เทศกาลทานาบาตะ เทศกาลใหญ่ในญี่ปุ่น

เทศกาลทานาบาตะ เทศกาลใหญ่ในญี่ปุ่น
เทศกาลทานาบาตะ เทศกาลใหญ่ในญี่ปุ่น

เทศกาลทานาบาตะ เทศกาลใหญ่ในญี่ปุ่น ทางเว็บไซต์จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดพิธีทานาบาตะขึ้น เมืองต่าง ๆ ที่จัดยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีสถานที่ดังนี้

  1. เทศกาลทานาบาตะ ในเมืองเซนได จังหวัดมิยะงิ ได้เริ่มการจัดพิธีขึ้นในช่วงวันที่ 6 – 8 เดือนสิงหาคม ในบริเวณชิมิน ฮิโรบะ สแควร์ , สวนโคโทได ,สุสานซูอิโฮเดน และปราสาทอาโอบะ อีกทั้งได้มีการจัดแสดงพลุที่ริมแม่น้ำฮิโรเสะ และบริเวณของสวนนิชิ อีกด้วย
  2. เทศกาลทานาบาตะ ในเมืองอันโจ จังหวัดไอจิ ได้เริ่มการจัดพิธีขึ้นในช่วงวันที่ 2 – 4 เดือนกรกฎาคม ในบริเวณสถานีรถไฟเจอาร์อันโจ นั่นเอง
  3. เทศกาลทานาบาตะ ในเมืองฮิรัตสึกะ จังหวัดคานางาวะ ได้เริ่มการจัดพิธีขึ้นในช่วงวันที่ 5 – 7 เดือนกรกฎาคม บริเวณที่มีการจัดตั้งพิธีคือ สถานีรถไฟ Hiratsuka

ทั้งนี้ไม่ใช่แค่คนในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่มีการเฉลิมฉลอง เพราะในประเทศจีนก็มีการจัดตั้งเทศกาลนี้เช่นกัน เรียกได้ว่า เป็นต้นกำเนิดของเทศกาลนี้เลย โดยชื่อเทศกาลของจันมีชื่อว่า เทศกาลชีซี (Qixi Festival) ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 7 ส.ค. ของทุกปีเช่นกัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

จากสถานการณ์ในช่วงปีนี้ เทศกาลนี้ก็ได้ถูกยกเลิกออกไป เพราะในประเทศต้องการที่จะเฝ้าระวังการแพร่กระจายของการติดเชื้อของ โคโรน่าไวรัส หรือ โควิด – 19 เพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยของคนในเมืองที่จะมาเข้าเยี่ยมชม ซึ่งทางประเทศถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสูงที่สุดที่จะต้องมีการยกเลิกเทศกาลนี้ นั่นเอง ซึ่งในทางประเทศจะขอเลือ่นเทศกาล ครั้งที่ 70 ในปีหน้า…

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

สามารถเข้าเที่ยวชมเว็บไชต์ผู้สนับสนุนได้ที่นี่ ufabet168

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เทศกาลทานาบาตะ

เทศกาลทานาบาตะ
เทศกาลทานาบาตะ

เทศกาลทานาบาตะ เป็นเทศกาลขอพรจากดวงดาวที่เก่าแก่ของคนญี่ปุ่น และจะมีการจัดขึ้นในประเทศพร้อม ๆ กันในเดือนก.ค.- ส.ค. ของทุก ๆ ปี

ในประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่น่าไปท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่มีทั้งสถานที่ทางธรรมชาติ วัมนธรรม รวมทั้งประวัติศาสตร์ที่น่ารู้ อีกทั้งเป็นประเทสที่น่าสนใจ เป็นประเทศมีความสะอาด เป็นระเบียบ คนท้องถิ่นใจดี

ซึ่งในเมืองของญี่ปุ่นนั้นยังมี เทศกาลต่าง ๆ ตลอดทั้งปีที่ให้เหล่าผู้คนท้องถิ่น รวมทั้งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมบรรยากาศกันได้ด้วย ซึ่งวันนี้ทางเว็บไซต์เราจะมาถึงเทศกาลในฤดร้อนที่ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว เทศกาลนี้ก็คือ เทศกาลทานาบาตะ เป็นเทศกาลที่ขอพรจากดวงดาว ที่ได้มีมาเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปีตั้งแต่สมัยยุคเฮอัง นั่นเอง

ทานาบาตะ เป็นวันแห่งความรัก อีกทั้งยังเป็นความสุขอันสมหวังของดวงดาวทั้ง 2 ซึ่งในดวงแรกนั้นคือ โอริ ฮิเมะ และดวงที่สองคือ ฮิโกโบชิ และในตามความเชื่อของประเทศญี่ปุ่นนั้นได้เล่ากันต่อ ๆ มาว่า ทั้งสองดวงดาวต้องพรากจากกันโดยทางช้างเผือก

หรือคนญี่ปุ่นเรียกว่า อามาโน่ คาวา ที่แปลคำนี้ได้ว่า แม่น้ำแห่งสวรรค์ ที่แม่น้ำสายนี้เป็นสายน้ำที่กั้นระหว่างสองดวงดาวให้ต้องพลัดพลากจากกัน แต่ทุก ๆ ปีนั้น ในวันที่ 7 เดือนที่ 7 เป็นวันของทางช้างเผือก ก็จะออกมาปรากฏทำให้ได้มองเห็นได้ในทุก ๆ ปีบนท้องฟ้าของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้ง เป็นวันที่ทั้งสองดวงดาวได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

ซึ่งในวันนั้น ก็ได้เป็นวันที่กำเนิดพิธีทานาบาตะขึ้น ที่คนญี่ปู่นนั้นเชื่อถือในเรื่องเล่า และก็ได้เล่ากันต่อ ๆ มาจนปัจจุบันว่า ต้องไปตัดต้นไผ่ มาปักไว้ตรงรั้วหน้าบ้าน และเขียนคำอธิษฐานบนกระดาษ จากนั้นนำไปผู้ที่ไม้ไผ่ เชื่อกันว่า คำฮธิษฐานนั้นจะเป็นจริง

และพิธีก็จะมีการแสดงระบำนกกระจอก ที่มีประวัติว่ายาวนานถึง 4 0 0 ปี ระบำนกกระจอกเป็นระบำของชาวพื้นเมือง โดยผู้รำนั้นจะถือพัดแล้วร่ายรำเลียนแบบนกกระจอก ต้อมาในปัจจุบันได้มีการร่ายรำแสดงนักท่องเที่ยวให้ได้รับชม และชักชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่ายรำด้วยกันอีกเช่นกัน ทั้งนี้การร่ายรำก็ทำให้สร้างความสนุกสนานให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมเป็นอย่างมาก

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณบทความดี ๆ จากเว็บ แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น

วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น
วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น

วันวาเลนไทน์ของประเทศญี่ปุ่น หากได้พูดเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ที่นอกจากจะเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองของประเทศทางฝั่งยุโรปแล้ว ทางประเทศญี่ปุ่นนั้นก็มีเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างเช่นผู้หญิงนั้นจะต้องนำช็อคโกแลตไปให้ผู้ชาย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดูแปลกตาไปเลยทีเดียว หากมีข้อสงสัยว่าวัฒนธรรมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร งั้นเราไปดูที่มากันเลย

ที่มาของวันวาเลนไทน์ที่แท้จริงนั้นหลาย ๆ คนนั้นคงจะรู้จักกันบ้างแล้ว คือวันวาเลนไทน์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี เริ่มมีตั้งแต่ยุคจักวรรษโรมันโบราณ ในวันที่ 14 ก.พ. นั้นได้มีการถูกกำหนดให้เป็น วันแห่งการเฉลิมฉลองให้เทพีจูโน่ เป็นเทพีแห่งการแต่งงาน และการคลอดบุตรองค์สูงสุดของชาวโรมัน ในวันต่อมานั้นก็ได้มีการจัดงานเทศกาลที่ชื่อว่า Lupercalia ขึ้น ซึ่งในเทศกาลนี้นั้นจะเป็นประเพณีที่เหล่าสาว ๆ นั้นจะมีการเขียนชื่อตัวเองลงในเหยือกก่อนวันที่ 14 ก.พ. พอเมื่อถึงวันเทศกาล จะมีผู้ชายมาเลือกดึงชื่อผู้เขียนออกมา จากนั้นทั้งผู้เขียน และผู้จับได้ก็จะต้องเป็นคู่ที่มาเฉลิมฉลองกัน บางคู่นั้นก็อาจจะตกหลุมรักจนกระทั่งแต่งกันกันเลย

ทั้งนี้ในวันที่ 14 ก.พ. เป็นวันสุดพิเศษของหลาย ๆ คนทั่วโลก เพราะเป็นวันแห่งความรักของชาย หญิงที่มีให้กัน นอกจากนั้นยังเป็นวันแห่งการมอบของขวัญ และช็อคโกแลตให้แก่กัน

เคยสังเกตไหม ? ว่าทำไมวันวาเลนไทน์ในญี่ปุ่นผู้หญิงต้องให้ช็อคโกแลตผู้ชาย หากมีข้อสงสัยลองอ่านต่อไปกันได้เลย

ในปี 1936 มีร้านขนมร้านหนึ่งที่ชื่อว่า Kobe Morozoff ได้ออกมาโปรโมทสินค้าช็อคโกแลตสำหรับวันวาเลนไทน์โดยกลุ่มเป้าหมายก็คือคู่รักชาย หญิง และในต่อมานั้นก็มีห้างสรรพสินค้าออกมาโปรโมทอีกว่า ในวันนี้ควรเป็นวันมอบของขวัญในกับคนที่เรารัก แต่ในช่วงนั้นก็ไม่ได้เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่

ในปี 1958 ได้มีเคมเปญ โดย Mary Chocolate ได้จัดขึ้นที่ห้างอิเซตันในเมืองชินจุกุ  และได้มีการเสนอให้ผู้หญิงเป็นคนให้ช็อคโกแลตแก่ฝ่ายชาย เพราะกลุ่มลูกค้าหลัก ๆ ที่จะมาอุดหนุนก็คือจัชะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่า

ต่อมาในปี 1970 ได้มีกำหนดการขึ้นให้วันที่ 14 ก.พ. เป็นวันช็อคโกแลต จึงมีการจัดการแข่งขันการค้าช็อคโกแลตในวันวาเลน์ไทน์ขึ้นนั่นเอง  โดยการจัดทำขึ้นได้มีการแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง

จากที่ได้รู้ว่า ในวันวาเลนไทน์ ของประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงนั้นจะมอบของขวัญ และช็อคโกแลตให้กับผู้ชาย ซึ่งในตอนนั้นก็ได้มีช็อคโกแลตที่หลากหลายรูปแบบ และมีรสชาติที่ต่างกันมากมาย เพื่อสื่อถึงความรักของคู่รักของแต่ละคน การมอบของขวัญให้แก่คนที่เรารักนั้นเป็นเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอบคุณ บทความดี ๆ จาก UFABET1688

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องดนตรีโกะโตะ

เครื่องดนตรีโกะโตะ
เครื่องดนตรีโกะโตะ

เครื่องดนตรีโกะโตะ เครื่องดนตรีประเทศญี่ปุ่น เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ได้รับมากจากประเทศจีนในศตวรรษที่ 7-8 และได้นำมาดัดแปลงให้เป็นแบบของญี่ปุ่น เริ่มต้นในสมัยนาราที่ในทั่ว ๆ ไปแล้วนั้นจะมีทั้งหมด 13 สาย และเครื่องดนตรีชนิดนี้ก็ยังมีลักษณะที่คล้ายคลีงกับเครื่องดนตรีในชาติอื่นๆ เช่นกัน ที่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป

เครื่องดนตรีชนิดนี้นั้นนิยมมากในหมู่คนที่มีฐานะในประเทศญี่ปุ่นและนับได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงที่โรแมนติกชนิหนึ่งที่เป็นที่นิยมเช่นกัน เครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ถูกพูดถึงในเรื่อง ตำนานของเกนจิ ตอนที่เกนจินั้นได้ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขานั้นไม่เคยเหนหน้ามาก่อนเพียแค่ได้ยินเสียงโกะโตะที่หญิงสาวได้เล่นบรรเลงมาจากแดนไกล

เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 15 นั้นเครื่องดนตรีชนิดนี้เริ่มมีชื่อเสียงจากการแสดงเดี่ยว ต่อมาในศตวรรษที่ 16 ในศาสนาพุทธ ผ็ที่ได้ชื่อว่า เคนจุน ที่อาศัยถิ่นฐานอยูที่ตอนเหนือขอคิวชูได้มีการเริ่มแต่งเพลงที่ไว้ใช้เล่นกับโกะโตะ ชื่อว่า ซึกุชิ โกโตะ และคนที่มีอิทธิพลที่ทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างมากก็คือ ยาซึฮาชิ เคนเกียว เขาเป็นนักดนตรีที่มาจาก เกียวโต และผู้ที่สามารถดัดแปลงปรับปรุงเพลงทั้ง 6 เพลงที่ได้ใช้สำหรับเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มาปรับปรุงในรูปแบบเก่าให้เกิดเป็นดนตรีในรูปแบบใหม่ได้นั่นก็คือ คุมิ อุตะ ยาซึฮาชิ หรือในนามที่หลาย ๆ คนเรียกเขาว่า บิดาของโกะโตะสมัยใหม่

ในปัจจุบันนี้ ได้มีการสอนการเล่นโกะโตะอย่ามาก และเป็นที่นิยมมาตลอด ในปัจจุบันนี้ ยังได้มีการดัดแปลงดนตรีขึ้นเรื่อย ๆ ให้ทันสมัย กระทั่งได้มีวงดนตรีแนวต่าง ๆ ทั้งในแนวตะวันตก หรือแนว Pop – rock ที่ได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จากนั้น ก็ยังมีโรงเรียนสำหรับเพื่อการสอนมากมายรวมถึงยังมีศิลปินผู้เล่นอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อได้เผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง ถ้าหากใครสนใจ และอยากที่จะศึกษาถึงเรื่องราวความเป็นมาสามารถอ่านได้ในบทความถัด ๆ ไป เราจะนำเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในสมัยก่อนมาบอกให้ทุก ๆ คนที่สนใจได้ติดตาม เครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้แต่ถ้าหากอยากลองที่จะเล่น หรือทดลองแนะนำให้ลองไปเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น เรียนรู้วัฒนธรรมการเล่นในท้องถิ่นได้เลย

เครื่องดนตรีของ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นศิลปะโบราณที่ได้สะท้อนถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก หลายๆ คนเคยได้ยิน และหลาย ๆ คนพึ่งจะรู้จักดนตรีชนิดนี้แต่ถ้าหากได้เรียนรู้ถึงเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ แล้วเชื่อว่าอยากจะได้ลองและชอบมาก ๆ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จากเว็บไซต์ แทงบอล

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น
มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นของสถานที่ที่ได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกในประเทศญี่ปุ่นเป็น สถานที่เหล่านั้นส่วนมากจะมีความหลากหลายในธรรมชาติ ทั้งยังยังมีความงดงามอีกทั้งมีสี่ฤดู ซึ่งยากจะหาสถานที่ลักษณะอย่างนี้ที่แห่งไหนบนโลกเทียบเท่า หรือแม้กระทั้งสถานที่เป็นรอยจารึกอันเจ็บปวดในสมัยก่อน ดังเช่น อะตอมมิก บอมบ์ โดม (สวนสันติภาพที่ฮิโรชิมะ) ที่ไม่สมควรถูกลืม ในบรรดาสถานที่ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแล้วก็ประวัติศาสตร์พวกนี้ อาคารบ้านเรือนหลายๆที่ได้รับอิทธิพลมาจากความอ่อนไหวที่ไม่มีใครเหมือนของคนประเทศญี่ปุ่น

ถ้าเกิดคุณได้สัมผัสกับการออกแบบที่มีพลังพวกนี้แล้ว คุณจะเข้าใจสาระสำคัญคิดของคนญี่ปุ่นแล้วก็รากฐานของวัฒนธรรมได้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

  • วัดโฮริวจิ จังหวัดนารา (N a r a) : Buddhist Monuments in the Horyu-ji Area
  • ปราสาทฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ (H y o g o) : Himeji-jo Castle
  • เทือกเขาชิระคะมิ-ซันจิ จังหวัดอะโอโมริ (A o m o r i) หรือจังหวัดอะคิตะ (Akita) : Shirakami-sanchi Mountain Range
  • เกาะยะกุชิมะ จังหวัดคะโงะชิมะ (K a g o s h i m a) : Yakushima Island
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าเกียวโต, Uji จังหวัดเกียวโต (K y o t o) และเมือง Otsu จังหวัดชิงะ (S h i g a) : Historic Monuments of Ancient Kyoto
  • หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิระคะวะโกะ จังหวัดกิฟุ (G i f u) และโกคะยะมะ จังหวัดโทยามะ (T o y a m a) : The Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama
  • อนุสรณ์สวนสันติภาพ จังหวัดฮิโรชิมะ (H i r o s h i m a) : Hiroshima Peace Memorial (G e n b a k u D o m e)
  • ศาลเจ้าชินโตอิทสุคุชิมะ จังหวัดฮิโรชิมะ (H i r o s h i m a) : Itsukushima Shinto Shrine
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาราโบราณ จังหวัดนารา (N a r a) : The Historic Monuments of Ancient Nara
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ศาลเจ้าโทโชงุ จังหวัดโทชิงิ (T o c h i g i) : The Shrines and Temples of Nikko
  • โบราณสถานงุซึคุ จังหวัดโอกินาวะ (O k i n a w a) : Gusuku Sites and Related Properties of the Kingdom of Ryukyu
  • สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางจาริกแสวงบุญแถบเทือกเขาคิอิ จังหวัดนารา (N a r a), วากายะมะ (W a k a y a m a) และมิเอะ (M i e) : Sacred Sites and Pilgrimage Routes in the Kii Mountain Range
  • อุทยานแห่งชาติชิเรโทโกะ จังหวัดฮอกไกโด (H o k k a i d o) : Shiretoko
  • เหมืองเงินอิวะมิ กินซัน จังหวัดชิมะเนะ (S h i m a n e) : Iwami Ginzan Silver Mine
  • ฮิระอิซุมิ จังหวัดอิวะเตะ (I w a t e) : Hiraizumi
  • เกาะโอกะซะวะระ จังหวัดโตเกียว (T o k y o) : Ogasawara
  • ภูเขาไฟฟูจิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแรงบันดาลใจทางศิลปะ : Fujisan, sacred place and source of artistic inspiration
  • โรงงานผ้าไหมโทมิโอกะ จังหวัดกุมมะ (G u n m a) : Tomioka Silk Mill

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นมรดกโลกของญี่ปุ่น ที่ได้จดทะเบียนแล้ว ซึ่งจะมีหลายหลายสถานที่ที่มีจุดเด่นที่อาจจะแตกต่างกันในบางจุด UFABET หากสนใจสถานที่สำคัญ ๆ ในแต่ละจุดเพื่อการศึกษาก่อนจะไปเยือนเราจะนำข้อมูลแต่ละสถานที่มาบอกกัน….

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ
สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อในเรื่องความเคารพนับถือต่อสัตว์รวมทั้งสุนัขก็ไม่มีข้อยกเว้น เรื่องราวความภักดีแล้วก็ความเด็ดเดี่ยวที่ยอดเยี่ยมของหลายสายพันธุ์พื้นบ้านในประเทศญี่ปุ่น ได้รับการกำหนดให้เป็นทรัพย์สมบัติประจำชาติรวมทั้ง สุนัขสายพันธ์ญี่ปุ่น ที่นิยมไปแล้ว

สุนัขพันธุ์ญี่ปุ่นบางจำพวกตัวอย่างเช่น A k i t a และก็ S h i b a I n u ได้เติบโตขึ้นทั่วโลกและก็สามารถพบเจอได้ง่ายผ่านพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในประเทศอเมริกาอย่างไรก็ตามโดยมากหาได้ยากรวมทั้งเจอเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเพียงแค่นั้น

การส่งออกเป็นไปได้ แต่ว่ามีราคาแพงแล้วก็หายาก หนึ่งสายพันธุ์ S a k h a l i n H u s k y สุนัขเลื่อนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า K a r a f u t o K e n แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ข้อเท็จจริงของสุนัขสองสายพันธ์ เช่น K a r a f u t o s T a r o และก็ J i r o ที่มีชีวิตรอดมาได้เพียงลำพังในแอนตาร์กติกเป็นเวลาหนึ่งปีเป็นภาพยนต์ดิสนีย์เรื่อง “E i g h t B e l o w” ในปี 2 0 0 6

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ ที่เอามาให้รู้จักกัน

  • Akita

หนึ่งใน สุนัขสายพันธ์ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็มีชื่อเสียงกันดีที่สุดเป็น Akita เชื่อถือจากความซื่อสัตย์ของมัน Akitas เป็นสายพันธ์ที่มาจากทางภาคเหนือของประเทศนับว่าเป็นทรัพย์สินแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นอย่างยิ่งจริงๆ

Akita ตัวแรกที่ได้มีการมอบให้กับชาวต่างประเทศ (สหรัฐฯ) เป็นสุนัขชื่อ Kamikaze-go มอบให้กับเฮเลน เคลเลอร์ (Helen Keller) ผู้เขียนแล้วก็นักมนุษยธรรมชาวอเมริกันเป็นของขวัญภายหลังที่เธอมาประเทศญี่ปุ่นในปี 1937

สายพันธุ์นี้น่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้กับเจ้าสุนัขชิบะเลย มีความคล้ายกันแต่ว่าแตกต่างกันด้วย เอกลักษณ์ของจำพวกนี้เป็นมีสีขาวแล้วก็น้ำตาลอ่อน นิสัยมีความซื่อตรงรวมทั้งภักดีต่อเจ้าของอย่างมาก จะมองเห็นได้ว่ามีอนุศรรูปปั้นของสุนัขประเภทนี้อยู่ เจ้าสุนัขที่ดังไปทั่วโลกอย่าง “ฮาจิโกะ” ที่มีรูปปั้นตั้งอยู่ที่ชิบูย่านั่นเอง

  • Shiba Inu

Shiba Inus เป็นสายพันธุ์ขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับ Akitas นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน สุนัขสายพันธ์ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็เป็นสายพันธุ์สุนัขที่ดั้งเดิมที่สุดในโลก เดิมทีถูกเลี้ยงขึ้นเพื่อล่าสัตว์ สุนัขพวกนี้เป็นสุนัขที่อยู่อย่างอิสระและก็แข็งแกร่งแล้วก็ต้องการการฝึกอบรมที่ดี เสียงกรีดร้องเหมือนเช่นเคยที่พวกเขาทำเรียกว่า Shiba scream

  • Shikoku Inu

ชื่อที่ตั้งตามสถานที่ที่มาจากสุนัขกลุ่มนี้ มาจากพื้นที่ที่เป็นเทือกเขาของเกาะชิโกะกุ อีกสายพันธ์ที่นิยม Shikoku Inu เป็นสุนัขขนาดกลางที่มีหูที่เต็มไปด้วยหนามรวมทั้งหางโค้ง Shikokus มีความเฉลียวฉลาดรวมทั้งมีอิสรภาพอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ทำให้มันยากที่จะฝึกอบรม สุนัขพันธ์นี้หายากมาก แม้กระทั้งในประเทศประเทศญี่ปุ่น

  • Kai Ken

Kai Ken เดิมเป็นหมาป่าจากจังหวัด Kai บนเกาะ Honshu สายพันธุ์นี้มิได้ถูกประยุกต์ใช้ในสหรัฐฯจนกระทั่งปี 1990 น้อยกว่าพันธุ์อื่นๆในประเทศญี่ปุ่นที่ทำให้เป็นอันตราย

Kai เป็นเพื่อนที่ซื่อตรง Kai Ken มีแบบอย่างที่ต่างกันออกไป รูปแบบของสุนัขคาอิเคนจะมีอยู่ร่วมกัน 2 ลักษณะเป็น ชิกะงาตะ ที่ขาทั้งยัง 4 ข้างเรียวยาว กับ อิโนชิชิงาตะ ที่ขาจะดูป้อมๆซึ่งคาอิเคน ส่วนมากในตอนนี้เกือบจะเป็นแบบชิกะงาตะแทบทั้งหมด และก็สุนัขประเภทนี้ยังมีชื่อเล่นว่า สุนัขลายเสือเนื่องมาจากเป็นประเภทที่มีขนลายเสือขึ้นจนมองเห็นแน่ชัด

ยิ่งไปกว่านี้ มีความดุดัน คล่องแคล่ว รวดเร็วตามรูปแบบของสายเลือดนักล่า และก็ออกจะดุกับคนแปลกหน้า

  • Japanese Terrier

เป็นชนิดที่หายากเป็นเทอร์เรียคนประเทศญี่ปุ่น เป็นลูกหลานของสุนัขจิ้งจอกที่มีขนยาว ซึ่งถูกนำตัวมายังจากเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 1 7 สุนัขพันธ์นี้ได้รับการผสมพันธ์กับสุนัขประเทศญี่ปุ่นท้องถิ่นนำมาซึ่งการทำให้มี l a p d o g ขนาดเล็กที่มีขนสั้นเรียกว่าเทอร์เรียประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งลักษณะประจำสายพันธ์เทอร์เรีย ซึ่งเป็นที่พึงพอใจสูงที่สุดเนื่องจากว่ามันสนุกสนานรวมทั้งมีพลัง U F A B E T ร่าเริงตลอดระยะเวลา

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น
วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น กระบวนการการคำนับในประเทศญี่ปุ่น บางทีอาจใช้เป็นคำพูดทักทายการเสนอแนะ การแสดงความเคารพนับถือหรือการขอโทษ ในแบบอย่างๆของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีหลายแบบและก็หลายกริยาที่คุณควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าไว้ก่อนการมาเยือนในประเทศญี่ปุ่นในตอนพักร้อนอันสวยสดงดงามของคุณเอง

แนวทาง วิธีการคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น สำหรับในการประพฤติตามประเพณีที่ถูกต้อง

1. การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการทักทาย

คือเรื่องธรรดาที่จะโค้งศีรษะรวมทั้งไหล่เล็กน้อยราว ๆ 1 0 องศา เพื่อเป็นการทักเพื่อนพ้อง ท่าทีคล้ายกันสามารถใช้สำหรับการกล่าวลา ในโอกาสที่เป็นทางการเป็นอย่างมากพวกเราก็นิยมใช้การคำนับอย่างนี้เพื่อเกียรติกับฝ่ายที่คุณโค้งให้

2. การเสนอแนะ

สำหรับการเปิดตัวทั้งยังแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการโค้ง 3 0 องศา เฉพาะส่วนบนของร่างกายคุณ ก็จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน สิ่งจำเป็นคือจำเป็นต้องให้ศีรษะรวมทั้งไหล่ของคุณตรงและก็มืออยู่ข้าง ๆ ลำตัว

ภายหลังจากทำแลกเปลี่ยน meishi แล้วให้โค้งค้างไว้โดยประมาณ 1 วินาที ไม่สมควรที่จะจะต้องสัมผัสสายตาระหว่างโน้มลงไป (ตามความเป็นจริงถือได้ว่าแบบที่ไม่ดี) เว้นระยะนิดหน่อยเพื่อหลีกเลี่ยงศีรษะชนกัน ซึ่งมันอาจเกิดขึ้นได้

หากผู้ที่คุณกำลังสัมมนาอยู่มีความสำคัญมาก ๆ การเคารพต้องเป็นแบบ 4 5 องศา ห้ามเคารพแล้วก็ประสานมือในขณะเดียวกัน โอบามาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายในการเคารพที่ไม่ถูกของเค้าเมื่อมาเยี่ยมประเทศญี่ปุ่นครั้งยังครองตำแหน่งผู้นำสหรัฐ อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นจุดบกพร่องทั่ว ๆ ไปที่มิได้มีนัยสำคัญอะไร

3. เคานับ นับถือจงรักภักดี

การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เป็นการแสดงออกของความนอบน้อม มันแสดงถึงความยำเกรงเสมอ ในนารา กวางได้แปลงเป็นที่รู้จักดีสำหรับการเคารพของคนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในรอบๆนั้น

4. เวลาเล่นแข่งกีฬา

การโค้งคำนับอีกอันหนึ่งเป็นการโค้งคำนับระหว่างศัตรูก่อนจะมีการชิงชัยกีฬา นี่ชอบเป็นถวายคำนับแบบตื้นๆแต่ว่ามากกว่าการทักนิดหนึ่งที่ 2 0 องศา

5. การโค้งคำนับในพิธีทางศาสนา

นอกเหนือจากนั้นยังคือเรื่องปกติที่จะนมัสการพระผู้เป็นเจ้าที่ศาลเจ้าศาสนาชินโต นี่ชอบเป็นโค้งแบบตื้นๆของร่างกายส่วนบน พิธีการศาสนาชินโตมักโค้งในท่าคุกเข่าแต่ว่าเป็นโค้งตื้นๆ

6. การโค้งคำนับในศิลป์การต่อสู้

ศิลป์การต่อสู้ของประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะของการก้มลง ความนับถือที่ยิ่งใหญ่ให้กับคุณครู ของนักสู้เอง เป็นเรื่องสำคัญที่จะแสดงความเคารพนับถือต่อคู่แข่งของเค้า

7. ถวายคำนับให้กับลูกค้า

ในประเทศประเทศญี่ปุ่นลูกค้านับได้ว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า คือเรื่องธรรดาที่บุคลากรจะโค้งให้ลูกค้า นี่เป็นส่วนโค้งของลำตัวส่วนบนราว 2 0 องศา

8. การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการขอบคุณ

ในงานสมรสของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องปกติที่เจ้าสาวจะพูดจาอารมณ์กับบิดามารดาของเธอ – ขอบพระคุณทุกคนที่เกื้อหนุน

9. คำนับมือแสดงจบ

เหมือนกันกับในตะวันตกเป็นเรื่องปกติที่ดาราจึงควรก้มสำหรับการตอบสนองต่อเสียงตบมือ นี้มักจะเป็นการคำนับแบบตื้น แต่ว่าสำหรับเกอิชาจึงควรคำนับแบบลึกๆ

10. ขออภัยเล็กน้อย

ขออภัยบางส่วนเกี่ยวเนื่องกับการคำนับเพียงแค่ 1 0 องศา ความประพฤติปฏิบัตินี้สามารถใช้ได้ ถ้าหากคุณชนคนที่ไม่รู้จักหรือกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความขัดข้องบางส่วนให้กับผู้อื่นดังเช่น หากมีคนกดประตูลิฟต์รอคุณ คุณก็ควรจะบอกว่า s u m i m a s e n (ฉันขออภัย) แล้วคำนับแบบตื้น 1 0 องศานั่นเอง

11. ขออภัยบ่อย ๆ

เช่น ถ้าหากนายจ้างของคุณเรียกไปอบรมตักเตือน การคำนับที่ถูก คือ โน้มลำตัวส่วนบนลงมา 4 5 องศารวมทั้งมืออยู่ข้างๆแนบลำตัว กดค้างไว้ 5 วินาที แล้วกล่าวว่า “s u m i m a s e n d e s h i t a” (ฉันขออภัยสำหรับสิ่งที่ฉันทำผิดพลาดไป)

12. ขออภัยอย่างเป็นจริงเป็นจัง

เช่น เมื่อบริษัทของคุณจะออกผลิตภัณฑ์ที่มีจุดอ่อน สำหรับในการแถลงข่าวคุณอาจขออภัยด้วยการโค้งยาวๆ 45 องศาของร่างกายส่วนบน บางทีอาจถือว่าเป็นเหมาะสมกับการวางตำแหน่งถวายคำนับเป็นเวลา 15 หรือ 20 วินาที แล้วพูกว่า “m o u s h i w a k e g o z a i m a s e n d e s h i t a” (ฉันเศร้าใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ฉันทำ)

13.ขออภัยด้วยความตกใจ

เช่น หากคุณเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วก็คุณจำเป็นต้องชงกาแฟร้อนทั่วทั้งยังลูกค้า คุณอาจจำเป็นต้องคำ 45 องศาซ้ำไปซ้ำมา เพื่อบอกว่าคุณเสียใจแค่ไหน แล้วกล่าวว่า “moushiwake gozaimasen” (ฉันเสียใจมาก)

14. ขออภัยอย่างร้ายแรง

เช่น หากคุณก่อคดีรุนแรงรวมทั้งขอโทษคนที่กลายเป็นเหยื่อ คุณจะถวายคำนับจากท่านั่งยอตัว แล้วบอกว่า “makoto ni moushiwake gozaimasen deshita” (ฉันขอโทษอย่างจริงใจสำหรับสิ่งที่ฉันทำ)

นอกเหนือจากการคำนับที่เจาะจงไว้ข้างต้นแล้วยังมีแบบอ่อนน้อมอยู่หลายต้นแบบอีกด้วย แล้วเราจะนำมาให้ผู้อ่านได้อ่านอีกแน่นอน

ขอขอบคุณบทความจาก U F A B E T

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ
ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่สามารถเดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดจากบรรดาทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ที่มีการเชื่อมต่อจากเมืองโตเกียวทางรถไฟและทางรสบัส เป็นพื้นที่บริเวณจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบที่มีที่พักอีกด้วย และยังมีออนเซนที่สามารถดูเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อีกเช่นกัน

มุมที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ ชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระได้มีการเบ่งบานออก ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในการชมดอกซากุระก็คือพิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko Music Forest และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจินั้นมักจะมีการถูกบดบังด้วยก้อนเมฆในช่วงกลางวันนั่นเอง ซึ่งสภาพอากาศจะปกติเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นหากได้มาเยี่ยมชมเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือช่วงเช้าของทุก ๆ วันหรือก่อน 09.00 นาฬิกา และในช่วงบ่ายหรือเย็นนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบ K a w a g u c h i k o มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ (Kachi Kachi Ropeway)

ในระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคาวาเราจิโกะ กับดาดฟ้าดูทิวทัศน์ใกล้ยอดเทือกเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงราวๆ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบข้างล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ (Kubota Itchiku Art Museum)

นำเสนอผลงานศิลป์ของ Kubota Itchiku ในปี 1917-2003 นักแสดงผู้ฟื้นฟูศิลป์การย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) นำเสนอกิโมโนที่ประดิษฐ์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล แล้วก็ฤดูต่างๆรวมทั้งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kawaguchiko (Kawaguchiko Museum of Art)

แสดงศิลป์ยุคใหม่ของคนญี่ปุ่นและก็ฝรั่ง รวมทั้งคอลเลกชั่นภาพวาด รูปที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ

4. พิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko มิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแล้วก็พิพิธภัณฑสถานที่แสดงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติ ซึ่งข้างในห้องโถงหลักมีกล่องเพลงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ ออร์แกนขนาดใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสในปี 1905 ที่จะเล่นเพลงดนตรีทุก ๆ 30 นาที และก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่ส่วนมากนำเข้าจากประเทศในแถบยุโรป นอกเหนือจากนี้ห้องโถงยังเป็นเวทีแสดงการแสดงดนตรีสำหรับนักเล่นดนตรีคลาสสิคจากทั้งโลกอีกด้วย

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ด้านในนำเสนออัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและก็จากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังมีร้านขายเพชรพลอยและก็เครื่องเพชรพลอยอื่น ๆ อีกด้วย

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านขายของ สวนสมุนไพร แล้วก็เรือนกระจกที่นักเดินทางสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และก็ดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ข้างหลังของหอพักสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่ขายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย แล้วก็สบู่

ดังนั้นจึงเป็น 1 ในทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 (F u j i g o k o) ซึ่งมีต้นเหตุจากการปะทุของภูเขาไฟ ในงานเขียนของ ฮะเสะงะวะ คะคุเงียว ที่เขียนขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เอ่ยถึงทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) และก็ทะเลสาบ Kawaguchiko ว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีผู้ตัดสินชำระล้างจิตใจ แล้วก็ในหนังสือ “ซันจู อิจิ นิจิ โนะ โอะมะคิ” ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1733 โดยจิคิกโยะ มิโระคุ (ผู้ก่อกำเนิดความเชื่อถือในภูเขาไฟฟูจิ ฟูจิโคะ) ก็ได้เอ๋ยถึงทะเลสาบอีกทั้ง 8 ที่ในฐานะเป็นสถานที่ในการเดินทางมาแสวงบุญ โดยมีทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) รวมทั้งทะเลสาบ (K a w a g u c h i k o) ที่อยู่ในทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 รวมอยู่ในทะเลสาบอีกทั้ง 8 แห่งที่ถูกเอ่ยถึงด้วย ทั้งยัง 2 ที่นี้ยังคงทิ้งร่องรอยของสถานที่ที่ประกอบพิธีบาปชำระล้างจิตใจอยู่

ทะเลสาบ K a w a g u c h i k o เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้นที่ 2 และก็มีริมตลิ่งที่ยาวที่สุดของทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 แล้วก็ยังเป็นทะเลสาบเพียงแต่ที่เดียวในบรรดาทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 ที่มีสะพานยื่นเข้าไปในทะเลสาบ g a v g a v k a ในแต่ละฤดูจะมีดอกไม้สวยบานบริเวณชายหาดสาบ Kawaguchiko ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะเต็มด้วยสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ตก นักเดินทางสามารถแลเห็นเกาะอุโนะชิมะ (Unoshima) ที่อยู่กึ่งกลางทะเลสาบ รวมทั้งในวันที่สายน้ำในทะเลสาบนิ่งรวมทั้งสงบ คุณก็จะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิ (Fuji) กระทบกับผิวน้ำ ในบรรดาทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 ทะเลสาบ Kawaguchiko มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมมากที่สุด

ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ
ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ หลาย ๆ คนคงได้ทราบกันอยู่แล้วว่าวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้นจะต้องใช้ตะเกียบเป็นหลัก แต่สิ่งที่คู่กันกับตะเกียบนั้นคือ “ที่วางตะเกียบ” นั่นเอง เพราะที่วางตะเกียบนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราจะพาไปรู้จัก เรียนรู้ความเป็นมาของที่วางตะเกียบกัน

ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีไอเท็มที่น่ารักหลากหลายแบบ ที่ทำให้บนโต๊ะอาหารดูมีสีสัน มีชีวิตชีว่ามากขึ้น ซึ่งจะมีการวางขายอยู่ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามากมายหลายชนิด และถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ที่จริงแล้วนั้น พึ่งได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตอนที่ได้พึ่งเข้าสู่ยุคโชวะ เมื่อปี 1 9 6 2 นั่นเอง

ความเป็นมาของ ที่วางตะเกียบ

เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต รูปแบบหรือต้นแบบดั้งเดิมนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า M i m i k a w a r a k e จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหู

ซึ่งในสมัยโบราณนั้นจะใช้ในการเซ่นไหว้อาหารต่อเทพเจ้า สังเกตได้ว่ามุมเล็ก ๆ 2 มุมที่พับขึ้นมาไดนั้นเหมือนกับจะมีการห่อหุ้มตะเกียบ และด้วยรูปลักษร์ที่ดูคล้ายหูนั้น มันจึงมีชื่อเรียกว่า M i m i k a w a r a k e ในส่วนใหญ่ค้นพบว่ายังไม่มีการเคลือบสีใด ๆ เลยทั้งสิ้น

ต่อมาในสมัยเฮอัน ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า B a t o u b a n เป็นถาดวางตะเกียบแบบทางการขององค์จักรพรรดิที่จะใช้แค่ในงานพิธีการของราชสำนัก พิธีกรรม หรือการเลี้ยงรับรองแขกเท่านั้น ถ้าหากได้มองจากด้านบนจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างคล้ายหัวของม้า จึงเรียกด้วยชื่อนี้นี่เอง

แต่เดิมในสมัยโบราณ ในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการนำจานอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะอาหารในแบบปัจจุบัน แต่จะนิยมมานในถาดของแต่ละคนเท่านั้น และสามารถที่จะวางตะเกียบที่ขอบถาดได้เลย

ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูละครย้อนยุค ก็อาจจะเคยเห็นโต๊ะอาหารในร้านโซบะจากในละครบ้าง แต่โต๊ะอาหารหรือโต๊ะตั้งพื้นนั้นพึ่งจะเริ่มมีในญี่ปุ่นหลังจากในสมัยเมจิ ที่เริ่มมีเมื่อปี 1 8 6 8 – 1 9 1 2 ฉะนั้นเดิมที่ยังไม่มีโต๊ะ ผู้คนก็จะนั่งบนเก้าอี้พับได้ แล้วก็วางถาดทานกันทั้งอย่างนั้นเลย หรือในห้องนั่งเล่นก็เช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะวางถาดอาหารบนเสื่อทาทามิแล้วก็ทานอาหารในถาดอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในปัจจุบันพอเริ่มมีโต๊ะอาหารขึ้น พื้นที่บนโต๊ะอาหารก็มีข้อจำกัด การจะทานในถาดเหมือนเดิมก็คงจะดูเกะกะมากไปจึงต้องเอาถาดออกแล้ววางแค่จานอาหารแทน แต่เมื่อไม่มีถาดก็ทำให้ไม่มีที่จะวางตะเกียบ แทงบอลออนไลน์ และจากที่ในอดีตจะใช้เวลาเซ่นไหว้เทพเจ้า ก็เริ่มมีการนำมาใช้บนโต๊ะอาหารกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ความจำเป็นของที่วางตะเกียบขนาดเล็กอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มันเกิดจากยุคสมัยที่เริ่มมีการใช้โต๊ะอาหารหรือโต๊ะนั่งพื้นนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ยูโด

ยูโด
ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ซึ่ง Judo นั้นมีชื่อเต็มคือ โคโดกัง ยูโด แต่เดิมทีมีการพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้และเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกด้วย ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

การกำเนิด ยูโด

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคเมจิ ทำให้วิชายิวยิตสูได้เสื่อมความนิยมลง และลดลงจนหมด ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อว่า คะโน จิโงะโร ชาวเมืองชิโรโกะ ผู้ที่ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 ขณะที่เขาอายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุได้ 23 ปี คะโน จิโงะโร จึงได้มีความเห็นว่า วิชายิวยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงอีกเช่นกัน

เมื่อเขา คะโน จิโงะโรได้เริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ วิชายิวยิตสู อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงได้พบว่าผู้ฝึกวิชายิวยิตสูจนมีความชำนาญดีนั้น จะเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับคนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้เขาเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าเขาจึงได้ศึกษายิวยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอน วิชายิวยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเท็นจิ ชินโย และโรงเรียนคิโตะ เมื่อปี พ.ศ. 2425 คะโน จิโงะโร อายุได้ 29 ปี จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชา Judo ขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณวัดพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า วัดเอโชะจิ โดยได้ตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า “โคโดกัง Judo ” โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้จากการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตมาผสมผสานเป็นวิชา Judo และได้มีการปรับปรุง วิธีการ Judo ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น จากนั้นก็ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยการตัดทอน ยิวยิตสู ที่ไม่เหมาะสมออกแล้วได้มีการรวบรวมวิชายิวยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิด และได้ตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า Judo

ในยุคแรกนั้น คะโน จิโงะโร ต้องต่อสู้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชา Judo โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่า Judo จะดีกว่า ยิวยิตสู จนเมื่อปี พ.ศ. 2429 ได้มีกรมตำรวจญี่ปุ่นจัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยิวยิตสูขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ซึ่งในผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลได้ปรากฏทำให้ประชาชนเริ่มที่จะเข้ามาสนใจ Judo มากยิ่งขึ้น ทำให้สถานที่สอนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เพื่อการต้อนรับผู้ที่สนใจ จนราวปี พ.ศ. 2476 ก็ได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) จนสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางของนัก Judo ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2455 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งในครั้งแรกนั้นมีประมาณ 20 ประเทศ ได้เข้าร่วมการก่อตั้ง และได้มีการตั้ง The Kodokun Cultural Society เมื่อปี พ.ศ. 2465 ขึ้นหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ Judo ระหว่างชาติได้มีการจัดการแข่งขัน Judo ระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศโคโดกัง และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน

สนาม

สนามของ Judo เรียกว่า เสื่อ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากที่นอนมีความยาวประมาณ 1 เมตร และต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวม ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  1. พื้นที่ต่อสู้ : ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตร เพราะนี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้
  2. พื้นที่อันตราย : บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร เขตสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้
  3. เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้าง Judo หากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถให้คะแนนได้

การต่อสู้

กีฬาการต่อสู้อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาด แต่ใน Judo ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการต่อสู้นั้นจะใช้เวลา 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาหมดแต่การต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจะถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง ซึ่งในคะแนนสีทองนั้นก็คือนาทีพิเศษ 3 ที่ Judokas ต้องสู้

อุปกรณ์

Judogi เป็นชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือวัสดุอื่นที่ทน ไม่ควรหนาเกินไป และยังประกอบด้วยกางเกงที่มีความยาวตามร่างกาย ซึ่งในการแต่งกายต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในกีฬาชนิดนี้ และพวกเขายังต้องมีแถบคาดเอวของโดยมีหลายสี ในแต่ละอันหมายถึงระดับการเรียนรู้ Judo ต้องใช้สีของแทร็คที่สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน

Judo เป็นศิลปะการป้องกันถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นรูปแบบในการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น U F A B E T นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้มีความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ที่ฝึกนั้นจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับนั่นเอง