงดนตรีสำหรับนักเล่นดนตรีคลาสสิคจากทั้งโลกอีกด้วย

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ด้านในนำเสนออัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและก็จากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังมีร้านขายเพชรพลอยและก็เครื่องเพชรพลอยอื่น ๆ อีกด้วย

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านขายของ สวนสมุนไพร แล้วก็เรือนกระจกที่นักเดินทางสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และก็ดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ข้างหลังของหอพักสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่ขายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย แล้วก็สบู่

ดังนั้นจึงเป็น 1 ในทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 (F u j i g o k o) ซึ่งมีต้นเหตุจากการปะทุของภูเขาไฟ ในงานเขียนของ ฮะเสะงะวะ คะคุเงียว ที่เขียนขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เอ่ยถึงทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) และก็ทะเลสาบ Kawaguchiko ว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีผู้ตัดสินชำระล้างจิตใจ แล้วก็ในหนังสือ “ซันจู อิจิ นิจิ โนะ โอะมะคิ” ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1733 โดยจิคิกโยะ มิโระคุ (ผู้ก่อกำเนิดความเชื่อถือในภูเขาไฟฟูจิ ฟูจิโคะ) ก็ได้เอ๋ยถึงทะเลสาบอีกทั้ง 8 ที่ในฐานะเป็นสถานที่ในการเดินทางมาแสวงบุญ โดยมีทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) รวมทั้งทะเลสาบ (K a w a g u c h i k o) ที่อยู่ในทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 รวมอยู่ในทะเลสาบอีกทั้ง 8 แห่งที่ถูกเอ่ยถึงด้วย ทั้งยัง 2 ที่นี้ยังคงทิ้งร่องรอยของสถานที่ที่ประกอบพิธีบาปชำระล้างจิตใจอยู่

ทะเลสาบ K a w a g u c h i k o เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้นที่ 2 และก็มีริมตลิ่งที่ยาวที่สุดของทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 แล้วก็ยังเป็นทะเลสาบเพียงแต่ที่เดียวในบรรดาทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 ที่มีสะพานยื่นเข้าไปในทะเลสาบ g a v g a v k a ในแต่ละฤดูจะมีดอกไม้สวยบานบริเวณชายหาดสาบ Kawaguchiko ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะเต็มด้วยสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ตก นักเดินทางสามารถแลเห็นเกาะอุโนะชิมะ (Unoshima) ที่อยู่กึ่งกลางทะเลสาบ รวมทั้งในวันที่สายน้ำในทะเลสาบนิ่งรวมทั้งสงบ คุณก็จะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิ (Fuji) กระทบกับผิวน้ำ ในบรรดาทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 ทะเลสาบ Kawaguchiko มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมมากที่สุด

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง
คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง จริงหรือ เพราะข้าวนั้นเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1 9 6 2 เศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองอย่างมาก จึงมีการสำรวจปริมาณการบริโภคข้าวของคนญี่ปุ่น 1 คน อยู่ที่ 1 1 8 . 3 กก./ปี และต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2 0 1 6 พบว่าการบริโภค ข้าว นั้น มีการบริโภคลดลงอย่างน่าตกใจ ที่เหลือเพียง 5 4 . 4 กก./ปี จึงได้มีการอธิบายใก้เข้าใจได้ จึงกล่าวมาว่าในปี ค.ศ. 1 9 6 2 คนญี่ปุ่นทานข้าว 5 . 4 ถ้วย/วัน และปริมาณลดลงมาเรื่อย ๆ จนในปี ค.ศ. 2 0 1 6 คนญี่ปุ่นทานข้าวเพียง 2 . 5 ถ้วย/วัน เท่านั้น ถึงแม้ว่าทางเกษตรกรรมจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีรสชาติดีที่และน่าทานมากยิ่งขึ้น แต่ปริมาณการบริโภคข้าวนั้นก็ไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะอะไร คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

  • เกิดจากอิทธิพลจากชาติตะวันตก

ในขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลงนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไขมัน และผลิตภัณฑ์จากนม กลับมีปริมาณมากขึ้น ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาติตะวันตกที่เข้ามา จึงได้ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

  • ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กเกิดน้อยลง

เมื่อสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมของคนก็ย่อมเปลี่ยนไป จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้นนั้นจึงทำให้การทานอาหารน้อยลง และเมื่อบวกกับอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคข้าวลดลงตามมาด้วย

  • เทรนการรักสุขภาพ

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นได้หันมารักสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ดังนั้นยังมีตัวเลือกที่ได้รับประทานอาหารที่หลากหลายเช่นกัน อย่างเช่น ร้านอาหารต่างชาติ ฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ที่บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นนั่นเอง จึงทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่หันมาเลือกทานอาหารที่เตรียมง่ายและทานได้ในเวลาที่จำกัด

ในขณะที่การบริโภคข้าวลดลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นคือ

จากการสำรวจของ “ปริมาณการจับจ่ายซื้อของในครัวเรือนญี่ปุ่น”นั่น กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร ได้พบว่า เมื่อปีค.ศ. 2 0 1 1 การบริโภคขนมปังมีความก้าวหน้าจนแซงข้าวเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 2 0 1 2 ข้าวสามารถขึ้นนำขนมปังได้เพียงนิดเดียว แต่ในปี 2 0 1 3 เป็นต้นมา ปริมาณการซื้อขนมปังก็ยังคงเพิ่มขึ้นนำหน้าข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ถึงแม้ว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( U N E S C O ) ซึ่งในปี ค.ศ.2 0 1 3 และได้รับความนิยมในฐานะ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ในต่างประเทศ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นคุณค่าที่ถูกมองข้าม u f a b e t เพราะข้าวสำหรับญี่ปุ่นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดว่าในยุคหนึ่ง ข้าวเป็นเหมือนภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐบาลแทนเงินตรา หรือใช้เป็นเครื่องชี้วัดสถานะทางสังคมอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ
ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ หลาย ๆ คนคงได้ทราบกันอยู่แล้วว่าวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้นจะต้องใช้ตะเกียบเป็นหลัก แต่สิ่งที่คู่กันกับตะเกียบนั้นคือ “ที่วางตะเกียบ” นั่นเอง เพราะที่วางตะเกียบนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราจะพาไปรู้จัก เรียนรู้ความเป็นมาของที่วางตะเกียบกัน

ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีไอเท็มที่น่ารักหลากหลายแบบ ที่ทำให้บนโต๊ะอาหารดูมีสีสัน มีชีวิตชีว่ามากขึ้น ซึ่งจะมีการวางขายอยู่ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามากมายหลายชนิด และถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ที่จริงแล้วนั้น พึ่งได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตอนที่ได้พึ่งเข้าสู่ยุคโชวะ เมื่อปี 1 9 6 2 นั่นเอง

ความเป็นมาของ ที่วางตะเกียบ

เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต รูปแบบหรือต้นแบบดั้งเดิมนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า M i m i k a w a r a k e จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหู

ซึ่งในสมัยโบราณนั้นจะใช้ในการเซ่นไหว้อาหารต่อเทพเจ้า สังเกตได้ว่ามุมเล็ก ๆ 2 มุมที่พับขึ้นมาไดนั้นเหมือนกับจะมีการห่อหุ้มตะเกียบ และด้วยรูปลักษร์ที่ดูคล้ายหูนั้น มันจึงมีชื่อเรียกว่า M i m i k a w a r a k e ในส่วนใหญ่ค้นพบว่ายังไม่มีการเคลือบสีใด ๆ เลยทั้งสิ้น

ต่อมาในสมัยเฮอัน ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า B a t o u b a n เป็นถาดวางตะเกียบแบบทางการขององค์จักรพรรดิที่จะใช้แค่ในงานพิธีการของราชสำนัก พิธีกรรม หรือการเลี้ยงรับรองแขกเท่านั้น ถ้าหากได้มองจากด้านบนจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างคล้ายหัวของม้า จึงเรียกด้วยชื่อนี้นี่เอง

แต่เดิมในสมัยโบราณ ในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการนำจานอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะอาหารในแบบปัจจุบัน แต่จะนิยมมานในถาดของแต่ละคนเท่านั้น และสามารถที่จะวางตะเกียบที่ขอบถาดได้เลย

ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูละครย้อนยุค ก็อาจจะเคยเห็นโต๊ะอาหารในร้านโซบะจากในละครบ้าง แต่โต๊ะอาหารหรือโต๊ะตั้งพื้นนั้นพึ่งจะเริ่มมีในญี่ปุ่นหลังจากในสมัยเมจิ ที่เริ่มมีเมื่อปี 1 8 6 8 – 1 9 1 2 ฉะนั้นเดิมที่ยังไม่มีโต๊ะ ผู้คนก็จะนั่งบนเก้าอี้พับได้ แล้วก็วางถาดทานกันทั้งอย่างนั้นเลย หรือในห้องนั่งเล่นก็เช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะวางถาดอาหารบนเสื่อทาทามิแล้วก็ทานอาหารในถาดอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในปัจจุบันพอเริ่มมีโต๊ะอาหารขึ้น พื้นที่บนโต๊ะอาหารก็มีข้อจำกัด การจะทานในถาดเหมือนเดิมก็คงจะดูเกะกะมากไปจึงต้องเอาถาดออกแล้ววางแค่จานอาหารแทน แต่เมื่อไม่มีถาดก็ทำให้ไม่มีที่จะวางตะเกียบ แทงบอลออนไลน์ และจากที่ในอดีตจะใช้เวลาเซ่นไหว้เทพเจ้า ก็เริ่มมีการนำมาใช้บนโต๊ะอาหารกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ความจำเป็นของที่วางตะเกียบขนาดเล็กอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มันเกิดจากยุคสมัยที่เริ่มมีการใช้โต๊ะอาหารหรือโต๊ะนั่งพื้นนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน
เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน การหาทานอาหารญี่ปุ่นที่อร่อยนั้น จึงเป็นเหตุผลของการเดินทางมาเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายประเภท อย่างเช่น ซูชิ เทมปุระ สุกี้ยากี้ และอื่น ๆ แต่ในการทำอาหารเหล่านี้นั้นจะขาดเครื่องปรุงที่สำคัญไปไม่ได้เลย วันนี้เราจึงมาแนะนำเครื่องปรุงที่สำคัญของญี่ปุ่นให้หลาย ๆ คนได้รู้จักกัน วันนี้เลยจะมาบอกเล่าถึงเครื่องปรุงที่สำคัญในญี่ปุ่นให้ได้อ่านกัน ว่าชาวญี่ปุ่นเขามีเครื่องปรุงอะไรติดบ้านกันบ้าง

  • โชยุ

“โชยุ” เป็นเครื่องปรุงหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่น

โชยุหรือซีอิ๊วที่รู้จักกันดี ทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 ปี จนได้เป็นซีอิ๊วซีอิ๊วแบบที่ใช้กันตามครัวเรือนและร้านอาหารนั้นจะเป็นแบบขายใส่ขวด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นก็จะแบ่งซีอิ๊วออกเป็นแยกย่อย 3 แบบ คือ โคอิคุจิ อุสุคุจิ และทามาริ โดยปริมาณที่ผลิตได้ถึง 80% จะเป็นซีอิ๊วแบบโคอิคุจิ ในกลิ่นเฉพาะตัวเกิดมาจากจุลินทรีย์ที่ใช้เวลาในการหมัก ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลและอาหารประเภทเนื้อได้อีกด้วย

โชยุ เป็นเครื่องปรุงที่สำคัญมาก ถึงขั้นขาดไม่ได้เลย เพราะเป็นเครื่องปรุงอันดับ 1 ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำเมนูอะไรก็ต้องใส่โชยุเพื่อเพิ่มรสชาติ เค็มหน่อย ๆ แต่รสชาติดีเลิศ สีของโชยุนั้นจะออกสีน้ำตาล ๆ เข้มหรืออ่อนแล้วแต่ประเภทของโชยุ เพราะสามารถเอามาทำอาหารได้เกือบทุกประเภท นึ่งหรือย่าง ได้หมด ประโยชน์มีมากอีกด้วย

  • สาเก

สาเกก็คือเหล้า นั่นแหละแต่จะเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวใช้ทำอาหาร แอลกอฮอล์ต่ำประมาณแค่ 13-14 ดีกรีเท่านั้น ซึ่งในการใช้สาเกสำหรับการปรุงอาหารนั้นจะทำให้รสชาติกลมกล่อม เวลานำไปผัดแล้วใส่สาเกแอลกอฮอล์มันก็ระเหยหายไปเยอะ กินแล้วก็ไม่ต้องกลัวเมาและที่สำคัญสาเกมีดีในเรื่องช่วยดับความคาว แถมถ้าใช้ในการหมักเนื้อ เนื้อจะนุ่มละมุนลิ้นมากขึ้นด้วย

คำถามที่สงสัยกันบ่อย ๆ  ก็คือ แล้วถ้าเอาเหล้าธรรมดาที่คุณดื่ม ๆ กัน มาทำอาหารได้ไหม ที่จริงแล้วนำมาทำได้แต่ราคาค่อยข้างที่จะแพง ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงผลิตสาเกไว้สำหรับในการทำอาหารโดยเฉพาะ และมีมากมายหลายยี่ห้อ ราคาก็แสนถูกอีกด้วย หาซื้อได้ง่ายตามร้านซุเปอร์มาร์เก็ต ตกขวดละสองสามร้อยเยน สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

  • มิริน

“มิริน” เป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้สำหรับอาหารประเภทเส้นและประเภทต้ม

เป็นเครื่องปรุงของญี่ปุ่นที่ทำมากจากการหมักข้าวเหนียวนึ่งด้วยเวลาประมาณ 40 – 60 วัน มีรสชาติออกหวานและมีแอลกอฮอล์เล็กน้อย มิรินมักนำมาใช้เป็นน้ำซุปของอาหารประเภทเส้นอย่าง โซบะ อุด้ง ที่ใส่อาหารประเภทต้ม และยังสามารถใช้เป็นซอสทำไก่ยากิโทริได้ ดังนั้นมิรินก็มีคุณสมบัติที่ช่วยดับกลิ่นคาวได้เช่นเดียวกับโชยุ เพราะมีรสชาติออกหวานอร่อยล้ำลึก

มิรินจะแตกต่างกับสาเกนิดเดียวตรงที่ มิรินเป็นเหล้าหวาน ดังนั้นหากเป็นมิรินแท้ ๆ นั้นเขานำเอาไว้ดื่มกันเพลิน ๆ เหมือนเหล้าธรรมดาอีกด้วย (ในเฉพาะมิรินแท้ เรียกว่า ฮงมิริน) ทั้งใส่น้ำแข็ง หรือจะผสมโซดา หรือใส่กับส้มยูซุกับน้ำร้อนกินก็ได้ อร่อยรสจากดีเลิศ โดยมิรินนั้นจะนำมาใช้เวลาอยากใส่ให้รสชาติออกหวานๆ กลิ่นหอมเหล้านิด ๆ อาหารก็จะออกมาหวานหอม หมักเนื้อ เนื้อก็จะนุ่มกินเพลินเลยทีเดียว

  • สุ

สุ ในที่นี้แปลว่า น้ำส้มสายชูนั่นเอง

ในที่ญี่ปุ่นนั้น น้ำส้มสายชูจะมีมากมายก่ายกองทั้งทำมาจากข้าว ข้าวสาลี หรือผักผลไม้ อย่างเช่น ข้าวโพด ส้ม หรือแอปเปิ้ล หรือในแบบอื่น ๆ  ในขั้นตอนการทำส่วนใหญ่จะมีการกลั่นหลายรอบ ในรอบแรกจะกลั่นออกมาเป็นเหล้า แล้วค่อยมากลั่นให้เป็นน้ำสมสายชูในที่สุด

รสชาตินั้นจะออกเปรี้ยว ๆ แต่เป็นรสเปรี้ยวที่อร่อย ใช้ในการทำผักดองและการปรุงอาหารได้หลายอย่าง อย่างข้าวซูชิที่รับประทานกันนั่นเอง

  • มิโซะ

มิโสะ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำซุปเต้าเจี้ยว

มิโสะหรือเต้าเจี้ยวนั้น ทำมาจากถั่วเหลืองที่นำไปนึ่งก่อนแล้วจึงนำมาหมักกับเกลือและโคจิ ซึ่งมิโสะนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โคเมะมิโสะ(ข้าว) มาเมะมิโสะ(ถั่ว) มุกิมิโสะ(ข้าวสาลี) และโชโกมิโสะ(แบบผสม) และนอกจากนี้ก็ยังมีมิโสะของสูตรต้นตำรับตามท้องถิ่น เช่น ฮัจโจมิโสะ (จังหวัดไอจิ) ชินชูมิโสะ (จังหวัดนางาโนะ) เป็นต้น ซึ่งในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นนั้นในมื้อเช้า เที่ยง เย็น ก็จะต้องมีซุปมิโสะอยู่เคียงกันทุกมื้อ ซึ่งในซุปมิโสะนั้นจะมีแร่ธาตุอาหารหลายอย่าง คือ แคลเซียม ธาตุเหล็ก ยังไม่พอเพราะช่วยเรื่องการย่อยอาหารและยังช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย แต่ไม่ควรกินเยอะไป

ซึ่งมิโสะนั้นเอาไปทำอาหารก็ได้หลายอย่าง เช่น การหมัก การนึ่ง การย่าง และเมนูยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก นั่นคือ ซุปมิโซะ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

หากคนที่สนใจจะทำอาหาร หรืออย่างลองปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ได้อ่านมา ก็ลองทำกันดู เพราะอาหารญี่ปุ่นนั้นมีรสชาติที่ดีและทำได้ง่ายอีกด้วย UFABET ถ้าติดใจรสชาติอาหารก็นำมาบอกกล่าวกันบ้างนะ

ยูโด

ยูโด
ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ซึ่ง Judo นั้นมีชื่อเต็มคือ โคโดกัง ยูโด แต่เดิมทีมีการพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้และเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกด้วย ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

การกำเนิด ยูโด

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคเมจิ ทำให้วิชายิวยิตสูได้เสื่อมความนิยมลง และลดลงจนหมด ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อว่า คะโน จิโงะโร ชาวเมืองชิโรโกะ ผู้ที่ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 ขณะที่เขาอายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุได้ 23 ปี คะโน จิโงะโร จึงได้มีความเห็นว่า วิชายิวยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงอีกเช่นกัน

เมื่อเขา คะโน จิโงะโรได้เริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ วิชายิวยิตสู อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงได้พบว่าผู้ฝึกวิชายิวยิตสูจนมีความชำนาญดีนั้น จะเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับคนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้เขาเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าเขาจึงได้ศึกษายิวยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอน วิชายิวยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเท็นจิ ชินโย และโรงเรียนคิโตะ เมื่อปี พ.ศ. 2425 คะโน จิโงะโร อายุได้ 29 ปี จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชา Judo ขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณวัดพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า วัดเอโชะจิ โดยได้ตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า “โคโดกัง Judo ” โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้จากการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตมาผสมผสานเป็นวิชา Judo และได้มีการปรับปรุง วิธีการ Judo ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น จากนั้นก็ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยการตัดทอน ยิวยิตสู ที่ไม่เหมาะสมออกแล้วได้มีการรวบรวมวิชายิวยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิด และได้ตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า Judo

ในยุคแรกนั้น คะโน จิโงะโร ต้องต่อสู้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชา Judo โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่า Judo จะดีกว่า ยิวยิตสู จนเมื่อปี พ.ศ. 2429 ได้มีกรมตำรวจญี่ปุ่นจัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยิวยิตสูขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ซึ่งในผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลได้ปรากฏทำให้ประชาชนเริ่มที่จะเข้ามาสนใจ Judo มากยิ่งขึ้น ทำให้สถานที่สอนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เพื่อการต้อนรับผู้ที่สนใจ จนราวปี พ.ศ. 2476 ก็ได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) จนสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางของนัก Judo ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2455 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งในครั้งแรกนั้นมีประมาณ 20 ประเทศ ได้เข้าร่วมการก่อตั้ง และได้มีการตั้ง The Kodokun Cultural Society เมื่อปี พ.ศ. 2465 ขึ้นหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ Judo ระหว่างชาติได้มีการจัดการแข่งขัน Judo ระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศโคโดกัง และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน

สนาม

สนามของ Judo เรียกว่า เสื่อ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากที่นอนมีความยาวประมาณ 1 เมตร และต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวม ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  1. พื้นที่ต่อสู้ : ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตร เพราะนี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้
  2. พื้นที่อันตราย : บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร เขตสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้
  3. เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้าง Judo หากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถให้คะแนนได้

การต่อสู้

กีฬาการต่อสู้อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาด แต่ใน Judo ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการต่อสู้นั้นจะใช้เวลา 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาหมดแต่การต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจะถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง ซึ่งในคะแนนสีทองนั้นก็คือนาทีพิเศษ 3 ที่ Judokas ต้องสู้

อุปกรณ์

Judogi เป็นชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือวัสดุอื่นที่ทน ไม่ควรหนาเกินไป และยังประกอบด้วยกางเกงที่มีความยาวตามร่างกาย ซึ่งในการแต่งกายต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในกีฬาชนิดนี้ และพวกเขายังต้องมีแถบคาดเอวของโดยมีหลายสี ในแต่ละอันหมายถึงระดับการเรียนรู้ Judo ต้องใช้สีของแทร็คที่สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน

Judo เป็นศิลปะการป้องกันถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นรูปแบบในการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น U F A B E T นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้มีความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ที่ฝึกนั้นจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับนั่นเอง

เคนโด

เคนโด
เคนโด

เคนโด (K e n d o) เป็นศิลปวิทยายุทธ์มีความหมายคือ วิถีแห่งดาบ และมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 789 จนกระทั่งมีการพัฒนามาเป็นกีฬา K e n d o และได้รับความนิยมถึง 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่ว่องไวและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังมีการแฝงหลักจริยธรรมนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาอีกด้วย วิชา K e n d o จึงเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งในนักรบรวมทั้งเหล่าวิญญชนให้ความนับถือและยกย่องเป็นพิเศษมายาวนาน จนกระทั่งได้แพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่าง ๆ ทั่วโลก

เคนโด คืออะไร

K e n d o เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบ b u d o ของญี่ปุ่น โดยจะมีการฝึกซ้อมด้วย กู เป็นอุปกรณ์ K e n d o เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปีค.ศ. 2012 ซึ่งในโรงเรียนมัธยมตอนต้นต่าง ๆ ได้บรรจุศิลปะการป้องกันตัว b u d o เป็นวิชาบังคับ ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ ได้แก่ ยูโด ซูโม่และเคนโด้

วัตถุประสงค์ของการซ้อม K e n d o คือการศึกษาธรรมชาติของ K e n รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ที่ได้มีการอ้างอิงจากสมาคม K e n d o แห่งประเทศญี่ปุ่น

ต้นกำเนิดของ K e n d o

มีทฤษฎีหนึ่ง ได้กล่าวว่า ในยุค k e n j u t s u มีเทคนิคการต่อสู้ด้วย n i h o n t o หรือดาบของญี่ปุ่น ได้ปรากฏ N i h o n t o ซึ่งมีการปรากฏในกลางสมัย H e i a n (ในปี794-1185) เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไป k e n j u t s uได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงครามปีที่ 1467-1590 และยังมีการสร้างโรงเรียน k e t j u t s u อีกมากมาย ต่อมาในสมัย E d o ในปี1603-1868 k e n j u t s u ได้เริ่มมีการพัฒนารวมไปถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยเมจิ ในปี 1868-1912 และมีการกำจัดชนชั้นซามูไรทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ จึงส่งผลให้ k e n j u t s u ได้รับความนิยมน้อยลง จน K e n j u t s u ได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัย T a i s h o ในปี 1912-1926 รูปแบบของ K e n d o จึงได้เริ่มเกิดขึ้น

กฎกติกา

ผู้ฝึกจะมีการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อได้เข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน จะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและทำตามขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบนั้นพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่ในการแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้างประมาณ 9-11 เมตร ซึ่งในการแข่งทั่วไปจะใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้ waza (เทคนิค)ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่ men (ศรีษะ), do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น เมื่อผู้แข่งขันที่ได้คะแนน 2 จาก 3 คะแนน หรือ 1 จาก 2 คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ufabet877

อุปกรณ์และเครื่องแบบ Kendo

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

Kendo ไม่ว่าจะเป็นกีฬาของชาติใดแต่เมื่อเป็นกีฬาแล้ว ซึ่งนอกจากจะให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายแล้วยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี Kendo นั้นเป็นอีกทางเลือกของผู้คนที่สนใจกับ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น

โอนิงิริ

โอนิงิริ
โอนิงิริ

โอนิงิริ (o n i g i r i) หรือ โอมูซูบิ คือข้าวปั้นอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหรือวงรี โดยจะห่อด้วยสาหร่ายหรือโนรินั่นเอง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น o n i g i r i จะเป็นไส้บ๊วยเค็ม (อูเมโบชิ) ปลาเค็ม (ชาเกะหรือคัตสึโอบูชิ) หรือเป็นไส้ที่มีรสชาติเค็มต่าง ๆ ซึ่ง o n i g i r i จะแตกต่างกับซูชิเพราะ o n i g i r i  ข้าวนั้นจะไม่มีรสชาติเปรี้ยวน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น(ซูชิเมชิ) เหมือนกกับข้าวซูชินั่นเอง

ประวัติของ โอนิงิริ

onigiri ในอดีตนั้นจะมีลักษณะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เพื่อสะดวกต่อการถือและการกินนอกสถานที่ ซึ่งในยุคก่อนซามุไรนั้นสามารถพกพานำไปกินได้สะดวกในสนามรบ ต่อมาในยุคเฮอังก็ได้มีการห่อข้าวปั้นในลักษณะที่เป็นเหลี่ยมมากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการวางซ้อน ๆ กัน จากนั้นยุคคามากูระจนถึงยุคเอโดะ onigiri ก็ยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่าย ฌเยมีการปรุงรสชาติโดยใช้เกลือเป็นหลัก จนกระทั่งในยุคเมจิจึงเริเริ่มมีการรู้จักใช้สาหร่ายในอาหารต่าง ๆ อีกด้วย

ต่อมาหลังจากที่ได้มีการใช้เครื่องจักรในการห่อข้าวปั้นจึงไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเนื่องจากรูปร่างที่ยากต่อการจัดทำ จนเมื่อถึงในช่วงของศริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงได้มีการห่อข้าวปั่นในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น คือ การปั้นข้าวปั้นก่อนแล้วจึงนำไปยัดใส้ โดยการห่อข้าวให้เป็นรูปสามเหลี่ยมและตามด้วยการยัดไส้ด้วยขั้นตอนถัดไปและสุดท้ายจึงปิดรูด้วยสาหร่ายนั่นเอง โดยในภายหลังนั้นได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวปั้นและสาหร่ายโดยการแยกจากกัน เพื่อที่จะป้องกันปัญหาสาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียว ซึ่งก่อนที่จะรับประทานนั้นค่อยนำสาหร่ายมาห่อข้าวพร้อมทาน

Onigiri หาซื้อได้ที่ไหน

Onigiri หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อแทบทุกร้านในประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีไส้ต่าง ๆ มากมายให้เลือกทาน เห็นได้ว่า onigiri เป็นอาหารกินเล่นที่นิยมมากอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น โดยในญี่ปุ่นนั้นมีร้านขาย onigiri โดยเฉพาะที่เรียกได้ว่า “โอนิงิริยะ” ซึ่งเป็นการทำ onigiri ได้ตามสั่ง

ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มี onigiri ขายตามร้านอาหารญี่ปุ่น และตามร้านสะดวกซื้อ และตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ บางแห่ง ที่ได้มีการดัดแปลงรสชาติเพื่อให้ถูกปากคนไทยอีกด้วย

ไส้ต่าง ๆ ของ onigiri

onigiri เริ่มมีมาตั้งแต่ยังไม่มีไส้ และแบบที่มีไส้ต่าง ๆ เช่น ปลา ปลาไหล ชิราโกะ ฟูริกาเกะ ผักดอง กิมจิ โนซาวานะ ยำสาหร่าย สึกูดานิ อูเมโบชิ คานิ มิโซะ เม็นไตโกะ อูนิ โอกากะ ทาราโกะ สลัดไข่กุ้ง สลัดปูอัด ซาบะย่างเกลือ แซลมอนย่างซีอิ๊ว เป็นต้น

onigiri ไม่ได้มีเพียงแค่รูปทรงสามเหลี่ยมเท่านั้น และก็ไม่จะเป็นจะต้องถูกห่อด้วยสาหร่ายแห้งเสมอไป ซึ่งแท้จริงแล้ว onigiri  มีความหลากหลายมากมาย ทั้งในลักษณะของรูปร่าง รสชาติ ชนิดพันธุ์ของข้าวที่นำมาใช้ ตลอดจนวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบเข้าด้วยกันจนเป็น onigiri ก้อนหนึ่ง และปัจจุยสำคัญที่มีผลต่อ onigiri มากที่สุดนั้นอาจเป็นผลผลิตท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ ถ้าหากจังหวัดและเมืองนั้น ๆ มีวัตถุดิบที่สามารถนำมาทำไส้ของ onigiri ได้ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ดี และเป็นของดีประจำถิ่นนั้น ๆ อีกด้วย

เมื่อได้รวม onigiri กับอาหารท้องถิ่น

  • จังหวัดอะโอะโมะริ ได้แก่ คิคุคะโอะริ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเห็ด ถั่ว และดอกเบญจมาศ

  • จังหวัดยามากาตะ ได้แก่ มิโซะยากิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นย่างมิโซะและประกบด้วยใบโอบะ

  • จังหวัดอิบารากิ ได้แก่ นัตโตะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมถั่วหมักกับปลาชิราสึสองวัตถุดิบขึ้นชื่อประจำจังหวัด

  • จังหวัดโทยามะ ได้แก่ โทโรโระคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นคลุกสาหร่ายฝอย เพราะในจังหวัดโทยามะเป็นจังหวัดที่มีการบริโภคสาหร่ายเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น

  • จังหวัดอิชิกะวะ ได้แก่ อิกะโนะทาคิโกะมิโกฮัง o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นจากข้าวหุงปลาหมึกถือเป็นอาหารประจำฤดูใบไม้ร่วง

  • จังหวัดนากาโน่ ได้แก่ โนซาวะนะโตะคาริคาริอุเมะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมผักโนซาวะนะและบ๊วยเม็ดเล็ก

  • จังหวัดมิเอะ ได้แก่ เท็นมุสึ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นไส้กุ้งเทมปุระทั้งตัวห่อสาหร่าย

  • จังหวัดเกียวโต ได้แก่ นาเอะเมชิ

เป็นข้าวปั้นผสมเมล็ดถั่วแดงคลุกผงถั่วเหลืองคั่วป่น

  • จังหวัดโอซาก้า ได้แก่ ชิโอะคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นทรงถุงใส่ข้าวสารญี่ปุ่นผสมสาหร่ายดองเกลือ

  • จังหวัดโทคุชิมะ ได้แก่ ซึดะชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมมะนาวญี่ปุ่นและเนื้อปลาแซลมอนย่าง

  • จังหวัดโคจิ ได้แก่ คัตสึโอะเมชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเนื้อปลาคัตสึโอะชิ้นโต

ความรู้เพิ่มเติม

  • ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ คือ ข้าวที่เหมาะสำหรับที่จะนำมาทำ onigiri มากที่สุด เพราะข้าวจะมีความเหนียวนุ่มและมีปริมาณความชื้นมากกว่าข้าวที่หุงทิ้งไว้นานแล้ว ทำให้ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ นั้นทำให้เมล็ดข้าวเกาะตัวกันได้ดีมาก เมื่อถูกนำมาปั้นเป็นก้อน
  • เกลือถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำ onigiri เพราะนอกจากที่จะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว เกลือยังสามารถที่จะช่วยยืดอายุในการเก็บรักษา onigiri ได้อีกด้วย ซึ่งในการใส่นั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
  • ในการทำ onigiri นั้นควรทำให้มือทั้งสองข้างเปียกก่อน จากนั้นก็นำเกลือปริมาณเล็กน้อยมาถูบนฝ่ามือทั้งสองข้างก่อนลงมือทำ แค่นี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้ข้าวติดมือเวลาปั้น onigiri ได้นั่นเอง
  • ในสมัยก่อนที่จะมีการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ห่อ onigiri นั้น คนญี่ปุ่นมักจะใช้ใบไผ่ห่อเวลาที่จะต้องพกติดตัวก่อนเดินทาง

อ่านข้อมูลเพิ่มเพิ่มได้ที่ u f a b e t

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น
สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มและชอบรสชาติของเแอลกอฮอลล์ ทางเว็บของเราขอแนะนำให้พวกคุณได้ลองลิ้มรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ซึ่งสาเกนั้นเป็นเหล้าญี่ปุ่นที่ได้ผลิตจากข้าว ยีสต์ และน้ำ ที่มีระดับของแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 1 0 – 2 0 % การดื่มสาเกนั้นจะนิยมดื่มโดยมีอาหารญี่ปุ่นอยู่ด้วย เช่นซูชิและซาชิมิ มากินเพื่อเป็นกับแกล้มนั่นเอง ส่วนในการดื่มนั้นจะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและขึ้นอยู่ตาใจชอบของผู้ดื่ม ซึ่งถ้าหากเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสได้ไปเยือนญี่ปุ่น เราแนะนำให้ไปลิ้มลองรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่น รับลองว่าผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จะติดใจจนต้องหิ้วกลับมาเป็นอย่างแน่

s a k e นั้นเป็นคำเรียกของคำว่า “สุรา” ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงเหล้าหลายชนิดใน ๆ ทั่วไป s a k e หมายถึงเหล้าที่ทำมาจากข้าว แต่ในบางท้องที่นั้นจะหมายถึงเหล้าที่มีการกลั่นมาจากมันสำปะหลังหรืออ้อยนั่นเอง หรือในบางครั้งอาจหมายถึงโชจูหรือรู้จักในนามของ วอดก้าญี่ปุ่น ซึ่งต้นกำเนิดของสาเกนั้นได้มีการกล่าวถึงหลายทฤษฎี ได้แก่ นำเข้าจากจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นเอง

S a k e เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา อาจดื่มคนเดียวหรือเพื่อการสังสรรค์เป็นกลุ่มก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้พร้อมกับอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ อย่าง เพราะเข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่นั้นจะไม่แนะนำให้ดื่มกับอาหารจำพวกข้าวเป็นหลัก เช่น ซูชิ หรือโอนิกิริ เพราะจะทำให้สาเกเสียรสชาติ ซึ่งนิยมเสิร์ฟด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบร้อน และแบบเย็น

ประเภทของ สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

  • จุนไม ( J U N M A I : P U R E R I C E)

เป็น Sake บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้ผสมน้ำตาล หรือแอลกอฮอล์เพิ่มเติม มีรสชาติที่เข้มข้น กลิ่มไม่ฉุนมากนัก คนญี่ปุ่นจึงนิยมเสิร์ฟแบบร้อนอุณหภูมิประมาณ 38°C เพราะทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น

  • ฮอนโจโซ (H O N J O Z O : G E N U I N E B R E W)

เป็น S a k e ที่มีการผสมแอลกอฮอล์เพิ่มเติม จึงทำให้มีรสชาติที่นุ่มละมุน และมีรสสัมผัสดีมากกว่าจุนไม ในการเสิร์ฟนั้น ควรเสิร์ฟในอุณหภูมิห้องอยู่ที่ประมาณ 2 5 °C หรือแค่พออุ่น ๆ เพราะอุณหภูมิในการดื่มนั้นจะส่งผลต่อรสชาติที่ดี

  • กินโจ (G I N J O : S P E C I A L B R E W)

เป็น Sake ที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นได้ทำการบดและขัดเม็ดข้าวมากขึ้นมีการเพิ่มยีสต์และนำไปหมักในอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยมีการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นกินโจจึงเป็น S a k e ที่มีรสชาติที่โดดเด่นที่สุด มีความหวานเล็กน้อย นุ่มละมุน ซึ่งในการเสิร์ฟส่วนใหญ่นั้น จะเสิร์ฟเย็นแต่ไม่เย็นมาก ไม่ควรต่ำกว่า 1 0 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้เสียรสชาติได้

  • ไดกินโจ (D A I G I N J O : V E R Y S P E C I A L B R E W)

เป็น S a k e ที่ขัดกรองเม็ดข้าวออกมากกว่าประเภทอื่น ๆ ถึง 5 0 – 6 5 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีรสชาติและรสสัมผัสที่เข้มข้นกว่า เหมาะกับการเสิร์ฟเย็นเท่านั้น

ทั้ง 4 ประเภทนั้น นอกจากจะมีรสชาติและกระบวนการการผลิตที่แตกต่างกันแล้ว ในการเสิร์ฟนั้นก็ยังต่างกันอีกด้วย

Sake เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีกรรมวิธีทำมาจากข้าวหมัก มีชื่อเรียกว่า “ไวน์ข้าว” ในการผลิตจะมีการกลั่นเหมือนกระบวนการผลิตเบียร์หรือเหล้า UFABET ในส่วนใหญ่ Sake จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18% – 20% และจะเหลือแค่ 15% เมื่อได้บรรจุลงขวดนั่นเอง

สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น
สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น หรือสวนหินญี่ปุ่น ซึ่งจะรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ เซนการ์เดน ก็คือสวนพื้นภูมิแห้งแล้งที่นำมาจัดเป็นชนิดของสวนเซนญี่ปุ่น ได้รับอิทธิพลมาจากนิกายเซนในพุทธศาสนาของประเทศญี่ปุ่น และสามารถหาชมได้ตามวัดเซนจากการฝึกสมาธินั่นเอง

สวนในรูปแบบของญี่ปุ่นนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่มีชีวิตจะพวกต้นไม้และพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีให้เห็นในฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ซึ่งในระหว่างที่ต้นไม้เจริญเติบโตนั้นก็จะได้รับการตกแต่งเพื่อความสวยงาม ดังนั้นในสวนญี่ปุ่นจะไม่มีลักษณะที่เหมือนเดิมอยู่ตลอดนั่นเอง ในโครงสร้างพื้นฐานของสวนญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการพิจารณาจากสถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบคือ อาคาร ระเบียง เส้นทาง สึกิยะมะและมีการจัดวางของอย่างเช่น หิน เมื่อเวลาผ่านไปความงดงามของสวนจะขึ้นอยู่กับการดูแลและการบำรุงรักษาที่มีศิลปะในการตัดและตกแต่งสวนนั้น ๆ ในส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะเซ็นก็คือการดูแลรักษาสวนให้อยู่คงที่ที่มีลักษณะเสมือนภาพวาดและจิตรกรรมนั่นเอง สวนคะเระซันซุย จึงจัดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นสัญลักษณ์ของพื้นภูมิที่เรียกได้ว่าเป็น “m i n d – s c a p e”  ทั้งน็อาจหมายถึงปรัชญาทางพุทธศาสนาที่แสดงออกให้เห็นถึงความงดงามของสิ่งแวดล้อมที่เป็นหลักสำคัญในพุทธศาสนานิกายเซนของประเทศญี่ปุ่น

ความหมายของคำว่า คะเระซันซุย คือ พื้นภูมิแห้งแล้ง (สวน) เป็นชนิดของสวนญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เริ่มมีในยุคมุโระมะจิ ในปีค.ศ. 1 3 9 2 – 1 5 6 8 ที่ปราศจากบ่อน้ำต่าง ๆ ซึ่งสวนชนิดนี้มีสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นภูมิธรรมชาติที่มีองค์ประกอบในการจัดวางของก้อนหิน ทรายขาว พืชจำพวกมอสและต้นไม้ที่นำมาจัดแต่ง

ต่างจากสวนตามประเพณี สวนคะเระซันซุย จะไม่มีน้ำใด ๆ แต่จะมีการปูรวดหรือทราย จะกวาดลวดลายหรือไม่ก็ได้แต่ก็สามารถทำเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ เช่น ทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ หรือ ทะเลสาบ ในการจัดกวาดกรวดหรือทรายเพื่อให้เป็นลวดลายนั้นจะบ่งบอกถึงคลื่นน้ำ มีบทบาทของความสวยงาม อีกทั้งพระของพุทธศาสนานิกายเซนจะมีการฝึกฝนและปฏิบัติการกวาดลวดลายเพื่อที่จะฝึกสมาธิ ซึ่งการกวาดเส้นและลวดลายอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช้เรื่องง่าย ในการกวาดลวดลายยั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหินที่อยู่ในพื้นที่บริเวณกรวด อย่างไรก็ตามลวดลายส่วนใหญ่ไม่คงที่ เพราะจะมีการพัฒนาลวดลายใหม่ ๆ และเป็นการฝึกทักษะในการสร้างสรรค์และเป็นการประลองฝีมือกันจึงก่อให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้น

อิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายเซนที่มีต่อการออกแบบสวนได้ถูกนำมาบรรยายโดย K u c k ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 และมีการทักท้วงโดย K u i t e r t ในช่วงท้ายของศตวรรษ ซึ่งเรื่องที่ไม่ได้ถูกการทักท้วงก็คือเรื่องที่ สวนคะเระซันซุย นั้นดลบันดาลมาจากภาพวาดทิวทัศน์ของจีนและญี่ปุ่นในอดีต ถึงแม้สวนจะมีการจัดวางที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะนำเอาก้อนหินและพุ่มไม้ที่ผ่านจากการตัดแต่งมาเป็นสัญลักษณ์อย่างเช่น ภูเขา หุบเขาและน้ำตกที่ได้ถูกจารึกเป็นจิตกรรมในภาพวาดทิวทัศน์ของจีน ซึ่งในบางภาพ ทิวทัศน์จะมีการดลบันดาลมาจากทัศนียภาพสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง เช่น เนินเขาที่อยู่ข้างหลังเป็น “ทิวทัศน์ที่มีการยืมมา” โดยมีเทคนิคที่เรียกว่า ชักเคอิ ( s h a k k e i )

ในปัจจุบันนั้นภาพวาด หมึกโมโนโครม ก็ถือว่าเป็นศิลปะที่ใกล้เคียงที่สุดกับพุทธศาสนานิกายเซน ในหลักการออกแบบของการสร้างพื้นภูมินั้นมีอิทธิพลมาจากภาพวาดทิวทัศน์หมึกโมโนโครมสามมิติ ที่เรียกว่า ซูมิเอะ หรือ ซุยโบคุกะ

สวนญี่ปุ่น ถือว่ามีค่าในระดับเดียวกับงานศิลปะในประเทศ ส่วนของสวนหินที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นนั้นอยู่ในเมือง เรียวอันจิ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในเมืองเกียวโต สวนที่เรียวอันจิจะมีความยาวถึง 3 0 เมตรจากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกและ 1 0 เมตรจากเหนือถึงใต้ ในสวนจะไม่มีต้นไม้แต่มีเพียงก้อนหินหลายรูปร่างหลายขนาด U F A B E T บางก้อนจะถูมอสปกคลุมและได้ถูกจัดวางบนพื้นที่โรยด้วยกรวดและทรายขาวที่มีการวาดลวดลายในแต่ละวัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก U F A B E T

โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ
โอโคโนมิยากิ

โอโกโนมิยากิ เป็นแพนเค้กแบบญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ ในชื่อของ O k o n o m i y a k iหรือแพนเค้กญี่ปุ่นนั้น มาจากคำว่า โอเคโมนิ ที่แปลว่า ชอบ และคำว่ายากิก็แปลว่าย่างนั่นเอง O k o n o m i y a k i เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคคันไซและฮิโรชิมะ และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องของเครื่องที่ใช้โรยหน้ากับซอสนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่ง O k o n o m i y a k i ในทางโตเกียวนั้นจะมีขนาดที่เล็กกว่าของทางฮิโรชิมะหรือคันไซอีกด้วย
Okonomiyaki เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการทำโดยวางส่วนผสมของแป้งสาลีแล้วนำมาปรุงจนสุกบนเท็ปปังหรือแผ่นโลหนั่นเอง และถึงแม้ว่าจะมีขายกันโดยทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น และมีราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ก็มีชื่อเสียงอย่างมากในภูมิภาคคันไซโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอซาก้า

โอโคโนมิยากิ คืออะไร

Okonomiyaki มีความหมายว่า การทำอาหารที่คุณชอบ แต่กผ้ไม่ได้เป็นแค่เพียงอาหารที่ใส่เฉพาะส่วนผสมที่คุณชอบเท่านั้น ซึ่งจะต้องผสมกับผักกะหล่ำปลีที่มีการตัดให้เป็นเส้นอย่างดีกับแป้งที่ละลายน้ำ แล้วนำมาปรุงให้สุกในเท็ปปังทรงกลม มีการรับประทานโดยใช้ซอส Okonomiyaki ชนิดพิเศษซึ่งมีรสชาติหวานเล็กน้อยมีส่วนผสมยอดนิยมที่ใช้ใน Okonomiyaki ก็คือเนื้อสัตว์ อย่างเช่น เนื้อหมูและอาหารทะเล (ปลาหมึก และกุ้ง) Okonomiyaki ที่ทำด้วยเนื้อหมูจะเรียกว่า บูตะทามะ (หรือ ทงทามะ หมายถึงหมูและไข่)
ชนิดของ Okonomiyaki ที่มีชื่อเสียงในแบบคันไซ และฮิโรชิมา เพราะมีวิธีการเตรียมอาหารที่แตกต่างกัน ดูที่ความแตกต่างแต่ละภูมิภาค ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเมื่อได้พูดถึง Okonomiyaki เรามักจะหมายถึงในอดีต และนอกจากนี้ก็มีพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีอาหารท้องถิ่นที่มีการจัดทำขึ้นเป็นอย่างดี ซึ่งมีความคล้ายกับ Okonomiyaki


ชนิดของ Okonomiyakmi

  • Okonomiyaki ในแบบคันไซ
  • จะเป็นชนิดที่สามารถพบมากที่สุด เพราะจะใช้เนื้อสัตว์และอาหารทะเลเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งในร้านอาหารบางแห่งจะใช้โมจิชีสและเนื้อวัว มีและยังมีร้านอาหารอีกมากมายที่ให้บริการแบบรวมประเภทของเนื้อในจานเดียวอาจเรียกได้ว่า ยากิรวม และนอกจากนี้ยังมี Okonomiyaki ที่ถูกรวมเข้ากับส่วนผสมในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมที่จะทำให้อาหารจานนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นเพื่อการโปรโมทเมืองนั่นเอง
  • โมดังยากิ เป็นเมนูอาหารที่มีการนำยากิโซบะไปผสมกับ Okonomiyaki ซึ่งจะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นมากกว่าปกติ
  • เนกิยากิ
  • เป็น Okonomiyaki ที่ใช้ต้นหอมนำมาตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปโรยบน Okonomiyaki ให้ทั่วก่อนที่จะปรุงให้สุก
  • ซูจิยากิ มีความสอดคล้องกับ Okonomiyaki เพราะทำด้วยเนื้อวัวและคอนยาคุ ซึ่งป็นเมนูอาหารที่สามารถพบได้ทั่วไปในร้านอาหาร Okonomiyaki ในภูมิภาคคันไซ ในบางครั้งจะมีการใช้เนื้อวัวตุ๋นในซอสถั่วเหลืองและน้ำตาลในการทำเมนูอาหารจานนี้
  • วิธีการทำ
  • ส่วนผสม
  • – แป้งเค้ก 100 กรัม
  • – น้ำสต็อค 140 ml
  • – ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  • – เครื่องปรุงต่าง ๆ
  • – หมูสไลด์ 100 กรัม
  • – กะหล่ำและหอมหัวใหญ่ 200 กรัม
  • – หนวดปลาหมึก 50 กรัม
  • – กุ้ง 8 ตัว
  • – ไข่ 2 ฟอง
  • *สำหรับการนำเครื่องมาราดหน้าในขั้นตอนสุดท้าย ก็แล้วแต่จะใส่ ตามใจชอบ
  • วิธีทำ 1. ผสมแป้งเค้ก น้ำสต็อค ผงฟู เครื่องปรุง คนทรัวๆ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    2. ขั้นตอนต่อมาซอยกะหล่ำ ต้นหอมญี่ปุ่น หนวดปลาหมึก แล้วนำไปใส่ในชามผสม จึงตามด้วย ซอย หนวดปลาหมึก แกะกุ้ง และไข่ นำไปคลุกให้เข้ากัน
    3. นำไปทอดในกระทะแบน จากนั้นนำมาแต่งหน้าจานอาหารด้วย ปลาหมึกฝอย ซอสญี่ปุ่น มายองเนส และต้นหอม
    4. เสิร์ฟตอนที่อาหารร้อนๆ
    ซอสหวานเผ็ดของ Okonomiyaki ที่เป็นเอกลักษณ์ในประเทศญี่ปุ่น
    ถึงแม้ว่าจะเป็น Okonomiyaki เหมือนกัน แต่ในแบบของตะวันตกกับแบบฮิโรชิม่านั้นก็ต่างกัน ใช้แผ่นผงแป้งข้าวสาลีนำมาละลายน้ำแล้วผสมเครื่องเช่น ผัก เนื้อ ปลา ต่างๆ แล้วนำไปย่างบนกระทะเหล็ก ราดซอสแล้วกิน แบบนี้คือ Okonomiyaki ซึ่งดังทั้ง 2 แบบ คือก่อนย่างต้องผสมเครื่องกับผงแป้งให้ดีก่อนค่อยย่างแบบ Okonomiyaki ตะวันตก หรือจะไม่ผสมแต่วางซ้อนกันเป็นชั้นในแบบ Okonomiyaki ในแบบฮิโรชิม่า ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้นก็มีลักษณะอาหารที่คล้ายคลึงกันบ้าง ufa877

จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ
จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ เป็นนาบะหรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษที่ซูโม่รับประทานกัน ขณะเดียวกันยังหมายถึง มื้ออาหารที่เตรียมโดยนักมวยปล้ำ ที่เรียกว่า จังโกะบัน เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เตรียมอาหารให้แก่นักมวยปล้ำทุกคนในค่าย ซึ่งซูโม่มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในค่ายในการกินนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก และมักจะรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อทำน้ำหนัก

C h a n k o n a b e เป็นอาหารมื้อที่น่าพึงใจเพราะเตรียมง่าย เพียงแค่มีหม้อเท่านั้น และเป็นอาหารที่ได้สมดุลทางโภชนาการในปริมาณมาก นอกจากนี้จึงมีการร่วมกันรับประทานด้วยการนั่งล้อมรอบ C h a n k o n a b e หรือหม้อไฟเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความเป็นมาและประวัติ จังโกะนาเบะ

              C h a n k o n a b e (หม้อไฟของซูโม่) แต่เดิมเป็นอาหารที่ชาวซูโม่รับประทาน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งเหตุผลที่ชาวซูโม่รับประทานนั้นเพราะต้องควบคุมน้ำหนัก แต่ในปัจจุบัน C h a n k o n a b e กลายเป็นอาหารที่นิยมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป จึงมีร้าน C h a n k o n a b e เปิดให้บริการหลายร้าน โดยเฉพาะที่เรียวโกกุ ซึ่งเป็นย่านซูโม่ในกรุงโตเกียว

              ลักษณะของ C h a n k o n a b e จะเป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปจากน้ำต้มโครงไก่ มีวัตถุดิบที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เห็ดและผักต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลาเต้าหู้ญี่ปุ่นและลูกชิ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวสวย ไข่ตุ๋น เทมปุระ อูด้ง ซูชิ ซาซิมิ ฯลฯ โดยวัตถุดิบในแต่ละอย่างนั้นผ่านกรรมวิธีในการคัดสรรมาอย่างดีสมกับอาหารที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน ซึ่งสามารถหาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น รสชาติแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีความแจกจ่างกันอย่างสิ้นเชิงหากพูดถึงความนิยมและชื่อเสียง หลายๆ คนจะไปทานกันที่เมืองเรียวโกกุ เพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ “C h a n k o n a b e” และมีร้านค่อนข้างมาก โดยเจ้าของในร้านนั้น ๆ จะเป็นกิจการของชาวซูโม่เก่าส่วนใหญ่ และถ้ามาได้มาทาน C h a n k o n a b e ที่นี่นั้นเหมือนการได้ทานในต้นตำรับเลยทีเดียว

หม้อไฟสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของนักซูโม่

จังโกะ คำนี้บ่งชี้ถึงอาหารโดยทั่วไปที่นักซูโม่รับประทาน ดังนั้นคำว่า “C h a n k o n a b e” เดิมคือเมนูหม้อไฟที่นักซูโม่รับประทานกัน และสำหรับนักซูโม่ที่ต้องการรักษาร่างกายให้มีขนาดตัวที่ใหญ่แล้วยังต้องมีความแข็งแรงบึกบึนอีกด้วย ซึ่งในการรับประทานอาหารก็เป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญนั่นเอง

นอกจากเมนูหม้อไฟที่สามารถทำกินเองได้หลายคนแล้วก็ยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่มากมายและยังสามารถทานได้ในเมนูเดียว จึงเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่เต็มเปี่ยม ซึ่งยังเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในเหล่าซูโม่เฮยะ เพราะนักกีฬาซูโม่จะรู้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

ในโตเกียว มีร้านอาหาร Chanko nabe อยู่มากมายที่บริหารโดยอดีตริคิชิ หลาย ๆ ร้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาซูโม่ Ryogoku Kokugikan หรือค่ายซูโม่ และเวลอันยอดเยี่ยมสำหรับการเพลิดเพลินกับ Chanko nabe ที่หลากหลายคือ หลังจากที่ชมการแข่งขันซูโม่เสร็จนั่นเอง และถึงแม้ว่าในค่ายซูโม่จะมีการรับประทาน Chanko nabe ในทุก ๆ วัน แต่บรรดานักมวยปล้ำก็ไม่เคยเบื่ออาหารเหล่านี้เลย เพราะเนื่องจากมักจะมีการเปลี่ยนวัตถุดิบและส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ตามใจชอบในแต่ละวัน และก็ยังมีเครื่องปรุงที่หลากหลาย ทำให้รสชาติต่างกันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เรื่องอาหารการกินที่โดดเด่น หลายๆ คนคงทราบทั้งการได้ลิ้มลองหรือการเห็นจากโฆษณา U F A B E T ว่าอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อค่อนข้างหลากหลาย นับได้ว่าอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมแทบทั่วโลก ซึ่ง “C h a n k o n a b e” นั้นเป็นเมนูหม้อไฟที่ขาดไม่ได้ในวงการซูโม่ และถ้าหากใครที่ได้มาเยือนและเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมแวะมาทาน C h a n k o n a b e อาหารของซูโม่ที่ควรลิ้มลอง รับรองว่าจะได้สัมผัสถึงรสชาติสุดพิเศษที่ไม่สามารถหาทานได้อร่อยทั่วโลกอย่างแน่นอน

โอเด้ง

โอเด้ง
โอเด้ง

โอเด้ง เป็นอาหารญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ใช้ซุปสาหร่ายคอมบุหรือปลาแห้งคัตสึโอะบุชิ และมีเครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น เต้าหู้ สะสึมาอาเกะหรือลูกชิ้นปลา สึมิเระ ฮันเปน จิคุวะ บุก หัวไชเท้า ไข่ต้ม เป็นต้น ซึ่งมักจะเห็น O d e n วางขายข้างๆ แคชเชียร์ในร้านสะดวกซื้อมากมาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวเพราะขายดีที่สุด ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูล ประวัติความเป็นมาของ O d e n ให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกันอีกด้วย

ประวัติของ โอเด้ง

O d e n มีต้นกำเนิดมาจากเต้าหู้ที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทาด้วยมิโซะก่อนกินเรียกว่า “เด็งกะกุ” แล้วคำว่า “โอะ” ที่พวกผู้หญิงที่เป็นข้ารับใช้ในวังสมัยเฮอันนิยมใช้ พอนำมาผสมกันจึงได้เกิดเป็นชื่อใหม่คือ O d e n นั่นเอง

ในต้นสมัยของโชวะนั้นได้กำเนิดร้าน O d e n ขึ้นมา จึงได้กลายเป็นอาหารที่ทานได้ที่ร้าน และหลังจากนั้นได้มีการทำผงซุป O d e n สำเร็จรูปขึ้น และได้ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตจึงทำให้การทำนั้นง่ายไม่ยุ่งยากอีกต่อไป O d e n จึงกลายเป็นอาหารที่นิยมทำรับประทานกันในครอบครัว และในช่วงประมาณปี 1980 ก็ได้มี O d e n จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ตั้งแต่นั้นมา O d e n ก็กลายเป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไป

O d e n คืออาหารประเภทต้มในญี่ปุ่น โดยนำวัตถุดิบหลากหลายชนิดไปต้มเป็นระยะเวลานานในน้ำซุปกับผงปลาแห้งและสาหร่ายคอมบุ เมื่อได้เข้าสู่ในช่วงฤดูหนาว ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ จะวางขายโอเด้ง

วัตถุดิบของ O d e n

  • หัวไชเท้า เป็นวัตถุดิบที่นิยมมาก เนื่องจากหัวไชเท้าจะดูดซับน้ำซุปและมีรสชาติที่ดี กล่าวได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • ไข่ หรือไข่ต้ม เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมที่จะขาดไม่ได้ เคล็ดลับควรลองทานโดยผ่าครึ่ง และปล่อยให้ไข่แดงละลายไปกับน้ำซุปจะทำให้รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม
  • คอนเนียคุ และลูกชิ้นคอนเนียคุ ทำมาจากคอนเนียคุอิโมะ รสสัมผัสมีความหนึบเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะไม่มีสารอาหารมากเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 97 เปอร์เซ็น แต่ก็ได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีแคลอรี่ต่ำ
  • โมจิคินจาคุ แป้งโมจิที่ห่อไว้ในเต้าหู้ทอด น้ำมันที่อยู่ในเต้าหู้ทอดจะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของน้ำซุป โมจิข้างในจะละลายเหมือนลาวา
  • ชิคุวะ เนื้อปลาบดที่ถูกนำไปพันบนไม้แล้วนำไปย่างหรือนึ่ง เป็นวัตถุดิบที่ให้รสชาติแก่น้ำซุปที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • กิวซุจิ คือเนื้อวัวส่วนน่องที่มีเอ็นติดอยู่และมีผลทำให้รสชาติน้ำซุปอร่อย
  • ฮันเปน ปลาเนื้อขาวบดที่นำไปผสมกับมันเทศญี่ปุ่นแล้วนำไปนึ่ง มีรสสัมผัสนุ่มฟูและยังเป็นที่ชื่นชอบสำหรับเด็ก ๆ
  • สาหร่ายคอมบุ เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญมาก และได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง
  • กันโมโดกิ ของทอดที่ทำจากเต้าหู้บดผสมกับสาหร่ายและผักหั่นฝอย
  • ซัตสึมะอาเกะ เนื้อปลาบดทอดเป็นของที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคาโกชิมะ สามารถใส่แครอทหรือโกโบหั่น พอใส่ลงไปใน O d e n ก็ทำให้รสเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น
  • ชิราทากิ คือคอนเนียคุที่หั่นเป็นเส้นยาวๆ เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ
  • ไส้กรอก
  • โรลแคบเบจ หรือกะหล่ำม้วน มีที่มาจากอาหารตะวันตกแต่ก็เข้ากันกับน้ำซุปสไตล์ญี่ปุ่นได้ดี
  • ปลาหมึกสายพันธุ์ มาดาโกะ และปลาหมึกเล็ก ๆ ที่สามารถทานได้ทั้งตัวอย่างสายพันธุ์ อีดาโกะ
  • สึคุเนะ คือเนื้อไก่สับที่ผสมกับไข่และเครื่องเทศ ที่ทำให้อยู่ในรูปของดังโงะ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้น้ำซุปมีรสชาติที่นุ่มล้ำลึก
  • ชิคุวาบุ ที่มำจากโปรตีนในแป้งสาลีไปผสมกับผงแป้งต่าง ๆ และทำให้อยู่ในรูปทรงชิคุวะจึงนำไปต้มหรือนึ่ง เคล็ดลับผู้คนที่ชอบรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม !
  • สึมิเระ เป็นลูกชิ้นเนื้อปลาบดจากปลาเนื้อแดงอย่างปลาอิวาชิ ปลาซาบะ และปลาอาจิ ในขั้นตอนการทำคือหยิบสึมิโทรุ แล้วนำไปใส่อิเรรุ ในน้ำร้อน จึงเรียกว่า สึมิเระ เป็นบรรดาอาหารประเภทของปั้น
  • โกโบมากิ คืออาหารที่นำซัตสึมะอาเกะไปพันกับโกโบ มีรสสัมผัสที่กรุบกรอบ
  • ดาชิมากิทามาโกะ หรือไข่ม้วนญี่ปุ่น จะดูดซับน้ำซุปจึงกลายเป็นไข่ม้วนรสสัมผัสแสนนุ่มฟู
  • มันฝรั่ง วัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่นอย่างนิคุจากะ (เนื้อต้มมันฝรั่ง) และยิ่งต้มนานเท่าไร มันฝรั่งก็จะยิ่งนุ่มขึ้นและมีรสชาติเข้มข้นขึ้น

วัตถุดิบอื่นๆ

  • อุด้ง สามารถหาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อตามลอว์สัน และแฟมิลี่มาร์ท ราคาอยู่ที่ 110 เยน เท่านั้น
  • เนริงาราชิ
  • ซอสมิโสะแดง
  • ยูซุโคโช พริกไทยรสยูซุ
  • ชิจิมิ หรือพริกเจ็ดรส
  • ซอสมิโสะผสมขิง

วิธีทำและเคล็ดลับการทาน

วิธีในการทำ O d e n เมื่อเราทำน้ำซุปโดยที่ใช้สาหร่ายคอมบุกับปลาแห้งคัตสึโอะบุชินั้น ควรใส่หัวไชเท้า และไข่ ตามลำดับ ใส่ตามส่วนที่ต้องต้มนานก่อนลละจึงใส่ส่วนที่ต้มน้อยกว้าป็นอันดับสุดท้าย จากนั้นควรใช้ไฟอ่อนเพื่อที่จะต้มต่อไปเรื่อย ๆ วิธีในการรับประทานก็ตักใส่ภาชนะจานหรือชาม จิ้มคาราชิหรือมัสตาร์ด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นจะนิยมทานคู่กับสาเกร้อน ๆ เพราะชาวญี่ปุ่นชอบกันมาก ๆ

ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่

ในส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นด้านตะวันออกนั้นจะนิยมใช้โชยุที่มีรสชาติเข้มข้นในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีที่เข้ม ส่วนญี่ปุ่นในด้านตะวันตกจะนิยมใช้โชยุรสชาตที่อ่อนกว่าในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีอ่อน และสำหรับชาวคิวชูหรือโอกินาว่ารสชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือรสชาติที่ปรุงแบบเข้มข้นผสมกับน้ำซุปจากเนื้อไก่และปลาโทบิโอะ ส่วนที่เกียวโตนั้นจะชอบรสชาติที่มีรสนิยม โดยใช้น้ำซุปจากปลาซาบะแห้งและสาหร่ายคอมบุและอื่น ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

ชาบูชาบู

ชาบูชาบู
ชาบูชาบู

ชาบูชาบู เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟที่ดูคล้ายกับสุกี้ยากี้ มีส่วนผสมหลัก ๆ เช่น ผัก เนื้อที่หันบาง และอาหารทะเล โดยจะมีการปรุงที่นำวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ จุ่มลงในน้ำเดือดหรือน้ำซุปในหม้อไฟ และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นสามารถนำส่วนผสมอย่างอื่นลง อย่างเช่น เต้าหู้ บะหมี่ นำมาลงตุ๋นให้เข้ากัน เมื่อสุกแล้วนำมารับประทานโดยจุ่มลงในซอส ซึ่งในปัจจุบันนั้น s h a b u s h a b u มีหลากหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ใหม่ ๆ

              เริ่มมีในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 0 โดยได้มีร้านอาหาร s h a b u s h a b u ร้านแรกที่ถือกำเนิดในโอซาก้าโดยเป็นการดัดแปลงจากอาหารในลักษณะเดียวกัน s h a b u s h a b u มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ต้นกำเนิดด้วยคำว่า “ชาบู”

ประวัติความเป็นมาของ ชาบูชาบู

อาหารตำรับของประเทศญี่ปุ่น เมนูนี้ถือกำเนิดในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ในศตวรรษที่ 2 0 โดยอาหารรายการนี้ได้กำเนิดที่ ภัตตาคารซูอิฮิโระ ซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากอาหารในลักษณะเดียวกัน ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน คำว่า s h a b u s h a b u นั้น เป็นในส่วนของเนื้อที่นำมาแล่บาง ๆ คีบด้วยตะเกียบและนำลงไปจุ่มในน้ำซุปแล้วส่ายไปมา ซึ่งในตอนแรกนั้นเป็นชื่อของเมนูหนึ่งที่เสิร์ฟเป็นหม้อไฟที่คล้ายกับสุกียากี้ แต่เนื้อจะแล่บางกินคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเผ็ดมากและหวานน้อยกว่าน้ำจิ้มสุกี้ หลังจากเป็นที่นิยมในภัตตาคาร ซูอิฮิโระ ได้มีการจดทะเบียนในชื่อของ s h a b u s h a b u เป็นเครื่องหมายการค้าเมื่อปี ค.ศ.1955 นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของ s h a b u s h a b u ก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นทั้งในโตเกียว จนมาถึงทั่วทวีปเอเชีย จนในปัจจุบันทั่วทั้งโลกแทบจะรู้จักในชื่อของ “s h a b u s h a b u” นั่นเอง

   คำว่า S h a b u – s h a b u นั้นจึงหมายถึงเสียงตอนที่เอาตะเกียบคีบเนื้อที่แล่บาง ๆ แล้วนำไปจุ่มในน้ำเดือดโดยการส่ายไปมา ทำให้เกิดเสียงชาบุชาบุขึ้น ซึ่งเนื้อบาง ๆ นั้นลวกแค่ไม่กี่วินาทีก็สุก นอกจากเนื้อแล้วก็จะยังมีผักสด ๆ ที่นิยมใส่กันในหม้อ s h a b u s h a b u ก็คือ เห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง ผักกาดขาวและเต้าหู้ ส่วนในน้ำซุปนั้นจะเป็น ซุปคมบุ หรือสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง

น้ำจิ้ม มี 2 ชนิด ก็คือ

1. “น้ำจิ้มงา” จะมีส่วนผสมหลัก ๆ ก็คือ งาอบขาว, กระเทียมบด และโชยุ ที่ผสมกัน รสชาตินั้นจะออกรสหอมนุ่มกลิ่นงา

2. “น้ำจิ้มพอนซึ” หรือโชยุผสมน้ำส้มสายชู รสชาตินั้นจะออกรสเค็มอมเปรี้ยว ๆ ซ่าๆ ที่ลิ้น

วิธีการกินนั้น จะเริ่มจากการใส่ผักลงไปต้มในหม้อก่อรเพื่อให้ได้น้ำซุปที่มีรสชาติออกหวานของผักแล้วจึงนำเนื้อลงไปลวกกินนั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นเองน้ำซุปจะหอมหวานมีความเข้มข้น หลังจากนั้นจึงใส่เส้น หรือข้าวลงไปในน้ำซุป

s h a b u s h a b u เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก นิยมการรับประทานกันบ่อยครั้ง ซึ่งเสน่ห์ของ s h a b u s h a b u นั้นก็คือวิธีการรับประทานที่จะมีการนำเอาหม้อไฟมาตั้งตรงกลางแล้วนั่งล้อมวงหม้อไฟที่มีการปรุงไปรับประทานไป อาหารประเภทนี้จึงเป็นอาหารที่เหมาะในวันที่มีอากาศหนาวเย็นเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก เพราะจะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นเมื่อได้กิน s h a b u s h a b u นั่นเอง

วัตถุดิบของ s h a b u s h a b u

ในหม้อน้ำซุป วัตถุดิบที่ควรมี ก็คือ เนื้อที่แล่บาง ผักชนิดต่าง ๆ น้ำจิ้มจะถูกนำมาเสริฟ์โดยแยกใสภาชนะที่เป็นถ้วยจิ้ม ซึ่งในปกติแล้วจะใส่เต้าหู้ เห็ด ผักที่สุกง่ายลงไปก่อน ส่วนตัวหลักของเมนูนี้คือ เนื้อที่แล่บาง ๆ เนื่องจากว่าเนื้อวัวของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะมีจุดเดือดของไขมันที่ต่ำ จึงเหมาะกับการทำชาบูชาบู ที่ไม่ต้องผ่านความร้อนที่นานเกินไป เมื่อก่อนจะนิยมใช้เนื้อวัว แต่ในปัจจุบันนั้นจะนิยมทานเนื้อหมูด้วยเช่นกัน เพราะว่าดีต่อสุขภาพ

วิธีการปรุง

อันดับแรกเมื่อต้มน้ำเดือด จึงนำสาหร่ายคอมบุลงใส่ในหม้อต้มให้เดือด ใส่ผักต่าง ๆ และเต้าหู้ลงไป ที่สำคัญคือวัตถุดิบต่าง ๆ ต้องไม่ต้มนานจนเกินไปและไม่ควรที่จะใส่ลงไปในหม้อเยอะเกินไป เมื่อน้ำซุปเดือดแล้วจึงคีบเนื้อที่ละชิ้นจุ่มลงในน้ำซุปที่เดือดประมาณ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น เมื่อสีของเนื้อเปลี่ยนไปจึงนำขึ้นมาทานได้ทันที เพราะรสชาติที่ดีของเนื้อนั่นเอง

s h a b u s h a b u คืออาหารทั่วไปที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศญี่ปุ่นและหลาย ๆ ประเทศที่ได้รับความนิยม (ที่เรามักเรียกว่า Little Tokyos หรือ Japantowns) เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งในทุกวันนี้ในประเทศไทยก็ได้มีหลากหลายร้านชาบูที่มีให้ลิ้มลอง แต่ก็ได้มีการดัดแปลงน้ำจิ้มและมีการเพิ่มวัตถุดิบต่าง ๆ ลงไปในหม้อ เราเรียกกันว่าเป็นสุกี้ไทยหรือจิ้มจุ่ม

ขอบคุณบทความจาก UFABET

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น
สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น น้ำซุปจะน้อยพอขลุกขลิก และมีรสชาติที่เข้มข้น ทั้งวิธีการทำ หน้าตาของอาหารและรสชาติคนละแบบกับของประเทศไทย แต่วิธีการทำนั้นแสนง่ายด้วยวัตถุดิบที่หาซื้อได้ทั่วไปหากอยากลองสัมผัสรสชาติอาหารญี่ปุ่นแบบชาวบ้านแท้ ๆ ลองทำเอง

S U K I Y A K I แบบญี่ปุ่นนั้นเป็นอาหารหรูที่กินในโอกาสพิเศษ เพราะจะใช้เนื้อวัวส่วนดีที่ราคาค่อนข้างแพงเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่อร่อยและนุ่มละมุนลิ้น สำหรับคนญี่ปุ่นที่มีฐานะปานกลางในสมัยก่อนนิยมกินเนื่องในโอกาสสำคัญหรือการเฉลิมฉลอง ถ้าหากเป็นบ้านที่ฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นั้น ในบางทีไม่ใช้เนื้อวัวก็สามารถใช้เนื้อหมูแทนได้อีกด้วย

เนื้อวัวส่วนที่เหมาะสำหรับการนำมาทำ S U K I Y A K I คือ ส่วนของเนื้อใบพาย ( C h u c k e y e) ในภาษาญี่ปุ่นคือ คาตะโรส นำมาสไลด์ให้บาง ย่างแค่พอสุกให้เห็นส่วนเนื้อสีแดงเล็กน้อย แล้วนำมาจุ่มไข่ดิบ จะได้รสสัมผัสที่นุ่มมีความกลมกล่อมและได้เพลิดเพลินกับกลิ่นหอมของเนื้อวัวด้วย

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น คืออะไร

S U K I Y A K I เรียกโดยย่อว่า S U K I เป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ เต้าหู้ ผัก วุ้นเส้น ไข่ กินกับน้ำจิ้ม เป็นอาหารยอดนิยมในเอเชียที่มีหลายแบบ ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทยเป็น S U K I แบบจีนและแบบญี่ปุ่น

S U K I Y A K I เป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนซุป ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ผัก เห็ด ไข่ เต้าหู้ น้ำซุป และเนื้อสัตว์ซึ่งอาจจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู หรืออาหารทะเลก็ได้และนำวัตถุดิบนั้น ๆ ไปใส่ลงในหม้อเหล็กแบบแบนต้มรวมกันแล้วปิดฝาแล้วรอให้สุกและนำมาจิ้มกับไข่ดิบ S U K I Y A K I เป็นอาหารที่รับประทานพร้อมกันได้หลายคน S U K I Y A K I จะนำมาต้มกับเหล้าหวานกับซอสที่ไม่ใช่น้ำและไม่มีน้ำจิ้มนั่นเอง

S U K I Y A K I ราชาอาหารเนื้อที่มีชื่อเสียง

S U K I Y A K I เป็นอาหารหม้อไฟที่มีพระเอกเป็นเนื้อสไลด์บาง ต้นหอมยาว เก็กฮวย เห็ดหอม เต้าหู้ จิ้มกับเหล้าหวานมิริน น้ำตาล โชยุ และการใช้เนื้อที่สไลด์หนากว่าชาบุชาบุ

วิธีการทำ S U K I Y A K I จะแตกต่างกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ซึ่ง S U K I Y A K I ทางตะวันออกนั้นจะมีพื้นฐานมาจากหม้อไฟและเนื้อที่เป็นที่นิยม กับการพัฒนาวัฒนธรรม ในสมัยเมจิ มีการเตรียมผสมโชยุ น้ำตาล เหล้า มิริน แล้วนำเนื้อกับผักมาต้ม ซึ่งในแถบตะวันตกนั้นจะไม่ได้ใช้ซุบผสม แต่จะย่างเนื้อก่อนแล้วปรุงด้วยน้ำตาลกับโชยุ แล้วใส่ผักเข้าไป เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ใส่น้ำกับเหล้า ในสมัยปัจจุบันทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จะนำเนื้อไปจิ้มกับไข่ดิบเป็นวิธีการกินที่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีการกินที่พัฒนาแต่เดิมมาจากฝั่งตะวันตก

การเตรียมวัตถุดิบก่อนเริ่มทำ

  1. ในการทำ S U K I Y AK I นั้น เราจะเลือกใช้เต้าหู้ย่าง (ยากิโทฟุ) ถ้ามี Super market ญี่ปุ่นแถวบ้านก็หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่มีละก็ใช้เต้าหู้ขาวแข็งแทนได้
  2. เทน้ำในถาดทิ้งให้หมด และหั่นเป็นชิ้นหนาเตรียมไว้
  3. วุ้นเส้นหัวบุกนั้นเราจะใช้เส้นบุกสีขาว หรือ ชิราทากิ หากหาซื้อไม่ได้สามารถใช้เส้นแก้วแทนได้
  4. เทน้ำแช่วุ้นเส้นทิ้ง ล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มเพื่อล้างกลิ่น
  5. เทน้ำทิ้ง ล้างจนหมดกลิ่น หากเส้นยาวเกินไปสามารถนำมาตัดครึ่งได้
  6. เห็ดหอมสดจะไม่นำมาล้างน้ำเพราะจะทำให้เห็ดไม่หอม เราจึงนำมาทำความสะอาดคือใช้ทิชชู่ชุบน้ำเช็ดฝุ่นออก แล้วนำมาบั้งลาย
  7. เห็ดเข็มทอง ตัดโคนทิ้ง ล้างน้ำ และฉีกเป็นช่อเล็กพอดีคำ
  8. หอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  9. ต้นหอมญี่ปุ่น หั่นแนวเฉียง
  10. ผักใบเขียว เราเลือกใช้ผักชุนงิคุเพราะมีกลิ่นเอกลักษณ์และรสชาติจะขมนิด ๆ น้ำมาล้างให้สะเด็ดน้ำ พอนำไปต้มค่อยใช้มือหักเป็นสองท่อน

วิธีทำน้ำปรุง SUKIYAKI

  • ตั้งหม้อใส่มิรินและสาเก เปิดไฟแรง ต้มจนเดือดให้แอลกอฮอล์ระเหยออกให้หมด
  • ปิดแก๊สยกลง ใส่โชยุและน้ำตาลทราย คนให้ละลายเข้ากัน

วัตถุดิบ

  • มันวัว 1 ก้อนเล็ก (สำหรับเคลือบกระทะ) สามารถใช้น้ำมันพืชทั่วไปแทนได้
  • เนื้อวัว (ใช้เนื้อส่วนใดก็ได้ตามชอบ)
  • เต้าหู้ขาวแข็ง
  • วุ้นเส้นหัวบุกสีขาว
  • ต้นหอมญี่ปุ่น
  • หอมใหญ่
  • เห็ดเข็มทอง (หรือเห็ดชนิดอื่นตามชอบ)
  • เห็ดหอม (ไม่ใส่ก็ได้)
  • ผักใบเขียว เช่น ผักชุนงิคุ ผักมิซูน่า ผักมิสึบะ หรือผักพื้นบ้านตามที่หาได้ในท้องถิ่น
  • ไข่ไก่ (เลือกแบบที่กินดิบๆได้)

วิธีการทำ SUKIYAKI ก็แตกต่างกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก SUKIYAKI ทางตะวันออกมีพื้นฐานมาจากหม้อไฟเนื้อที่เป็นที่นิยมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาวัฒนธรรม UFABET ในสมัยเมจิ เตรียมผสมโชยุ น้ำตาล เหล้า มิริน แล้วนำเนื้อกับผักมาต้ม ในแถบตะวันตกไม่ได้ใช้ซุบผสม แต่จะย่างเนื้อก่อนแล้วปรุงด้วยน้ำตาลกับโชยุ แล้วใส่ผักเข้าไป เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ใส่น้ำกับเหล้า ในสมัยปัจจุบันทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จิ้มกับไข่ดิบเป็นวิธีกินที่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีการกินที่พัฒนาแต่เดิมมาจากฝั่งตะวันตก

อาหารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแม้ในต่างประเทศ “SUKIYAKI SONG” ของ ซากาโมโตะคิว

ร้าน “S U K I Y A K I” ซากาโมโตะคิว จึงกลายเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากขึ้นที่ติด Hit chart อันดับ 1 S U K I Y A K I สามารถกินที่ร้านและยังสามารถกินอาหารเนื้อได้ รวมถึงเนื้อย่างแผ่นเหล็ก ร้านอาหารหม้อไฟที่สามารถกินได้ทั้ง S U K I Y A K I และชาบุชาบุ

เท็มปุระ

เท็มปุระ
เท็มปุระ

เท็มปุระ เป็นอาหารยอดนิยมที่ขึ้นชื่อในโตเกียวตั้งแต่ยุคเอโดะ ซึ่งได้รับเทคนิคการปรุงอาหารทอดที่หลากหลายมาจากต่างประเทศ และมีการประยุกต์จนสามารถดึงความกลมกล่อมของรสอร่อยในวัตถุดิบออกมาได้เป็นอย่างดี เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วจากนั้นจึงนำไปทอด

เท็มปุระ คืออะไร

เท็มปุระคืออะไรก็ตามที่ชุปแป้งแล้วนำไปทอด เท็มปุระจึงมีความคล้ายคลึงกับอาหารทอดของหลายๆ ประเทศ แต่แป้งของเท็มปุระมีความบางและกรอบกว่า

เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากอย่างหนึ่ง ทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วนำไปทอด ในการทอด T e m p u r a นั้น จะใช้ไฟแรง โดยนำเอาวัตถุดิบไปชุบแป้งบาง ๆ แล้วลงทอดด้วยเวลาสั้น ๆ แค่ 3 0 – 4 0 วินาทีเท่านั้น เพื่อที่จะคงความสดของวัตถุดิบมากที่สุด ทั้งนี้สไตล์การกิน T e m p u r a ของชาวญี่ปุ่นนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ T e m p u r a อาหารทะเลชุบแป้งทอด และ T e m p u r a ผักทอด ที่จะนำผักหลาย ๆ ชนิดมาทอดรวมกัน แต่เทมปุระที่ดูจะติดอกติดใจชาวไทยก็คงจะหนีไม่พ้นกุ้งเทมปุระ

ความเป็นมาของ T e m p u r a

ถือเป็นอาหารจานหลักของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชื่อเท็มปุระนั้นไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นสักนิด แต่ที่จริงแล้วคำว่าเท็มปุระเป็นภาษาโปรตุเกส มาจากคำว่า t e m p e r o มีข้อสันนิษฐานมีชาวโปรตุเกสเป็นผู้นำเท็มปุระมาเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้

ส่วนผสมที่ใช้ทำแป้งนั้นคือ น้ำ แป้ง และไข่ไก่ และส่วนผสมที่ใช้สำหรับทำน้ำจิ้มนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำจิ้มและวัตถุดิบที่ใช้ในการทำ T e m p u r a นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคและฤดูกาล โดยทั่วไปแล้ว T e m p u r a มักจะทำมาจากผักและอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก และปลาทะเลตัวเล็ก ๆ มะเขือม่วง กุ้ง ฟักทอง และปลาหมึกกล้วย นั่นเอง

การเสิร์ฟ

T e m p u r a นั้นจะเสิร์ฟคู่กับซอส T e n – t s u y u ที่ทำจากน้ำต้มกระดูกชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองและไวน์ข้าวที่เรียกว่า m i r i n ดังนั้นอาจเพิ่มขิงหรือหัวไชเท้าได้เพื่อเพิ่มรสชาติที่เผ็ดร้อน ซึ่งในบางครั้งอาจจะเสิร์ฟขิงและหัวไชเท้าแยกกัน และคุณยังสามารถเติมขิงและหัวไชเท้าลงไปในซอสได้ก่อนที่จะจิ้ม T e m p u r a เพื่อเพิ่มรสชาติ

วิธีการรับประทาน

การเสิร์ฟ T e m p u r a ในแต่ร้านอาหารนั้นจะเสิร์ฟตามลำดับที่ควรจะรับประทานก่อน หมายความว่าคุณต้องทานอาหารที่อยู่ใกล้สุดก่อนและค่อยรับประทานเมนูที่วางถัดไป

ส่วนใหญ่จะพบว่า T e m p u r a จะมีพืชผักที่วางไว้ข้างหน้าสุดและตามด้วย T e m p u r a ซีฟู้ด ซึ่งในความเป็นจริงนั้นคุณไม่จำเป้นต้องทานให้หมดไปทีละอย่างแต่เพื่อการดื่มด่ำรสชาติของ T e m p u r a แต่ละชนิด ในการรับประทานทีละอย่างจะทำให้คุณได้เพลิดเพลินกับอาหารที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดของการทาน T e m p u r a คือ เรื่องของการสั่งอาหาร เพราะ T e m p u r a ทำมาจากแป้งและเมื่อทิ้งไว้นานอาจจะนิ่มและหมดความกรอบได้ ดังนั้นควรสั่ง T e m p u r a เมื่อต้องการรับประทานทันที เพื่อจะได้รับประทาน T e m p u r a ร้อน ๆ ทอดกรอบที่ได้รสชาติที่อร่อยตรงดิ่งมาจากครัว

วิธีในการรับประทานแบบอื่น

นอกจากได้รับประทานเปล่า ๆ แล้ว T e m p u r a สามารถเข้าได้ดีกับเมนูอื่น คือ T e n – d o n (ข้าวที่เสิร์ฟในชามแล้ววางหน้าด้วยเท็มปุระ เหยาะด้วย d a s h i นิด มิริน และซอสถั่วเหลือง) อีกหนึ่งเมนูคือ T e n – s o b a (เมนูยอดฮิตที่ทานเข้ากันกับ T e m p u r a)โดยการวาง T e m p u r a ไว้ด้านบนของเส้นโซบะ หรืออุด้งก็ได้

มารยาทในการรับประทาน

ขนาดของ Tempura มีขนาดค่อนข้างใหญ่ คงดูไม่ดีแน่หากคุณทาน Tempura ทั้งหมดในคำ ๆ เดียวซึ่งมารยาทในการทาน Tempura ง่าย ๆ ก็คือ ให้กัดแค่เพียงครึ่งเดียวและคีบครึ่งที่เหลือไว้ด้วยตะเกียบโดยไม่วางอีกครึ่งกลับในจาน ซึ่งเมื่อคุณเคี้ยวหมดแล้วจึงรับประทานอีกครึ่งที่เหลือนั่นเอง

Tempura ทำให้หลายคนเข้าใจไปว่าเป็นอาหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มีคนญี่ปุ่นเป็นคนคิดและเป็นต้นตำรับ แต่ความจริงแล้ว UFABET877 ต้นตำรับของ Tempura แท้ ๆ คือ ประเทศโปรตุเกสนั่นเอง ซึ่งต้นตำรับของชาวโปรตุเกสนั้นจะนำปลามาชุบแป้งทอดทำกินกันในหมู่บาทหลวง ซึ่งชาวโปรตุเกสเรียกอาหารจานนี้ว่า Friday Fish Fry ในปัจจุบันเมนูปลาชุบแป้งทอดของประเทศโปรตุเกสยังคงเรียกว่า เทมโพลา เหมือนในอดีตเช่นกัน

ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น
ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น หรือ E d a m a m e เป็นอาหารว่างยอดนิยมของคนญี่ปุ่นและคนรักสุขภาพทั่วโลก และยังเป็นอาหารว่างที่เหมาะสำหรับผู้ที่ลดน้ำหนัก เพราะมีรสชาติที่อร่อย อิ่มท้องได้นานแถมยังมีพลังงานแค่ 1 2 0 แคลอรี่ต่อ 1 0 0 กรัมเท่านั้น ซึ่งห้าหากใครที่ทานเจหรือมังสวิรัติสามารถกิน E d a m a m e เพื่อทดแทนโปรตีนที่ขาดจากการไม่ทานเนื้อสัตว์ได้ E d a m a m e ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ซึ่งยังสามารถหามารับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีขายทั่วไปในแต่ละท้องที่ในประเทศญี่ปุ่นและในหลาย ๆ ประเทศ

E d a m a m e มีวิตามินที่หลากหลายและจำเป็นต่อร่างกายทั้ง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C วิตามิน K มีแร่ธาตุที่ในร่างกายต้องการ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลต และเบต้าแคโรทีน กรดไขมันอิ่มตัว โอเมก้า 3 และยังมีสารไอโซฟลาโวน สารอาหารในถั่วสีเขียวที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด อีกทั้งมีใยอาหารช่วยในระบบขับถ่าย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเกาต์ที่เป็นโรคประจำตัวถ้าหากกิน E d a m a m e จะสามารถลดปริมาณกรดยูริกในร่างกายได้อีกด้วย

ความหมายของ ถั่วแระญี่ปุ่น

E d a m a m e คือถั่วเหลืองฝักอ่อน ซึ่งชาวสวนจะเก็บเกี่ยวในตอนที่ยังอ่อน ๆ อยู่ เพื่อจะได้รสชาติที่หวานมันนุ่มและอร่อย จำนวนผู้บริโภคมีมากขึ้นมาตลอด ซึ่งชาวสวนในญี่ปุ่นนั้นจึงมีการส่งออกนอกประเทศด้วยการแช่แข็ง แต่สารอาหารของ E d a m a m e ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและความอร่อยก็ยังอยู่เหมือนเดิม

เหตุผลที่คนรักสุขภาพที่โปรดปราน E d a m a m e เพราะว่า มันเป็นของกินเล่นที่แคลอรี่ต่ำ ไม่มีน้ำตาลกลูเทน และไม่มีคอเลสเตอรอลเช่นกัน นอกจากนั้น E d a m a m e ยังมีเม็ดที่เต็มไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็ก ถ้าหากใครที่งดกินเนื้อสัตว์ เช่น วีแกน สามารถกิน E d a m a m e เพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนที่ได้รับต่อวันได้เลย

ความพิเศษ

มีโปรตีนสูงที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์และนม หมายความว่า โปรตีนที่ได้จาก E d a m a m e นั้น มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกตัว และร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งร่างกายเรานั้นผลิตกรดอะมิโนจำเป็นไม่ได้หมดทุกตัว ในการที่เราดินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้นจึงมีความสำคัญต่อความสมดุลของอาหารที่ร่างกายของเราควรได้รับ ซึ่งมีไขมันที่ดีนั้น เป็นในส่วนของพืชตระกูลถั่วซะส่วนใหญ่ที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน โดยเฉพาะกรดไขมันที่มีโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่คนไทยได้รับน้อยมาก

ประโยชน์ของถัวแระญี่ปุ่น

เป้าหมายการดูแลสุขภาพของเรามีมากมาย และคุณห้ามมองข้ามการกินผักและผลไม้ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ได้สรุปว่า ผักและผลไม้มีสารอาหารที่สามารถช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และลดการสะสมไขมันส่วนเกินอีกด้วย

ผู้หญิงที่กิน E d a m a m e ก่อนมีประจำเดือน จะพบว่าลดอาการเหวี่ยงวีนก่อนมีประจำเดือนได้ดี การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และมีส่วนในการช่วยลดอาการปวดหัวในผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอีกเช่นกันด้วย เหตุผลของ E d a m a m e มีแคลเซียมและแม็กนีเซียมอยู่มากซึ่งแร่ธาตุที่จะเข้าไปช่วยลดอาการเหวี่ยงวีนได้นั่นเอง

หากร่างกายของเราขาดธาตุเหล็ก ทำให้ไม่ค่อยมีแรง ตัวเหลืองซีด หากใครคนไหนขาดธาตุเหล็ก ควรกินธาตุเหล็กเสริม หรือกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเช่น E d a m a m e

ประโยชน์อื่น ๆ

  • ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น เพราะมีกากใยอาหารสูง
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
  • มีสารไอโซฟลาโวน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • อุดมด้วยโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหลอในร่างกาย
  • มีโอเมก้า 3 ลดความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ทำให้ท้องไม่ผูก ไม่เสี่ยงต่อโรคริดสีดวงทวารหรือโรคลำไส้
  • มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงาน และไขมันต่ำ
  • รับประทานเป็นอาหารว่าง หรือนำมาทำอาหารจำพวกผัด แกง
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไอ ช่วยรักษาแผลในปาก
  • ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ยืดหยุ่น และเต่งตึงกระชับ
  • ช่วยลดกรดยูริกสาเหตุของโรคเกาต์ได้ดี
  • ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เจ็บป่วยบ่อย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ลดความอ้วน เพราะอิ่มท้อง ไขมันต่ำ และแคลอรี่น้อย

นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังก็คือ ในการเลือกซื้อ E d a m a m e ในซูเปอร์มาเก็ตนั้น อาจจะต้องระวังในเรื่องของความสะอาด เพราะในบางแห่งมักขายบนกระบะน้ำแข็งที่ให้ลูกค้าสามารถตักใส่ถุงเองตามความพอใจของลูกค้า gavgavka ส่วนการซื้อแบบบรรจุถุงจากมินิมาร์ทนั้นก็อาจจะมีปริมาณเกลือที่มากเกินไป หากแม้เกลือที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้ถั่วอร่อยขึ้น แต่เรื่องของความเค็มนั้นในการกินมากไปก็มีผลกับไต หากล้างน้ำเปล่าก่อนกินจะดีกว่า

ไคเซกิ

ไคเซกิ
ไคเซกิ

ไคเซกิ หรือไคเซกิเรียวริ เป็นชุดอาหารที่ให้การบริการเป็นคอร์ส เป็นตามลำดับตามธรรมเนียมดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบแต่ละฤดูกาล มีการปรุงแต่งและมีกรรมวิธีในการทำอาหารและการปรุง จนการนำเสนออาหารแต่ละชนิดในคอร์สนั้น ๆ จึงสามารถเทียบเคียงกับอาหารยุโรปชั้นสูง หรือ อาหารของชาติตะวันตก

ในชุดอาหาร k a i s e k i นั้นจะประกอบถึงสองความหมาย โดยไคเซกิ และ ไคเซกิเรียวริ จะหมายถึงอาหารชุดรายการอาหารที่เลือกไว้ และมีการบริการในแต่ละอย่างหรือ 1คอร์ส ต่อ1 คน โดยจะจัดลงบนถาดส่วนตัว ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ อาหารแบบง่าย ๆ ที่เจ้าภาพของพิธีชงชาได้จัดให้บริการแขกก่อนการชงชาเริ่มขึ้น มักเรียกได้ว่า ชาไกเซกิ 

รูปแบบอาหารของ ไคเซกิ

ปัจจุบัน k a i s e k i ได้ถือเป็นศิลปะการผสมผานกันของรสชาติ รูปลักษณ์ ผิวสัมผัส และสีสันกันอย่างลงตัว จึงนำมาสร้างสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีชั้นยอด ทั้งความสดใหม่และหาได้แค่เฉพาะในฤดูกาลนั้น ๆ  เพื่อใช้ปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่ลงตัว ในการจัดวางและนำเสนอนั้นมักทำอย่าประณีตและจะคำนึงถึงสีสันและน้ำหนักอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการนำเสนอ ซึ่งจะตกแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยมีการใบไม้และดอกไม้สดเพื่อตกแต่ง จนถึงผักผลไม้ที่นำมาแกะสลักให้รูปลักษณ์ดูสวยงาม เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ในอาหารอีกด้วย

ตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น k a i s e k i จะเสิร์ฟคู่กับมิโซซุปและอาหารเครื่องเคียง 3 อย่าง และจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการบริการอาหารญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เรียกเป็น “อาหารชุด” จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาขึ้นต่อมาเรื่อย ๆ และรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น ซาชิมิ , ของต้ม, ของย่าง, และของนึ่ง เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้อาจรวมถึงอาหารที่เชฟได้จัดสรรให้ โดยปกติจะมีดังนี้

  • ซากิซูเกะ ที่คล้ายกับ อามูซบุช (อาหารฝรั่งเศส)
  • ฮัซซุง มักเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลจะรวมซูชิหรือข้าวปั้นกับเครื่องเคียงขนาดเล็กหลาย ๆ อย่าง
  • มูโกซูกะ ปลาดิบหรือซาชิมิตามฤดูกาล
  • ทากิอาวาเซะ ผักและเนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ซึ่งนำไปตุ๋นไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานแยกกัน
  • ฟูตาโมโนะ อาหารที่เสิร์ฟในถ้วยมีฝา มักจะเป็นซุปต่าง ๆ
  • ยากิโมโนะ อาหารจานย่าง เช่น ปลาต่าง ๆ
  • ซูซากานะ อาหารสำหรับล้างปาก มักปรุงเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู ผักดองแบบญี่ปุ่น
  • ฮิยาชิบาชิ ผักที่ปรุงสุกไม่มากเสิร์ฟแบบเย็น นิยมให้บริการในฤดูร้อนเท่านั้น
  • นากาโชโกะ อาหารสำหรับล้างปาก มักจะมีรสเปรี้ยว เช่น ซุปใสรสเปรี้ยวเล็กน้อย
  • ชีซากานะ อาหารจานหลัก เช่น หม้อไฟ เป็นต้น
  • โกฮัง ข้าวสวยญี่ปุ่น
  • โคโนโมโนะ ผักดองแบบญี่ปุ่นตามฤดูกาล
  • โทเมวัง ซุปมิโซะ หรือซุปผัก
  • มิซูโมโนะ ของหวานตามฤดูกาล รวมถึง ผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และเค้ก

สถานที่ให้บริการ

k a i s e k i มักให้บริการในเรียวกังในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังให้บริการในร้านอาหารเล็ก ๆ เรียกกันว่า “เรียวเต” ในเมืองเกียวโตเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้าน k a i s e k i ซึ่งถือกันว่าเป็นที่ตั้งของราชสำนักมาตั้งแต่โบราณนับพันปี ในเกียวโตนั้นเรียกการประกอบอาหารนี้ว่า “การปรุงอาหารแบบเกียวโต” เพื่อแสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดและที่มาของ k a i s e k i

ราคาของ kaiseki

k a i s e k i จะมีราคาค่อนข้างแพง ในภัตตาคารที่มีชื่อเสียงราคาเริ่มต้นคือ 1 5 , 0 0 0 เยน จนถึง 4 0 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 6 , 0 0 0 บาท ถึง 1 5 , 0 0 0 ต่อคน ซึ่งไม่รวมเครื่องดื่มอีกต่างหาก ปกติ k a i s e k i มื้อเที่ยงจะมีราคาที่ถูกกว่าเริ่มตั้งแต่ 4 , 0 0 0 เยนจนถึง 8 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 1 , 5 0 0 บาท ถึง 3 , 0 0 0 บาท

ในเรียวกังนั้นส่วนใหญ่มักจะรวมอาหารที่เป็นแบบ k a i s e k i อยู่กับค่าห้องพัก ในบางที่นั้นจะให้บริการเฉพาะแขกเรียวกังเท่านั้น แต่ในหลาย ๆ ที่ก็รับแขกนอกเมืองได้ โดยปัจจุบันในเรียวกังหลาย ๆ แห่งได้กลา1ยเป็นภัตตาคารที่ขึ้นชื่อ

อาหารแบบ k a i s e k i เป็นรูปแบบอาหารที่สุดยอดของญี่ปุ่น มีทั้งความประณีตทั้งวิธีการเตรียมอาหารและการตกแต่ง ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การใส่ความรู้สึกถึงแต่ละฤดูกาลและมีกรรมวิธีการดึงรสชาติของวัตถุดิบต่าง ๆ ออกมา U F A B E T โดยหมายความว่าแต่ละเมนูนั้น ๆ จะใช้เฉพาะวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ทะเคโนะโขะ (หน่อไม้) ในฤดูใบไม้ผลิ , เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง , และคัตสึโอะ (ปลาโอ) เป็นต้น

รอบรู้เรื่อง ยากิโทริ ของญี่ปุ่น

ยากิโทริ
ยากิโทริ

ยากิโทริ หรือ Y a k i t o r i เราต่างเคยสงสัยว่าที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นมันคืออะไร และอร่อยถูกปากคนไทยหรือไม่ มีวิธีการทานอย่างไร แฟน ๆ อาหารญี่ปุ่นคงได้เคยลิ้มลองความอร่อยหรือเคยได้ยินกันมาไม่น้อย ถ้านำไปเปรียบกับอาหารไทยนั้น Y a k i t o r i ก็คือไก่ย่างนั่นเอง ซึ่งเป็นเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำ นำมาเสียบไม้และปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่านจนสุก เป็นต้น

ปัจจุบันร้านที่ขาย Y a k i t o r i ทั่วไป เป็นอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ซึ่งในเนื้อไก่จะมีส่วนต่าง ๆ ที่นำมาทำ เช่น เครื่องใน ปีกไก่ หรือลูกชิ้น นอกจากร้านที่ขาย Y a k i t o r i แล้วยังเป็นเมนูที่พบเห็นได้ตามร้านอาหารอื่น ๆ แม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ  ที่สามารถหาทานได้ง่ายมาก คนญี่ปุ่นบางคนมักแวะทานไก่ย่างคู่กับเหล้าเวลาสังสรรค์กัน

ความเป็นมาของ ยากิโทริ

ไก่ย่าง Y a k i t o r i ของญี่ปุ่นนั้นไก่ชิ้นใหญ่พอดีคำเสียบไม้ ทาด้วยซอสหรือเกลือแล้วนำไปย่างด้วยเตาถ่าน เป็นเมนูสำหรับร้านเหล้าอิซากายะเพราะรสชาติเข้ากันอย่างดี หาทานได้ง่าย แม้เรียกกันว่าไก่ย่างแต่ในญี่ปุ่นนั้นก็ใช้ส่วนต่าง ๆ ของไก่มาทำ Y a k i t o r i จึงมีรสชาติที่แตกต่างตามความนิยม

กว่าจะมาเป็น Y a k i t o r i

วิธีการย่างยากิโทริจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน ส่วนมากนั้นจะใช้ ‘ก๊าซ’ หรือ ‘ถ่าน’ ซึ่งถ้าในร้านที่มีความเข้มงวดนั้นจะใช้ถ่านที่มีคุณภาพสูง เรียกกันว่า ถ่านหินบิงโฉวทัน ( B i n c h o t a n ) ถ่านที่ใช้ถ่านหินเป็นวัสดุของต้นโอ๊ค หรือ U m a m e ( U m a m e g a s h i)

ถ่านจะมีไฟเเรงกว่าก็าซ ผิวด้านหน้าเริ่มไหม้นั้นก็จะคงความอร่อยเเละเนื้อไก่มีความชุ่มน้ำอยู่ และทำให้มีกลิ่นที่หอมจากถ่านหินจึงทำให้ได้ Yakitori  ที่เเสนอร่อย ดังนั้นถ่านหินบิงโฉวทันจะช่วยเพิ่มความโดดเด่นมากขึ้น ทั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเลือกร้าน Yakitori ในญี่ปุ่นอีกด้วย

ซอสยากิโทริ

              หลายคนติดใจความอร่อย ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายเอามาก ๆ ใช้เครื่องปรุงเพียงน้อยอย่าง แถมต้นทุนไม่แพงอีกด้วย หากใครอยากลองทำ Y a k i t o r i กินเองละก็ สามารถทำซอสได้ตามนี้เลย

ส่วนประกอบซอส

  • น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 5 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน(เหล้าหวานญี่ปุ่น) 1 ช้อนโต๊ะ
  • เหล้าสาเกสำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีกี่ทำซอส

  • นำส่วนผสมไปเคี่ยวไฟอ่อนจนเป็นเนื้อเดียวกัน (ระวังอย่าใช้ไฟแรงเกินไป) เคล็ดลับการทำคือผสมส่วนผสมทั้งหมดก่อนนำไปตั้งไฟ ให้น้ำตาลละลายกับส่วนผสมอื่น ๆ ก่อน จะได้ไม่ไหม้ติดหม้อได้ง่าย
  • เมื่อได้ซอส Y a k i t o r i แล้วจึงนำเนื้อไก่ หรือเนื้อส่วนอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ นำไปหมักเป็นเวลา 3 0 นาที
  • เมื่อซอสเข้าเนื้อกันได้ที่นั้น จึงนำไปเสียบไม้
  • นำไปย่างด้วยไฟอ่อน ๆ ระหว่างย่างสามารถทาซอส Y a k i t o r i ที่เตรียมไว้เพื่อความกลมกล่อม จนสุกได้ที่
  • หากใครอยากได้รสสัมผัสกรุบกรอบและเพิ่มความหอม อาจใส่งาขาวในซอสได้เช่นกัน

รสชาติ

              รสชาติส่วนใหญ่ของ Y a k i t o r i สามารถเเบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เกลือ และรสชาติซอสโชยุที่มีรสหวานเค็ม ทะเล ร้านที่กำหนดรสไว้ก็มีบ้าง บางร้านสามารถเลือกรสเองได้ โดยทั่วไปจำพวกเครื่องในที่มีกลิ่นเเรงนั้นทานด้วยซอสทะเลจะทานได้ง่ายกว่า ส่วนเนื้อที่มีสัมผัสเฉพาะเเนะนำให้ทานกับเกลือ และไวน์ขาวกรือสาเกซึ่งรสชาติเข้ากันได้ดีกับรสเกลือ

มรรยาทการทาน Y a k i t o r i

หากได้เทียบกับร้านซูชิแล้ว ในร้าน Y a k i t o r i จะมีบรรยากาศที่เข้าได้ง่ายกว่าแต่ในการทานเพื่อให้อร่อยนั้นก็มีกฎเกี่ยวกับมารยาทเช่นกัน

อันดับแรกที่สำคัญอยากให้ระวัง ก็คือ Yakitori ที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆไม่ควรใส่เครื่องปรุงอย่างเช่นพริกชิฉิมิหรือพริกไทยญี่ปุ่นเลยทันที หากได้มองในแง่ของพนักงานเขาอยากจะให้เราได้ลองลิ้มรสชาติที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ ๆ ก่อน ลองกินไปสักหนึ่งคำและถ้าหากจะเพิ่มรสชาติจึงค่อย ๆ ใส่เครื่องปรุงได้และที่สำคัญควรลองทานรสดั้งเดิมดูก่อน ซึ่ง Y a k i t o r i ได้มีการกำหนดรสชาติไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมีกรณีที่นักท่องเที่ยวนั้นได้ราดซอสโชยุลงไปเยอะโดยที่ไม่ทราบ ก็สามารถทำให้รสชาติเปลี่ยนไปและดูไม่น่าทานอีกด้วย

มรรยาทที่ไม่ควรอีกข้อค่อนข้างเป็นมาตรฐานที่สุดก็ว่าได้ ก็คือการนำตะเกียบแบ่ง Y a k i t o r i ที่เสียบไม้อยู่นั่นเอง ซึ่งคนญี่ปุ่นจะชอบทำ เพราะ Y a k i t o r i เป็นอาหารเสียบไม้ที่กล่าวข้างต้นในเวลาทานนั้นก็ควรทานทั้ง ๆ ที่เสียบไม้อยู่นั่นเองและทำให้ได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยขั้นเทพจริง ๆ แต่ถ้าหากนั่งล้อมวงกินเหล้ากันหลาย ๆ คน นั้น กินแบบเอาไม้ออกจะดีกว่า แต่ถ้าได้ทานทั้ง ๆ ที่เสียบไม้อยู่พนักงานจะปลื้มอย่างแน่นอน

Yakitori เป็นอาหารที่จะอร่อยขึ้นอยู่กับวิธีการรับประทาน UFABET หากได้มาเยือนในประเทศญี่ปุ่น และได้ไปทานที่ร้าน Yakitori เเล้วลองทำตามบทความที่กล่าวมาข้างต้นกันดีกว่านะคะ

ทงคัตสึ

ทงคัตสึ
ทงคัตสึ

ทงคัตสึ (T o n k a t s u) เป็นอาหารที่ใช้เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นหนาคลุกแป้งผสมไข่และชุบด้วยเกล็ดขนมปังทอด คำในภาษาญี่ปุ่น ทง แปลว่าหมู และ cutlet ภาษาอังกฤษ แปลว่าเนื้อทอด เป็นเมนูตัวแทนของญี่ปุ่น เมนูยอดนิยมของญี่ปุ่น เกร็ดความรู้ที่บอกถึงต้นกำเนิดแบบเพื่อเรียกน้ำย่อย คนที่ชอบทาน T o n k a t s u

ความเป็นมา ทงคัตสึ

เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นแผ่นหนาประมาณ 2 เซนติเมตร นำไปหมักเกลือและพริกไทย และนำมาโรยแป้งบาง ๆ ชุบแป้งผสมไข่ที่ตีจนเข้ากัน ตามด้วยชุบเกล็ดขนมปังหรือปังโกะ จึงนำมาทอดจนสุก รับประทานได้กับ ข้าวสวย กะหล่ำปลีและซุปเต้าเจี้ยว

เริ่มแรกโปรตุเกสเป็นผู้นำ T o n k a t s u เข้ามายังประเทศญี่ปุ่น เดิมเรียก “คัตสึเร็ตสึ” เรียกโดยย่อ “คัตสึ” นับเป็นอาหารในเหล่า “โยโชกุ” คือ อาหารญี่ปุ่นที่นำมาดัดแปลงจากอาหารยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 9 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 คัตสึเร็ตสึดั้งเดิมนั้นจะใช้เนื้อวัว ส่วนเนื้อหมูที่นิยมกันในปัจจุบันและเริ่มใช้ ณ ร้านอาหารยุโรปในย่านกินซะ กรุงโตเกียว ในปีค.ศ. 1 8 9 0

T o n k a t s u มีหมายความว่า ส่วนที่ทำจากเนื้อหมู จึงได้บัญญัติขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1 9 3 0 รากศัพท์ ได้มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า C o t o l e t t e (เนื้อซี่โครงของลูกวัว แกะ หรือหมู) ในภาษาอังกฤษเรียกว่า C u t l e t และถูกนำมาใช้เรียกในแบบของญี่ปุ่นว่า “คัทสึเร็ทสึ”

ช่วงปลายศตวรรษที่ 1 9 อาหารตะวันตกคือ คัทสึเร็ทสึเนื้อและไก่ ได้เริ่มแทรกซึมตามเมนูของร้านอาหารในญี่ปุ่น หลังจากนั้นเมื่อปีค.ศ.1 8 9 5 มีร้านอาหารในกินซะ โตเกียว ได้เริ่มมีการขายเมนู ‘คัทสึเร็ทสึหมู’ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนเมื่อปีค.ศ.1 9 3 0 ในย่านอุเอโนะ และอะซะคุสะ ในโตเกียว เริ่มมีการใช้เนื้อหมูชิ้นหนาในการทำจึงได้ชื่อว่า T o n k a t s u เป็นต้นมา

T o n k a t s u มีต้นกำเนิดมาจากอาหารฝรั่งเศส โดยการใช้ซี่โครงมาปรุงอาหาร และในสมัยเมจิได้มีการนำเทมปุระมาประยุกต์ให้เข้ากันโดยนำเนื้อหมูชุบเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอด จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ร้าน T o n k a t s u แห่งแรกในญี่ปุ่นนั้น เรียกอาหารนี้ว่า “พอร์คคัทซึเรตซึ” คำว่าพอร์คชาวญี่ปุ่นออกเสียงเป็น ‘ทง’กลายเป็น T o n k a t s u ในปัจจุบัน

ซอส T o n k a t s u และกระหล่ำปลี

ซอสข้นที่ทำมาจากผักและผลไม้ที่กลมกล่อม มีให้เลือกหลายชนิด คือ รสหวาน รสเผ็ดของซอสงา เป็นต้น ซึ่งมีซอสหลายชนิดตามความชอบแต่ละบุคคลหรือพื้นที่ เช่น “มิโซะคัตซึ” ซอสที่ทำจากมิโซะของเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ

ร้านอาหารที่เสิร์ฟ T o n k a t s u จะมีกะหล่ำปลีซอยมาด้วย ในกะหล่ำปลีจะมีสารอาหารวิตามิน U จะช่วยในการย่อยน้ำมันภายในร่างกายทสามารถปกป้องกระเพาะอาหารกับลำไส้ทำให้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น ความหวานและกรอบพอดีจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น โดยทั่วไปแล้วจะทานคู่กับข้าวและซุปมิโซะ เพื่อการทานได้ง่าย T o n k a t s u จะถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ สามารถราดซอสเพิ่มได้ตามชอบ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสมดุลทางโภชนาการอีกด้วย

อาหารนำโชค

ชาวญี่ปุ่นจะเชื่อในเรื่องโชคลาภ และจะมีธรรมเนียมในการทาน T o n k a t s u เนื่องจากคำว่า “คัทสึ” มีความหมายว่า “ชัยชนะ” นั่นเอง

T o n k a t s u คือ หมูชุบแป้งทอด เป็นคำสมาสคือ ทง (หมู) + คัตสึ (ย่อมาจากคัตสึเร็ทสึ) เป็นอาหารที่มีการเล่าขานกันมาว่าเป็นอาหารที่มาจากอาหารคัทเลทสไตล์ยุโรปจานหนึ่งของต่างประเทศที่เริ่มเข้าแทรกซึมในประเทศญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ราว ๆ ปีค.ศ. 1 8 9 9 และก็มีการปรับปรุงสูตรจึงมีเอกลักษณ์

ขอขอบคุณที่มาจากบทความดี ๆ เว็บกีฬา

Sashimi

Sashimi
Sashimi

Sashimi (ซาซิมิ)หรือปลาดิบที่นำมาหั่นบาง ๆ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วซาซิมินั้นมักทำมาจากอาหารทะเลและมีเนื้อสัตว์อื่น ๆ เช่น วัว ม้า กวาง หรืออาหารชนิดอื่นคือ ผิวเต้าหู้ยูบา และ บุก เป็นต้น สามารถทำเป็นซาซิมิได้ ซึ่งซาชิมินั้นเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบประณีตชนิดหนึ่ง

คำว่า “ซาชิมิ” จึงหมายถึง “ร่างกายที่ถูกเจาะ” คำนี้ใช้ตั้งแต่ยุคมูโรมาจิ และได้รับการบัญญัติขึ้น และมองได้ว่าเป็นขั้นตอนการทำอาหารที่เลวร้ายเกินไปสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่ซามูไร คำนี้แผลงมาจากการฝึกแทงหางและครีบปลาให้เป็นแผ่นบาง ๆ เพื่อระบุชนิดของปลาที่กิน ดังนั้นชื่อนี้ยังหมายถึงการจับปลาด้วยวิธีดั้งเดิม ‘ระดับซาชิมิ’ จะถูกจับโดยใช้เบ็ดมือ ทันทีที่ปลาถูกจับก็จะถูกแทงด้วยของมีคม จากนั้นนำไปไว้บนน้ำแข็ง

นิยามของ Sashimi

ซาซิมิ เป็นปลาดิบสด (หรือเนื้อสัตว์) ที่นำมาหั่นบางและเสิร์ฟดิบ u f a b e t ซาซิมิจึงหมายถึง “เนื้อเจาะ” ในภาษาญี่ปุ่นเริ่มเรียกกันว่า “ซาชิมิ” ย้อนไปในศตวรรษที่ 14 เพื่อเลี่ยงการใช้ k i r i m i เพราะคิดว่าคำว่า k i r i (ตัด) เป็นคำพูดที่ไม่ดี

ซาชิมิจึงเป็นที่นิยมใน E D O เมื่อวันที่ 17 จากเหตุผลหลัก ๆ คือ

1. เทคนิคการทำประมงกลายเป็นอาหารที่ก้าวหน้าและอาหารทะเลสดกลายเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์

2. ซีอิ๊วเป็นที่แพร่หลายที่ทำให้รสชาติของปลาดิบไม่คาว

ความแตกต่างระหว่างซาซิมิและซูชิ คือซาซิมิเป็นแค่ปลาดิบหรืออาหารทะเล ส่วนซูชินั้นใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับข้าวที่มีน้ำส้มสายชูนั่นเอง

ประเภทของซาซิมิ

ส่วนผสมหลากหลายใช้เป็นซาซิมิ ในทั่วไปนั้น ซาซิมิหมายถึงปลาดิบ แต่ก็มีจำพวกหอยและเนื้อแดงที่ไม่ได้ปรุงสุกสามารถนำมาบริโภคเป็นซาซิมิได้ในญี่ปุ่น เพราะจุดสำคัญในการทำซาซิมิคือส่วนผสมที่สดใหม่

ซาซิมิที่เป็นที่นิยม

นี่คือซาซิมิทั่วไปที่นักท่องเที่ยวสามารถพบในระหว่างการท่องเที่ยว ส่วนมากจะพบได้ทั่วประเทศ

  • มากุโร่ (ทูน่า)

มักพบแทบทุกร้านที่มีเมนูซาซิมิ ส่วนที่พบมากที่สุดคือ อาคามิ เนื้อส่วนกลางลำตัวที่มีสีแดงเข้มไม่ติดมัน และส่วนที่ได้รับการยกย่องว่าอร่อยที่สุดของทูน่า คือส่วน “โทโร่” แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชูโทโร่ และโอโทโร่ ทูน่าที่มีราคาแพงที่สุดอยู่ที่เมือง ‘คาเปะโอมะ’ ทางด้านเหนือของจังหวัดอาโอโมริ

  • สาเก (ปลาแซลมอน)

ปลาแซลมอนนิยมนำมาทำซาซิมิอย่างมาก เนื้อมีสีส้มสด มีไขมัน นุ่ม รสชาติอร่อย คุณยังสามารถสั่งส่วนโทโร่ คือส่วนท้องตรงชั้นไขมันของปลาได้อีกด้วย

  • ไท (ปลาจาน)

มีรสอ่อน ๆ เป็นที่ยอมรับว่าเป็นที่หนึ่งของปลาเนื้อขาวด้านอาหารญี่ปุ่น ปลาไทมักเสิร์ฟช่วงเทศการเฉลิมฉลอง ในงานการแต่งงาน และงานขึ้นปีใหม่

  • ซาบะ (ปลาทู)

ถึงแม้จะรู้จักในรูปแบบของปลาซาบะย่าง นอกจากนนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นซาชิมิเมื่อถึงฤดูกาลได้อีกด้วย เนื้อจะมีความนุ่มนวลที่เข้ากันได้ดีกับต้นหอมซอยและขิงขูด ความมันในเนื้อทำให้เนื้อซาบะเสียได้อย่างรวดเร็วทำให้ปลาซาบะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีโดยมักดองในน้ำส้มสายชูที่ช่วยเก็บรักษาเนื้อปลาไว้เรียกว่า “ชิเมะซาบะ” ที่มีรสชาติของน้ำส้มสายชูอยู่

  • คัตซึโอะ (ปลาโอ)

ปลาคัตซึโอะเป็นปลาที่มีความสำคัญในด้านอาหารญี่ปุ่น และถูกนำมาทำเป็นซาซิมิ นิยมรับประทานในแบบที่เหมือนกับ ‘คัตซึโอะโนะทาทากิ’ ซึ่งเนื้อรอบ ๆ ของคัตซึโอะนั้นจะไหม้เล็กน้อย หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟพร้อมกับซอสส้มตามด้วยเครื่องเคียง

  • คังปาชิ (ปลาหางเหลือง / ปลาสำลี)

มักจะถูกนำมาทำเป็นซาซิมิ ลักษณะคล้ายปลาบุริ แต่มีน้ำหนักที่เบาและโปร่งแสง เนื้อปลาจะดีในช่วงฤดูร้อน ซึ่งปลาจะมีเนื้อนุ่มและติดมัน

  • บุริ / ฮามาชิ (ปลาหางเหลืองหรือปลาสำลี)

ลักษณะที่ใกล้เคียงกับปลาคังปาชิ ลักษณะของเนื้อปลามีสีขาวอมชมพู โปร่งแสง มีไขมันคล้ายรสเนย มีตลอดทั้งปี ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงฤดูหนาว

  • อิกะ (ปลาหมึก)

ปลาที่ถูกนำมาทำซาซิมิมากที่สุดรองจากปลาทูน่า ในส่วนของหนวดนั้นจะถูกเก็บไว้เพื่อการทำอาหารอื่น ๆ เนื้อจะมีสีขาว โปร่งแสง เนื้อแน่นและรสอ่อน ซึ่งถูกเสิร์ฟในลักษณะ ‘อิกะ โซเม็ง’ เป็นเนื้อปลาแผ่นบางคล้ายกับเส้นก๋วยเตี๋ยว

  • ทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์)

เป็นหนึ่งในอาหารทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักนำหนวดมาหั่นและนำไปทำเป็นซาซิมิที่สามารถรับประทานแบบดิบได้ ซึ่งโดยทั่วไปมักนำไปต้มก่อนเพื่อเนื้อมีรสหวานและแน่น

  • อะมาเอบิ (กุ้ง)

กุ้งที่นิยมนำมาเป็นวัตถุดิบมากที่สุดคือ อะมาเอบิ หรือกุ้งหวาน เพราะจะมีรสชาติที่หวาน ในการกินจะถูกนำมาแกะเปลือกออกยกเว้นหาง แหล่งรวมที่มีชื่อเสียงคือ นิอิกาตะและฮอกไกโด

  • โฮตาเตะ (หอยเชลล์)

หอยเชลล์ สุดยอดหอยในอาหารญี่ปุ่น และหอยเชลล์ที่ดีจะต้องมีเนื้อแน่น รสหวาน เหมือนครีม ในปกติจะเสิร์ฟหอยเชลล์ในแบบเนื้อสีขาวหนา ซึ่งร้านอาหารบางร้านสามารถเสิร์ฟอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะแตกต่างกับเนื้อ หอยเชลล์ที่ดีที่สุดอยู่ที่ ฮอกไกโดและอาโอโมริ

  • โฮกกิไก (หอยปีกนก)

หอยที่นำมาทำเป็นซาซิมิ รูปทรงมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม อาจจะรับประทานแบบดิบได้ แต่ปกติจะนำไปต้มมากกว่า ซึ่งเนื้อหอยจะเปลี่ยนสีส่วนปลายเป็นสีแดง เนื้อแน่น รสชาติเนื้อจะหวานและดีที่สุดในฤดูหนาว มีผลผลิตจำนวนมากในภาคเหนือของญี่ปุ่น

  • อิกุระ (ไข่ปลาแซลมอน)

เป็นไข่ชนิดหนึ่งของคาเวียร์ เก็บรักษาในเกลือหรือซอสถั่วเหลือง ไข่เป็นสีส้มสดใส โปร่งแสง รสออกเค็มเมื่อคุณกัดมัน

  • ยูนิ (หอยเม่น)

หอยเม่น ถือว่าเป็นอาหารที่เลื่องลือในญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาแพงเพราะมีโรลไข่สีเหลืองจนถึงสีส้ม ผิวสัมผัสเหมือนเนย รสชาติหวานและเค็ม ทำให้นึกถึงทะเล หอยเม่นที่ดีที่สุดบางส่วนมาจากฮอกไกโด

วิธีการทำซาซิมิ

ซาซิมิที่คุณต้องมีคือส่วนผสมที่สด และมีดต้องคม ไม่มีกฎของความหนาแต่ละชิ้น

วิธีการกิน

ซาซิมิจะเสิร์ฟพร้อมกับซอสถั่วเหลือง วาซาบิ และขิงสดขูด ในญี่ปุ่นอาหารชุดซาซิมิจะเสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวและซุปมิโซะซาชิมิเป็นอาหารเรียบง่ายและละเอียดอ่อนที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบ

แคลอรี่และโภชนาการ

แคลอรี่และโภชนาการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปลาหรือเนื้อสัตว์ เนื่องจากซาซิมิไม่ได้ปรุงสุก จะเก็บรักษาวิตามินและแร่ธาตุไว้และมีการปรุงน้อยมากถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

ซาซิมิเป็นอาหารที่มีประเภทหลากหลายมาก จึงมักพบมากในร้านอิซากายะ (ร้านเหล้าญี่ปุ่น) ‘ซาชิมิ’ มักจะจัดวางไว้บนหัวผักกาดหั่นฝอย โรยหน้าด้วยใบชิโซะ บางครั้งจะตกแต่งควบคู่ไป

ramen

ramen
ramen

ramen เป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ราเม็งมักจะทานกับเนื้อหมู สาหร่าย คามาโบโกะ และต้นหอม ในบางครั้งอาจจะมีข้าวโพดด้วย รสชาติของราเม็งมีการปรุงรสที่แตกต่างกันตามแต่ละท่องที่ในญี่ปุ่น อย่างเช่น เกาะคีวชู ต้นกำเนิดของราเม็งทงกตสึหรือราเม็งซุปกระดูกหมู เกาะฮกไกโด ต้นกำเนิดของราเม็งมิโซะหรือราเม็งเต้าเจี้ยว นั่นเอง

ในประเทศตะวันตกนั้น คำว่า “ ราเม็ง ” รู้จักกันในความหมาย คือ “ บะหมี่สำเร็จรูป ”

ประวัติของ ramen

ในประวัติศาสตร์นั้น ราเม็ง ได้มีที่มา มาจากประเทศจีนและถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น จากชาวจีนที่ได้อพยพเข้ามาในศตวรรษที่ 1 9 ซึ่งคำว่า “ ราเม็ง ” นั้น มาจากภาษาจีน คือ “ ลาเมี่ยน ” มีความหมายถึง เส้นบะหมี่ที่ใช้มือนวดให้เป็นเส้น ๆ และมีความเหนียวนุ่ม ได้รับความนิยมและมีการบริโภคไปทั่วเอเชียตะวันออก จากการบันทึกของพิพิธภัณฑ์ราเม็งในเมืองโยโกฮาม่า ราเม็งได้ถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นในราว ๆ เมื่อปี ค.ศ. 1 8 5 9 และโทกูงาวะ มิตสึกูนิ ขุนนางใหญ่ยุคเมจิที่ได้รับประทานราเม็ง

ราเม็งจึงได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งในระยะแรกนั้นราเม็งถูกเรียกว่า “ ชินาโซบะ ” ที่แปลว่า “โซบะเจ๊ก” ต่อมาชาวจีนจึงเริ่มมีการขายราเม็งตามรถเข็นพร้อมกับขายเกี๊ยวซ่า และมีการเป่าชารูเมระเพื่อเรียกลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้มีการอัดเป็นเทปเปิดแทนอีกเช่นกัน

ถึงแม้ราเม็งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอาหารเส้นของประเทศญี่ปุ่น แต่ที่จริงนั้นต้นกำเนิดของราเม็งมาจากประเทศจีน โดยมีสมมติฐานว่าราเม็งเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ ลาเมียน ” ในภาษาจีนที่หมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด หรืออีกคำคือ “ เลาเมียน ” ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวโบราณในภาษาจีนนั่นเอง

อีกทั้งในประวัติศาสตร์ยังมีการบันทึกว่า คนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักบะหมี่น้ำ เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 7 หรือยุคเมจิ จากการที่โทคุกาวะ มิทซึคุนิ ไดเมียวในสมัยเอโดะ ได้รับประทานเป็นคนแรกและสมัยนั้น ราเม็งจะถูกเรียกกันว่า “ชินะโซบะ” แปลว่าโซบะจีน แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักจนกระทั่งเมื่อ ปี ค.ศ. 1 9 0 0 มีชาวจีนค้าขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ทำราเม็งขายคู่กับเกี๊ยวซ่า จัดเป็นชุดขายทำให้คนที่ใช้แรงงานได้กิน ซึ่งในยุคนั้นมีการตะโกนโฆษณาเรียกลูกค้ากัน เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักราเม็งกันอย่างแพร่หลายนับแต่นั้นมา

ชนิดของราเม็ง

ราเม็งมีหลากหลายชนิดตามภูมิภาค โดยจะแบ่งตาม เส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อ และซุป สามอย่างนี้เป็นหลัก ได้แก่

  • ราเม็งโชยุ
  • ราเม็งมิโซะ
  • ราเม็งชิโอะ
  • ราเม็งบันชู
  • ราเม็งทากายามะ
  • ราเม็งโอโนมิจิ
  • ราเม็งชาชู

น้ำซุปประเภทต่างๆที่นิยมใช้ทำราเม็ง

  • ชิโอะ หรือซุปเกลือ

ชิโอะ ถือว่าเป็นรสชาติต้นตำรับที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เห็นได้จากธุรกิจการส่งออกของเมืองท่าฮาโกดาเตะ เนื่องจากน้ำซุปที่เป็นต้นตำรับราเม็งในบริเวณนั้นคือนํ้าซุปที่ได้มาจากเกลือ เพราะว่าเกลือเป็นวัตถุดิบที่เปลี่ยนเเปลงรสชาติที่แท้จริงของอาหารที่จะทำให้คุณได้ลิ้มรสชาติความสดของวัตถุดิบและรสชาติของราเม็งได้ดี

  • โชยุ หรือซุปซีอิ๊วญี่ปุ่น

ราเม็ง อีกชนิดที่ได้รับความนิยมเนื่องจากการใช้เครื่องปรุงรสจากญี่ปุ่นแท้ ๆ อย่างโชยุที่ผสมผสานเข้ากับน้ำซุป ซึ่งราเม็งได้เข้าสู่วัฒนธรรมการกินของประเทศญี่ปุ่นในยุคเมจิและเป็นที่รู้จักกันดีในนามอาหารต่างชาติเพื่อจะทำให้ราเม็งเป็นที่นิยมของคนในชาติจึงต้องใส่เครื่องปรุงรสอย่างโชยุลงในน้ำซุป

  • มิโซะ หรือซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น

มิโซะ ถือเป็นราเม็งที่มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับญี่ปุ่นที่แท้จริง เพราะมีการใช้เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมหลักของนํ้าซุป มิโซะราเม็งถ้วยแรกถือกำเนิดขึ้นที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด มิโซะราเม็งมีส่วนผสมของน้ำมันหมูที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น เส้นราเม็งมีความหนาและเหนียวนุ่ม ซึ่งปกติแล้วมิโซะราเม็งจะใช้ถั่วงอกและกะหล่ำปลีเป็นส่วนประกอบ ช่วยลดความเข้มข้นของน้ำซุปและทำให้รสชาติที่ไม่เลี่ยนเกินไป

  • ทงคตสึ หรือซุปกระดูกหมู

ทงคตสึ เปิดตัวครั้งแรกที่ฮากาดะ และคุรุเมะจังหวัดฟุคุโอกะ มีความโดดเด่นของซุปกระดูกหมู น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อมจากการเคี่ยวกระดูกหมู เส้นราเม็งจะบางตรงเพื่อให้เส้นดูดซับรสชาติของน้ำซุปกระดูกหมูอย่างเต็ม ๆ ร้านราเม็งซุปกระดูกหมูในโตเกียวจึงมีการพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ที่ประดับหน้าราเม็งด้วยหมูสามชั้นย่างเป็นเครื่องเคียงอีกด้วย

  • เกียวไค หรือซุปอาหารทะเล

น้ำซุปที่ใช้ในราเม็งเกียวไคทำมาจากกระดูกหมู ไก่ และอาหารทะเล ซุปจึงมีความเข้มข้นมากจากความหลากหลายของวัตถุดิบที่ผสมกันในการทำซุป น้ำซุปมีทั้งแบบใสและแบบข้น ราเม็งเกียวไคเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในบริเวณโทโฮคุ

  • โทริ หรือซุปกระดูกไก่

เป็นราเม็งที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีค.ศ. 2 0 0 0 น้ำซุปเข้มข้นมาจาการต้มกระดูกไก่กับเนื้อไก่ รสชาติของน้ำซุปหอมอร่อย คล่องคอ ไม่เข้มข้นหรือติดรสขมเหมือนราเม็งซุปกระดูกหมู นอกจากนี้ยังมีเนื้อไก่และลูกชิ้นเนื้อไก่เป็นเครื่องเคียงด้วย

  • อุชิ หรือซุปเนื้อ

ราเม็งซุปเนื้อเป็นน้องใหม่มาแรง อุชิราเม็งใช้กระดูกวัวและเนื้อวัวในการต้มซุป จึงทำให้ได้นํ้าซุปที่เข้มข้นและหอมหวานมาก เครื่องเคียงอุชิราเม็งก็คือเนื้อวัวย่าง ซึ่งในปัจจุบันคนญี่ปุ่นนิยมบริโภคเนื้อวัวมากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ อุชิราเม็งจึงได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงในตอนนี้

โดยปัจจุบันนี้ “ราเม็ง” ถือว่าเป็นอาหารเส้นดาวเด่นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในปีค.ศ. 1 9 5 8  โมโมฟุคุ อันโด ผู้ก่อตั้งนิชชินฟู้ดส์ ผู้ได้คิดค้นดัดแปลงการทำราเม็งเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และได้ต่อยอดความนิยมของราเม็งให้ไปไกลทั่วทุกพื้นที่ในญี่ปุ่น รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศไทยของเราก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดใจในรสชาติบะหมี่ญี่ปุ่น หรือราเม็งอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณที่มาดี ๆ จาก g a v g a v k a

อุด้ง

อุด้ง
อุด้ง

อุด้ง อาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยม ทำมาจากแป้งสาลี ลักษณะจะเป็นเส้นที่มีความหนา เส้นยาว และมีสีขาว ในการรับประทานจะรับประทานร้อน ๆ ที่มีซุปน้ำใสที่ทำจากดาชิหรือหัวเชื้อน้ำซุป และโชยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่น และมิริงหรือเหล้าสำหรับการปรุงอาหาร

อาหารชนิดนี้มีชื่อเรียกหลากหลายชื่อที่ขึ้นอยู่กับเมนูอาหารที่นำมาวางบนเส้น เช่น เท็มปุระ U d o n คือ หน้ากุ้งชุบแป้งทอด และ คิตสึเนะ U d o n คือ หน้าเต้าหู้หวาน เป็นต้น

ต้นกำเนิด อุด้ง

มีต้นกำเนิดมาจากเส้นชูเมี่ยนในประเทศจีน เป็นเส้นทำจากแป้งสาลีมีความยาวและหนาประมาณ 2 ถึง 3 เซนติเมตร คนจีนนิยมทานในซุปผสมเต้าเจี้ยว ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารทางภาคเหนือของประเทศจีน

เส้น U d o n ได้เข้ามายังประเทศญี่ปุ่นโดยมีพระสงฆ์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่เดินทางไปจาริกยังประเทศจีน และชาวญี่ปุ่นก็ได้ยกย่องพระคูไกและพระเอ็นนิ ให้เป็นต้นตำรับการปรุงเส้น U d o nของประเทศญี่ปุ่น พระคูไคได้เดินทางไปยังประเทศจีน ในช่วงแรกเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 9 เพื่อการศึกษาพุทธศาสนา ในอดีตจังหวัดซานูกิ หรือในปัจจุบันคือจังหวัดคางาวะ บนเกาะชิโกกุ ได้มีการประกาศผู้ที่สืบทอดสูตรในการทำ U d o n จากพระคูไก ส่วนพระเอ็นนิที่เป็นพระนิกายเซนนั้นอยู่สำนักนักรินไซ ได้เดินทางไปยังประเทศจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 1 3 โดยเมืองฮากาตะ จังหวัดฟูกูโอกะ เป็นผู้ประกาศว่ามีการสืบทอดสูตรของพระเอ็นนิ

อาหารที่ทำจากเส้น U d o n

ในการทำอาหารก็เหมือนกับอาหารประเภทอื่น ๆ ที่ใช้เส้นต่าง ๆ ของญี่ปุ่น U d o n นิยมรับประทานแบบเย็นในช่วงฤดูร้อน และรับประทานแบบร้อนในช่วงฤดูหนาว อาหารต่าง ๆ ที่นำมาวางบนเส้น U d o n นั้นจะแสดงถึงแต่ละช่วงของฤดูกาลนั้น ๆ และความสมดุลในส่วนผสมต่าง ๆ อาหารที่นำมาวางนั้นจะถูกปรุงอย่างเรียบง่าย และบางครั้งก็นำไปทานกับเส้นโซบะได้เช่นกัน ยากิโซบะ

ประเภทของ U d o n มี 2 ประเภท

1. แบบร้อน

  • คะเคะ U d o n ในน้ำซุปใส โรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่นซอยบาง อาจมีคะมะโบะโกะหรือลูกชิ้นปลาเส้นญี่ปุ่น
  • คิตสึเนะ U d o n หน้าเต้าหู้หวานทอดหรืออะบุราเกะ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนหูสุนัขจิ้งจอก
  • เทมปุระ U d o n หน้าอาหารชุบแป้งทอดหรือเทมปุระ เช่น กุ้ง หรือคะคิอะเกะ มีผักรวมชิ้นเล็ก ๆ ผสมแป้งแล้วทอด
  • ทะนุคิ U d o n หน้าเศษแป้งเทมปุระชื่อได้จาก “ ทานุกิ ” ซึ่งเป็นแรคคูนญี่ปุ่น และเชื่อว่ามีพลังวิเศษ
  • ทสึคิมิ U d o n หน้าไข่สดบน U d o n ร้อน ๆ
  • วะกะเมะ U d o n หน้าสาหร่ายวะกะเมะ
  • คะเร U d o n หน้าแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

2. แบบเย็น

  • ซะรุ U d o n แช่เย็นโรยหน้าด้วยสาหร่ายโนริฝอย เสิร์ฟในซะรุ ภาชนะทำจากไม้ไผ่ มีรูปร่างคล้ายกระด้ง เพื่อการสะเด็ดน้ำ พร้อมกับซอสแช่เย็นที่มีส่วนผสมของดาชิ มิริน และโชยุ เมื่อทานควรใช้ตะเกียบคีบเส้นอุด้งพอดีคำและจุ่มลงในซอสจึงรับประทาน อาจใส่ต้นหอมซอย วาซาบิและขิงบดลงในซอสเพื่อเพิ่มรสชาติได้

วิธีการกิน

วิธีการกินนั้นขึ้นอยู่กับว่า U d o n เป็นแบบใดเพราะในการกินนั้นจะมีวิธีที่แตกต่างกัน เมื่อเสิร์ฟมาพร้อมกับซุป ให้คีบเส้นจุ่มซุปก่อนการระรับประทาน U d o n ที่เสิร์ฟในน้ำซุปคุณสามารถเพลิดเพลินในการกินโดยใช้ตะเกียบคีบเส้นแล้วรับประทานในขณะที่เสียงจะช่วยเพิ่มรสชาติและช่วยให้เส้นเย็น ซึ่งในการกินถ้ามีน้ำซุปแต่ไม่มีช้อนคุณสามารถยกซดจากชามได้เลยเพราะไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท ซึ่งในการกินน้ำซุปนั้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการกินอุด้ง

เมืองแห่ง U d o n ที่ดังในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับ U d o n ที่โด่งดังของ ‘คากะวะ’ นั้น มีชื่อเรียกว่า “ ซานูกิ U d o n ” เส้นในที่แห่งนี้มีความเหนียวนุ่ม น้ำซุปหอมอร่อย ความอร่อยในทีนี้ มีหัวใจหลัก ๆ อยู่ 4 อย่างคือ ข้าวสาลี เกลือ โชยุ และปลาอิริโกะหรือปลาแห้ง จึงถือได้ว่าเป็นที่มาของความอร่อย U f a b e t

อาหารชนิดนี้พบได้ทั่วไปตามร้าน U d o n ร้านโซบะ และร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งราคาถูกและสาขาตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งยังมีสาขาย่อยตามถนน จะเป็นการนั่งรับประทานในแบบทั่วไปตามร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งราคาร้านอาหารทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5 0 0 ถึง 1 , 0 0 0 เยน แต่สำหรับร้านที่มีราคาถูกมักขายในราคาต่ำกว่า 5 0 0 เยน และร้านอาหารที่หรูจะพิถีพิถันในการทำมากขึ้น ราคาจะอยู่ที่ 1 , 0 0 0 ถึง 1 , 5 0 0 เยน ต่อคน

ร้าน U d o n ที่มีราคาถูกบางร้านคล้ายโรงอาหาร เมื่อเข้ามาในร้านลูกค้าจะต้องหยิบถาด แล้วสั่งอาหารจากพนักงานที่เคาท์เตอร์ และเลือกเครื่องเคียง เช่น เทมปุระ ข้าวปั้น หรือโอเด้ง แล้วจึงไปจ่ายเงินกับพนักงานแคทเชียร์

yakisoba

yakisoba
yakisoba

yakisoba (ยากิโซบะ) เป็นอาหารญี่ปุ่นจัดอยู่ในประเภทบะหมี่ผัด แม้ว่าโซบะจะหมายถึงบักวีต ซึ่งความจริงแล้ว เส้นยากิโซบะทำมาจากแป้งสาลีผสมไข่ไก่ ที่ดูคล้ายบะหมี่จีน เรียกว่า ชูกาเม็ง ( s h u g a m e n g )

ยากิโซบะมีที่มาจากเฉ่าเมี่ยน บะหมี่ผัดของประเทศจีนเริ่มแผ่ขยายในร้านขายอาหารข้างถนนในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 2 0 ยากิโซบะเตรียมได้จากการผัดเส้นชูกาเม็งกับเนื้อหมู ผัก ผัดกับซอสยากิโซบะหรือซอสวุร์สเตอร์เชอร์ เกลือและพริกไทย โรยหน้าอาหารด้วยอาโอโนริหรือผงสาหร่าย เบนิโชงะหรือขิงดอง ตามด้วยคัตสึโอบูชิหรือปลาแห้ง และมายองเนสเป็นอันดับสุดท้าย

ยากิโซบะเสิร์ฟเป็นอาหารจานหลักและเครื่องเคียงได้ และสามารถหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อหรือเทศกาลของญี่ปุ่นมีการจำหน่ายขนมปังยาวที่คล้ายฮอตดอกตรงกลางเสิร์ฟด้วยยากิโซบะ โรยหน้าอาหารด้วยขิงดองและมายองเนสด้านบน ที่เรียกว่า ยากิโซบาปัง ส่วนในเมืองโคกูระ จังหวัดฟูกูโอกะจึงได้มีการดัดแปลงนำเส้นอูดงมาใช้แทนเส้นบะหมี่ได้ เรียกว่า ยากิอูดง ทาโกะยากิ

ต่อมาหลังจากปี ค.ศ. 1 9 4 5 ชาวเมืองโอกินาวะ ได้ประยุกต์นำเอาวัตถุดิบที่ได้จากทหารอเมริกัน คือ เส้นสปาเก็ตตี้ เนื้อกระป๋อง ซอสมะเขือเทศ ผักดองและมายองเนส นำมาปรุงเป็นยากิโซบะ ซึ่งอาจจะผสมฮอตดอกที่หั่นเป็นชิ้น ๆ ร่วมกับเนื้อหมู เนื้อไก่ และแฮม

yakisoba ยากิโซบะท้องถิ่น

ยากิโซบะเป็นอาหารที่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศญี่ปุ่น ที่มาจากกระแสนิยมบะหมี่ผัดของอาหารจีน ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารที่ดูธรรมดาสำหรับบางร้าน หรือในงานเทศกาลหรืออาหารครัวเรือนนั้น แต่ในปัจจุบันจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในงาน “ B – 1 g r a n d p r i x ” เป็นงานเทศกาลมหกรรมอาหารซึ่ง “ ยากิโซบะในแต่ละสถานที่ ” จะมีสีสันที่ดูแตกต่างกันออกไปนี้เป็นอาหารที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่ได้แวะมาเยี่ยมชมภายในงานนั้นก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วยยากิโซบะที่เต็มไปด้วยลักษณะเฉพาะตัวในเรื่องของวัตถุดิบ การปรุงและรสชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่แตกต่างไปจาก อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม นั่นเอง

  • ฟุจิโนะมิยะ ยากิโซบะ ในเมืองฟุจิโนะมิยะ ชิซุโอะกะ

ในเมืองฟุจิโนะมิยะนั้นตั้งอยู่ที่บริเวณภูเขาไฟฟูจิ ยากิโซบะจะผัดพร้อมกับผักกะหล่ำปลีที่มาจากที่ราบสูงฟุจิโนะมิยะ และนำเนื้อหมู่ใส่ลงไปผัดกับเส้นซึ่งมีเทคนิคการทำแบบท้องถิ่น จากนั้นนำเครื่องมาโรยหน้าอาหารด้วยผงปลาอิวะชิ และถึงแม้จะมีรสชาติที่ดั้งเดิมแบบท้องถิ่นแต่ก็เป็นเมนูที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในฐานะสินค้าท่องเที่ยวของเมือง ในปัจจุบันอาหารชนิดนี้กลายเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วประเทศ ที่มีร้านขายยากิโซบะจำนวนร้านถึง 140 ร้านเพียงแค่ในเมืองฟุจิโนะมิยะเท่านั้น

  • โยโกเตะ ยากิโซบะ ในเมืองโยโกเตะ อะกิตะ

ยากิโซบะในโยโกเตะได้รับความนิยมสูงเพราะเป็นทั้งอาหารว่างของเด็ก ๆ และยังเป็นอาหารที่มีรสชาติสัมผัสที่ติดปากของชาวเมือง เอกลักษณ์ของยากิโซบะคือไข่ดาวยางมะตูมที่วางอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นไอเดียจากร้านโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) ในเมืองนั่นเอง ส่วนเส้นในการทำนั้นจะใช้เส้นตรงมีลักษณะอ้วนที่ผลิตมาจากในเมืองโยโกเตะ แล้วนำมาลวกจากนั้นก็นำมาผัดพร้อมกับหมูบดและกะหล่ำปลี ในตัวตัดสินรสชาตินั้นจะอยู่ที่วูสเตอร์ซอส หรือ W o r c e s t e r s h i r e s a u c e ต้นฉบับของแต่ละร้าน ทั้งนี้ในการใส่ผักดองหมักเครื่องแกงกะหรี่ลงไปก็เป็นลักษณะเด่นอีกเช่นกัน

  • ฮิรุเซ็น ยากิโซบะ ในเมืองมะนิวะ โอะกะยะมะ

บริเวณที่ราบสูงฮิรุเซ็นเป็นแหล่งที่เคยได้รับความนิยมมาก่อนว่ากันว่า ฮิรุเซ็น ยากิโซบะได้เริ่มมาจากร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ได้นำน้ำจิ้มมิโซะมาทำเป็นซอสยากิโวบะ จึงใส่เนื้อไก่และกะหล่ำปลีลงไป น้ำจิ้มนั้นเป็นเทคนิคการทำอย่างพิถีพิถันในแต่ละร้านซึ่งได้รับความนิยมมาก ซึ่งในปัจจุบันได้มียากิโซบะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากคือ การทำผสมผสานกับโยโกเตะ ยากิโซบะโดยวางไข่ดาวลงไปด้านบนจึงเรียกว่า “ อะซะเซ็น ยากิโซบะ ” และ “ โยรุเซ็น ยากิโซบะ ” ที่มีรสชาติเข้มข้นเหมาะกับการทานกับสาเก ฯลฯ

วิธีการทำยากิโซบะ

วัตถุดิบและสัดส่วน

1. เส้นโซบะ

2. กะหล่ำปลีหั่นหรือซอย

3. แครอทหั่น

4. หมูหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

เครื่องปรุง

1. ซอสญี่ปุ่น

2. น้ำมันหอย

3. ซอสปรุงรส

4. น้ำตาล

ขั้นตอนการปรุง

1. นำเส้นโซบะไปลวกในน้ำเดือด จากนั้นนำขึ้นมาแช่ในน้ำที่เย็นจัด และนำขึ้นสะเด็ดน้ำพักไว้

2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป ใส่เนื้อหมูลงผัด ตามด้วยใส่แครอทและกะหล่ำปลี

3. ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซอสญี่ปุ่น น้ำตาลโดยผัดให้เข้ากัน จนหมูและผักสุกพอดี จากนั้นตักขึ้นใส่จานที่เตรียมไว้

เคล็ดลับ

เส้นแต่ละชนิดมีวิธีในการลวกหรือต้มให้สุกที่อร่อยแตกต่างกันไป เส้นโซบะนั้นให้ลวกประมาณ 6 นาทีแล้วนำขึ้นแช่ในน้ำเย็นจัด จำทำให้เส้นนุ่มและเพิ่มความอร่อยขึ้น

ขอขอบคุณบทความที่มาจาก u f a 8 7 7

ทาโกะยากิ

ทาโกะยากิ
ทาโกะยากิ

ทาโกะยากิ (t a k o y a k i) หรือหมึกทอดหรือย่าง เป็นชื่ออาหารประเภทหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อก็เป็นได้ โดยเป็นเกี๊ยวทรงกลม ที่ทำมาจากแป้ง น้ำ นม และไข่ผสมกัน เรียกรวมกันในภาษาอังกฤษว่า b a t t e r ใส่ไส้ข้างในเป็นหมึกตัวเล็กทั้งตัวหรือหั่นเต๋าก้ได้ โรยหน้าเท็มปูระขูดหรือที่เรียกว่า “เท็งกาซุ” ตามด้วยเครื่องเคียงขิงดองหรือที่เรียกว่า “เบนิโชงะ” หรือหัวหอมเขียว การทำแป้งต้องสุกโดยทอดหรือปิ้งในกระทะหลุมอย่างกระทะขนมครก ในปัจจุบันจะราดซอสทาโกยากิ และมายองเนส โรยหน้าด้วยสาหร่ายเขียวที่เรียกว่า “อาโอโนริ” กับปลาทูขอดทอดแห้งหรือที่เรียกว่า “คัตสึโอบูชิ” อีกด้วยด้วย

ความหมายของ ทาโกะยากิ

“ทาโกะ” หมายถึงปลาหมึกยักษ์ ส่วน “ยากิ” หมายถึงทอดย่าง หรือปิ้งนั่นเอง ดังนั้น “ทาโกะยากิ” จึงหมายถึง การนำปลาหมึกยักษ์ไปผ่านการทอด ย่าง หรือปิ้ง อันเป็นลักษณะของอาหารชนิดนี้นั่นเอง

ต้นกำเนิด T a k o y a k i

พ่อค้าอาหารริมถนนชาวญี่ปุ่นชื่อ เอ็นโด โทเมะกิจิ ได้คิดค้นทาโกะยากิขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2478 โดย T a k o y a k i ดัดแปลงมาจากอาหารคือ “อากาชิยากิ” โดยใส่แป้งทำขนมสำเร็จรูปที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศสเข้าไปในอาหารชนิดนี้ บวกกับที่เมืองโอซาก้ามีปลาหมึกยักษ์จำนวนมาก ปลาหมึกยักษ์จึงกลายเป็นวัตถุดิบหลัก เกิดเป็นทาโกะยากิขึ้นมาครั้งแรก แล้วนำออกขายที่เมืองโอซาก้าเป็นที่แรกด้วย แรกเริ่มนั้น t a k o y a k i ได้รับการนิยมมาเป็นอันมากในคันไซ และเผยแพร่ไปยังคันโต ก่อนที่จะแพร่ไปยังถิ่นอื่น ๆ เรื่อยไป และยังเป็นที่นิยมภายนอกประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย สำหรับในประเทศญี่ปุ่นนั้น แต่เดิม t a k o y a k i มีขายทั่วไปตามริมถนน ที่เรียกว่า ยาตาอิ ต่อมาในปัจจุบันมีวางขายในภัตตาคารหรู ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงอีกด้วย นอกจากนี้ในญี่ปุ่นยังผลิต t a k o y a k i แช่แข็งที่นำส่งออกไปขายนอกประเทศเป็นจำนวนมาก และ t a k o y a k i ได้กลายเป็นอาหารประจำถิ่นโอซากาและคันไซอีกด้วย

T a k o y a k i ในปัจจุบัน

อาหารชนิดนี้เป็นอาหารว่าง ที่มีชื่อเสียงและมีต้นกำเนิดมาจากเมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น และขาดไม่ได้ในงานเทศกาลแบบญี่ปุ่นเช่นกัน ในปัจจุบันร้าน Takoyaki มักเป็นร้านที่ชาวญี่ปุ่นมานั่งสังสรรค์หลังเลิกงาน รับประทานพร้อมกับเบียร์ สาเก เป็นต้น อีกทั้งในการมอบ Takoyaki นั้นเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เรามอบให้อีกด้วย เนื่องจาก Takoyaki เป็นอาหารที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบ แต่ละครอบครัวจึงมักทำกินเองที่บ้านซึ่งรสชาติของ Takoyaki ของแต่ละบ้านจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป

กระทะหลุม

สำหรับกระทะหลุมอันมีไว้ทอดหรือปิ้ง Takoyaki ในภาษาญี่ปุ่นเรียก “ทาโกยากิกิ” หรือ “ทาโกยากินาเบะ” ทำจากเหล็กหล่อลักษณะเป็นหลุมกลม ๆ เล็ก ๆ ใช้หยอด Takoyaki ลงไปเมื่อกระทะร้อนได้ที่ แต่บางที เครื่องที่ต่อกับแก๊สหุงต้มก็นิยมใช้ในเทศกาลต่าง ๆ และเครื่องใช้ไฟฟ้าลักษณะอย่างเตาก็นิยมใช้ทำในครัวเรือนเป็นต้น

ลักษณะของทาโกะยากิ

ตัวของ Takoyaki มีลักษณะกลม มีสีน้ำตาลทอง ด้านในของตัวแป้งจะมีทาโกะหรือปลาหมึกยักษ์เป็นหลัก ส่วนด้านนอกนั้นยังมีท็อปปิ้งอีกด้วย gavgavka ได้แก่ ซอส Takoyaki ซึ่งเป็นซอสที่เหมือนกับซอสพิซซ่าญี่ปุ่น มีรสชาติหวานเค็ม สีน้ำตาลเข้ม ตามมาด้วยซอสมายองเนส สีขาว เพิ่มความกลมกล่อม โรยหน้าด้วยสาหร่ายป่น  และปลาแห้งขูดเป็นแผ่น เวลาที่โรยปลาแห้งลงบน Takoyaki ร้อน ๆ นั้นจะได้เห็นภาพเจ้าปลาแห้งที่น่ากิน ชวนน้ำลายสอทีเดียว

ร้านชื่อดังในโอซาก้า

  • ร้านอูไมยะ

ร้านตั้งอยู่ที่เทนโงะนากาซากิโดริ ถนนช้อปปิ้งที่เชื่อมต่อกับเทนจินบาชิซูจิ ถนนช็อปปิ้งเป็นสถานที่ชื่อดังในเมืองโอซาก้า รสชาติเข้มข้นกรอบนอกนุ่มในของทางร้านเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงมากว่า 60 ปี เป็น ราคา 8 ชิ้น 500 เยน ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ว่าทานร้านหรือกลับบ้านก็ได้

  • ทามายะ

เป็นร้านที่มีท็อปปิ้งให้เลือกหลายชนิด จุดเด่นทางร้านคือแป้งจะเข้มข้นเพราะใช้ซุปจากลอบสเตอร์ ไก่ หมู ผักและผลไม้มาเป็นส่วนผสม เมนู Takoyaki ราคาเริ่มแรก 300 ถึง 1000 เยน สำหรับผู้ที่ชอบลองอะไรใหม่แนะนำให้ลองเมนูทาโกะยากิที่มีท็อปปิ้งที่ต่างกันถึง 8 รส

  • ไอสึยะ นัมบะ

ร้านที่มีการกล่าวขานว่าเป็นผู้คิดค้น Takoyaki ขึ้น สาขานัมบะตั้งอยู่ในย่านการค้าใต้ดินใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินนัมบะ ภายในร้านมีที่นั่งให้นั่งแวะทาน Takoyaki เพื่อพักหลังจากการช็อปปิ้ง ทางร้านที่แนะนำมีอยู่ 3 แบบ หนึ่งในนั้นคือ “ราดิโอยากิ” กล่าวได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของ Takoyaki ราคาเริ่มต้น 12 ชิ้น 600 เยน

  • โดทงโบริ อากะโอนิ

เป็นร้านที่ใช้หมึกสดในการทำมาตั้งแต่เริ่มกิจการ แตกต่างกับร้านปกติที่ใช้หมึกต้มในการทำ วัตถุดิบทางร้านได้รับการคัดสรรอย่างดี เป็นที่มาของรสชาติอันนุ่มลึก มีราคาไม่เกิน 500 เยนต่อ 6 ชิ้น เสิร์ฟท็อปปิ้งมากมาย เช่น ซอสปกติ ซอสโซยุ และชีส ร้านอยู่ห่างจากสถานีนัมบะและสถานีชิมบาชิ

  • โอทาโกะ

เป็นร้านที่อยู่รอดมาจากแข่งขันอันดุเดือดในบริเวณใกล้เคียงที่มีมากว่า 40 ปี จุดเด่นของร้านคือปลาหมึกสดใหม่ชิ้นโต T a k o y a k i ปกติมีราคาประมาณ 500 เยนต่อ 6 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีที่นั่งที่สามารถสั่งคุชิคัตสึ และเครื่องดื่มต่าง ๆ มานั่งทานได้ ที่ตั้งของร้านนี้อยู่ใกล้กับสถานีเอบิสุบาชิ

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์
ทุ่งดอกลาเวนเดอร์

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ จะสวยงามในช่วงฤดูที่สวยที่สุดของฮอกไกโด และเมื่อได้เข้าสู่หน้าร้อนในเมือง B i e i และ F u r a n o ก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันนานาชนิด โดยเฉพาะที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ในเมือง ฟุราโนะ จะเบ่งบานสวยที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน

ความเป็นมา ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ฟุราโนะ หรือ F u r a n o อยู่ติดต่อกับเมือง A s a h i k a w a (อะซะฮิกะวะ) ในประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ดูสวยสดงดงามสุดลูกหูลูกตาที่บานสะพรั่งพร้อมกัน เมื่อราวเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน ซึ่งในช่วงนี้ของทุกปีจะมีการบริการรถไฟขบวนพิเศษในช่วงฤดูร้อน “N o r o k k o – g o” (โนโรโกะโก) เพื่อที่จะพานักท่องเที่ยวได้ชมดอกไม้ที่บานสะพรั่งที่ฟาร์มโทมิตะ “T o m i t a F a r m” ที่เลื่องลือ สถานที่แห่งนี้สามารถชมสวนดอกไม้ได้หลาหลายสายพันธ์และหลากสี ซึ่งทุ่งลาเวนเดอร์ ยังสามารถเยือนพิพิธภัณฑ์ในเมืองได้ มีทั้งการช้อปปิ้งของฝากน่ารัก ๆ จากร้านค้ามากมายและยังสามารถแวะชมโรงงานผลิตชีสดำที่ทำมาจากหมึกของปลาหมึกได้อีกด้วย (B l a c k C h e e s e)

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

หากแม้สถานที่นี้ไม่ใช่ชุมชนเมืองแต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มดอกไม้ และโรงงานสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในท้องถิ่น อย่างเช่น การทำไวน์ ชีส ไอศครีมลาเวนเดอร์ และสารพัดของใช้จากดอกลาเวนเตอร์ อีกด้วย

ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเมืองฟุราโนะพื้นที่เป็นทุ่งกว้าง ดังนั้นพื้นที่ทั่วไปจะเป็นสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดูกว่าสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว ในช่วงหน้าหนาวนั้นจะมีการเล่นกีฬาจำพวกสกี สโนว์บอร์ด และจะเป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่แห่งนี้ และถ้าหากใครได้มาเยือนที่นี่ในช่วงหน้าหนาวแล้วละก็รับรองได้ว่าจะประทับใจและสนุกกับกีฬาเหล่านี้แน่นอน

ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะเต็มไปด้วยการเดินทาง การเดินชมดอกไม้ตามถนนเส้นส่ยดอก (ถนนสายที่ 237) นักท่องเที่ยวจะมาปั่นจักรยานเช่า ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากใครใครสามารถขับรถได้ก็สามารถขับรถเข้าไปชมได้ตามสบาย แต่จะสวยเป็นพิเศษหน่อยจะเป็นสถานที่ คือ K i m i – F u r a n o N a k a – F u r a n o เพราะที่แห่งนี้จะมีแปลงดอกไม้ที่เยอะมากเป็นพิเศษ และอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้ก็คือเมือง B i e i ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ไม่ห่างกันมาก ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

ของหวานในฟุราโนะ

  • โปปุระฟาร์ม

ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำก็คือร้าน โปปุระฟาร์ม อยู่ตรงบริเวณสถานี J R N i s h i n a k a ทสถานที่แห่งนี้มีของหวานจากเมล่อนชื่อดังไม่ว่าจะเป็น “ซานต้าโนะฮิเกะ” ที่แปลว่า เคราซานต้าคลอส โดยการที่นำเมล่อนครึ่งลูกมาโปะด้วยซอร์ฟครีมอย่างเต็ม

  • ฟาร์มโทมิตะ

ร้านที่สองก็คือ ร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ในฟาร์มโทมิตะ ที่ประเดิมด้วยชีสเค้กรสลาเวนเดอร์ (Lavender-Flavored Furano Snowmelt Cheese Cake)นั่นเอง ด้วยสีสวยดูน่ากิน นุ่มลิ้นแถมยังละลายในปากชิ้นนี้ แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว

นอกจากชีสเค้ก ก็ยังมีซอร์ฟครีมนมผสมลาเวนเดอร์, เครื่องดื่มขวัญใจของชาวญี่ปุ่นอย่าง “ลามูเนะ” ที่คล้ายกับมะนาวโซดาในบ้านเรานั่นเอง แต่จะผสมกลิ่นลาเวนเดอร์เข้าไป, พุดดิ้งวนิลารสน้ำผึ้งและลาเวนเดอร์, และของหวานอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอมๆของลาเวนเดอร์มากมายเลยทีเดียว

  • โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์

และยังมีอีกร้านที่สามารถลิ้มลองรสชาติเมล่อนหวานๆ นั่นคือร้าน “โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์” ร้านแห่งนี้ได้ใช้เมล่อนและนมสด ๆ ของเมืองเมืองฟุราโนะมาทำเป็นเมล่อนสมู้ตตี้ หรือจะเป็นเมล่อนที่หั่นทานสดๆก็มีและที่อยากจะแนะนำก็คือ เมล่อนปัง โดยการใช้ครีมเมล่อนเข้มข้น ซึ่งของหวานทั้งหมดนี้เขาจะใช้เมล่อน 1 0 0 % เมื่อได้ชิมแล้วหอมหวานละลายในปากเลยทีเดียว

การเดินทางไป ฟุราโนะ

  • รถไฟ จากสถานี S a p p o r o นั่ง J R -F u r a n o L a v e n d e r E x p r e s s ลงที่ สถานี F u r a n o ระยะเวลา 2 ชั่วโมง (มีเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น)
  • รถบัส จาก A s a h i k a w a A i r p o r t ไปที่ B i e i (15 นาที, 360 y e n)  และถ้าลง F u r a n o (60 นาที, 750 y e n)

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก gavgavka

ฮอกไกโด

ฮอกไกโด
ฮอกไกโด

ฮอกไกโด เดิมคือ เอโซะ เป็นชื่อจังหวัดและเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ฮอกไกโดเป็นเขตการปกครองที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ โดยมีฮอกไกเป็นศูนย์กลางของเกาะ และยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตก็คือ เมืองซัปโปโร

เป็นเขตที่มีผู้คนอาศัยอยูน้อย มีประชากรทั้งเกาะประมาณ 5 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายมาจากเกาะฮนซูราว ๆ 1 0 0 กว่าปีก่อน ที่เป็นแหล่งของซามูไรจากการแพ้สงครามจึงต้องหนีมาอยู่อาศัยที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกาะนี้มีชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มานานมากคือชาวไอนุ และในปัจจุบันชาวไอนุได้หลงเหลืออยู่น้อยมากที่ดำรงชีวิตเหมือนชาวญี่ปุ่นทั่วไป เกาะแห่งนี้มีอากาศที่หนาวเย็นมีหิมะอยู่ทั่วไปประมาณ 4 – 6 เดือน ช่วงฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิถึง -20 ถึง5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิ 15 – 30 องศาเซลเซียส ภูมิประเทศจะมีภูเขาเป้นส่วนใหญ่ ส่วนในบริเวณที่ราบลุ่มภูมิจะเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณเมืองซัปโปโร ซึ่งในสถานที่แห่งนี้จะมีอากาศอุ่นกว่าบริเวณอื่น ๆ ของเกาะ แต่อากาศก็ยังหนาวกว่าเมืองอื่น ๆ ในเกาะฮนชู

ประวัติศาสตร์ ฮอกไกโด

เป็นถิ่นฐานที่ตั้งที่อยู่ของชนพื้นเมืองหรือ ไอนุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชื่อสถานที่หลายแห่งบนเกาะแห่งนี้ เช่น เมืองซัปโปโรจะเป็นภาษาไอนุ แต่เดิมเคยมีชื่อว่าเอโซะจนได้สิ้นสุดยุคเมจิ ในช่วงสงครามโบชินในปี พ.ศ. 2 4 1 1 มีกองกำลังสนับสนุนของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะที่นำโดยเอโนโมโตะ ทาเกอากิ ประกาศว่าเป็นรัฐอิสระนามของสาธารณรัฐเอโซะ สุดท้ายจึงได้ล่มสลายลงเมื่อปี พ.ศ. 2 4 1 2 ซึ่งในภายหลังต้องแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสี่ส่วน

ภูมิอากาศของเกาะ

เกาะแห่งนี้ได้มีชื่อว่าเป็นดินแดนที่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่เย็นสบาย เกาะแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจากต่างถิ่นฐานในประเทศ แต่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะค่อนข้างหยาวเหน็บมีหิมะมากอยู่ราว ๆ ครึ่งปีกว่าในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน แม่อากาศอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2 2 °C แต่ในต้นเดือนมกราคมจะมีช่วงอุณหภูมิที่ต่ำอยู่มากประมาณ -12 °C ถึง -4 °C ซึ่งในฤดูหนาว ทะเลโอค็อตสค์ในทางตะวันตกของเกาะจะกลายเป็นน้ำแข็งและได้ทำให้การเดินทางทางทะเลแถบน้ำเป็นไปได้ยาก ซึ่งต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ในส่วนการประมงก็ต้องรอจนกว่าจะสิ้นช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นดินแดนหิมะในเมืองซัปโปโระจึงได้มีการจัดเทสกาลหิมะเป็นประจำทุกปีราวต้นเดือนกุมภาพันธ์

ที่เที่ยวยอดฮิต

  • ป้อมโงเรียวกาคุ (F o r t G o r y o k a k u) เมือง H a k o d a t e

ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ ที่เรียกกันว่าป้อมดาว 5 แฉก เพราะบริเวณป้อมหากได้มองจากมุมสูงจะมีลักษระคล้ายดาว ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีสุดท้ายยุคเอโดะเพื่อป้องกันการคุกคามในมหาอำนวจตะวันตก ใจกลางของป้อมเป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการบริหารเมืองในยุคโชกุน ในต่อมาเมื่อไม่ได้ใช้งานจึงได้มีการบูรณะและรับปรุงให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชมซากุระที่บานในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ป้อมโงเรียวกาคุ มีหอคอยที่สูง 9 0 เมตร สำหรับชมวิว โดยหอคอยจะถูกจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2 0 0 6 ส่วนในด้านล่างหอคอยจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและนิทรรศการ

  • จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (M o u n t H a k o d a t e) เมือง H a k o d a t e

จุดชมวิวแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อได้ขึ้นมายังภูเขาฮาโกดาเตะจะมีความสูงถึง 3 3 4 เมตร สามารถเห็นวิวได้โดยกว้างของชุมชนที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาและทะเลอย่าง หากมาชมช่วงกลางวัน แล้วมาชมกลางคืนซ้ำอีกครั้งก็สวยทั้งสองแบบ เพราะทั้งสองช่วงนี้จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

  • ริมคลองโอตารุ (O t a r u C a n a l A r e a) เมือง O t a r u

แต่เดิมในเมืองโอตารุจะเป็นท่าเรือเล็ก ๆ มีความคึกคักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งเมื่อมีการขนส่งเริ่มมีการพัฒนาและมีความที่ทันสมัยมากขึ้น แต่เมืองแห่งนี้ไดถูกลดความสำคัญลงเหลือแต่เพียงหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อเฮอร์ริ่ง ด้วยความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ทางการจึงได้เข้าไปปรับโฉมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงได้เปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าทะเลให้กลายเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์เพื่อที่ได้บอกเล่าความเป็นมาของที่แห่งนี้ ได้รวมถึงการติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปถึงคลองโอตารุ จึงมีความโรแมนติกมากขึ้น

  • ทุ่งดอกไม้ ฟูราโน่ (F u r a n o F l o w e r F i e l d) เมือง F u r a n o

ดอกลาเวนเดอร์นิยมปลูกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ จะมีอยู่ทั่วเมืองฟูราโน่ ซึ่งเป็นที่เที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาชมความงามของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานเต็มที่คือกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะคงบานอยู่ในกลางเดินสิงหาคม และยังมีดอกไม้อีกมากมายในฤดูอื่น

จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุด คือ ฟาร์มโทมิตะที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยเพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ ที่เปิดให้เข้าชมฟรีอย่างอิสระ และใกล้ทุ่งดอกไม้ก็ยังมีร้านกาแฟ และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากดอกลาเวนเดอร์ด้วย

  • ลานสกีฟูราโน่ (F u r a n o S k i A r e a), เมือง F u r a n o

นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาเล่นสกีในที่แห่งนี้ ufabet และนอกเหนือไปจากการการท่องเที่ยวและการทานอาหาร ลานสกีฟูราโน่ เคยเป็นลานสกีที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกมาก่อน มีทั้งบริเวณที่ทางลาดชันไม่มากสำหรับผู้เล่นใหม่และทางลาดชันที่สูงสำหรับคนเก่งหรือมือโปรอีกด้วย ละมีทั้งการทำกิจกรรมกับหิมะคือ การนั่งรถที่มีสุนัขลากเลื่อนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เกาะแห่งนี้มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากส่วนที่อื่น ๆ จึงนิยมมาตากอากาศหรือย้ายมาอาศัยและทำงานเป็นจำนวนมาก

วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ
วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ (T o d a i j i)เป็นวัดพุทธของเมือนาราประเทศญี่ปุ่น ศาลาหลวงพ่อโต หรือ ไดบุตสึ ได้รับการบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึขนาดใหญ่ที่เป็นพระปฏิมาแทนองค์พระไวโรจนพุทธเจ้า ทั้งนี้สถานที่ก็เป็นศูนย์กลางของโรงเรียนศาสนาอีกด้วย วัดแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและสถานที่สำคัญอื่น ๆ ในเมืองนารา

ประวัติ วัดโทไดจิ

เมื่อในสมัยเทมเปียว ได้มีผู้ประสบภัยจากภัยจากโรคระบาดและธรรมชาติเป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี พ.ศ. 1 2 8 6 ได้มีจักรพรรดิโชมุ ประกาศว่า ‘ประชาชนควรที่จะร่วมสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องจากภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งนี้ได้มีความเชื่อว่าพระพุทธรูปจะช่วยคุ้มครองประชาชนตามแบบบันทึกที่เก็บรักษาไว้ในวัด Todaiji กล่าวว่ามีคนได้เข้ามาช่วยสร้างพระพุทธรูปและหอที่ประดิษฐานจำนวนคนที่มากกว่า 2,600,000 คน ซึ่งในการสร้างพระพุทธรูปได้เริ่มต้นจากเมืองชิงารากิแต่หลังที่เกิดเพลิงไหม้และแผ่นดินไหวนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมากจึงได้ย้ายสถานที่สร้างมายังเมืองนาระ เมื่อปี พ.ศ. 1 2 8 8 และได้สร้างวัดเสร็จสมบูรณืเมื่อปี พ.ศ. 1 2 9 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 1 2 9 5 จึงมีการจัดพิธีเพื่อการฉลองพระพุทธรูปองค์ใหม่ จึงได้มีพระภิกษุจากอินเดียที่ชื่อว่า พระโพธิเสนะเป็นพระผู้ประกอบพิธีขึ้น ซึ่งในตามประวัติการบันทึกนั้นมีผู้มาร่วมพิธีราว 10,000 คน และต่อมานั้นได้มีจักรพรรดิโชมุประกาศให้วัดแห่งนี้เป็นวัดประจำจังหวัดยามาโตะ

การสร้างขึ้นใหม่สมัยนารา

หลวงพ่อโต (ไดบุตสึ) ได้มีการสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งจากเหตุผลต่าง ๆ รวมทั้งการเกิดความเสียหายที่มีสาเหตุการเกิดมาจากแผ่นดินไหวถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งโดยเหตุผลต่าง ๆ กัน โดยได้มีการบูรณะสร้างขึ้นใหม่เป็นจำนวน 2 ครั้งที่เกิดจากเพลิงไหม้  ซึ่งพระหัตถ์ทั้งสองข้างนั้นถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยโมโมยามะในพ.ศ. 2 1 1 1 – 2 1 5 8 พระเศียรถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยเอโดะเมื่อ พ.ศ. 2 1 5 8 – 2 4 1 0 และหอที่ประดิษฐานในปัจจุบันได้มีการบูรณะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2 2 5 2 และมีขนาดเล็กกว่าอาคารเก่าราว 30% วัดเดิมภายในบริเวณวัดจะมีเจดีย์สูงราว 1 0 0 เมตร จึงจัดได้ว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในยุคหลังจากการสร้างพีระมิด และได้พังทลายลงเหตุเกิดจากแผ่นดินไหวนั่นเอง

วัดแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 7 5 2 ช่วงยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัดทั้งหมดในประเทศ ที่โด่งดังและเต็มไปด้วยอิทธิพลในยุคนั้น เพื่อที่จะลดบทบาทและอิทธิพลของวัดจึงได้มีการย้ายจากนาราไปยังนากาโอกะเมื่อปี ค.ศ. 7 8 4 นั่นเอง ทั้งยังมีอีกส่วนที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมอีกอย่างก็คือ ufa877 เสาร์ไม้ยักษ์ ซึ่งมีฐานขนาดรอบเสามีขนาดเท่ากับรูจมูกของหลวงพ่อโต ด้านล่างของเสาจะเป็นช่องขนาดไม่ใหญ่มากจึงได้มีความเชื่อที่ว่า ‘หากใครที่สามารถรอดผ่านช่องนี้ไปได้สามารถตรัสรู้ได้ในชาติหน้า’ ส่วนด้านตรงประตูทางเข้านั้นจะมีบานไม้ขนาดใหญ่ ที่มองเข้าไปจะเห็นรูปปั้นเฝ้าอยู่ทั้งสองประตูจึงเป็นจุดที่ชื่นชอบสำหรับสาว ๆ เลยทีเดียวเพราะจะเจอเจ้ากวางน้อยใหญ่ที่เดินไปมา และสามารถให้อาหารกวางเหล่านั้นด้วยขนมแซมเบ้ที่ได้ทำมาสำหรับกวางโดยเฉพาะ ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยากในหลาย ๆ ร้านในระแวกนั้นจะมีขนมสำหรับเจ้ากวางน้อยอยู่มากมาย ราคาห่อละ 1 5 0 เยน

ข้อมูลทั่วไปของพระพุทธรูป

พระไวโรจนพุทธะ

  • ความสูงทั้งองค์ : 14.98 เมตร
  • ความสูงของพระพักตร์ : 5.33 เมตร
  • ความยาวของพระเนตร : 1.02 เมตร
  • ความกว้างของพระนาสิก : 0.5 เมตร
  • ความยาวของพระกรรณ : 2.54 เมตร
  • น้ำหนักรวม : 500 ตัน

การเข้าชม

ค่าเข้าชม : 500 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 16:30 น. เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

         08:00 – 17:00 น. เดือนมีนาคม

         07:30 – 17:30 น. เดือนเมษายน – กันยายน

         07:30 – 17:00 น. เดือนตุลาคม

         07:30 – 17:30 น. เดือนเมษายน – กันยายน

         07:30 – 17:00 น. เดือนตุลาคม

วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง

  • เดิน 3 0 นาที จาก K i n t e t s u N a r a S t a t i o n
  • เดิน 4 5 นาที จาก J R N a r a S t a t i o n
  • เดิน 5-1 0 นาที จาก T o d a i j i D a i b u t s u d e n B u s Stop

สถานที่วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่วัดดังของนาราเท่านั้น บอกได้เลยว่าวัดนี้เป็นชื่อเสียงมีความโด่งดังระดับประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว นับเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก จุดที่มาแล้วพลาดไม่ได้นั้นก็คืออาคารหลักของวัดแห่งนี้ ซึ่งอาคารไม้หลังนี้ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว ยังมีสิ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือการเป็นที่เคารพสำหรับชาวญี่ปุ่นคือ หลวงพ่อโตหรือไดบุตสึ ที่ได้มีการประดิษฐานด้านในอาคารหลักเรียกได้ว่ามีขนาดที่ใหญ่มากที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทญี่ปุ่น H i m e j i ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ สถานที่นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่รอดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2 5 3 8 สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2 5 3 6 จึงถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจาก 1 ใน 3  โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากในญี่ปุ่น คนเมืองชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทโดยรอบภายนอกที่มีสีขาวสว่าง ต่อมาในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและได้เป็นมรดกโลก

สถาปัตยกรรม ปราสาทฮิเมจิ

สถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ครบตามรูปแบบของปราสาทญี่ปุ่น คือมีฐานหินสูง กำแพงสีขาว และในอาคารต่าง ๆ บริเวณปราสาทซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และในส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันคือ ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทที่หลัก ๆ คือทางเดินเข้าสู่อาคารที่มีความสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่มีทั้งประตูหลากหลายด้านและกำแพงต่าง ๆ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างดีเพื่อการป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ทางเดินมีจะมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ในอาคารหลัก ในระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ในระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงเส้นทางนั้นก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้สะดวก ถึงแม้ปราสาทฮิเมจิยังไม่เคยถูกโจมตี และระบบการป้องกันต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยถูกใช้งานด้วยเช่นกัน

ประวัติ

ในปี ค.ศ. 1 3 4 6 ได้มีคนชื่อ อากามัตสึ ซาดาโนริ วางแผนจะสร้างปราสาทขึ้นจากเชิงเขาฮิเมจิซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้เริ่มสร้างวัดโชเมียว และหลังจากอากามัตสึได้เสียชีวิตลง ในสงครามคากิตสึ ตระกูลยามานะก็ได้เข้าไปครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึจึงได้ยึดปราสาทกลับมาอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1 5 8 0 ต่อมา โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้ได้เข้ามาปกครองปราสาท จึงมีการสร้างหออาคารหลัก ๆ สูง 3 ชั้น ดำเนินการจัดตั้งโดย คูโรดะ โยชิตากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮารา เมื่อปี ค.ศ. 1 6 0 1 โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกปราสาทฮิเมจิให้แก่อิเกดะ เทรูมาซุ อิเกดะที่ให้ได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทขึ้นเพิ่มเติมเป็นเวลาทั้งหมด 8 ปี จนปราสาทได้เป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน ส่วนที่ต่อเติมในส่วนสุดท้ายก็คือ วงเวียนด้านตะวันตก ได้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1 6 1 8

ต่อมาเมื่อสิ้นสุดในยุคเอโดะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายชิ้นหนึ่งของไดเมียวโทซามะ ในตอนนั้นปราสาทถูกปกครองจากทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ในปี ค.ศ. 1 8 6 8 รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเกดะ เทรูมาซะ และได้เข้าบุกปราสาท ขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมจิได้ถูกทิ้งระเบิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1 9 4 5 เมื่อสุดสงครามโลกครั้งที่สองหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ได้ถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทก็ยังคงตั้งอยู่ได้และแทบไม่สียหายอีกด้วย

ตำนาน

จากบ่อน้ำที่ได้สิงสถิตของวิญญาณโอกิกุ

ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่คนหมู่มากเป็นที่รู้จักกันดี มีตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ขึ้นชื่อ ผีนับจาน หรือซารายาชิกิ เป็นเรื่องราวของโอกิกุ ผู้เป็นสาวใช้ของซามูไรคนหนึ่งที่ได้ทำจานอันล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก และได้ถูกลงโทษโยนร่างลงในบ่อน้ำ ในช่วงค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำมีเสียงนับจานแต่ละใบช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีในปัจจุบัน หากแม้ตำนานยังมีการเล่าขานมายาวนานแต่อาจจะมีในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

มรดกโลก

ปราสาทที่เก่าแก่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยสามัญครั้งที่ 1 7 ในปี พ.ศ. 2 5 3 6 เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ

  • เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์

 การเข้าชม

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 1 8 ปีขึ้นไป ราคา 1 0 0 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 0 0 เยน

                 กลุ่ม 3 0 คนขึ้นไป 8 0 0 เยน

ปราสาท H i m e j i · K e i k o e n

   ผู้ใหญ่อายุ1 8 ปี ขึ้นไป ราคา 1 0 4 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 6 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 0 9 : 0 0 – 1 7 : 0 0 น. (ปลายเดือนเมษายน – สิงหาคม : 0 9 : 0 0 – 1 8 : 0 0 น. )

วันปิดทำการ : ปิดวันที่ 2 9 – 3 0 ธันวาคม

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมการสร้างแบบดั้งเดิมที่เป็นมาหลายร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีความประทับใจอย่างมาก ทั้งสวนที่มีต้นซากุระมากมาย และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดนิยมอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

โอซาก้า

โอซาก้า
โอซาก้า

โอซาก้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตรองมาจากโตเกียวเพราะที่นี่มีสถานที่ทท่องเที่ยวมากมายทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่นอย่างโอโคโนะมิยากิและทาโกะยากิ ซึ่งเราจะมาแนะนำจุดเดินเล่นท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้งต่าง ๆ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของคันไซ สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ความเป็นมาของ โอซาก้า

สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบันราว ๆ 500 ปีก่อน โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ได้สร้างปราสาทในโอซาก้า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและการค้าขายอย่างเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว ในด้านของวัฒนธรรรมอาหารที่เป็นแหล่งรวมอาหารของแต่ละท้องถิ่นทั่วญี่ปุ่น

ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมายเพราะมีทั้งเสน่ห์ทั้งด้านอาหารท้องถิ่นประจำโอซาก้าอย่างเช่น ทาโกะยากิ, โอโคโนะมิยากิ และเทปันยากิ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างปราสาทโอซาก้าและโดทงโบริ

จุดเที่ยวที่ต้องไปสัมผัส

เมืองที่เจริญรุ่งเรืองนี้เป็นเมืองแห่งการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและวัฒนธรรมด้านอาหารมีการพัฒนาอย่างมาก Ufa877 จนเป็นที่เรียกกันว่า “ครัวของประเทศ” เป็นผลให้ถนนมีชีวิตชีวาอย่างมากทั้งผู้คนที่เป็นมิตรและอาหารแสนอร่อยซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการแนะนำจากชาวเมืองทั้งนั้น

  • ถนนช็อปปิ้ง T e n j i n b a s h i s u j i

แหล่งช็อปปิ้งตั้งอยู่ในเขตคิตะ ถนนช็อปปิ้งจะมี 4 สายแต่ละฟากถนน ความยาวรวมประมาณ 2.6 กม. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น และเหมาะสำหรับการเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของชำ ขนมหวาน และเสื้อผ้า หากเบื่อจากการช็อปปิ้งสามารถแวะพักในร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่

  • สถานี J R O s a k a

สถานีประตูสู่ O s a k a เป็นแหล่งชอปปิ้งที่ครอบคลุมทั่วสถานีและมีตึกสูงที่อยู่รายรอบจึงทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอนาคต บริเวณรอบสถานีเหมาะกับการมาเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมทั้งมีศูนย์การค้าที่สำคัญ G r a n d F r o n t O s a k a และ Y o d o b a s h i C a m e r a อีกด้วย

  • ห้าง H E P F I V E (ชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า)

จุดสังเกตของเขตอุเมดะในโอซาก้า H E P F I V E เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นแฟชั่น บนดาดฟ้าห้างมีชิงช้าสวรรค์สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมเมืองได้ ซึ่งในตอนเย็นก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนที่โรแมนติก H E P F I V E จึงกลายเป็นสถานที่ออกเดทยอดนิยม

  • ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อมีนิตยสารภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งได้เขียนแนะนำว่าตึกแห่งนี้เป็น “ประตูชัยแห่งอนาคต” จากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโอซาก้า ในสวนลอยฟ้ายังมีจุดชมวิวกลางแจ้งที่และนอกจากนี้ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building ยังมีร้านอาหารมากมายอีกด้วย

  • ห้าง Don Quijote สาขา Umeda

สถานที่ช้อปปิ้งเป็นห้างค้าปลีกลดราคาที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สาขานี้มีขนาดใหญ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น สินค้าในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามต่าง ๆ คุณสามารถหาสินค้าราคาถูก สินค้าหายาก และสินค้าในแบบเฉพาะของญี่ปุ่นได้จากที่นี่

  • ปราสาทโอซาก้า

สถานที่ที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างปราสาทโอซาก้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นเอกภาพ มีการประดับด้วยทองผ่องอำพรรณรอบปราสาทและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย และยังมีผู้มาเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึง 1 – 1.3 ล้านคนต่อปี

  • โรงละคร Osaka Shochikuza

หากได้มาเยือนโอซาก้าและอยากที่จะเข้าชมละครคาบุกิ เราแนะนำให้ไปโรงละครศิลปะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ Osaka Shochikuza  เพราะมีคนส่วนมากคิดว่าการชมละครคาบุกิมีราคาค่อนข้างแพง แต่ว่าสำหรับผู้ที่อยากชมละครคาบุกิเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำ “Hitomakumiseki” ซึ่งคุณสามารถชมการแสดงจากโปรแกรมได้ตั้งแต่ราคา 1,000-2,000 เยนเท่านั้น

  • ย่าน D o t o n b o r i

ย่านช็อปปิ้งนี้เป็นย่านที่ที่คึกคักอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้า สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านกินดื่มและผู้คนมากมายโดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสุดสัปดาห์ และโปรดระมัดระวังเพราะแถวนี้มีโพลสำรวจที่ไม่น่าไว้ใจมากมาย

  • พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n

ที่พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n แห่งนี้คุณสามารถทาน เรียนรู้และลองทำทาโกะยากิได้ เพราะทาโกะยากิเป็นเมนูจากแป้งหรือที่เรียกว่า “k o n a m o n o” จึงขึ้นชื่อและถือเป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในเมืองโอซาก้า ส่วนทาโกะยากิเป็นรูปทรงกลมจะมีชิ้นปลาหมึกยักษ์อยู่ข้างใน ทาโกะแปลว่าปลาหมึกยักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้

  • ถนนช็อปปิ้ง S e n n n i c h i m a e Doguyasuji

เป็นย่านช็อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยสิ่งของหรือเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร สถานที่นี้เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์สำหรับเชฟมืออาชีพ และในทุก ๆ ปีของวันที่ 9 ตุลาคมจะมีการจัดเทศกาล D o g u y a s u j i ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาอุปกรณ์การทำอาหารทุกประเภทได้ในราคาถูกอีกด้

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต
ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ย่านท่องเที่ยวยอดฮิตของหลาย ๆ คนในเมืองโตเกียว คงหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงดัง ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะอยู่โซนโตเกียวในฝั่งตะวันตก เนื้อหาบทความนี้จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบเดินเล่นช้อปปิ้งไปเที่ยวในย่านชั้นนำต่าง ๆ คือ ย่านชินจูกุ ย่านชิบูย่า และย่านฮาราจูกุ เป็นต้น

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ที่เหล่านักท้องเที่ยวไปเดิน

  • ฮาราจูกุ

อันดับแรกถือเป็นแหล่งประชันคอสเพลย์ที่โด่งดังทีเดียว เพราะจะมีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นร่วมกันแต่งตัวแนวหลุดโลกมาแข่งกัน และนอกจากนั้นยังมีแหล่งร้านค้ากระจุกกระจิกน่ารัก ๆ มากมาย และถนนทาเคชิตะยังเป็นแหล่งเสื้อผ้าแฟชั่นราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบขนมจำพวกเครป ในซอยนี้จะมีร้านเครปที่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อซึ่งถ้าได้มาแล้วจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

  • ถนนสายทาเคชิตะ

เป็นถนนแห่งแฟชั่น เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของย่านฮาราจูกุ มีทางเดินแคบ ๆ ยาวถึง 400 เมตร ทั้งสองฝั่งของถนนมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านค้า คาเฟ่ห์ ร้านอาหาร ซึ่งที่นี้เป็นจุดรวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการแต่งตัว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวคอสเพลย์

  • ย่านช้อปปิ้งโอโมเทะซันโด

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้เป็นย่านสุดหรูที่ชื่อว่า โอโมเทะซันโด ถนนสายนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เกิดใหม่ของเมืองโตเกียวที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร ในอาคารส่วนใหญ่จะถูกออกแบบ ดีไซน์ ที่ดูดึงดูดมีความล้ำสมัยไม่เหมือนแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

  • ชิบูย่าหรือชิบูยะ

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้คล้ายกับย่านฮาราจูกุ แต่ในย่านชิบูย่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ชั้นนำหลายแห่ง เป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำและยังมีแหล่งบันเทิงอื่น ๆ อีกด้วย คือมีทั้ง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก มีจุดนัดพบที่ขึ้นชื่อของโตเกียวคือบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟชิบูย่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์ฮาชิโกะและห้าแยกของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ และสัญลักษณ์กูลิโกะแมน ที่หากใครได้ไปถึงแล้วก็ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ย่านชิบูย่ายังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่มีผู้คนที่คึกคักตลอดเวลาซึ่งบริเวณนับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมมากในวัยรุ่นญี่ปุ่นเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเก๋ๆ และเนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงจึงทำให้มีร้านแฟชั่นหรือมีดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเอง สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นจนโด่งดังมาหลายต่อหลายแบรนด์อีกด้วย

  • ชินจูกุ

เมื่อได้มาโตเกียวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องมาเที่ยวย่านชินจูกุ เพราะย่านนี้เป็นหัวใจหลักในการมาเยือนกรุงโตเกียว โดยเฉพาะนักช้อปปิ้งที่มีเวลาน้อย และมาในที่เดียวแบบไม่เกี่ยงราคาสัก ซึ่งย่านชินจูกุจะเป็นคำตอบเพราะเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลาย มีแฟชั่นชั้นนำ ร้าน 100 เยนยอดประหยัด ร้านกาแฟสุดชิค ไปจนถึงร้านอาหาร 5 ดาว ทั้งนี้ชินจูกุเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าจะมีสถานีรถไฟชินจูกุเสมือนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละวันแล้วจะมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวถึง 2.5 ล้านคนในที่แห่งนี้

  • กินซ่า

เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย ที่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าคุณภาพ คือห้างวะโก และนอกจากนั้นยังมีร้านปลอดภาษีและจุดบริการรับคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

  • อาสะกุสะ นากามิเซะ

อาสะกุสะ นากามิเซะ เป็นย่านการค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ที่อยู่ใกล้กับวัดอาสะกุสะ เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก จำพวกชุดยูกาตะ พัด ร่มโบราณ รองเท้าแตะ ตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ รวมไปถึงร้านค้าที่หลากหลายจำพวกร้านขนมท้องถิ่น ขนมโบราณและอาหารพื้นเมืองมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดประจำชาติมาเดินเล่นกันในละแวกนี้ ร้านค้าในแถบนี้ยังคงกลิ่นอายของโตเกียวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ซึ่งในทุก ๆ ปีช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีเทศกาลของวัดอาสะกุสะ และจะมีการออกร้านค้าพิเศษและร้านค้าประจำแถบนี้ก็จะมีความคึกคักมากกว่าปกติ

  • อาเมโยโกะ

อาเมโยโกะ เป็นตลาดสินค้าที่มีลักษณะเหมือนแผงลอยสินค้าแล้ะมีร้านค้าอยู่ติดริมถนนมากกว่า 400 ร้าน มีการคละกันทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่มากมายในบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟอุเอโนะ ในสถานที่ร้านค้าแถบนี้สามารถที่จะต่อรองราคาสินค้าได้ เป็นตลาดสินค้าหลากหลายชนิดที่ราคาไม่แพงมากนัก

หากใครที่มีโอการไปช้อปปิ้งที่ประเทศญี่ปุ่นคงไม่ควรที่จะพลาดย่านช้อปปิ้งสุดฮิตในย่านต่างๆ อย่างเช่น ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ และย่านชิบูย่า เพราะทั้ง 3 ย่านนี้จะมีวัยรุ่นและนักช้อปปิ้งจำนวนมากไปเดินเลือกซื้อของ จึงเรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิตจริงที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่แวะไปช้อปปิ้งอาจเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ufabet

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือF u j i M o u n t a i n เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึง 3,776 เมตร ราว ๆ 12,388 ฟุต ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะ และยะมะนะชิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว พื้นที่โดยรอบ ๆ จะมีทะเลสาบฟูจิทั้งห้า อุทยานแห่งชาติฟุจิ ฮะโกะเนะ อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ หากในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งมีอากาศที่ดีจะสามารถมอง ได้จากในเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันภูเขา f u j i อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ และระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 ในยุคเอะโดะ

ภูเขาไฟ f u j i สามารถเรียกได้อีกชื่อในชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ ฟูจิซัง ในอดีตในหนังสือจะเรียกได้อีกชื่อว่า ฟูจิยะมะ

ประวัติ ภูเขาไฟฟูจิ

ได้มีผู้ปีน f u j i ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1206 คนที่ปีนเชื่อว่าเป็นนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงนั้นจนถึงในยุคเมจิ f u j i ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และห้ามผู้หญิงขึ้นไป แต่ในปัจจุบัน f u j i นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ แทงบอลออนไลน์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว จะเห็นได้ง่าย ๆ จากงานเขียนหรือภาพวาดทั่ว ๆไปโดยเฉพาะภาพวาดของ “โฮะกุไซ” เห็นได้ในวรรณกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เมื่อในอดีต f u j i จะเป็นที่ฝึกฝนของฐานทัพของซามูไร ต่อมาในปัจจุบันฐานทัพของกองทหารญี่ปุ่นได้ไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาไฟ f u j i

F u j i มีรูปแบบและมีกิจกรรมที่ยาวนานและการเป็นแรงบันดาลใจจึงกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนให้เชื่อถือนับถือในศาสนาชินโต โดยการรวมพุทธศาสนาและธรรมชาติเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น f u j i ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะส่งผลที่ดีเป็นอย่างมากในการผลิตภาพเขียนทำให้มีลักษณะในทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แทงบอลออนไลน์ ทั้งนี้ภูเขาไฟที่สวยงามนี้ได้มีความสูงราว ๆ 3,776 เมตร และตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างสมมาตรและมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาตลอดทั้งปี จึงทำให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวมาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มรดกของโลก

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ได้มีการประชุม ที่กรุงพนมเปญในประเทศกัมพูชา ซึ่งองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ f u j i เป็นมรดกของโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ภายใต้ชื่อ ฟูจิซัง เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจทางศิลปะ จึงทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก แทงบอลออนไลน์ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สถานที่การชมวิว f u j i

หากคุณสนใจเยี่ยมชม f u j i คุณสามารถชื่นชมความสวยงามในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้จากหลายสถานที่ในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ซึ่งเราจะนำจุดชมวิวที่น่าสนใจมาแนะนำก็คือ

  1. อุบุยากาซากิ

ในอุบุยากาซากิ สามารถเห็น f u j i ได้อย่างงดงามและยังสามารถมองผ่านดอกซากุระได้จากทางด้านเหนือของสะพาน คาวางุจิโกะ-โอฮะชิ ที่ทอดผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ

  • สวนสาธารณะโออิชิ

ในจุดชมวิวข้ามผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ ในสถานที่แห่งนี้ขอแนะนำในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เพราะผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งในช่วงนั้น ๆ

  • เส้นทางเดินเล่นริมทะเลสาบคาวางุจิโกะทางทิศเหนือ

หากคุณได้ชม f u j i แล้ว คุณก็สามารถเดินเล่นเพลิดเพลินชมวิวริมทะเลสาบคาวางุจิโกะไปพร้อมกับการชื่นชมทัศนียภาพของภูเขาฟูจิ

  • ไซโกะอิยาชิโนะซาโตเน็มบะ

ในสถานที่แห่งนี้จะมีบ้านเรือนมีอยู่อาศัยที่มุงหลังคาด้วยฟางอยู่ถึง 40 หลังเรียงกันอยู่ และสถานที่นี้ก็มีชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อน จนได้เกิดพายุเมื่อปีค.ศ.1966 ที่ได้สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงแก่บ้านเมืองในตอนนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันจึงมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมแล้ว

  • มิซุโทเกะหรือสันเขามิซุ

สันเขานี้จะสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ในระยะใกล้ ซึ่งสันเขานี้ก็มีเส้นทางสำหรับการเดินป่าในหลากหลายเส้นทางอีกด้วย

  • ทะเลสาบโชจิโกะตะเตะโง-ฮะมะ

สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลังของภูเขาโอมุโระ

  • ภูเขาริวงะตะเกะ

จุดชมวิวภูเขาริวงะตะเกะจะมองเห็น ภูเขาฟูจิที่ประดุจดังเพชร ในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ขณะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหนือยอดภูเขาฟูจิจะเห็นแสงเหมือนเพชรที่ส่องอยู่บนยอดเขา

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ อยู่ที่จังหวัดกิฟุ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีความพิเศษ และยังเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านมรดกโลกจากองค์การ U N E S C O เมื่อปี ค.ศ. 1995 จากทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ชื่นชมบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุที่เก่าแก่นับร้อยปี บ้านในแต่ละหลังจะกระจายตัวขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะอีกด้วย หากใครสนใจศึกษาเนื้อหาบทความที่น่าสนใจมาถูกทางแล้ว เพราะเราจะพาไปรู้จักกับสถานที่นี้รับรองว่าคุณจะประทับใจและอดยิ้มกับเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

ประวัติความเป็นมาของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

นักโบราณคดีได้ศึกษาและค้นพบร่องรอยของการใช้ชีวิตในพื้นที่ของหมู่บ้านโบราณ สถานที่นี้มีมานับตั้งแต่สมัย 2,300 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจากการขุดพบ และพบเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงบ่งบอกถึงการตั้งรากฐานของผู้คนในอดีตโดยชื่อ “ชิราคาวาโกะ” ซึ่งปรากฏอย่างเป็นทางการในครั้งแรกของการบันทึก ขุนนางกรุงเกียวโต ตั้งแต่อดีตในปี ค.ศ. 1176 และต่อจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างกว้างขวางมาเรื่อย ๆ

ในสภาพภูมิประเทศที่ล้อมด้วยหุบเขา และเข้าถึงได้ยากจากภายนอกทำให้บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้เสมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่แสวงบุญของเหล่าพระภิกษุ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มนิกายเทนได ในศาสนาพุทธมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทั้งนี้จึงสอดคล้องกับรูปทรงของบ้านเรือนแบบหลังคาทรงสูงที่มีชื่อจึงเรียกได้ว่า “G a s s h o – z u k u r i” ที่แปลว่า “การพนมมือ” โดยหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ในปัจจุบันนั้นมีการเริ่มสร้างขึ้นในราว ๆ ปี ค.ศ. 1700-1800 ที่อยู่ในยุคเอโดะ โดยสถานที่นี้เป็นหมู่บ้านที่ผลิตสินค้าที่หลัก ๆ ก็คือไหมและดินปืน

Shirakawa-go และ Gassho-zukuri

เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งชิราคาวาโกะซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri Gassho-zukuri ที่เป็นรูปแบบการสร้างบ้านในแบบของญี่ปุ่น โดยมีการเอาไม้มาจัดวางโครงสร้างคล้ายการพนมมือและมีหลังคาที่เป็นแพลาดยาวลงมา Gassho-zukuri จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามากซึ่งจะสามารถพบเห็นเฉพาะใน Shirakawa-go และ Gassho-zukuri เท่านั้น

เมื่อปีค.ศ. 1995 Gassho-zukuri ของชิราคาโกะและ Gokayama รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากUNESCO’s world cultural heritage site ในหมู่บ้านชิราคาโกะเป็นหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri มากที่สุดถึง 152 หลังจาก 3 หมู่บ้านที่ถูกเลือกและ Gassho-zukuri ยังคงมีผู้อยู่อาศัยจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ยังมี วัด โรงนา ศาลเจ้า ทางน้ำ จึงเป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ การได้ชมทิวทัศน์ของบ้านกับธรรมชาติที่สดชื่นทำให้ได้ความรู้สึกที่ดีและปรอดโปร่งเหมือนการมองอาณาเขตที่สวยงาม บางตึกมีการเปิดให้เขาชม เช่น พิพิธพัฒน์ Former Toyama Family Folklore และ M y o z e n j i และนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม Shirakawa-go และชมด้านใน Gassho-zukuri ได้เช่นกัน

การเดินทาง

สามารถเดินทางไป 2 วิธี คือ เดินทางโดยรถบัสสาธารณะ และขับรถเช่าไปด้วยตัวเอง หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถจึงสามารถใช้บริการรถบัสทางบริษัท Nohi Bus ให้บริการจาก 3 เมืองใกล้เคียงก็คือเมือง T a k a y a m a, K a n a z a w a และ T o y a m a

เส้นทางที่ยอดนิยม คือการเดินทางด้วยรถบัสหรือรถไฟจากเมืองโตเกียว เมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น เดินทางมายังเมืองทาคายาม่า ต่อจากนั้นขึ้นรถบัสไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะ โดยใช้ระยะเวลาในเดินทางราว ๆ 50 นาที ซึ่งมีค่าโดยสารเที่ยวละ 2,470 เยน

การเดินทาง

  • เดินทางโดยรสบัส ป้ายรถที่ใกล้ที่สุดคือ S h i r a k a w a – g o โดนรถ Nohi Bus หรือ Hokuriku Tetsudo Bus ที่ออกจากสถานี T a k a y a m a ของ JR Takayama line
  • เดินทางโดยรถยนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับ Shirakawa-go IC บนเส้นทางด่วน Tokai Hokuriku Expressway
  • สถานที่ที่จอดรถ ที่จอดรถสวนสาธารณะ S e s e r a g i เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ราคา 500 เยน

เวลาในการเปิด-ปิด

หมู่บ้านแห้งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง จึงมีการเปิดทำการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หากนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะจะต้องตรวจสอบระยะเวลาให้บริการของรถบัสทุกๆครั้ง

ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ที่งดงามแห่งนี้

จุดท่องเที่ยวสำคัญบริเวณหมู่บ้านโบราณ

จุดเยี่ยมชมสถานที่หลัก ๆ ในบริเวณนี้ก็คือ “จุดชมวิวชิโรยาม่า” S h i r o y a m a V i e w p o i n t ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่บนเนินเขาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้จากจุดชมวิวนี้ สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือใช้บริการรถบัสรับส่งหน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน

แทงบอลออนไลน์

สิ่งที่ต้องระวัง

เนื่องจากบ้าน G a s s h o – z u k u r i มีการมุงหลังคาด้วยจากจึงทำให้ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นในหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีข้อห้ามในการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่ในหมู่บ้าน เนื่องจากยังมีคนอาศัยอยู่จึงห้ามเข้าไปในพื้นที่บ้าน สวน หรือทุ่งนาหากไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งในหมู่บ้านจะไม่มีรั้วหรือสิ่งบ่งบอกอาณาเขต ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องมีความระมัดระวังในการเยี่ยมชมอย่างมาก

พื้นที่ของหมู่บ้านโบราณมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะควรตรวจสอบตารางการให้บริการ รวมถึงต้องเผื่อเวลาในการเที่ยวชมในหมู่บ้านให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดเที่ยวรถในการเดินทางกลับ ทั้งนี้ในหมู่บ้านโบราณก็ยังมีการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบตารางเทศกาลของหมู่บ้านได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป

โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์
โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์ (T o k y o T o w e r)เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงอันดับสองในญี่ปุ่นรองจาก T o k y o S k y t r e e ในปัจจุบัน T o k y o T o w e r เป็นที่ส่งสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงในโตเกียว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ ในส่วนของรูปทรง T o k y o T o w e r มีแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส โครงสร้างเป็นเหล็ก ทาสีส้มเพื่อให้เครื่องบินเห็นได้เด่นชัด ตามหลักของ Air safety

ความหมายของ โตเกียวทาวเวอร์

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหอคอยแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนในยุคโชวะ ในที่นี้คือโตเกียวทาวเวอร์หอคอยแห่งนี้เป็นหอคอยการสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ความสูงของโตเกียวทาวเวอร์คือ 333 เมตร และนอกจากเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติต่างมาแวะเวียนเยี่ยมชมความงามทั้งภายนอกและภายใน ด้วยความมีเอกลักษณ์จึงทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ประวัติความเป็นมา

Tokyo Tower ตั้งอยู่กลางโตเกียวที่เขตท่าเรือ “มินาโตะ” เป็นย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางโตเกียวที่อยู่ติดกับอ่าวโตเกียว ก่อสร้างโดยบริษัทติดตั้งหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ Nippon Television City Corporation ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๆ 3,000 ล้านเยน เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เวลาเพียงปีครึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงถึง 333 เมตร สูงกว่าหอไอเฟลถึง 13 เมตร นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถขึ้นไปชมวิวที่ O b s e r v a t o r y สามารถชมได้ 2 ระดับ ได้แก่ความสูง 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งก็สูงพอจะเห็นรอบ ๆ โตเกียวและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าปรอดโปร่งสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร

ในอดีตจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วทั้งบริเวณโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง โดย Tokyo Tower เคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในปัจจุบันโตเกียวเริ่มเจริญขึ้นมีตึกสูงและคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เกือบทุกพื้นที่ และความสูงเหล่านั้นจึงเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณจากโตเกียวทาวเวอร์จึงเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้คลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และหลังจากโตเกียวสกายทรีได้มีการเปิดตัวในปี 2012 สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ และอื่น ๆ มีการถูกย้ายจากโตเกียวทาวเวอร์ออกเกือบทั้งหมด ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์คงส่งสัญญาณรายการวิทยุบางสถานีและเป็นเสาสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับโตเกียวสกายทรีเท่านั้นเอง

ในตัวอาคาร Tokyo Tower นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo One Piece Tower สวนสนุกธีม วันพีช แห่งแรกในญี่ปุ่น สวนสนุกนี้เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในสวนสนุกประกอบด้วยเครื่องเล่น บรรยากาศจำลองในการ์ตูน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก Limited Edition เปิดให้บริการ 10:00 – 22:00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3,200 เยน และ เด็ก 1,600 เยน

วิวสวย ๆ จากโตเกียวทาวเวอร์

ช่วงเวลากลางคืนโตเกียวทาวเวอร์ถูกจัดแสงด้วยไลท์อัพสีแดงส้ม เมื่อเทียบกับแสงไฟโดยรอบของหอคอย ดูโรแมนติกจึงทำให้คู่รักชาวญี่ปุ่นรวมไปถึงชาวต่างชาติหลายคู่มองหาอาคารสูงใกล้เคียงไปเดทชมวิวโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน นอกจากนี้ไฟไลท์อัพจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปีนั้น ๆ โตเกียวทาว ซึ่งไฟจะเปิดทุกวันเสาร์เวลา 20.00 น. ถึง 22.00 น. เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ในทุกคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือน หอคอยก็จะจัดไฟพิเศษแถมยังมีการปิดไฟบนยอดเพื่อให้ทุกคนได้ชมแสงจันทร์แต่ละเดือนด้วย ไม่ใช่แค่การชมแสงไฟของตัวหอคอยด้านนอกแต่จะแนะนำให้ขึ้นไปลองชมด้านบนบริเวณกลางคืน เพราะภายในจุดชมวิวมีการตกแต่งไฟโดยเปลี่ยนไปตามเทศกาลต่าง ๆ หากใครมองหาสถานที่การเดท ขอแต่งงาน ฉลองการครบรอบต่าง ๆ ที่นี่ในยามค่ำคืนถือเป็นทางเลือกที่โรแมนติกที่ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด

  • ค่าเข้าผู้ใหญ่อยู่ที่ 900 เยน
  • เด็ก 500 เยน
  • เด็กเล็ก 400 เยน

จุดชมวิวเปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 23.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ หอคอยแห่งนี้เป็นจะเป็นความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคโชวะ ในความโรแมนติกยามค่ำคืนของ Tokyo Tower ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นและโตเกียวแล้วจะต้องมาเยี่ยมชมสักครั้งจริง ๆ

ขอขอบคุณเรื่องราวดีดีจาก gavgavka.com

พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล
พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)เป็นสถานที่ที่อยู่ในใจกลางของมหานครที่ทันสมัยโตเกียวก็มีโบราณสถานที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโตเกียวอีกด้วย หากได้พูดถึงพระราชวัง โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในสถานที่นี้กันเลยทีเดียวเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สถานที่ พระราชวังอิมพีเรียล

ยังเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล แต่เดิมที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่พำนักของ “โชกุนโตกุกาวะ” Tokugawa Shogunate มาก่อน และหลังจากระบบโชกุนได้ล่มสลาย ราชวงศ์อิมพีเรียลก็ได้ย้ายที่ประทับจากเมืองเกียวโตมายังโตเกียว และได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้จนแล้วเสร็จสิ้น เมื่อปี ค.ศ.1888

โดยปกติแล้วสถานที่นี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมในวันอื่น ๆ แต่จะมีช่วงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ คือในวันที่ 2 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ และในวันที่ 23 ธันวาคม ที่เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่พระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

จุดยอดนิยมของพระราชวัง

Nijubashi สะพานนิจูบาชิ สะพานเหล็กโค้งคู่เชื่อมระหว่างเขตพระราชวังกับสะพานหิน คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่า ‘เมกะเนบาชิ’ ที่แปลว่าสะพานแว่นตาที่เกิดมาจากภาพสะท้อนของสะพานกับบ่อน้ำจนดูเหมือนกับแว่นตานั่นเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ที่สามารถมองเห็นเป็นแว่นตาคือ วันที่ฟ้าปลอดโปร่ง และมีแดด

Imperial Palace East Garden สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังเอโดะ ในอดีตเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น gavgavka ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะ เมื่อปี ค.ศ.1657 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงและเหลือแต่รากฐานให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อ ๆ กันไป ในรอบๆของปราสาทเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีการดูแลเป็นอย่างดี และเปิดให้ผู้คนเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี เวลาเปิด/ปิดอยู่ในช่วง 9.00-16.30 น. ปิดวันจันทร์ วันศุกร์และวันหยุดตามประกาศสำนักพระราชวัง

นอกจากสองสถานที่ท่องเที่ยวในพระราชวังแห่งนี้ ในส่วนรอบๆของวังก็ยังมีสวนสาธารณะ ที่ร่มรื่น มีคูน้ำและกำแพงหินที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige ซามูไรและขุนนางคนสำคัญในยุคคามาคุระในศตวรรษที่ 14 ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ตั้งอยู่อีกเช่นกัน

ข้อมูลที่ควรรู้

ในวันที่ 2 มีนาคม 1657 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะหรือโตเกียว ได้ฆ่าชีวิตผู้คนนับแสนราย มีบ้านเรือนพังเสียหายเกือบทั้งเมือง โดยมีเหตุเกิดมาจากต้นเพลิงที่พระรูปหนึ่งได้ทำการเผาเสื้อกิโมโนของเด็กสาว 3 คนเพื่อเป็นของส่งวิญญาณ ขณะเริ่มเผาได้มีลมกรรโชกอย่างแรงจนทำให้โบสถ์ของวัดฮงเมียวจิติดไฟ และได้ลามไปทั่วเมืองจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงรองลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่กรุงลอนดอน และไฟไหม้ใหญ่กรุงโรม โดยไฟไหม้ในครั้งนี้ถูกเรียกว่า มหาอัคคีภัยเมเรกิ หรือ The Great Fire of Meireki

การเดินทาง

เดินตรงจากสถานีรถไฟโตเกียว ทางออก Marunouchi Central Exit ประมาณ 10 นาที

Tokyo Metro Hibiya Line ลงสถานี Hibiya [H7] ทางออก B6

Tokyo Metro Chiyoda Line ลงสถานี Nijubashimae ทางออก 2

Toei Subway Mita Line ลงสถานี Hibiya [I08] ทางออก B6

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าหากได้ไปแล้วไม่ได้เที่ยวในหนึ่งสถานที่นี้ถือว่าไปไม่ถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว และที่นี่เป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย เพราะมีอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่น่าสนใจซึ่งในญี่ปุ่นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือน วันนี้เราจึงมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถดูได้จากบทความด้านล่างเลย…

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้

  • พระราชวังอิมพีเรียล

แต่เดิมมีชื่อว่า ‘พระราชวังเอะโดะ’ เป็นหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญในประวัติศาสตร์ อยู่ที่เมืองโตเกียว และเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย จากเดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อว่า ‘เอะโดะ’ ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่นและถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร จากนั้นจึงได้ขยายเมืองใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองใหญ่มากขึ้น หลังจากที่เข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิมีการล้มล้างการปกครองแบบโชกุน จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาเอะโดะ และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

  • โตเกียว ทาวเวอร์

เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงาม ตั้งอยู่ในเขต ‘มินะโตะ’ ในกรุงโตเกียว เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี จะมีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้านกว่าคน อีกทั้งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกและยังเป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในกรุงปารีส ได้สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น จากนี้ “โตเกียว ทาวเวอร์” จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยจะไม่มีวันหยุด หากใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง

  •  หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

เป็นหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัด ‘กิฟุ’ ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงจากฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือเรียกว่าการสร้างบ้านแบบ ‘กัตโชทสึคุริ’ เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ลักษณะรูปแบบของบ้านมีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือพนม มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านจะมีความยาว 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ในบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ และยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริงอีกด้วย

  • ภูเขาฟูจิ

เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และชื่อว่าได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ สามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่า วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ ประมาณ 40 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็ม ๆ และสิ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามต้องไปที่ทะเลสาบทั้งห้า หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาตินั่นเอง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน

  • ช้อปปิ้งที่ย่าน ชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

หากได้มาเที่ยวที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ คือ การช๊อปปิ้ง ในญี่ปุ่นมีแหล่งช๊อปที่หลายหลายที่ที่ไม่ควรพลาด คือ ย่านชินจุกุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยอยู่ฝั่งตะวันตกของโตเกียว เป็นแหล่งช๊อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยม โดยกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น และใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันจะเป็นแหล่งช๊อปปิ้งยอดนิยมของคนวัยรุ่น คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ เพราะที่นี่มีแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ คู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม

  •  โอซาก้า

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่นละยังเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก อยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันมีถนนหลายเส้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้า และเป็นเมืองดั้งเดิมมีต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า จุดศูนย์กลางความทันสมัย และสวนสนุก Universal Studios Japan

  • ปราสาทฮิเมะจิ

ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาสมบัติของชาติไว้ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ในปี 2009-2014 ที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้และสามารถชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่รอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่นอีกด้วย

  • วัดโทไดจิ

เป็นวัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ของเมืองนารา เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญๆ ของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดจะมี หอไดบุทสึ หรือวิหารไม้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว

  • ฮอกไกโด

เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียด ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบาน สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนมากเพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ

  • ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโด รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบ ที่นี่จึงมีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราวถึง 30 องศาเลยทีเดียว และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงามที่ ฟาร์มโทมิตะ ได้มีการปลูกลาเวนเดอร์ที่สวยงามและกว้างใหญ่ รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปีเช่นกัน

เรียกได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เราได้นำข้อมูลมาให้ดูนี้ แทงบอลออนไลน์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนในการเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆคน เพื่อที่จะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลีกๆอีกเช่นกัน

วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ
วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ วันลงทะเลขอพรของโอกินาวา มีในทุกวันที่ 3 เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติซึ่งเป็นวันที่น้ำทะเลลดลงมากที่สุดในรอบปี เราจะเห็นผู้คนมากมายโดยเฉพาะผู้หญิงที่ลงไปยังชายหาดและกวักน้ำทะเลขึ้นมาทำพิธีชำระสิ่งอัปมงคลออกไป ในประเพณี“hamauri”ของจังหวัดโอกินาวาและในโอกาสในวันที่ 7 เมษายน ปี 2019 จะตรงกับวันhamauriหากสนใจเรามาทำความรู้จักประเพณีที่มีมาช้านานกันเลย

วันฮามะอุริ ประเพณี

หากพูดถึงความเป็นมาของhamauriจะต้องพูดถึงนิทานเรื่องลูกเขยงู เป็นนิทานพื้นบ้านที่พบได้แพร่หลายบนทุกเกาะของจังหวัดโอกินาวา เรื่องนี้มีอยู่ว่าในอดีตจะมีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่งดงามและขยันมากในหมู่บ้าน ในวันหนึ่งเธอได้ตั้งท้องขึ้นมาอย่างปริศนา พ่อแม่ที่รู้เรื่องก็โกรธเธอเอามากและได้คาดคั้นถามว่าพ่อของเด็กเป็นใคร จนหญิงสาวได้รับสารภาพว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้มีชายหนุ่มแต่งกายแบบชนชั้นสูงคนหนึ่งมาพบเธอและตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็แอบไปพบกันทุกคืน จากนั้นแม่นมของหญิงสาวรู้สึกสงสัยกับเรื่องดังกล่าวและได้พาเธอไปหาแม่หมอของหมู่บ้าน ซึ่งแม่หมอได้ทักว่าชายหนุ่มที่ว่านั่นไม่ใช่มนุษย์แต่หญิงสาวก็ไม่เชื่อ ดังนั้นแม่หมอจึงบอกว่าให้เตรียมเข็มที่สนด้ายไว้ และคืนนั้นเมื่อชายที่มาหาเธอจึงให้หญิงสาวแอบกลัดเข็มที่หลังคอเสื้อเขาแล้วรอจนรุ่งสางเมื่อเขากลับให้ตามเส้นด้ายไปแล้วความจริงจะปรากฏ ถึงจะไม่เชื่อแต่หญิงสาวตัดสินใจลองทำตามที่แม่หมอบอก ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ชายปริศนากลับไป หญิงสาวพร้อมแม่นมเดินตามรอยเส้นด้ายไปเรื่อย ๆ จนไปถึงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เส้นด้ายลากยาวเข้าไปในรอยแตกของก้อนหิน และเมื่อส่องดู สิ่งที่อยู่ในนั้นคืองูอาคามาตะที่ขดตัวอยู่กลางกองเลือดโดยมีเข็มเสียบอยู่ที่หลังคอของมันนั่นเอง

งูอาคามาตะ

งูที่ใกล้ตายได้สารภาพว่าตัวแองได้แปลงเป็นมนุษย์เพื่อเข้าหาหญิงสาวและขอโทษที่หลอกเธอเสมอมา พร้อมทั้งบอกว่าในวันที่ 3 เดือน 3 ให้เธอลงไปล้างตัวในทะเลเพื่อชำระมลทินออกไปก่อนจะสิ้นใจ หญิงสาวทำตามคำสั่งเสียของงูและลงไปชำระเนื้อตัวพร้อมทั้งลูกในท้องที่เกิดกับงูด้วยน้ำทะเลก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าการล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลในวันที่ 3 เดือน 3 จะช่วยล้างสิ่งอัปมงคลออกไปจากตัวได้

เป็นเทพงูที่เกาะมิยาโกะ

ถึงแม้ว่างูในนิทานบนเกาะโอกินาวาจะเป็นตัวร้ายที่หลอกลวงมนุษย์ แต่ที่เกาะมิยาโกะ งูดังกล่าวถูกเล่าในฐานะร่างอวตารของเทพเจ้าประจำฮาริมิสุอุตาคิ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนเกาะ เนื้อเรื่องดำเนินมาคล้ายกับฉบับของโอกินาวายกเว้นตอน ในเรื่องเล่าก็คือเมื่อหญิงสาวเดินตามเส้นด้ายมาจนถึงถ้ำ เธอก็พบงูขาวยักษ์ตัวหนึ่งนอนอยู่โดยมีเข็มปักที่หลังคอ งูตัวนั้นมีดวงตาที่ประกายเหมือนดวงดาวและมีเขี้ยวแหลมราวกับกระบี่จนดูน่าเกรงขาม งูขาวได้บอกว่าตนเป็นร่างอวตารของเทพโคอิทสึโนะ และเทพโคอิทามะ เทพที่ลงมาสร้างเกาะมิยาโกะเมื่อหลายร้อยปีก่อน และลูกสาวแฝดสามในท้องเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะต่อไป จึงขอให้หญิงสาวเลี้ยงลูกจนอายุ 3 ขวบ แล้วจะกลับมารับลูกไป หญิงสาวจึงรับปากและเมื่อลูกสาวอายุครบสามขวบ เธอก็ได้พาลูกไปยังถ้ำที่งูอาศัยอยู่ เมื่องูยักษ์ปรากฏตัวเพื่อมารับลูกไป เด็กกลับไม่แสดงความหวาดกลัวแต่ดูจะดีใจ ผิดกับหญิงสาวผู้เป็นแม่ที่คงหวาดกลัวงูอยู่ และแล้วงูขาวก็พาลูกสาวทั้งสามหายลับไป โดยเชื่อว่าเด็กหญิงกลายเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปะจำเกาะมิยาโกะ

แม้ว่าเรื่องราวจะมีเนื้อหาต่างกัน แต่เนื้อเรื่องนิทานลูกเขยงูถูกเล่าอย่างแพร่หลายและพบได้ในทุกภูมิภาคของจังหวัด นิทานเรื่องนี้จึงถูกผูกไว้กับประเพณีและสถานที่สำคัญของโอกินาวา มองได้ว่าหากประเพณีและสถานที่นี้ยังมีอยู่ นิทานเรื่องนี้ก็จะยังถูกเล่าขานต่อไป และหากว่านิทานเรื่องนี้ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องราวที่มาของhamauriและฮาริมิสุอุตาคิก็จะยังไม่จางหายนับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกปรากฏการณ์หนึ่งเลยทีเดียว

คนโอกินาวาทำอะไรบ้างในวันhamauri

หากเปรียบกับญี่ปุ่นแล้วในวันhamauriก็เป็นเหมือนวันเทศกาลฮินะ หรือวันเด็กผู้หญิงของโอกินาวา วันhamauriเป็นวันที่ผู้หญิงจะลงไปล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเพื่อล้างสิ่งอัปมงคลและอธิษฐานขอให้มีสุขภาพที่ดี ในเช้าวันhamauriนำโยโมงิโมจิ หรือฟูจิมุจิ มาไหว้บูชาแล้วนำไปเป็นอาหารกลางวันเมื่อลงไปยังชายหาดหลังจากลงทะเล ให้ใช้นิ้วนางจุ่มน้ำทะเลแล้วแตะเจิมน้ำทะเลที่หน้าผาก ทำซ้ำสามครั้ง ขั้นตอนนี้เรียกว่ามิจินะติ ขณะเดินกลับขึ้นไปที่ชายหาด ต้องตั้งจิตขอบคุณเรื่องสุขภาพและความเจริญในปีที่ผ่านมา และอธิษฐานขอให้ปีนี้เป็นอีกปีที่มีสุขภาพดีและมีความสุขความเจริญ

การล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเป็นอันจบพิธี

แม้จะเป็นประเพณีเพื่ออธิษฐานขอพรให้เด็กหญิงและผู้หญิงทุกวัย ในปัจจุบันเราจะเห็นชาวโอกินาวาทุกเพศทุกวัยลงไปยังชายหาดเพื่อขอพรกัน ประเพณีhamauriนี้จึงกลายเป็นประเพณีที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วม และเป็นวันที่ครอบครัวไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่ชายหาดนั่นเอง

ภาพบรรยากาศของวันhamauriในเกาะซามามิ

สำหรับวันhamauriในปี 2019 จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019 นั่นเอง หากใครที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือไปเยี่ยมชมบรรยากาศสามารถไปที่ชายหาดเพื่อชมประเพณีประจำปีหรือเดินลงทะเลเพื่อขอพรได้เช่นกัน

สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ Ufabet

โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ
โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ Okubo Toshimichi เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1830 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นเป็นผู้ที่มีพื้นเพจากการเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะ และเป็นหนึ่งใน 3 ขุนนางผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูสมัยเมจิ เขาจึงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้วางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นสมัยใหม่อีกด้วย

ปฐมวัยของ โอกูโบะโทชิมิจิ

เกิดที่เมืองคาโงชิมะ แคว้นซัตสึมะ ในปัจจุบันคือจังหวัดคาโงชิมะนั่นเอง เขาเป็นบุตรชายคนโตจาก 5 คน ของโอกูโบะ จูเอมง ซามูไรระดับล่างและผู้เป็นข้ารับใช้ของชิมัตสึ นาริอากิระ ไดเมียวแห่งแคว้นซัตสึมะ เขาได้รับการศึกษาในสำนักศึกษาของท้องถิ่นแห่งเดียวกันร่วมกับไซโง ทากาโมริ ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาเพียง 3 ปี ในปี ค.ศ. 1846 โอกูโบะจึงได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาลักษณ์ขาประจำแคว้นซัตสึมะอีกเช่นกัน

ซามูไรแคว้นซัตสึมะ

ชิมัตสึ นาริอากิระ ได้สังเกตและได้เห็นความสามารถของโอกูโบะจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพนักงานบริหารภาษีของแคว้นเมื่อปี ค.ศ. 1858 ในต่อมาเมื่อนาริอากิระได้เสียชีวิต โอกูโบะก็จึงได้เข้าร่วมแผนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ดังนั้นเขาได้มีจุดยืนการสนับสนุนแนวคิด “โทบากุ” หรือการล้มล้างอำนาจรัฐบาลโชกุน ต่างจากซามูไรในแคว้นเดียวกันส่วนมากสนับสนุนแนวคิด “โคบูกัตไต” และ ‘”ฮัมบากุ” ที่ต่อต้านรัฐบาล ในการขับเคลื่อนขบวนการ “ซนโนโจอิ” ที่เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน

ในสงครามอังกฤษ – ซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1863 พร้อมด้วยกรณีริชาร์ดสันและการรัฐประหารในเมืองเกียวโตในเดือนกันยายนปีนั้น ทำให้โอกูโบะได้มีความเชื่อว่าการทำ “โทบากุ” ได้ถูกกำหนด ในปี ค.ศ. 1866 เขาจึงได้ร่วมกับไซโง ทากาโมริ และตัวแทนจากแคว้นโจชูชื่อ คิโดะ ทากาโยชิ ได้มีการจัดตั้งพันธมิตรซัตโจขึ้นเป็นการลับ เพื่อดำเนินการล้มล้างรัฐบาลโชกุนนั่นเอง

การฟื้นฟูในสมัยเมจิ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 มีกองกำลังของแคว้นโจชูและแคว้นซัตสึมะได้มีการร่วมกันเข้ายึดพระราชวังหลวงที่เกียวโต และได้ประกาศการเริ่มฟื้นฟูสมัยเมจิ มีคณะกุมอำนาจปกครองประกอบด้วยโอกูโบะ ไซโก และคิโดะ พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น มีการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีมหาดไทยจึงทำให้โอกูโบะได้มีอำนาจอย่างสูงในการควบคุมรัฐบาลท้องถิ่นและกิจการตำรวจทั้งประเทศ ในชั้นต้นรัฐบาลใหม่ต้องอาศัยรายได้ที่มาจากดินแดนของตระกูลโทกูงาวะ รัฐบาลใหม่จึงได้ยึดครองไว้และในต่อมาโอกูโบะจึงได้เรเริ่มการแต่งตั้งผู้ปกครองดินแดนเหล่านี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด ในส่วนมากล้วนเป็นรุ่นหนุ่ม อีกส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนของเขา เช่น มัตสึตากะ มาซาโยชิ และในที่เหลือก็เป็นผู้ได้รับการศึกษาระดับสูงจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่น้อยนิด นอกจากนี้โอกูโบะยังใช้อำนาจของเสนาบดีมหาดไทยที่จะพัฒนาสาธารณูปโภคคือมีการการตัดถนนใหม่ การสร้างสะพานและท่าเรือเพื่อส่งเสริมการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโชกุนปฏิเสธที่จะทำมาตลอด ในฐานะเสนาบดีการคลัง โอกูโบะได้ตราพระราชบัญญัติมีการปฏิรูปภาษีที่ดิน มีกฎหมายการห้ามพกพาดาบในพื้นที่สาธารณะและได้ยกเลิกการล่วงละเมิดคนชั้นล่างของสังคม เรียกโดยรวมว่า บูรากูมิง อย่างเป็นทางการ ส่วนในด้านของต่างประเทศ เขาได้ดำเนินให้มีการทบทวนสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในฉบับต่าง ๆ และได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกระหว่างปี ค.ศ. 1871- 1873

จึงตระหนักว่าที่ญี่ปุ่นในเวลานั้นยังอยู่ในฐานะที่จะท้าทายกับมหาอำนาจชาติตะวันตก เขาได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1873 ขณะนั้นภายในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการถกเถียงเรื่องนโยบายการรุกรานเกาหลีอย่างเร่าร้อนและเขายังได้เข้าร่วมการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 เพื่อพยายามนำความสมานฉันท์ภายในหมู่สมาชิกคณะคณาธิปไตยเมจิกลับคืนมา

ฉะนั้นโอกูโบะได้ประสบความล้มเหลวในการชักจูงให้ไซโง ทากาโมริ ให้มองไปยังอนาคตในวันข้างหน้า ไซโงเริ่มเห็นว่านโยบายใหม่นั้นที่ทำให้ญี่ปุ่นได้มีความทันสมัยเป็นสิ่งที่ผิดและเกิดการกบฏซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1877 กบฏฝ่ายซัตสึมะในบางส่วนก็ได้เข้าร่วมรบภายใต้การนำของไซโงเพื่อการต่อต้านกองทัพของรัฐบาลใหม่ UFABET ในฐานะเสนาบดีมหาดไทย โอกูโบะได้บัญชาการกองทัพและได้ทำสงครามปราบปรามไซโงผู้เป็นเพื่อนเก่า ต่อมาเมื่อการกบฏจบลงด้วยความพ่ายแพ้ โอกุบะจึงถูกซามูไรแคว้นซัตสึมะจำนวนมากมองว่าเขาเป็นคนที่ทรยศ และในวันที่ โอกูโบะจึงถูกชิมาดะ อิจิโร และซามูไรจากแคว้นคานาซาวะ 6 คน ลอบสังหารในระหว่างเดินทางไปยังพระราชวังโตเกียว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 โดยที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากประตูซากูราดามง ซึ่งเป็นสถานที่ลอบสังหาร อิอิ นาโอซูเกะ เมื่อ 18 ปีก่อน ไม่ไกลนักนั่นเอง

คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ
คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ เรียกอีกอย่างได้ว่า “คิโดะ โคอิน” เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นในช่วงยุคบากูมัตสึและยุคเมจิ ในช่วงที่เขาทำงานต่อต้านรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ เขาใช้ชื่อปลอมว่า ‘นีโบริ มัตสึซูเกะ’ Niibori Matsusuk ในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1833 – 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1877

Kido Takayoshi เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2376 มาจาก ฮางิ จังหวัดยามางูจิ ประเทศญี่ปุ่น และได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2420 ที่เกียวโต จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีคู่สมรสคือ Matsuko Kido (สมรสเมื่อ พ.ศ. 2411- 2420) การศึกษาที่ Shōka Sonjuku, Meirinkan

ปฐมวัยของ คิโดะ ทากาโยชิ

Kido Takayoshi เกิดที่เมืองฮางิ แคว้นโชชูในปัจจุบันคือจังหวัดยามางูจิหมู่เกาะฮนชู ประเทศญี่ปุ่น โดยเขาเป็นบุตรคนสุดท้องของวาดะ มาซากาเงะ คือผู้เป็นซามูไรและนายแพทย์ เมื่อมีอายุครบ 7 ปี ในตระกูลคัตสึระได้รับเขาเป็นบุตรบุญธรรมและให้ใช้ชื่อว่า “คัตสึระ โคโงโร” เมื่อถึง ค.ศ. 1865 ในวัยเด็กนั้นเข้าได้รับการศึกษาจากสำนักเรียนของโยชิดะ โชอิน ซึ่งเป็นผู้ปลูกความคิดในเรื่องความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิให้แก่คิโดะ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1852 Kido Takayoshiได้เดินทางไปยังนครเอโดะเพื่อที่จะศึกษาวิชาดาบเพิ่มและเริ่มการติดต่อกับกลุ่มซามูไรจากแคว้นมิโตะ การศึกษาวิชาการปืนใหญ่กับเองาวะ ทาโรซาเอมง และเดินทางกลับแคว้นโชชูเพื่อควบคุมการสร้างเรือรบแบบตะวันตกลำแรกของแคว้น หลังจากได้สังเกตการต่อเรือเดินทะเลแบบตะวันตกที่เมืองท่านางาซากิและชิโมดะ

การโค่นล้มรัฐบาลโชกุน

หลังปี ค.ศ. 1858 ที่ผ่านมา Kido Takayoshi ได้มาประจำอยู่ในเรือนพำนักของแคว้นโชชูในเอโดะ ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างคณะผู้บริหารแคว้นกับกลุ่มซามูไรชั้นผู้น้อยในแคว้นโชชูซึ่งการสนับสนุนแนวคิดซนโนโจอิ เมื่อถูกทางรัฐบาลโชกุนสงสัยในความสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มซามูไรแห่งแคว้นมิโตะซึ่งภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิหลังเกิดเหตุการณ์พยายามลอบสังหารอันโด โนบูมาซะ เขาได้ถูกย้ายโดยต้องไปประจำการที่กรุงเกียวโต แต่ในขณะที่อยู่เกียวโตนั้นเขาจึงไม่สามารถยับยั้งการยึดอำนาจโดยกองกำลังของแคว้นไอซุและแคว้นซัตสึมะได้วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1863 ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้กองกำลังของแคว้นโชชูต้องถูกขับออกจากพระนครหลวง Kido Takayoshi ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการพยายามทวงอำนาจคืนของแคว้นโชชูเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1864 แต่ได้ล้มเหลวจึงทำให้เขาจำต้องหนีไปซ่อนตัวโดยความช่วยเหลือของเกอิชาที่ชื่อว่า “อิกูมัตสึ” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาของเขา จากภายหลังเมื่อกลุ่มซามูไรภายใต้การนำของทากาซูงิ ชินซากุ จึงสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองในแคว้นโชชูได้ คิโดะและได้กลายเป็นตัวสำคัญในการสร้างพันธมิตรระหว่างแคว้นโชชูกับแคว้นซัตสึมะ ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามโบะชิงและการปฏิรูปเมจิตามลำดับ

รัฐบุรุษในยุคเมจิ

จากความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลนั้น โชกุนโทกูงาวะ ได้ทำให้ Kido Takayoshi ได้กล่าวว่าตนมีบทบาทอย่างยิ่งในการก่อตั้งรัฐบาลเมจิขึ้นใหม่ “ซังโย”หรือองคมนตรีแห่งพระจักรพรรดิ เขาได้ช่วยเหลือในการร่างคำปฏิญาณห้าประการ และได้ริเริ่มนโยบายการรวมศูนย์อำนาจสู่รัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยขึ้น จึงมีส่วนร่วมโดยตรงในการยกเลิกระบบแว่นแคว้นของประเทศญี่ปุ่น

ต่อมาในปี ค.ศ. 1871 คิโดะได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป เขาได้สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับระบบการศึกษาและระบบการเมืองของชาวตะวันตก ซึ่งในระหว่างเดินทางกลับญี่ปุ่น เขาจึงได้กลายเป็นผู้สนับสนุนในการสถาปนาในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และด้วยความตระหนักว่าญี่ปุ่นในช่วงนั้นยังไม่อาจท้าทายได้ต่อมหาอำนาจจากตะวันตก และสาเหตุของการเดินทางกลับในครั้งนั้นของคิโดะจึงได้แก่การยับยั้งความคิดในการรุกรานของเกาหลี ซึ่งกำลังจะเป็นประเด็นในการอภิปรายทางการเมืองที่เล่าร้อนในครั้งนั้นด้วย

Kido Takayoshi ได้สูญเสียตำแหน่งจากกลุ่มคณาธิปไตย เมจิให้แก่โอกูโบะ โทชิมิจิ และลาออกจากรัฐบาลเพื่อเป็นการประท้วงการรุกรานในไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 1874 ซึ่งเขาได้แสดงท่าทีที่คัดค้าน แต่ต่อมาเขาจึงได้กลับเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งตามผลการตกลงในการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 และเป็นประธานของสภาผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นจากการประชุมดังกล่าวและนอกจากนี้ยังเป็นผู้รับผิดชอบการถวายการศึกษาแก่จักรพรรดิเมจิผู้ยังทรงพระเยาว์อีกด้วย

Kido Takayoshi ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1877 ด้วยโรคภัยไข้เจ็บทางร่างการของตนซึ่งเบียดเบียนมานานร่วมปี ในเวลานั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับกบฏซัตสึมะ

มรดกจากคิโดะ

บันทึกของ Kido Takayoshi จึงเปิดเผยถึงความขัดแย้งในความคิดของเขา ในระหว่างความภักดีต่อแว่นแคว้นของตนและความภักดีต่อผลประโยชน์ของชาติที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่า ในบ่อยครั้งเขาจะบันทึกถึงเรื่องการต่อสู้กับข่าวเรื่องการทรยศหักหลังต่อเพื่อนเก่าของตน ทั้งนี้เนื่องจากอุดมคติเรื่องความเป็นรัฐชาติในเวลานั้นยังเป็นเรื่องใหม่ และซามูไรส่วนใหญ่มักเป็นห่วงถึงเรื่องการรักษาสถานะของตนภายในแว่นแคว้นของตนเอง

Kido Takayoshi ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมกับโอกูโบะ โทชิมิจิ และไซโง ทากาโมริ หลานปู่ของเขาคนหนึ่ง คือ คิโดะ โคอิจิ ได้เป็นนักการเมืองของกรุงโตเกียวและที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดของจักรพรรดิโชวะนั่นเอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gavgavka.com

มังงะ

มังงะ
มังงะ

มังงะ (manga)เป็นคำภาษาญี่ปุ่นสำหรับเรียกช่องการ์ตูน คำนี้ถูกใช้เรียกในการ์ตูนช่องที่มาจากญี่ปุ่น พัฒนามาจากอุคิโยเอะและจิตรกรรมตะวันตก และเริ่มคงรูปแบบอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับความนิยมสูงและมักถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะต่าง ๆ เนื้อหาของเหล่านั้นจึงมีการถูกดัดแปลงให้มีความเหมาะสมต่อการแพร่ภาพทางทีวีและเพื่อให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทั่วไป

ประวัติ มังงะ

คำว่า manga มีการถูกใช้อย่างมากและเป็นครั้งแรกหลังจากจิตรกรอุคิโยเอะชื่อ “โฮคุไซ” ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อโฮคุไซมังงะในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากคำว่า manga หากแปลตรงตัวคือ ภาพแสดงตามอารมณ์ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มได้เห็นว่า manga มีประวัติยาวนานมากกว่านั้น โดยมีหลักฐานคือภาพจิกะ ที่แปลว่า “ภาพตลก” เป็นที่นิยมในศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกับ manga ในปัจจุบัน เช่น การเน้นเนื้อเรื่อง และการใช้เส้นที่เรียบง่ายแต่สละสลวย เป็นต้น

manga ได้พัฒนามาจากการผสมผสานระหว่างศิลปะการวาดภาพแบบอุคิโยเอะกับจิตรกรรมตะวันตก ในความพยายามของญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนาตัวเองกับอำนาจตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงมีการผลักดันให้ญี่ปุ่นนำเข้าวัฒนธรรมตะวันตกหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการจ้างศิลปินตะวันตกมาสอนศิลปินญี่ปุ่นเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานทางศิลปะ เช่น เส้น รูปทรง และสี จากนั้นมังงะที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เปิดเสรีภาพแก่สื่อมวลชน

ต่อมาในศตวรรษที่ 21 คำว่า manga ได้เปลี่ยนความหมายจึงหมายถึงหนังสือการ์ตูน คนญี่ปุ่นมักใช้คำนี้เรียกหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก ฉะนั้น manga ได้ถูกใช้เรียกหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยการใช้คำว่า manga ยังไม่เป็นที่แพร่หลายสักเท่าไร

manga มีความสำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นว่าเป็นวิจิตรศิลป์และวรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง ในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษนิยมว่ามีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศปะปนอยู่มาก อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่มีกฎหมายจัดระเบียบ manga เว้นแต่กฎหมายคลุมเครือฉบับหนึ่งได้กล่าวว่า “ห้ามผู้ใดจัดจำหน่ายสื่อที่ขัดต่อความดีงามของสังคมจนเกินไป” เท่านั้น นักวาดการ์ตูนในญี่ปุ่นจึงมีเสรีภาพที่จะเขียน manga ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม

ลักษณะเฉพาะของ manga

วิธีอ่านแบบญี่ปุ่น

รูปในmanga ส่วนใหญ่เน้นเส้นมากกว่ารูปทรงและการให้แสงเงา การจัดช่องภาพจะไม่ตายตัว การอ่าน manga จะอ่านจากขวาไปซ้ายตามวิธีเขียนหนังสือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงเป็นที่น่าสังเกตตัวละครมักจะดูเหมือนคนตะวันตกหรือมีนัยตาขนาดใหญ่ ซึ่งความใหญ่ของตาจะเป็นลักษณะเด่นของ manga และอนิเมะตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 เมื่อ “เทะซึกะ โอะซะมุ” ผู้เขียนเรื่องแอสโตรบอยได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของ manga ในปัจจุบัน โดยเริ่มวาดตาของตัวละครที่เอาแบบมาจากตัวการ์ตูนของดิสนีย์ และไม่ใช่ว่านักเขียนการ์ตูนทุกคนจะต้องวาดตัวละครให้มีตาใหญ่เสมอ เพราะ manga นั้นจะถูกแยกจาก comic อย่างชัดเจนเพราะเป็นการเขียนเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยผู้เขียนจะทำการเขียนภาพระยะไกลระใกล้ระยะประชิด มีการเปลี่ยนมุมมองและตัดต่อเนื้อหาเรื่องราวอย่างฉับไวโดยใช้เส้น speed เพิ่มความเร็วอีกด้วย

การตีพิมพ์

หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ในญี่ปุ่นจะตีพิมพ์หลายเรื่องพร้อมกัน โดยแต่ละเรื่องจะมี 10 ถึง 40 หน้าต่อฉบับ ดังนั้นหนังสือเหล่านี้มักจะตีพิมพ์โดยใช้กระดาษที่มีคุณภาพต่ำและมีจำนวนหน้าตั้งแต่ 200 ถึง 850 หน้า และในบางครั้งยังตีพิมพ์การ์ตูนจบในตอนและการ์ตูนสี่ช่อง เพราะในเรื่องหนึ่งอาจจะถูกตีพิมพ์อยู่หลายปีถ้าหากได้รับความนิยมสูง นักเขียนการ์ตูนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการเขียนการ์ตูนจบในตอนก่อนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองถ้าได้รับความนิยมก็จะเขียน manga เรื่องยาวต่อไป หลังจากที่ถูกตีพิมพ์ไปได้ระยะหนึ่ง สำนักพิมพ์ก็จะรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนรวมเล่ม โดยใช้กระดาษคุณภาพสูงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการไล่ตามเรื่องที่กำลังตีพิมพ์อยู่หรือผู้ที่ไม่สะดวกซื้อหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ manga ที่มีชื่อเสียงอาจจะถูกรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูน “ฉบับพิเศษ” จะมีปกแข็งที่พิมพ์ด้วยหมึกสามสี หรือมีจำ1นวนตอนมากกว่าหนังสือการ์ตูนรวมเล่มทั่ว ๆไป โดยจะมีนักสะสมเป็นกลุ่มเป้าหมาย และนอกจากนี้ manga เก่าๆ ยังถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่ด้วยกระดาษคุณภาพต่ำลงและจำหน่ายในราคาเล่มละประมาณ 100 เยนเพื่อแข่งกับ manga มือสอง

manga โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็นประเภทตามเพศและอายุของกลุ่มเป้าหมาย คือหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย “โชเน็น” และสำหรับเด็กผู้หญิง “โชโจะ” ที่มีรูปหน้าปกต่างกันและไม่วางขายบนชั้นหนังสือเดียวกัน

มังงะนอกประเทศญี่ปุ่น

manga ในหลายเรื่องถูกแปลและจำหน่ายในหลายประเทศ ประเทศ อาทิ เกาหลี จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ ในประเทศไทยธุรกิจ manga เพิ่งจะมาเติบโตเมื่อสิบปีที่แล้ว ก่อนปีพ.ศ. 2536-2538 manga ในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงมีบริษัทซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมายและตีพิมพ์ manga ต่อมาปัจจุบัน manga ได้รับความนิยมอย่างสูงตลาดมีขนาดใหญ่และมีบริษัทแข่งขันอยู่เป็นจำนวนมาก โดยบริษัทที่สำคัญๆ ได้แก่ วิบูลย์กิจ สยามอินเตอร์คอมิกส์ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ รักพิมพ์ อนิแมกคอมมิค เด๊กซ์เพรส เซนชู และบงกช และมีหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ซีคิดส์ บูมและเคซีวีคลีย์ ซึ่งทั้งหมดตีพิมพ์ manga แนวโชเน็น เป็นที่น่าสังเกตว่า manga ในไทยราคาถูกกว่าต่างประเทศมาก

เนื่องจาก manga ในประเทศญี่ปุ่นเขียนจากขวาไปซ้าย เวลาที่ manga ถูกแปลเป็นภาษาอื่น รูปภาพจะถูกกลับให้อ่านได้จากซ้ายไปขวา ซึ่งนักเขียนการ์ตูนหลายคนขอให้สำนักพิมพ์ในต่างประเทศตีพิมพ์ให้อ่านจากขวาไปซ้ายเหมือนต้นฉบับ ในปัจจุบันสำนักพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ manga ให้อ่านจากขวาไปซ้ายมากขึ้น เนื่องจากต้องการแสดงความเคารพต่อศิลปิน ผนวกกับเสียงเรียกร้องจากนักอ่าน

ในสหรัฐอเมริกาธุรกิจ manga ยังมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับธุรกิจอนิเมะซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง บริษัทตีพิมพ์ manga ที่มีชื่อเสียงในอเมริกามีบริษัทหนึ่งคือ วิซมีเดีย ซึ่งได้ตีพิมพ์ manga ของโชงะกุกังและชูเอฉะ เช่น อีวานเกเลียน ดราก้อนบอล และผลงานของ รุมิโกะ ทากาฮาชิ หลายๆเรื่อง อีกบริษัทหนึ่งคือ โตเกียวป๊อป ซึ่งใช้การพิมพ์โดยคงวิธีการอ่านแบบญี่ปุ่นไว้เป็นจุดขายและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างความนิยม manga ในอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิง และยังมีนักวิจารณ์บางกลุ่มได้กล่าวว่าทางบริษัทเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ มีการแปลใจความที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ และภาษาที่ใช้ค่อนข้างที่จะหยาบคาย

สำนักพิมพ์ชวงยีตีพิมพ์ manga เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนในสิงคโปร์ และส่งออกหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนในอินโดนีเซีย manga เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาด manga ขนาดใหญ่ที่สุดนอกญี่ปุ่น สำนักพิมพ์ในอินโดนีเชียที่มีชื่อเสียงได้แก่ อีเล็กซ์มีเดียคอมพุทินโด อะโคไลท์ และกรามีเดีย นอกจากนี้ manga ยังเป็นตัวจุดประกายการ์ตูนเชื้อสายอินโดนีเซียเข้ามาอีกด้วย ส่วนในออสเตรเลีย manga ชื่อดังหลายเรื่องถูกจัดจำหน่ายโดยบริษัท แม้ดแมน เอ็นเตอร์เทนเมนท์

manga สามารถพบได้ทั่วไปบนแผงหนังสือในประเทศเกาหลี ซึ่งนักอ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านทางอินเทอร์เน็ตมากกว่าเนื่องจากราคาถูกกว่าบริษัทตีพิมพ์ที่มีชื่อในเกาหลี ได้แก่ ไดวอน และโซลมังฮวาซา

สแกนเลชันเป็นการเผยแพร่มังงะทางอินเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่ง โดยทั่วไปผู้ติดตาม manga จำนวนหนึ่งจะรวมตัวกันสแกน manga ที่ยังไม่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ในประเทศของตน แปลและเปลี่ยนข้อความให้เป็นภาษาใหม่ และเปิดให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางไออาร์ซีหรือบิททอร์เรนท์ กลุ่มสแกนเลชันส่วนใหญ่จึงขอให้ผู้อ่านหยุดแจกจ่าย manga ของตนและซื้อหนังสือการ์ตูนที่ถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตามยังเป็นที่วิตกกันว่าการแจกจ่ายที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์แล้วจะไม่จบลงง่ายๆ    

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก UFABET

การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ
การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ เมื่อกล่าวถึง ทุกคนก็มักจะนึกถึงการพับกระดาษซึ่งที่มา มาจากประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นศิลปะการพับกระดาษที่เลื่องชื่อและเป็นที่เข้าใจกันดีว่า “Origami” มาจากภาษาญี่ปุ่นซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า “Ori” ที่แปลว่า “พับ” และคำว่า “Kami” ที่แปลว่า “กระดาษ” เมื่อเรียกกันต่อมา คำศัพท์จึงได้มารวมกันเป็นคำว่า “Origami” นั่นเอง เรามารู้จักศิลปะการพับกระดาษหรือ “โอริกามิ”ของญี่ปุ่นกันดีกว่า

การพับกระดาษโอริกามิ คือ

               เป็นศิลปะการพับกระดาษที่สร้างสรรค์รูปทรงหรือวัตถุต่าง ๆ ขึ้นมาจากการพับรูปแบบกระดาษ ในทั่วไปการพับกระดาษจะเริ่มจากกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยม อาจจะใช้สีกระดาษเดียวกันหรือต่างกัน กระดาษที่มีลวดลาย และสามารถพับทบไปจนเป็นรูปร่าง ซึ่งในส่วนมากจะไม่ตัดกระดาษ ซึ่งการประดิษฐ์ที่มีการตัดระหว่างการทำนั้นจะเรียกได้ว่า คิริงะมิ จะเชื่อกันว่าการทำ Origami นั้นมีมาตั้งแต่ยุคเอโดะในปี ค.ศ. 1603-1867

ประวัติของ Origami

เมื่อได้กล่าวถึงการพับกระดาษ หรือ Origami ที่จริงแล้วเรียกว่า ‘โอะริงามิ’ ถึงจะถูกส่วนมากเรามักนึกถึงศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นที่พับเป็นนก กบ เต่า คน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ ที่ชื่อ Origami ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากญี่ปุ่น หลาย ๆ คนอาจรู้มาก่อนว่า ‘โอริ’ แปลว่า ‘พับ’ เชื่อมกับ ‘คามิ’ แปลว่า ‘กระดาษ’ เมื่อรวมกันจึงกลายเป็นการพับกระดาษนั่นเอง อย่างไรก็ตามในทางฝั่งตะวันตกก็มีการพัฒนาการพับกระดาษมาอย่างยาวนานไม่แพ้ญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

การพับกระดาษในฝั่งยุโรปมีความเจริญรุ่งเรืองมากในประเทศสเปน ว่ากันว่าเป็นมรดกมาจากพวกมัวร์ (Moore) ซึ่งมาจากอิสลามแถบแอฟริกาตอนเหนือที่เข้ามารุกรานที่สเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่เนื่องจากในศาสนาอิสลามได้มีบัญญัติห้ามสร้างศิลปะที่เป็นรูปสัตว์และในการพับกระดาษจะเป็นในรูปทรงของเรขาคณิตซะมากกว่า โดยเฉพาะแบบพับกระดาษที่ชื่อ ปาคาริต้า ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบดั้งเดิมและตกทอดมาถึงปัจจุบัน มีรูปร่างคล้ายนก หลังจากได้มีการค้นพบภาพวาดเรือกระดาษในหนังสือโบราณราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และพบในบทละครอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่ไม่เป็นจริงเป็นนัก จนได้มาถึงกลางศตวรรษที่ 19 มีหลักสูตรในระดับชั้นอนุบาลที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และมีการบรรจุการพับกระดาษไว้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ อีกด้วย

การพับกระดาษในยุคสมัยใหม่ เป็นการพับกระดาษที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่า ๆ และพร้อมที่จะเปิดรับแนวความคิดใหม่ ๆ จนสามารถที่จะพับเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา นักพับกระดาษจึงคิดริเริ่มและรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเริ่มการพับครึ่งตามแบบฉบับของ Origami แบบคลาสสิกอีกแล้ว ผลต่อมาที่ได้คือโมเดลที่แปลกใหม่ ตระการตาและจินตนาการ มีการศึกษา Origami อย่างจริงจังทั้งในเชิงคณิตศาสตร์ และวิศวกรรมกลศาสตร์ การพับกระดาษสามารถถอดสมการพหุนาม อธิบายตรีโกณมิติ และหาค่ารากที่สองของจำนวนจริงได้ ทั้งยังใช้ในการพับแผนที่ พับถุงลมนิรภัย บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกระทั่งเป็นต้นแบบให้กับการพับแผงเซลแสงอาทิตย์ของดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปสู่อวกาศ ในปัจจุบันนักพับกระดาษบางคนได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ Origami ของพวกเขา จนเราสามารถพูดได้ว่า Origami ไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไปแล้ว

เทคนิคการพับกระดาษ

ภาพสัญลักษณ์พื้นฐานในการพับ มีหนังสือ Origami จำนวนมากเริ่มต้นการพับด้วยการแนะนำภาพสัญลักษณ์และวิธีพับขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะพับเป็นรูปร่างต่าง ๆ ในหนังสือ Origami บางจำพวกในจำนวนมากจะเริ่มต้นด้วยขั้นพื้นฐานเฉพาะจะมีชื่อเรียกกัน อย่างเช่น พื้นฐานนก พื้นฐานกบ พื้นฐานปลา ก่อนที่จะพับไปสู่รูปร่างขั้นสุดท้ายแบบต่าง ๆ กัน

กระดาษ Origami

Origami ต้องมีความคงตัวของขั้นตอนตามรอยพับ เพราะกระดาษที่พับแล้วยังคงมีรอยการพับอยู่ซึ่งสามารถนำมาพับโอริงามิได้ทั้งหมด สำหรับกระดาษเฉพาะซึ่งในการพับ Origami จะมีลักษณะพิเศษก็คือมีความบางและไม่ขาดง่าย ซึ่งส่วนมากจะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร จนถึง 25 เซนติเมตร มีหลากสีบรรจุในซอง เป็นกระดาษที่ด้านหนึ่งเป็นสีอีกด้านนึงไม่มีสี แต่ก็มีกระดาษที่มีสีทั้งสองด้านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีแบลวดลายสวยงาม กระดาษธนบัตรก็สามารถนำมาพับโอริงามิได้

อุปกรณ์เสริมช่วยในการพับ

การทำรอยพับที่สวยงามสามารถใช้อุปกรณ์เสริมได้ เช่น ที่หนีบกระดาษ แหนบ หรืออุปกรณ์เฉพาะ เพื่อช่วยในการพับ

Origami แบ่งออกเป็น 6 ประเภท

1. ฟุเซสซึเซโฮเค อิจิไมโอริ – เป็นการพับกระดาษที่ใช้แค่กระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัดกระดาษใด ๆ

2. ฟุคุโก โอริกามิ – การพับกระดาษทีละชิ้นส่วนแล้วนำมาประกอบกันในตอนสุดท้าย ซึ่งรูปทรงที่ได้จะดูมีความสลับซับซ้อน

3. คิริโคมิ โอริกามิ – การพับไปตัดไปเพื่อทำให้เกิดมุมในการพบกระดาษมากขึ้น ลดความซับซ้อนและพับง่ายกว่าการพับกระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัด

4. ยูนิตโตะ โอริกามิ – การพับชิ้นส่วนเล็ก ๆที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนกัน แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงและมีความสมมาตร

5. กิเร โอริกามิ – เป็นศิลปะการพับกระดาษใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น การเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน เป็นต้น

6. ชิคาเค โอริกามิ – กระดาษพับที่มีลูกเล่นสามารถขยับได้ ส่วนใหญ่จะออกเป็นรูปแบบหนังสือสามมิติ

วิธีการพับกระดาษของญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มักถูกนำไปเผยแพร่ยังประเทศซีกโลกตะวันตก มีการตั้งศูนย์พับกระดาษแบบญี่ปุ่นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมายังขยายความนิยมไปถึงประเทศอังกฤษมีการก่อตั้ง British origami society ที่นั่นในปี 1969 อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Ufabet

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น
การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น นั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีมาเริ่มแรกในศตวรรษที่ 6 โดยจะเรียกว่า “Ikebana” อิเคบานะ ซึ่งเป็นเป็นศิลปะญี่ปุ่น มาจากคำ 2 คำ คือ “อิเค”  หมายถึง มีชีวิต และ “บานะ”  หมายถึง ดอกไม้ เมื่อแปลรวมกันแล้ว จะหมายถึง การจัดดอกไม้ให้ดูมีชีวิตชีวา

การจัดแบบญี่ปุ่นเรียกอีกอย่างว่า “อิเคบะนะ” เริ่มมาจากการจัดดอกไม้เพื่อการบูชาในพิธีกรรมต่าง ๆ ของศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น การจัดดอกไม้แจกันแบบทั่ว ๆไปนั้นมองเห็นดอกไม้ในแจกันได้จากทุกมุม ในแต่ละมุมก็เห็นดอกไม้เหมือนๆ กัน ส่วนมากมักจัดเป็นพุ่มทรงกลม แต่อิเคบะนะนั้นแตกต่างตรงที่เป็นการจัดดอกไม้แบบที่สามารถมองดอกไม้ได้ด้านเดียว เพราะเชื่อว่าดอกไม้แต่ละดอกจะมีมุมที่สวยที่สุดอยู่เพียงมุมเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จัดอิเคะบะนะก็จะต้องเป็นผู้ที่หามุมที่สวยที่สุดแล้วจัดมันออกมา

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น คืออะไร

“อิเคบะนะ” มาจากการรวมคำว่า “อิเค” และ “ฮานะ” เข้าด้วยกัน อิเคบะนะจึงเน้นความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก การใช้ดอกไม้จำนวนไม่มาก จัดความสมดุลในแจกันและรูปทรงต่าง ๆ การจัดดอกไม้มักจะจัดดอกไม้รวมกับกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้ ต้นหญ้า เพราะต้องการให้ดูแล้วมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดและเพื่อให้ดอกไม้ดูมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะถูกตัดออกมาจากต้นแล้ว

ในการจัดดอกไม้แต่ละประเทศนั้นจะมีรูปแบบต่าง ๆ กันไป ซึ่งแต่ละรูปแบบมุมมองของมันนั้นจะมีความพิเศษอยู่แล้ว และในการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นนั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วละก็จะรู้เลยว่า นี่คือการจัดดอกไม้แบบของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยอิเคบานะนั้น จะเน้นความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เหมือนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดดอกไม้

       อิเคบานา (Ikebana) เป็นศิลปะการจัดวาง ตัดแต่งก้าน ใบและดอกไม้ลงในแจกันหรือภาชนะอื่น ๆ อย่างสวยงามของญี่ปุ่นมีพัฒนาการมายาวนานกว่า 700 ปี ทำให้รูปแบบของการจัดมีการพัฒนาแตกต่างไปหลากหลาย รูปแบบพื้นฐานที่แบ่งง่ายตามรูปทรงของแจกันหรือภาชนะรองรับมีด้วยกัน 2 แบบคือ การจัดดอกไม้ในแจกันทรงสูง และการจัดในภาชนะทรงเตี้ย

การจัดในแจกันทรงสูง Heika

แบบ Heika ที่มีความหมายรวมถึงการจัดในสไตล์ rikka, seika หรือ shoka เป็นการจัดในแจกันทรงสูงและเน้นรูปทรงแนวดิ่ง จุดเด่นคือ เน้นความงามตามธรรมชาติของดอกไม้และการจัดวางที่ดูหรูหราสง่างาม แจกันที่ใช้จะเป็นทรงสูงปากแคบ และเมื่อวางดอกไม้ลงไปก้านของดอกไม้จะถูกรวบไว้ติดกันที่บริเวณปากแจกัน ดังนั้นการจัดแบบ Heika มีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ ดอกฐาน ดอกรองช่วงกลาง และดอกยอดสูงสุด แต่ความยาว มุมและตำแหน่งของกิ่งก้านใบจะวางแตกต่างกันตามสไตล์แยกย่อยต่างกันแล้วแต่ผู้จัด สำหรับรูปแบบง่ายที่นิยมกันอย่างมาก มักจะตัดก้านดอกไม้ที่จะวางเป็นฐานให้มีความยาวเพียงหนึ่งเท่าครึ่งของความสูงของแจกัน ส่วนดอกรองและดอกยอดสูงสุดจะตัดก้านให้ยาวเท่าครึ่งหนึ่งของดอกฐาน

องศาในการจัดวาง ดอกฐานต้องเอียงไปข้างหน้า 70 องศาแนวดิ่ง และกินเนื้อที่แนวนอนเอียงทางซ้าย 45 องศา ในด้านหน้าของแจกันที่จะหันออก จากนั้นให้วางดอกรองเสียบไว้ด้านหลังของดอกฐานหลัก เพื่อเพิ่มความเป็นมิติมีความหนาแน่นของพื้นที่ โดยให้ก้านดอกรองส่วนที่โผล่พ้นจากปากแจกันมีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของก้านฐาน และดอกยอดวางไว้ตรงกึ่งกลางแจกัน ในส่วนของใบประดับจะเอียงเป็นพุ่มทางด้านซ้ายของดอกไม้ ส่วนยอดที่มีก้านยาวตั้งตรงดิ่งอยู่กึ่งกลางมีความสูงเพียงครึ่งของก้านใบประดับที่รองอยู่ด้านหลัง เมื่อเติมดอกไม้สั้นเพียงครึ่งของดอกยอดตรงกลางเพิ่ม บริเวณด้านหน้าเยื้องไปฝั่งขวาของแจกัน ก็เสร็จสมบูรณ์แบบ รูปลักษณ์ที่ออกมาจะเป็นช่อดอกไม้เรียบหรู

สไตล์แยกย่อยจาก Heika ที่รู้จักกันแพร่หลายมี rikka (ดอกไม้ตั้งตรง), seika หรือ shoka (จัดให้เป็นธรรมชาติเหมือนดอกไม้อยู่บนต้น) เป็นต้น

การจัดในภาชนะทรงเตี้ย Moribana

การจัดดอกไม้ในภาชนะหรือแจกันรูปทรงเตี้ย เรียกว่า Moribana จุดเด่นคือ การเปิดพื้นที่แสดงความสวยงามของดอกไม้ในแนวนอนจึงสามารถอวดรูปทรงดอกไม้บานเต็มดอก รูปลักษณ์เมื่อจัดเสร็จเหมือนพุ่มดอกไม้ moribana ได้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงราวร้อยปีนี่เอง และไม่มีความซับซ้อนมากนัก ดังนั้นการจัดแบบ moribana ก็มีสไตล์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมเอียงของก้านดอกฐาน ก้านดอกรองและก้านดอกยอด สไตล์การเสียบดอกไม้แบบตั้งตรงเป็นแบบพื้นฐานและได้รับความนิยมที่สุด ในด้านมุมมองรูปแบบการเสียบก้านตั้งตรงเป็นที่เชื่อว่าสร้างความรู้สึกฐานให้มั่นคง หนักแน่น

การจัดในแบบพื้นฐาน จะใช้ก้านดอกฐานความยาวเท่าเส้นผ่านศูนย์กลางของภาชนะบวกกับความลึกของก้นภาชนะ ก้านดอกรองตัดให้ความยาว 2 ใน 3 ของก้านฐาน และก้านดอกยอดตัดให้เหลือความยาวแค่ครึ่งหนึ่งของก้านดอกฐาน ในการจัดวางเริ่มจากก้านดอกฐานเสียบตั้งตรงแนวดิ่ง ต่อด้วยก้านดอกรองที่เสียบให้เอียงซ้าย 45 องศา โดยโน้มมาด้านหน้าของแจกันหรือภาชนะบริเวณทำมุม 30 องศา ก้านดอกยอดเสียบให้โน้มกิ่งราว 60 องศามาด้านหน้าเอียงไปมุมขวาภาชนะ 45 องศา เมื่อมองจากด้านบนก็จะเห็นก้านดอกที่สามทำมุมเป็นรูปสามเหลี่ยมทางฝั่งขวาของภาชนะ ให้นำดอกไม้มาเติมพื้นที่ว่างในสามเหลี่ยมนั้น เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ufabet

เอกลักษณ์ที่เด่นของ Ikebana คือการใช้ดอก ก้านและใบเพียงที่ดูน้อย มาจัดวางให้เกิดมุมและอวดความงามตามธรรมชาติของดอกไม้เหล่านั้น โดยมีการอาศัยความสอดคล้องที่ลงตัวระหว่างดอกไม้และภาชนะที่ใช้จัด และการเลือกชนิดของดอกไม้ใบประดับจะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราจะนำแจกันนอนไปวางตกแต่ง

อิเคบานะในปัจจุบันก็จะมีรูปแบบการจัดที่หลากหลาย ซึ่งจะมานำเสนอให้ชมในรูปแบบง่ายๆ โดยจะเริ่มจากขั้นเตรียมการ

ขั้นที่ 1 การเลือกภาชนะให้เหมาะกับดอกไม้ที่เรา นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ เตรียมหมุดปักดอกไม้ และเลือกดอกไม้ให้เข้ากัน ซึ่งเราจะใช้แจกันทรงเตี้ย ส่วนดอกไม้ จะใช้ดอกแดฟโฟดิล และต้นแนนดิน่า

ขั้นที่ 2 ใช้ต้นไม้และดอกไม้ที่เลือกมา เริ่มจากนำต้นแนนดิน่าตัดรากออก วางเอียงไปทางด้านซ้ายและปักเข้าไปทางด้านในของแจกัน

ขั้นที่ 3 ปักดอกแดฟโฟดิล ตรงกลางแจกัน โดยตำแหน่งของดอกไม้ควรโน้มไปด้านหน้า

ขั้นที่ 4 ตัดลำต้นของต้นแนนดิน่า และปักในตำแหน่งด้านขวาของดอกแดฟโฟดิล เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยต้นไม้และดอกไม้ที่ใช้ จะใช้ชนิดใดก็ได้ตามแต่ความชอบและความต้องการของเรา

หากใครที่สนใจUFABETในการจัดดอกไม้ก็สามารถลองทำอิเคบานะกันได้ นอกจากจะได้วิธีการจัดดอกไม้แบบใหม่ ๆ อิเคบานะนั้นก็ยังช่วยให้ฝึกสมาธิได้อีกเช่นกัน เพราะการจัดดอกไม้อิเคบานะนั้น ต้องจัดให้ได้มุมและองศา รูปแบบจึงจะสมดุลกัน

เรียวกัง

เรียวกัง
เรียวกัง

เรียวกัง …หากคุณอยากรู้จักและอยากจะไปท่องเที่ยวเมืองโตเกียวแต่ก็เบื่อกับการพักในห้องพักแบบโรงแรมทั่วไป และอยากได้สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแต่ไม่อยากเดินทางออกไปนอกเมือง ซึ่งเราได้มีที่พัก Ryokan ในโตเกียว มาฝากอีกด้วย

เรียวกัง คืออะไร

เรียวกัง คือโรงแรมขนาดเล็ก เรียกอีกได้ว่าเป็นโรงเตี๊ยมในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยยุคเอะโดะ ในปี ค.ศ. 1603 – ค.ศ. 1868 ตั้งอยู่ล้อมรอบทางหลวงสำคัญในอดีตเพื่อรองรับผู้ที่เดินทาง ปกติแล้วที่พัก Ryokan มีจุดเด่นคือ เป็นห้องพักปูเสื่อ อ่างอาบน้ำรวม และมีบริเวณสาธารณะให้ผู้ที่เข้าพักจะต้องสวมยูกาตะ ซึ่งในปัจจุบันที่พักแบบ Ryokan จะทำเลออยู่นอกเมืองซะส่วนใหญ่

Ryokan พบได้ยากในเขตโตเกียว รวมถึงเมืองใหญ่อื่น ๆ เนื่องจากมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับโรงแรมทั่วไป โดยชาวญี่ปุ่นได้หันมาใช้บริการโรงแรมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน ในเขตเมืองใหญ่บางแห่งยังสามารถพบ Ryokan ในราคาที่เหมาะสม ที่มีราคาเริ่มต้นแค่ 1,200 บาทต่อคืนเท่านั้น และใน Ryokan ก็มักจะพบในบริเวณที่มีทัศนียภาพที่สวยงามอย่างเช่น บริเวณแถบภูเขา และชายทะเล เป็นต้น ในปัจจุบันนั้นได้มีการพัฒนา Ryokan ในการออกแบบของโรงแรมในสมัยใหม่ มีชื่อว่า โฮชิโน รีสอร์ต ที่ได้เปิดให้บริการ Ryokan ในเมืองคารุอิซาวะ ในปีค.ศ. 1914 อีกด้วย

เรียวกังที่พักสไตล์ญี่ปุ่น

ห้องพักจะเป็นห้องพักในรูปแบบญี่ปุ่นสมัยก่อนและมีการตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่นรวมถึงการแต่งกายและลักษณะการให้บริการของพนักงานเจ้าหน้าที่ใน Ryokan ด้วย และยังคงมีอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและมีบทบาทที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเข้าพักในที่พักแบบญี่ปุ่นในปัจจุบัน

การให้บริการของ Ryokan ไม่ใช่เพียงแค่ห้องพักสำหรับค้างคืนเท่านั้น

ซึ่งพร้อมด้วยบริการจากเจ้าหน้าที่เปรียบเสมือนการแขกเข้ามาพักในถิ่นฐานบ้านของตนเอง ซึ่งเป็นการบริการแบบการเลี้ยงรับรองแขกผู้มาเยือน ซึ่งโดยปกติแล้วการให้บริการโดยพื้นฐานของ Ryokan จะมี 4 ข้อหลัก ๆ ที่แตกต่างจากการให้บริการของโรงแรมสากลในปัจจุบัน กล่าวคือ

1) มีให้บริการทั้งอาหารเย็นและอาหารเช้า (บางที่อาจจะให้บริการอาหารในรูปแบบบุฟเฟ่ต์หรือบริการเสริฟ์อาหารถึงภายในห้องพัก)

2) มีบริการชุดยูกาตะ

3) มีบริการออนเซ็น ที่อาบน้ำรวม

4) ในบางแห่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการประจำห้องพัก ห้องละ 1 ท่าน

ในพื้นที่ที่เป็นเมืองออนเซ็นหรือสถานที่ที่มีวิวธรรมชาติที่สวยงามนั้นส่วนใหญ่จะมีอยู่มากมาย สามารถเข้าพักพร้อมการแช่น้ำแร่ได้อย่างผ่อนคลายเช่นกัน

ลักษณะพิเศษของ Ryokan

Ryokan ดั้งเดิมนั้นจะมีทางเข้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีที่นั่งสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเพื่อนั่งและสนทนา แต่ Ryokan ในสมัยใหม่ได้มีการเพิ่มโทรทัศน์เข้าไปด้วย ห้องพักจะถูกสร้างในแบบประเพณีของญี่ปุ่น โดยมีการปูพื้นด้วยเสื่อเรียกว่า ตาตามิ และประตูเป็นบานเลื่อน มีการรักษาความปลอดภัยด้วยประตูที่มีกลอนอย่างแน่นหนา มักจะเปิดเข้ามาเป็นทางเข้าเล็ก ๆ ซึ่งกั้นระหว่างห้องนอนด้วยประตูบานเลื่อน และด้านนอกประตูเป็นที่วางรองเท้า ภายในปูด้วยเสื่อตาตามิอีกเหมือนกัน ห้องพักใน Ryokan มักจะมีระเบียงยื่นออกไปด้านนอก โดยจะต้องผ่านประตูเลื่อนออกไปอีกด้วย

Ryokan ส่วนใหญ่นั้นจะมีบริเวณอาบน้ำรวม หรือเรียกว่า โอฟุโร โดยจะแบ่งตามเพศ โดยใช้น้ำร้อนจากแหล่งน้ำร้อนจากธรรมชาติ ถ้าพบในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตที่มีบ่อน้ำร้อนจะพบ Ryokan เป็นจำนวนมาก Ryokan ในระดับสูงนั้นมักจะมีห้องอาบน้ำส่วนตัว ในปกติแล้วภายใน Ryokan จะให้ผู้เข้าพักสวมใส่ยูกาตะภายในเขต เพื่อไว้เล่นกีฬาสันทนาการต่าง ๆ รวมทั้งบางที่ยังอนุญาตให้นำออกไปสวมใส่นอก Ryokan ได้

ส่วนเครื่องนอนที่ให้บริการในห้องพักนั้นจะเป็นฟูกจะปูบนพื้นเสื่ออีกที เมื่อแขกเข้าพักนั้น มักจะมีโต๊ะอยู่กลางห้องพร้อมเครื่องในการชงชา โดยยังใช้สำหรับให้บริการอาหารสำหรับให้บริการในห้อง และเมื่อผู้เข้าพักออกไปนอกห้องแล้ว พนักงานจะย้ายโต๊ะกลางนี้ไปไว้ข้างๆห้อง และปูที่นอนให้

ค่าใช้จ่าย

การเข้าพักใน Ryokan คืนหนึ่งนั้นส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 เยนจนถึง 100,000 เยนสำหรับ Ryokan ระดับหรู ๆ และนอกจากนี้ส่วนใหญ่จะให้บริการแพลนที่พักพร้อมอาหาร 2 มื้อ ก็คืออาหารเย็นและอาหารเช้า แต่ในปัจจุบันหลายๆแห่งได้เพิ่มแพลนให้หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของแขกผู้เข้าพัก อย่างเช่น อาหารเช้าเพียงมื้อเดียว หรือห้องพักไม่รวมอาหาร

นอกจากนี้ กรณีเข้าการพักพร้อมเด็ก ใน Ryokan หลาย ๆ แห่งจะคิดราคาเด็กโดยมีการแบ่งแยกรายละเอียดตามความประสงค์ ซึ่งราคาจะแตกต่างกัน สามารถตรวจสอบราคาเด็กได้ในหน้าจอการจองห้องพักของแต่ละแห่งอีกด้วย

หากใครอยากลองไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของญี่ปุ่นลองไปพักผ่อนหย่อนใจได้ที่เรียวกังในประเทศญี่ปุ่นได้เลย

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก UFABET

คาบูกิ

คาบูกิ
คาบูกิ

คาบูกิ (Kabuki) ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของของญี่ปุ่นที่สร้างความบันเทิงมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของการแสดงถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ สังคม และวิถีชีวิต ด้วยรูปแบบการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นเอกลักษณ์ทั้งการแสดงสีหน้า ท่าทาง ดนตรี และยังแสวงหาความทันสมัยอีกด้วย

คาบูกิ (Kabuki) คืออะไร

เป็นศิลปะการแสดงดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้การแสดงนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เมื่อ ปี ค.ศ.2008 ufabet

ละคร Kabuki จะมีการแสดงออกและเคลื่อนไหวด้วยท่าทางคือ การร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ ฯลฯ โดยมีอยู่ 2 ประเภท คือเรื่องราวของซามูไรหรือตำนานวีรบุรุษ และเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองทั่วไปคือ เรื่องความรัก โศกนาฎกรรม ในเรื่องราวมักดัดแปลงจากวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง นักแสดงจะมีการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงกับท่วงท่า ลีลา ทั้งการเต้นและการร้องที่มีชั้นเชิง เพื่อสื่อความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง การออกแบบเครื่องแต่งกายมีความประณีต การแต่งหน้ามีสีสันและเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า คุมาโดริ ด้วยทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงละคร Kabuki

เสน่ห์ของละคร Kabuki คือ การแสดงดนตรีสดที่ใช้ประกอบการแสดงบนเวที ในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมใช้เป็นเสียงธรรมชาติ ซึ่งนักตนตรีจะมีความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ละคร Kabuki ยังนิยมนำเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญมาดัดแปลงเป็นละครที่มีบทพูดในเชิงเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองอีกด้วย บทละครKabuki ชื่อดัง Chushingura ได้ดัดแปลงมาจากเรื่องราวทางการเมืองในอดีตในเรื่องเกี่ยวกับซามูไรไร้นาย 47 คน เป็นอีกหนึ่งเรื่องของ Kabuki ที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนิยมมากมาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมเนียมการปฏิบัติ

การแสดงนี้โดยจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นและโดยหลักๆ มักเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนทั่วไป และต่อมายุคเอโดะ โชกุนในตระกูลโตกุกา มีข้อห้ามไม่ให้สตรีเล่นจนถึงปัจจุบัน และมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่แสดง ฉะนั้นนักแสดง Kabuki ชายหลายคนจึงมีความสามารถในการแสดงบทบาทการเป็นหญิงอย่างมาก

หากได้พบเห็นว่า มีผู้ชมคนตะโกนเรียกชื่อของนักแสดงบนเวที ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้ความเคารพเพราะนักแสดง Kabuki ทุกคนล้วนแต่มีชื่อที่สืบทอดบนเวที “yago” จะมีความเชื่อมโยงกับคณะละคร คณะละครมักจะมีลำดับชั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งปกติมักจะมีการสืบทอดต่อเนื่องกันภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น และการที่ผู้ชมตะโกนเรียกชื่อที่ใช้บนเวทีของนักแสดงในช่วงเวลาที่เหมาะสมถือเป็นการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับเพื่อแสดงออกถึงการให้กำลังใจ เมื่อเข้าชมการแสดง Kabuki ไม่ได้กำหนดว่าต้องแต่งกายเป็นทางการ อย่างไรก็ตามควรแต่งกายภาพและสวมใส่รองเท้าให้เรียบร้อย กระทั่งสุภาพสตรีบางคนมักสวมใส่ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมมาชมการแสดงอีกด้วย 

สถานที่สำหรับชมการแสดง

ในอดีต Kabuki มักจะจัดแสดงในสถานที่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ในเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน โอซาก้า และเกียวโต Kabuki ในแบบท้องถิ่นมักจะจัดแสดงในเมืองในชนบทเท่านั้น ปัจจุบัน การแสดง Kabuki สามารถหาชมได้ง่ายตามโรงละคร การแสดงต่อวันจะถูกแบ่งเป็นสองหรือสามตอน โดยแต่ละตอนจะแบ่งเป็นองก์ละครย่อย ๆ ตามปกติ ซึ่งตั๋วชมการแสดงจะจำหน่ายต่อตอน ในบางครั้ง ก็มีการจำหน่ายตั๋วต่อองก์ละครด้วย ในราคาตั๋วปกติอยู่ที่ 2,000 เยน สำหรับองก์ละครเดียว หรืออยู่ระหว่าง 3,000-25,000 เยน สำหรับทั้งตอน เป็นต้น

ประวัติความเป็นมา

เริ่มมีขึ้นครั้งแรกตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ที่มาจากการแสดงของมิโกะ หญิงสาวผู้ดูแลศาลเจ้าอิซุโมะที่ชื่อว่า อิซุโมะโน โอคุนิ ซึ่งเธอได้ดัดแปลงท่าทางการร่ายรำเพื่อถวายความเคารพแก่เทพเจ้าของศาสนาชินโต และนำมาแสดงริมฝั่งแม่น้ำในเกียวโตจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้การแสดงของเธอเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายจนถึงกับมีโอกาสได้ไปแสดงต่อหน้าพระจักรพรรดิอีกด้วย

หลังจากนั้นเริ่มมีการก่อตั้งเป็นคณะโรงละครโดยลมีนักแสดงเป็นผู้หญิงทั้งหมด ซึ่งในช่วงต่อมาได้มีข่าวฉาวว่านักแสดงหญิงในคณะได้ไปขายบริการทางเพศหรือโสเภณี จากนั้นจึงมีการสั่งให้เลิกการแสดงคาบูกิจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1629 โชกุนในตระกูลโทคุกาวา ufabet ในรัฐบาลสมัยนั้นได้ประกาศว่าห้ามให้สตรีแสดงละครคาบูกิโดยเด็ดขาด จุดประสงค์เพื่อรักษาศีลธรรมของประชาชน จากเหตุนี้ละครคาบูกิจึงต้องมีเฉพาะแต่ผู้ชายเป็นนักแสดงตั้งแต่นั้นมา และถ้านักแสดงชายต้องแสดงเป็นผู้หญิงก็จะมีชื่อเรียกว่า อนนะงะตะ

ต้นกำเนิด Kabuki

มาจากการเต้นที่เรียกว่า “คาบูกิโอโดริ” ริเริ่มโดยผู้หญิงคนหนึ่งในสมัยเอโดะ คำว่า ” Kabuki หรือ คาบูกุ” ได้มีความหมายว่า แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ก้าวนำตามกระแส ซึ่งการแสดงเต้นรำนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนสามารถพัฒนากลายเป็นศิลปะการแสดงละคร แต่เนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งศีลธรรมในสังคมเพราะเชื่อว่ามีการค้าประเวณีในกลุ่มนักแสดง Kabuki หญิง จึงได้มีการห้ามไม่ให้ผู้หญิงแสดง Kabuki เลยและในปัจจุบันมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่สามารถขึ้นเวทีแสดงได้

ละคร Kabuki ในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่นมีการแสดงละคร Kabuki สามารถหาชมได้ทั่วไปเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเช่น ในโตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ หรือหากเป็นเมืองเล็กตามชมบทก็จะมีให้ชมกันในท้องถิ่น ในรูปแบบการแสดงรวมทั้งเรื่องราวที่นำมาแสดงมักเป็นเรื่องราวที่ได้รับความนิยมจะโดยมีช่องทางการจำหน่ายตั๋วที่สะดวกสบายมากขึ้นทางออนไลน์ บางแห่งมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและแผ่นพับเรื่องย่อภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติด้วยเช่นกัน

องค์ประกอบที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในการชม Kabuki ก็คือเวที ซึ่งถูกสร้างและออกแบบเพื่อให้ฉากและการแสดงมีความตื่นเต้นเร้าใจ เช่น ฉากการต่อสู้ เวทีของละครคาบูกิสามารถเคลื่อนไหวได้ มีการปรับเปลี่ยนฉากได้แบบทันท่วงทีและเป็นประโยชน์ต่อการแสดงมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นในการปรากฏตัวและการออกจากเวทีของนักแสดง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทางเดินทอดตัวสู่เวทีผ่านบริเวณที่นั่งด้านหลังของผู้ชมที่เรียกว่า “ฮานามิจิ” เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าและออกฉากของนักแสดงอีกด้วย และบางครั้งนักแสดงก็จะเดินออกมาพร้อมกับร่ายรำ เมื่อมาถึงเวทีใหญ่ก็จะหยุดเพื่อโพสท่าก่อนขึ้นเวทีไปทำการแสดง

การชมละคร Kabuki ในยุคหลังก็เหมือนกับการมาชมความสามารถของนักแสดง ผู้ที่ชื่นชอบละคร Kabuki มักจะเลือกดูเรื่องที่มีนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ทั้งบทบาท บทตัวละคร และชายที่มีท่วงท่าการแสดงแข็งแรงขึงขัง หรือบทตัวละครต่าง ๆ วิธีการแสดง Kabuki ไม่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือความสมจริง แต่จะเน้นโอเวอร์แอคติ้งแบบเหนือจริงทั้งหมด

โรงละคร Kabuki

โรงละครในเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต อีกทั้งยังมีโรงละครที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่ได้ใช้จัดการแสดงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นโรงละครที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศของโรงละครคาบูกิแบบดั้งเดิมได้ โดยจะไม่มีที่นั่งแบบโรงละครตะวันตก มีการจัดให้นั่งบนเบาะที่วางอยู่บนพื้นภายในห้องสี่เหลี่ยม ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น โรงละครคานามารุสะ ในเมืองโคโตฮิระ จังหวัดคากาวะ เป็นต้น ดังนั้นสำหรับโรงละคร Kabuki ที่เปิดการแสดงทุกวันตลอดทั้งปีมีทั้ง โรงละคร Kabukiza Theatre ย่านกินซ่าของโตเกียว โดยเปิดบริการมานานกว่า 100 ปี และมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและการจำหน่ายตั๋วแบบออนไลน์ อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงละครแห่งชาติในโตเกียว เปิดการแสดงละคร Kabuki ทุกเดือนรวมทั้งการแสดงรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย

แม้ในปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นบางคนเองก็รู้สึกไม่กล้าไปชมการแสดงคาบูกิ เพราะความจริงแล้วคาบูกิเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงของชาวบ้านมาตั้งแต่สมัยก่อน ดังนั้นหากใครได้ลองไปสัมผัสโลกแห่งคาบูกิที่รักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้และพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ผ่านการขัดเกลาจนกลายเป็นการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่สวยของญี่ปุ่นกัน

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

เกอิชา

เกอิชา
เกอิชา

เกอิชา หากพูดถึงคำนี้ เชื่อว่าบางคนที่ไม่รู้จักหรือรู้เพียงผิวเผินคงนึกถึงผู้หญิงขายบริการหรือโสเภณี ที่แต่งกิโมโนสวยๆ ทาหน้าขาวๆ ปากแดงๆ ของญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้นควรมาดูความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องของ เกอิชา ที่เรามักเข้าใจผิดกัน

ประวัติศาสตร์ของ เกอิชา

Geisha เป็นอาชีพอย่างหนึ่งของสตรีคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ถือว่าเป็นผู้ที่ชำนาญทางด้านศิลปะและให้ความเพลิดเพลิน เสมือนเป็นผู้คอยต้อนรับและปรนนิบัติแขก เกอิชามีอยู่แพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อปี ค.ศ. 1920 และได้มีจำนวนเกอิชาถึง 80,000 คน ซ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะยังมีอาชีพเกอิชา แต่ก็มีจำนวนน้อยและลดลง สำหรับเกอิชาฝึกหัดจะเรียกว่า ไมโกะ

อาชีพของเกอิชาพัฒนามาจาก ไทโคะโมะชิ หรือ โฮกัง ซึ่งคล้ายกับพวกตลกหลวงในราชสำนัก เกอิชาในสมัยแรกล้วนเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้นจะเรียกกันว่า “อนนะ เกชะ” หรือเกอิชาหญิง แต่ในปัจจุบันเกอิชาจะเป็นหญิงเท่านั้น

Geisha เรื่องจริงจากประเทศญี่ปุ่น

Geisha ก็คือผู้หญิงขายศิลปะที่มีระดับและมีค่ามากกว่าเหล่าโสเภณีมาก การที่จะเป็นเกอิชาที่แท้จริงได้จะต้องมีการฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่ช่วงอายุ 16 ปี โดยการฝึกฝนจะต้องเข้าไปอาศัยอยู่กับ “มาม่า” เพื่อเข้าฝึกทักษะความสามารถด้านการแสดงรวมทั้งการบริการที่พวกเธอจะต้องปฏิบัติแก่ลูกค้า ดังนั้นในช่วงที่เป็น Geisha ฝึกหัดจะถูกเรียกว่า “ไมโกะ” จนกระทั่งฝึกฝนเรียนรู้ทักษะจนอายุได้ 21 ปี ไมโกะที่ผ่านการฝึกฝนจนได้มาตรฐานแล้วก็สามาถเลื่อนขั้นเป็น เกอิชา เต็มตัวและสามารถออกไปทำงานต้อนรับลูกค้าได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการฝึกก็จะต้องไปทำงานอย่างอื่นแทน

ผู้ที่จะเข้ามาฝึกเป็น Geisha ในอดีตนั้นมีทั้งผู้ที่สมัครใจและผู้ถูกซื้อตัวมาเพราะความยากจน โดยพวกเธอต้องทำงานรับใช้อยู่เบื้องหลัง Geisha รุ่นพี่จะคอยสอนงานและต้องเรียนรู้งาน สำหรับ Geisha ที่เป็นที่ถูกใจของลูกค้าก็อาจเลือกเพื่อไปแต่งงานเป็นอุปถัม ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งงานหรืออายุมากขึ้นก็สามารถเลือกที่จะมีร้านเป็นของตัวเองโดยใช้ทรัพย์สินที่สะสม หรือบางรายคนก็ไปเป็นครูสอน Geisha ในรุ่นต่อ ๆ ไป

ความแตกต่างระหว่าง Geisha และโอยรัน

ในความจริงแล้ว Geisha จะขายความสามารถส่วนโอยรันจะขายเรือนร่าง การสังเกตุเบื้องต้นเพื่อจะแยกแยะคือต้องดูที่ชุดแต่งกายที่แม้จะสวมชุดกิโมโนเหมือนกันแต่สัญลักษณ์คือสายคาดเอวที่เรียกว่า “โอบิ”หากเป็น Geisha จะผูกไว้ที่ด้านหลัง ส่วนโอยรันจะผูกไว้ด้านหน้า นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายจุดที่ช่วยให้เราแยกแยะได้อีกเช่นกัน

Geisha ในสมัยใหม่

ซายุกิ (ฟิโอนา เกรอัม เกิดที่เมลเบิร์น) ชาวออสเตรเลีย ที่ทำงานเป็น Geisha ในประเทศญี่ปุ่น เธอยังเป็นนักมานุษยวิทยา ผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์สารดคี รวมทั้งทำงานที่สถานีโทรทัศน์ NHK National Geographic Channel 4 และ BBC โดยหลังจากที่ได้รับการฝึกอบรม ในสำนักเกอิชาช่วงเวลาหนึ่งปี ปี ค.ศ. 2007 ซายูกิก็ได้กลายเป็น Geisha เต็มตัว ณ ย่านอาซาคุซะ กรุงโตเกียว และยังเป็น Geisha ชาวตะวันตกคนแรกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซายูกิได้รับการฝึกฝนศิลปะหลายแขนง ได้แก่ การเล่นดนตรี การขับร้อง การเต้นรำ การชงชา รวมทั้งเรื่องบทกวีและวรรณคดี สิ่งที่ซายูกิชำนาญมากที่สุดก็คือ ขลุ่ยญี่ปุ่นที่ชื่อว่าโยะโกะบุเอะ

ซายูกิได้จบการศึกษาปริญญาตรี ในสาขามนุษย์วิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเช่นกัน ซายูกิยังได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเคโอ หนึ่งในมหาลัยที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น และยังเคยทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คือที่ Tokyo’s night world กับที่นักกีฬาญี่ปุ่น รวมทั้งแอนิเมชันอีกด้วย

ซายูกิ ได้เขียนหนังสือ ในชื่อเรื่องว่า “Inside the flower and willow world” โดยสำนักพิมพ์ Pan Macmillan จากประเทศออสเตรเลีย เกี่ยวกับหนังสือสารคดีเกี่ยวกับโลกของ Geisha

จากที่สภาพสังคมเปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น และทำให้ในญี่ปุ่นมี Geisha ลดลงเรื่อย ๆ แต่ถึงแม้จะมีสถานบันเทิงสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมายแต่ก็ยังมีลูกค้าบางส่วนที่ยังชอบวัฒนธรรมดั้งเดิมนี้อยู่ และที่สำคัญ Geisha ไม่ได้มีแค่เพียงผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งผู้ชายแท้บางคนก็เลือกประกอบอาชีพนี้ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก gavgavka

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ซูโม่

ซูโม่
ซูโม่

ซูโม่ คือกีฬามวยปล้ำแบบญี่ปุ่น เป็นศิลปะการต่อสู้ในรูปแบบของญี่ปุ่น และเป็นกีฬาประจำชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดของคนญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งในยุคโบราณ ถือกำเนิดขึ้นในการแสดงเพื่อให้เยี่ยมชมความบันเทิงให้แก่เทพเจ้าในศาสนาชินโต หรือพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาของญี่ปุ่น มีพิธีกรรมมากมายซึ่งมีภูมิหลังทางศาสนาที่ยังคงถือปฏิบัติในปัจจุบัน เช่น พิธีการโปรยเกลือบนเวทีมวยปล้ำเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณี จึงมีแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นเล่นกีฬาชนิดนี้ในระดับมืออาชีพในญี่ปุ่น

ประวัติศาสตร์ ซูโม่

กีฬามวยปล้ำที่เก่าแกที่สุด เป็นการต่อสู้สำหรับเทพโบราณในญี่ปุ่น ได้อ้างอิงมาจาก UFABET Kojiki และมีบันทึกเนื้อหาในสมัยโบราณ ที่ว่า Takeminakata เพื่อที่จะพยายามยกทุ่มคู่ต่อสู้ด้วยการจับคว้าแขนของผู้ต่อสู้ ซึ่งในการแข่งขันครั้งนั้นก็ได้ถือเป็นต้นกำเนิดของ Sumo สำหรับการแข่งขัน Sumoที่เก่าแก่ที่สุดคือการแข่งขันระหว่าง Nomi no sukune และToma no kehaya โดยการเตะเป็นเทคนิคหลักของการแข่งขันในครั้งนี้และสุดท้าย Kehaya ก็ได้เสียชีวิตลง

Ozumo เป็นรูปแบบของ Sumo ที่มีในปัจจุบัน ซึ่งได้เกิดขึ้นในสมัย Edo (1603-1868) ต่อมาในสมัยMeiji (1868-1912) รัฐบาลจึงมีกฎหมายให้ประชาชนใส่เสื้อผ้า เป็นผลให้เกิดการต่อต้าน Sumoในช่วงนั้นและห้ามไม่ให้มีการพูดถึงอีกเช่นกัน UFABET ต่อมาในปี1884 เริ่มมีการพูดถึงมวยปล้ำ Sumo อีกครั้งจึงทำให้ Sumo ก็ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน และในปัจจุบันนี้การปล้ำ Sumo ได้มีอยู่ทั่วญี่ปุ่นและบางการแข่งขัน Sumo มีการออกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์อีกด้วย

ลักษณะ

คู่มวยปล้ำจะมีรูปร่างที่อ้วนใหญ่ และจะต้องมีน้ำหนักตัวล 75 กิโลกรัมขึ้นไป ในการแข่งขันทั้งสองฝ่ายต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายหนึ่งล้ม และต้องทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนอกเหนือจากฝ่าเท้าแตะกับพื้น หรือโดยการดันคู่ต่อสู้ให้ออกจากวงกลมขนาดเล็กในสนามที่มีอยู่ ในการต่อสู้ใช้เวลาไม่นานและเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมโดยจะมีการโปรยเกลือบนพื้นในกรอบวงกลม เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เพราะ Sumo เป็นกีฬาที่มีเกียรติ ผู้ที่ก้าวไปถึงตำแหน่ง “โยโกสุนะ” ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของ Sumo ถือได้ว่าเป็นผู้พิชิตอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติที่สุด

ในฤดูกาลแข่งขัน Sumo อาชีพ จะเปิดการแข่งขันต่อปี ปีละ 6 ครั้ง เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน โดยแต่ละครั้งใช้เวลาการแข่งขันนาน 15 วัน เป็นต้น

กฎกติกา

ในการแข่งขัน Sumo จะแข่งกันใน dohyo เป็นวงแหวนรูปวงกลม ผู้แข่งขันจะแพ้ได้ถ้าหากร่างกายหรือเท้าของเจ้าตัวออกจากเส้นที่กำหนดไว้ โดยมีการใช้เทคนิคที่หลากหลาย รวมด้วยกันทั้งหมดมากกว่า 80 ท่าเลยทีเดียว ซึ่งรวมถึงท่าผลักและท่าคว้าด้วย

กฎของการเล่นมีความเรียบง่ายอย่างมาก ซึ่งถ้านักมวยปล้ำออกจากเวทีก่อนหรือสัมผัสโดนพื้นไม่ว่าร่างกายส่วนใด ที่นอกเหนือจากฝ่าเท้าของตนเองจะเป็นผู้แพ้ ในการแข่งขันจะเกิดขึ้นบนเวทียกสูง (Dohyo) ซึ่งสนามทำจากดินเหนียวและถมทับด้วยทราย และการแข่งขันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็มีกรณีที่น้อยมากที่จะใช้เวลาถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่านั้น การแข่งขันไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักหรือระดับชั้นในกีฬาซูโม่ ดังนั้น นักมวยปล้ำอาจจะพบว่าตนเองต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่มีน้ำหนักมากกว่าตนเองหลายเท่า และเหตุนี้ ในการทำน้ำหนักจึงถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการฝึกซ้อมซูโม่ที่สำคัญมาก ๆ

การแข่งขันและการจัดอันดับ

ในหน่วยงานรัฐที่ดูแลกีฬา Sumo ระดับมืออาชีพ คือ สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดให้มีการแข่งขันใน 6 ฤดูกาล  มีสามครั้งในโตเกียวเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน และในโอซาก้า เดือนมีนาคม, นาโกย่า เดือนกรกฎาคม และฟูคุโอกะ เดือนพฤศจิกายน ในฤดูการแข่งขันจะใช้เวลาถึง 15 วัน ระหว่างนั้น นักมวยปล้ำแต่ละคนจะเข้าร่วมการแข่งขันหนึ่งครั้งต่อวัน ยกเว้นแต่นักมวยปล้ำที่อยู่ในลำดับต่ำลงมาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันน้อย จากนั้นนักมวยปล้ำทุกคนจะถูกจัดประเภทตามอันดับหรือบันซูเกะ ซึ่งจะมีการปรับปรุงข้อมูลแต่ละรอบการแข่งขันตามความสามารถ นักมวยปล้ำที่ทำสถิติได้ดีในแต่ละการแข่ง จะได้เลื่อนอันดับขึ้น อันดับสูงสุดเรียกว่า “Makuuchi” อันดับที่สองเรียกว่า “Juryo” ขั้นสูงสุดของซูโม่คือ yokozuna คือแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่ง Yokozuna จะมีความแตกต่างจากนักมวยปล้ำในอันดับที่ต่ำกว่าเพราะเขาไม่สามารถถูกลดอันดับได้ แต่จะสามารถปลดเกษียณตนเองเมื่อเริ่มทำได้แย่ลงเช่นกัน

การดูการแข่งขัน

วิธีที่ดีในการดูซูโม่ ก็คือ เข้าชมในฤดูกาลที่มีการแข่งขันซูโม่ซึ่งจะมีการจำหน่ายตั๋วในละวัน ฤดูกาลแข่งขันที่ใช้เวลา 15 วัน ตั๋วจึงสามารถซื้อได้ล่วงหน้าจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการหรือผ่านทาง buysumotickets.com และยังสามารถซื้อตั๋วได้ที่ร้านสะดวกซื้อและจำเป็นต้องมีทักษะในการพูดภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย

และด้วยการแข่งขันที่มีอยู่หลากหลาย และตำแหน่งสามารถลดลงได้ทุกเมื่อ นักซูโม่จึงต้องพยายามอย่างหนัก ต้องหมั่นฝึกซ้อม และไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  เพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่ในระดับสูงขึ้นไป และทำฝันของตัวเองให้กลายเป็นจริง

สามารถค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ชุคุโบะ

ชุคุโบะ
ชุคุโบะ

ชุคุโบะ ตั้งอยู่แถวภูเขาโคยะในวาคายาม่า มีหลายๆคนอาจจะสงสัยว่าในวัดจะสามารถพักได้อย่างไร แต่จริง ๆ แล้วที่พักในวัดที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้แสวงบุญสำหรับผู้คนที่เดินทางทั่ว ๆไปไปจนถึงผู้ที่ต้องการสัมผัสกับความเรียบง่ายและวิถีชีวิตของพระในพระพุทธศาสนา โดยในแถบบริเวณภูเขาโคยะนั้นจะมีวัดมากกว่า 50 วัดเลยทีเดียว ที่มีบริการที่พักแบบ Shukubo

ชุคุโบะ ก็คือ

ที่พักภายในวัด และเป็นที่พักสำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาของวัดหรือศาลเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่วัดและต้องการจะรับรู้หรือสัมผัสกับวิถีชีวิตตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะรู้ถึงวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ซึ่งการได้พักค้างคืนที่วัดนั้น จะมีการจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ไปนั้น ในการดีไซน์ของวัดแสดงให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ในผู้ที่ซึ่งมาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและไม่ใช่แค่เพียงจะสามารถชมวิถีการทำงานในวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเข้าร่วม ufabet กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึงความสงบจะมีกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ มีฟังการสอนสวดมนต์และการฝึกฝนคัดพระสูตร เป็นต้น

ที่พักภายในวัด และเป็นที่พักสำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาของวัดหรือศาลเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่วัดและต้องการจะรับรู้หรือสัมผัสกับวิถีชีวิตตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะรู้ถึงวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ซึ่งการได้พักค้างคืนที่วัดนั้น จะมีการจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ไปนั้น ในการดีไซน์ของวัดแสดงให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ในผู้ที่ซึ่งมาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและไม่ใช่แค่เพียงจะสามารถชมวิถีการทำงานในวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเข้าร่วม ufabet กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึงความสงบจะมีกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ มีฟังการสอนสวดมนต์และการฝึกฝนคัดพระสูตร เป็นต้น

ในประเทศญี่ปุ่นมีวัด Shukubo ประมาณ 300 แห่ง เช่น วัดเซนโซจิ จังหวัดนากาโน่, เดวะซันซัง จังหวัดยามากาตะ, มิทาเกะซัง กรุงโตเกียว และวัดบางแห่งในเกียวโต แต่จะมีอยู่มากในโคยะซัง จังหวัดวาคายะมะ ส่วนค่าใช้จ่ายของชุคุโบะมักจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-10,000 เยนต่อคน พร้อมอาหาร 2 มื้อ อาหารเช้าและอาหารเย็น

ข้อดีของการได้นอนวัดที่ญี่ปุ่นคือการได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ในอาคารไม้ที่เก่าแก่ ในบางอาคารในห้องเปิดมาสามารถเจอสวนญี่ปุ่น ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วจะต้องรู้สึกจิตใจสงบขึ้นเลยทีเดียว และสำหรับใครที่กลัวผีนั้น ในวัดญี่ปุ่นก็ไม่น่ากลัวเหมือนวัดที่ไทยเลยสักนิดเพราะสถานที่รอบ ๆ วัดไม่มีสถานที่ฝังศพ ถึงแม้ในหลาย ๆ วัดจะมีสุสานอยู่ภายในวัด แต่บรรยากาศรอบ ๆ วัดนั้นไม่ได้ชวนขนหัวลุกเท่าที่วัดบ้านเราแน่นอน

ห้องพัก “Shukubo”

               ในห้องพักส่วนใหญ่เป็นห้องแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม คล้ายคลึงกับที่พักเรียวกังหรือที่พักสไตล์ญี่ปุ่น ในพื้นห้องจะปูด้วยเสื่อทาทามิ มีฟูกสำหรับปูนอน มีประตูบานเลื่อนและมีบริการชุดยูคาตะอีกด้วย แม้จะเป็นการนอนพักที่วัด ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอินเทอร์เน็ต Wi-Fi โทรทัศน์ ตู้นิรภัยส่วนบุคคล เครื่องทำความร้อน กาต้มน้ำ ตู้เย็น และยังมีบริการรับฝากสัมภาระ รองรับแขกผู้มาเยือน ตลอดจนห้องน้ำและออนเซนส่วนรวม ในบางแห่งอาจจะมีออนเซนแยกเป็นส่วนตัวให้ด้วย

กิจกรรมภายในวัด

  1. กิจกรรมร่วมกันสวดมนต์ตอนเช้า ช่วงเช้าเริ่มเวลา 6 โมง เป็นการทำสมาธิ โดยจะสวดรอบละประมาณ 30-45 นาที
  2. ฝึกทำสมาธิแบบซาเซ็น โดยการหันหน้าเข้าหาตนเองและใช้การเพ่งสมาธิเพื่อขบคิดพิจารณาสภาวะธรรมและปริศนาธรรมต่าง ๆ เพื่อการบรรลุซาโตริ วิธีการนั่งทำสมาธิโดยจะต้องนั่งท่าขัดสมาธิดอกบัว สูดลมหายใจให้ลึก ๆ หายใจเข้า-ออก เป็นระยะ ๆ เอียงร่างกายไปทางซ้ายทีขวาทีสลับกับแล้วจึงปล่อยให้หยุดนิ่ง ให้นึกถึงการคิดโดยปราศจากการไม่คิดอย่างไร ในสิ่งนี้เองจะเป็น หัวใจแห่งศิลปะการนั่งซาเซ็น
  3. การฝึกทำสมาธิใต้น้ำตก เป็นการฝึกความอดทน ได้เชื่อกันว่าถ้าหากใครสามารถเพ่งสมาธิท่ามกลางน้ำตกนั้น ซึ่งจะต้องสามารถเพ่งจิตท่ามกลางเสียงซัดจากน้ำตกได้แล้วไซร้ เมื่อนั้นกิเลสอื่น ๆ ก็ไม่สามารถเข้ามายั่วยุจิตใจเราได้ เป็นดั่งคำพูดที่เกิดขึ้นว่า “สรรพสิ่ง เคลื่อนไหว จิตใจสงบนิ่ง”
  4. ในระหว่างการเข้าพักก็ยังสามารถสัมผัสธรรมชาติอันเงียบสงบได้อย่างเต็มที่ พร้อมเดินชมอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของทางวัดได้ตามอัธยาศัยอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบ “โชจินเรียวริ”

โชจินเรียวริ ก็คือ อาหารมังสวิรัติที่ปรุงจากผักและพืชพันธุ์ธรรมชาติ อาจจะฟังดูเหมือนธรรมดาแต่ว่าความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารอย่างกลมกลืนเข้ากับรสชาติตามฤดูกาลแล้ว โชจิน-เรียวริว ยังเป็นอาหารที่แก่นแท้ของวัตถุดิบนั้น ๆ ออกมา อาหารโชจินเรียวริที่พิเศษมีทั้ง เต้าหู้แบบโคยะและเต้าหู้งาที่เรียกว่า “โกมะโดฟุ” สำหรับอาหารเย็นส่วนใหญ่จะเสิร์ฟช่วงเวลา 6 โมง และยังเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด เช่น ยูบะ “ฟองเต้าหู้” , คอนยัคคุ “เจลลี่แบบก้อน” และ โคยะโดฟุ “เต้าหู้แช่แข็งแห้ง” นั่นเอง

สมาคมโคยะซัน Shukubo

เสน่ห์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเยี่ยมชมโคยะซัน ก็คือ การได้พักค้างแรมในวัด ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกที่พักในวัดว่า “Shukubo” และสมาคมโคยะซัน “Shukubo” ที่ยังช่วยคุณจัดการเรื่องการพักค้างคืนในวัด อีกทั้งสามารถจัดเตรียมการนั่งสมาธิ การสวดมนต์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้คุณได้ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น

สำหรับหลาย ๆ คนที่สนใจและต้องการเข้าพักที่พักแบบ “Shukubo” ก็อย่าลืมรักษากฎระเบียบทางวัดอย่างเคร่งครัดกันด้วย เพราะการเข้ามาพักในวัดเท่ากับการที่เราต้องทำจิตใจให้สงบอีกด้วย ดังนั้นการส่งเสียงดังซึ่งถือเป็นการรบกวนสมาธิคนอื่น ๆ และเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเลยทีเดียว สำหรับใครได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวและได้พักที่พักสไตล์ Shukubo ก็อย่าลืมแวะมาแชร์ประสบการณ์กันด้วยนะ

หากผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

วัฒนธรรม

วัฒนธรรม
วัฒนธรรม

วัฒนธรรม มีหลากหลายทั้งความงดงามและมีเสน่ห์ ที่ไม่เหมือนประเทศอื่น และยังได้สร้างความประทับใจให้หลายๆคนโดยไม่รู้ลืม แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเท่านั้นที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและควรแก่การมาเที่ยวสักครั้งนั่นเอง

วัฒนธรรม ดั้งเดิม

อาหารญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักและชื่นชอบกันทั่วไปเพราะมีขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถัน และมีรายละเอียดอย่างสูง และยังมีการนำเสนอที่เฉพาะตัวและมีความน่าสนใจ ซึ่งแต่ละภูมิภาคประเทศญี่ปุ่นก็มีอาหารจานพิเศษเฉพาะตัวในแต่ละภูมิภาคนั้นๆ ในส่วนผสมที่ได้คัดสรรอย่างดีเพื่อมีรสชาติที่ดีและอร่อยที่สุด ข้าวญี่ปุ่นถือว่าเป็นอาหารหลักและเพิ่มคุณค่าทางอาหารหลายชั่วอายุคนและได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เค้กข้าว และเครื่องปรุงให้อาหารหลากหลายจานอีกด้วย ได้แก่ ซูชิ โอโคโนมิยากิ เทริยากิ เทมปุระ อุด้ง และยาก