คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ
คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ เรียกอีกอย่างได้ว่า “คิโดะ โคอิน” เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นในช่วงยุคบากูมัตสึและยุคเมจิ ในช่วงที่เขาทำงานต่อต้านรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ เขาใช้ชื่อปลอมว่า ‘นีโบริ มัตสึซูเกะ’ Niibori Matsusuk ในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1833 – 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1877

Kido Takayoshi เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2376 มาจาก ฮางิ จังหวัดยามางูจิ ประเทศญี่ปุ่น และได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2420 ที่เกียวโต จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีคู่สมรสคือ Matsuko Kido (สมรสเมื่อ พ.ศ. 2411- 2420) การศึกษาที่ Shōka Sonjuku, Meirinkan

ปฐมวัยของ คิโดะ ทากาโยชิ

Kido Takayoshi เกิดที่เมืองฮางิ แคว้นโชชูในปัจจุบันคือจังหวัดยามางูจิหมู่เกาะฮนชู ประเทศญี่ปุ่น โดยเขาเป็นบุตรคนสุดท้องของวาดะ มาซากาเงะ คือผู้เป็นซามูไรและนายแพทย์ เมื่อมีอายุครบ 7 ปี ในตระกูลคัตสึระได้รับเขาเป็นบุตรบุญธรรมและให้ใช้ชื่อว่า “คัตสึระ โคโงโร” เมื่อถึง ค.ศ. 1865 ในวัยเด็กนั้นเข้าได้รับการศึกษาจากสำนักเรียนของโยชิดะ โชอิน ซึ่งเป็นผู้ปลูกความคิดในเรื่องความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิให้แก่คิโดะ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1852 Kido Takayoshiได้เดินทางไปยังนครเอโดะเพื่อที่จะศึกษาวิชาดาบเพิ่มและเริ่มการติดต่อกับกลุ่มซามูไรจากแคว้นมิโตะ การศึกษาวิชาการปืนใหญ่กับเองาวะ ทาโรซาเอมง และเดินทางกลับแคว้นโชชูเพื่อควบคุมการสร้างเรือรบแบบตะวันตกลำแรกของแคว้น หลังจากได้สังเกตการต่อเรือเดินทะเลแบบตะวันตกที่เมืองท่านางาซากิและชิโมดะ

การโค่นล้มรัฐบาลโชกุน

หลังปี ค.ศ. 1858 ที่ผ่านมา Kido Takayoshi ได้มาประจำอยู่ในเรือนพำนักของแคว้นโชชูในเอโดะ ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างคณะผู้บริหารแคว้นกับกลุ่มซามูไรชั้นผู้น้อยในแคว้นโชชูซึ่งการสนับสนุนแนวคิดซนโนโจอิ เมื่อถูกทางรัฐบาลโชกุนสงสัยในความสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มซามูไรแห่งแคว้นมิโตะซึ่งภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิหลังเกิดเหตุการณ์พยายามลอบสังหารอันโด โนบูมาซะ เขาได้ถูกย้ายโดยต้องไปประจำการที่กรุงเกียวโต แต่ในขณะที่อยู่เกียวโตนั้นเขาจึงไม่สามารถยับยั้งการยึดอำนาจโดยกองกำลังของแคว้นไอซุและแคว้นซัตสึมะได้วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1863 ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้กองกำลังของแคว้นโชชูต้องถูกขับออกจากพระนครหลวง Kido Takayoshi ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการพยายามทวงอำนาจคืนของแคว้นโชชูเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1864 แต่ได้ล้มเหลวจึงทำให้เขาจำต้องหนีไปซ่อนตัวโดยความช่วยเหลือของเกอิชาที่ชื่อว่า “อิกูมัตสึ” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาของเขา จากภายหลังเมื่อกลุ่มซามูไรภายใต้การนำของทากาซูงิ ชินซากุ จึงสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองในแคว้นโชชูได้ คิโดะและได้กลายเป็นตัวสำคัญในการสร้างพันธมิตรระหว่างแคว้นโชชูกับแคว้นซัตสึมะ ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามโบะชิงและการปฏิรูปเมจิตามลำดับ

รัฐบุรุษในยุคเมจิ

จากความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลนั้น โชกุนโทกูงาวะ ได้ทำให้ Kido Takayoshi ได้กล่าวว่าตนมีบทบาทอย่างยิ่งในการก่อตั้งรัฐบาลเมจิขึ้นใหม่ “ซังโย”หรือองคมนตรีแห่งพระจักรพรรดิ เขาได้ช่วยเหลือในการร่างคำปฏิญาณห้าประการ และได้ริเริ่มนโยบายการรวมศูนย์อำนาจสู่รัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยขึ้น จึงมีส่วนร่วมโดยตรงในการยกเลิกระบบแว่นแคว้นของประเทศญี่ปุ่น

ต่อมาในปี ค.ศ. 1871 คิโดะได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป เขาได้สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับระบบการศึกษาและระบบการเมืองของชาวตะวันตก ซึ่งในระหว่างเดินทางกลับญี่ปุ่น เขาจึงได้กลายเป็นผู้สนับสนุนในการสถาปนาในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และด้วยความตระหนักว่าญี่ปุ่นในช่วงนั้นยังไม่อาจท้าทายได้ต่อมหาอำนาจจากตะวันตก และสาเหตุของการเดินทางกลับในครั้งนั้นของคิโดะจึงได้แก่การยับยั้งความคิดในการรุกรานของเกาหลี ซึ่งกำลังจะเป็นประเด็นในการอภิปรายทางการเมืองที่เล่าร้อนในครั้งนั้นด้วย

Kido Takayoshi ได้สูญเสียตำแหน่งจากกลุ่มคณาธิปไตย เมจิให้แก่โอกูโบะ โทชิมิจิ และลาออกจากรัฐบาลเพื่อเป็นการประท้วงการรุกรานในไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 1874 ซึ่งเขาได้แสดงท่าทีที่คัดค้าน แต่ต่อมาเขาจึงได้กลับเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งตามผลการตกลงในการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 และเป็นประธานของสภาผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นจากการประชุมดังกล่าวและนอกจากนี้ยังเป็นผู้รับผิดชอบการถวายการศึกษาแก่จักรพรรดิเมจิผู้ยังทรงพระเยาว์อีกด้วย

Kido Takayoshi ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1877 ด้วยโรคภัยไข้เจ็บทางร่างการของตนซึ่งเบียดเบียนมานานร่วมปี ในเวลานั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับกบฏซัตสึมะ

มรดกจากคิโดะ

บันทึกของ Kido Takayoshi จึงเปิดเผยถึงความขัดแย้งในความคิดของเขา ในระหว่างความภักดีต่อแว่นแคว้นของตนและความภักดีต่อผลประโยชน์ของชาติที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่า ในบ่อยครั้งเขาจะบันทึกถึงเรื่องการต่อสู้กับข่าวเรื่องการทรยศหักหลังต่อเพื่อนเก่าของตน ทั้งนี้เนื่องจากอุดมคติเรื่องความเป็นรัฐชาติในเวลานั้นยังเป็นเรื่องใหม่ และซามูไรส่วนใหญ่มักเป็นห่วงถึงเรื่องการรักษาสถานะของตนภายในแว่นแคว้นของตนเอง

Kido Takayoshi ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมกับโอกูโบะ โทชิมิจิ และไซโง ทากาโมริ หลานปู่ของเขาคนหนึ่ง คือ คิโดะ โคอิจิ ได้เป็นนักการเมืองของกรุงโตเกียวและที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดของจักรพรรดิโชวะนั่นเอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gavgavka.com

มังงะ

มังงะ
มังงะ

มังงะ (manga)เป็นคำภาษาญี่ปุ่นสำหรับเรียกช่องการ์ตูน คำนี้ถูกใช้เรียกในการ์ตูนช่องที่มาจากญี่ปุ่น พัฒนามาจากอุคิโยเอะและจิตรกรรมตะวันตก และเริ่มคงรูปแบบอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับความนิยมสูงและมักถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะต่าง ๆ เนื้อหาของเหล่านั้นจึงมีการถูกดัดแปลงให้มีความเหมาะสมต่อการแพร่ภาพทางทีวีและเพื่อให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทั่วไป

ประวัติ มังงะ

คำว่า manga มีการถูกใช้อย่างมากและเป็นครั้งแรกหลังจากจิตรกรอุคิโยเอะชื่อ “โฮคุไซ” ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อโฮคุไซมังงะในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากคำว่า manga หากแปลตรงตัวคือ ภาพแสดงตามอารมณ์ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มได้เห็นว่า manga มีประวัติยาวนานมากกว่านั้น โดยมีหลักฐานคือภาพจิกะ ที่แปลว่า “ภาพตลก” เป็นที่นิยมในศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกับ manga ในปัจจุบัน เช่น การเน้นเนื้อเรื่อง และการใช้เส้นที่เรียบง่ายแต่สละสลวย เป็นต้น

manga ได้พัฒนามาจากการผสมผสานระหว่างศิลปะการวาดภาพแบบอุคิโยเอะกับจิตรกรรมตะวันตก ในความพยายามของญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนาตัวเองกับอำนาจตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงมีการผลักดันให้ญี่ปุ่นนำเข้าวัฒนธรรมตะวันตกหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการจ้างศิลปินตะวันตกมาสอนศิลปินญี่ปุ่นเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานทางศิลปะ เช่น เส้น รูปทรง และสี จากนั้นมังงะที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เปิดเสรีภาพแก่สื่อมวลชน

ต่อมาในศตวรรษที่ 21 คำว่า manga ได้เปลี่ยนความหมายจึงหมายถึงหนังสือการ์ตูน คนญี่ปุ่นมักใช้คำนี้เรียกหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก ฉะนั้น manga ได้ถูกใช้เรียกหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยการใช้คำว่า manga ยังไม่เป็นที่แพร่หลายสักเท่าไร

manga มีความสำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นว่าเป็นวิจิตรศิลป์และวรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง ในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษนิยมว่ามีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศปะปนอยู่มาก อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่มีกฎหมายจัดระเบียบ manga เว้นแต่กฎหมายคลุมเครือฉบับหนึ่งได้กล่าวว่า “ห้ามผู้ใดจัดจำหน่ายสื่อที่ขัดต่อความดีงามของสังคมจนเกินไป” เท่านั้น นักวาดการ์ตูนในญี่ปุ่นจึงมีเสรีภาพที่จะเขียน manga ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม

ลักษณะเฉพาะของ manga

วิธีอ่านแบบญี่ปุ่น

รูปในmanga ส่วนใหญ่เน้นเส้นมากกว่ารูปทรงและการให้แสงเงา การจัดช่องภาพจะไม่ตายตัว การอ่าน manga จะอ่านจากขวาไปซ้ายตามวิธีเขียนหนังสือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงเป็นที่น่าสังเกตตัวละครมักจะดูเหมือนคนตะวันตกหรือมีนัยตาขนาดใหญ่ ซึ่งความใหญ่ของตาจะเป็นลักษณะเด่นของ manga และอนิเมะตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 เมื่อ “เทะซึกะ โอะซะมุ” ผู้เขียนเรื่องแอสโตรบอยได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของ manga ในปัจจุบัน โดยเริ่มวาดตาของตัวละครที่เอาแบบมาจากตัวการ์ตูนของดิสนีย์ และไม่ใช่ว่านักเขียนการ์ตูนทุกคนจะต้องวาดตัวละครให้มีตาใหญ่เสมอ เพราะ manga นั้นจะถูกแยกจาก comic อย่างชัดเจนเพราะเป็นการเขียนเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยผู้เขียนจะทำการเขียนภาพระยะไกลระใกล้ระยะประชิด มีการเปลี่ยนมุมมองและตัดต่อเนื้อหาเรื่องราวอย่างฉับไวโดยใช้เส้น speed เพิ่มความเร็วอีกด้วย

การตีพิมพ์

หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ในญี่ปุ่นจะตีพิมพ์หลายเรื่องพร้อมกัน โดยแต่ละเรื่องจะมี 10 ถึง 40 หน้าต่อฉบับ ดังนั้นหนังสือเหล่านี้มักจะตีพิมพ์โดยใช้กระดาษที่มีคุณภาพต่ำและมีจำนวนหน้าตั้งแต่ 200 ถึง 850 หน้า และในบางครั้งยังตีพิมพ์การ์ตูนจบในตอนและการ์ตูนสี่ช่อง เพราะในเรื่องหนึ่งอาจจะถูกตีพิมพ์อยู่หลายปีถ้าหากได้รับความนิยมสูง นักเขียนการ์ตูนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการเขียนการ์ตูนจบในตอนก่อนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองถ้าได้รับความนิยมก็จะเขียน manga เรื่องยาวต่อไป หลังจากที่ถูกตีพิมพ์ไปได้ระยะหนึ่ง สำนักพิมพ์ก็จะรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนรวมเล่ม โดยใช้กระดาษคุณภาพสูงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการไล่ตามเรื่องที่กำลังตีพิมพ์อยู่หรือผู้ที่ไม่สะดวกซื้อหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ manga ที่มีชื่อเสียงอาจจะถูกรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูน “ฉบับพิเศษ” จะมีปกแข็งที่พิมพ์ด้วยหมึกสามสี หรือมีจำ1นวนตอนมากกว่าหนังสือการ์ตูนรวมเล่มทั่ว ๆไป โดยจะมีนักสะสมเป็นกลุ่มเป้าหมาย และนอกจากนี้ manga เก่าๆ ยังถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่ด้วยกระดาษคุณภาพต่ำลงและจำหน่ายในราคาเล่มละประมาณ 100 เยนเพื่อแข่งกับ manga มือสอง

manga โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็นประเภทตามเพศและอายุของกลุ่มเป้าหมาย คือหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย “โชเน็น” และสำหรับเด็กผู้หญิง “โชโจะ” ที่มีรูปหน้าปกต่างกันและไม่วางขายบนชั้นหนังสือเดียวกัน

มังงะนอกประเทศญี่ปุ่น

manga ในหลายเรื่องถูกแปลและจำหน่ายในหลายประเทศ ประเทศ อาทิ เกาหลี จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ ในประเทศไทยธุรกิจ manga เพิ่งจะมาเติบโตเมื่อสิบปีที่แล้ว ก่อนปีพ.ศ. 2536-2538 manga ในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงมีบริษัทซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมายและตีพิมพ์ manga ต่อมาปัจจุบัน manga ได้รับความนิยมอย่างสูงตลาดมีขนาดใหญ่และมีบริษัทแข่งขันอยู่เป็นจำนวนมาก โดยบริษัทที่สำคัญๆ ได้แก่ วิบูลย์กิจ สยามอินเตอร์คอมิกส์ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ รักพิมพ์ อนิแมกคอมมิค เด๊กซ์เพรส เซนชู และบงกช และมีหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ซีคิดส์ บูมและเคซีวีคลีย์ ซึ่งทั้งหมดตีพิมพ์ manga แนวโชเน็น เป็นที่น่าสังเกตว่า manga ในไทยราคาถูกกว่าต่างประเทศมาก

เนื่องจาก manga ในประเทศญี่ปุ่นเขียนจากขวาไปซ้าย เวลาที่ manga ถูกแปลเป็นภาษาอื่น รูปภาพจะถูกกลับให้อ่านได้จากซ้ายไปขวา ซึ่งนักเขียนการ์ตูนหลายคนขอให้สำนักพิมพ์ในต่างประเทศตีพิมพ์ให้อ่านจากขวาไปซ้ายเหมือนต้นฉบับ ในปัจจุบันสำนักพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ manga ให้อ่านจากขวาไปซ้ายมากขึ้น เนื่องจากต้องการแสดงความเคารพต่อศิลปิน ผนวกกับเสียงเรียกร้องจากนักอ่าน

ในสหรัฐอเมริกาธุรกิจ manga ยังมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับธุรกิจอนิเมะซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง บริษัทตีพิมพ์ manga ที่มีชื่อเสียงในอเมริกามีบริษัทหนึ่งคือ วิซมีเดีย ซึ่งได้ตีพิมพ์ manga ของโชงะกุกังและชูเอฉะ เช่น อีวานเกเลียน ดราก้อนบอล และผลงานของ รุมิโกะ ทากาฮาชิ หลายๆเรื่อง อีกบริษัทหนึ่งคือ โตเกียวป๊อป ซึ่งใช้การพิมพ์โดยคงวิธีการอ่านแบบญี่ปุ่นไว้เป็นจุดขายและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างความนิยม manga ในอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิง และยังมีนักวิจารณ์บางกลุ่มได้กล่าวว่าทางบริษัทเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ มีการแปลใจความที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ และภาษาที่ใช้ค่อนข้างที่จะหยาบคาย

สำนักพิมพ์ชวงยีตีพิมพ์ manga เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนในสิงคโปร์ และส่งออกหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนในอินโดนีเซีย manga เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาด manga ขนาดใหญ่ที่สุดนอกญี่ปุ่น สำนักพิมพ์ในอินโดนีเชียที่มีชื่อเสียงได้แก่ อีเล็กซ์มีเดียคอมพุทินโด อะโคไลท์ และกรามีเดีย นอกจากนี้ manga ยังเป็นตัวจุดประกายการ์ตูนเชื้อสายอินโดนีเซียเข้ามาอีกด้วย ส่วนในออสเตรเลีย manga ชื่อดังหลายเรื่องถูกจัดจำหน่ายโดยบริษัท แม้ดแมน เอ็นเตอร์เทนเมนท์

manga สามารถพบได้ทั่วไปบนแผงหนังสือในประเทศเกาหลี ซึ่งนักอ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านทางอินเทอร์เน็ตมากกว่าเนื่องจากราคาถูกกว่าบริษัทตีพิมพ์ที่มีชื่อในเกาหลี ได้แก่ ไดวอน และโซลมังฮวาซา

สแกนเลชันเป็นการเผยแพร่มังงะทางอินเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่ง โดยทั่วไปผู้ติดตาม manga จำนวนหนึ่งจะรวมตัวกันสแกน manga ที่ยังไม่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ในประเทศของตน แปลและเปลี่ยนข้อความให้เป็นภาษาใหม่ และเปิดให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางไออาร์ซีหรือบิททอร์เรนท์ กลุ่มสแกนเลชันส่วนใหญ่จึงขอให้ผู้อ่านหยุดแจกจ่าย manga ของตนและซื้อหนังสือการ์ตูนที่ถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตามยังเป็นที่วิตกกันว่าการแจกจ่ายที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์แล้วจะไม่จบลงง่ายๆ    

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก UFABET

การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ
การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ เมื่อกล่าวถึง ทุกคนก็มักจะนึกถึงการพับกระดาษซึ่งที่มา มาจากประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นศิลปะการพับกระดาษที่เลื่องชื่อและเป็นที่เข้าใจกันดีว่า “Origami” มาจากภาษาญี่ปุ่นซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า “Ori” ที่แปลว่า “พับ” และคำว่า “Kami” ที่แปลว่า “กระดาษ” เมื่อเรียกกันต่อมา คำศัพท์จึงได้มารวมกันเป็นคำว่า “Origami” นั่นเอง เรามารู้จักศิลปะการพับกระดาษหรือ “โอริกามิ”ของญี่ปุ่นกันดีกว่า

การพับกระดาษโอริกามิ คือ

               เป็นศิลปะการพับกระดาษที่สร้างสรรค์รูปทรงหรือวัตถุต่าง ๆ ขึ้นมาจากการพับรูปแบบกระดาษ ในทั่วไปการพับกระดาษจะเริ่มจากกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยม อาจจะใช้สีกระดาษเดียวกันหรือต่างกัน กระดาษที่มีลวดลาย และสามารถพับทบไปจนเป็นรูปร่าง ซึ่งในส่วนมากจะไม่ตัดกระดาษ ซึ่งการประดิษฐ์ที่มีการตัดระหว่างการทำนั้นจะเรียกได้ว่า คิริงะมิ จะเชื่อกันว่าการทำ Origami นั้นมีมาตั้งแต่ยุคเอโดะในปี ค.ศ. 1603-1867

ประวัติของ Origami

เมื่อได้กล่าวถึงการพับกระดาษ หรือ Origami ที่จริงแล้วเรียกว่า ‘โอะริงามิ’ ถึงจะถูกส่วนมากเรามักนึกถึงศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นที่พับเป็นนก กบ เต่า คน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ ที่ชื่อ Origami ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากญี่ปุ่น หลาย ๆ คนอาจรู้มาก่อนว่า ‘โอริ’ แปลว่า ‘พับ’ เชื่อมกับ ‘คามิ’ แปลว่า ‘กระดาษ’ เมื่อรวมกันจึงกลายเป็นการพับกระดาษนั่นเอง อย่างไรก็ตามในทางฝั่งตะวันตกก็มีการพัฒนาการพับกระดาษมาอย่างยาวนานไม่แพ้ญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

การพับกระดาษในฝั่งยุโรปมีความเจริญรุ่งเรืองมากในประเทศสเปน ว่ากันว่าเป็นมรดกมาจากพวกมัวร์ (Moore) ซึ่งมาจากอิสลามแถบแอฟริกาตอนเหนือที่เข้ามารุกรานที่สเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่เนื่องจากในศาสนาอิสลามได้มีบัญญัติห้ามสร้างศิลปะที่เป็นรูปสัตว์และในการพับกระดาษจะเป็นในรูปทรงของเรขาคณิตซะมากกว่า โดยเฉพาะแบบพับกระดาษที่ชื่อ ปาคาริต้า ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบดั้งเดิมและตกทอดมาถึงปัจจุบัน มีรูปร่างคล้ายนก หลังจากได้มีการค้นพบภาพวาดเรือกระดาษในหนังสือโบราณราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และพบในบทละครอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่ไม่เป็นจริงเป็นนัก จนได้มาถึงกลางศตวรรษที่ 19 มีหลักสูตรในระดับชั้นอนุบาลที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และมีการบรรจุการพับกระดาษไว้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ อีกด้วย

การพับกระดาษในยุคสมัยใหม่ เป็นการพับกระดาษที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่า ๆ และพร้อมที่จะเปิดรับแนวความคิดใหม่ ๆ จนสามารถที่จะพับเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา นักพับกระดาษจึงคิดริเริ่มและรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเริ่มการพับครึ่งตามแบบฉบับของ Origami แบบคลาสสิกอีกแล้ว ผลต่อมาที่ได้คือโมเดลที่แปลกใหม่ ตระการตาและจินตนาการ มีการศึกษา Origami อย่างจริงจังทั้งในเชิงคณิตศาสตร์ และวิศวกรรมกลศาสตร์ การพับกระดาษสามารถถอดสมการพหุนาม อธิบายตรีโกณมิติ และหาค่ารากที่สองของจำนวนจริงได้ ทั้งยังใช้ในการพับแผนที่ พับถุงลมนิรภัย บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกระทั่งเป็นต้นแบบให้กับการพับแผงเซลแสงอาทิตย์ของดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปสู่อวกาศ ในปัจจุบันนักพับกระดาษบางคนได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ Origami ของพวกเขา จนเราสามารถพูดได้ว่า Origami ไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไปแล้ว

เทคนิคการพับกระดาษ

ภาพสัญลักษณ์พื้นฐานในการพับ มีหนังสือ Origami จำนวนมากเริ่มต้นการพับด้วยการแนะนำภาพสัญลักษณ์และวิธีพับขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะพับเป็นรูปร่างต่าง ๆ ในหนังสือ Origami บางจำพวกในจำนวนมากจะเริ่มต้นด้วยขั้นพื้นฐานเฉพาะจะมีชื่อเรียกกัน อย่างเช่น พื้นฐานนก พื้นฐานกบ พื้นฐานปลา ก่อนที่จะพับไปสู่รูปร่างขั้นสุดท้ายแบบต่าง ๆ กัน

กระดาษ Origami

Origami ต้องมีความคงตัวของขั้นตอนตามรอยพับ เพราะกระดาษที่พับแล้วยังคงมีรอยการพับอยู่ซึ่งสามารถนำมาพับโอริงามิได้ทั้งหมด สำหรับกระดาษเฉพาะซึ่งในการพับ Origami จะมีลักษณะพิเศษก็คือมีความบางและไม่ขาดง่าย ซึ่งส่วนมากจะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร จนถึง 25 เซนติเมตร มีหลากสีบรรจุในซอง เป็นกระดาษที่ด้านหนึ่งเป็นสีอีกด้านนึงไม่มีสี แต่ก็มีกระดาษที่มีสีทั้งสองด้านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีแบลวดลายสวยงาม กระดาษธนบัตรก็สามารถนำมาพับโอริงามิได้

อุปกรณ์เสริมช่วยในการพับ

การทำรอยพับที่สวยงามสามารถใช้อุปกรณ์เสริมได้ เช่น ที่หนีบกระดาษ แหนบ หรืออุปกรณ์เฉพาะ เพื่อช่วยในการพับ

Origami แบ่งออกเป็น 6 ประเภท

1. ฟุเซสซึเซโฮเค อิจิไมโอริ – เป็นการพับกระดาษที่ใช้แค่กระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัดกระดาษใด ๆ

2. ฟุคุโก โอริกามิ – การพับกระดาษทีละชิ้นส่วนแล้วนำมาประกอบกันในตอนสุดท้าย ซึ่งรูปทรงที่ได้จะดูมีความสลับซับซ้อน

3. คิริโคมิ โอริกามิ – การพับไปตัดไปเพื่อทำให้เกิดมุมในการพบกระดาษมากขึ้น ลดความซับซ้อนและพับง่ายกว่าการพับกระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัด

4. ยูนิตโตะ โอริกามิ – การพับชิ้นส่วนเล็ก ๆที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนกัน แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงและมีความสมมาตร

5. กิเร โอริกามิ – เป็นศิลปะการพับกระดาษใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น การเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน เป็นต้น

6. ชิคาเค โอริกามิ – กระดาษพับที่มีลูกเล่นสามารถขยับได้ ส่วนใหญ่จะออกเป็นรูปแบบหนังสือสามมิติ

วิธีการพับกระดาษของญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มักถูกนำไปเผยแพร่ยังประเทศซีกโลกตะวันตก มีการตั้งศูนย์พับกระดาษแบบญี่ปุ่นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมายังขยายความนิยมไปถึงประเทศอังกฤษมีการก่อตั้ง British origami society ที่นั่นในปี 1969 อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Ufabet

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น
การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น นั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีมาเริ่มแรกในศตวรรษที่ 6 โดยจะเรียกว่า “Ikebana” อิเคบานะ ซึ่งเป็นเป็นศิลปะญี่ปุ่น มาจากคำ 2 คำ คือ “อิเค”  หมายถึง มีชีวิต และ “บานะ”  หมายถึง ดอกไม้ เมื่อแปลรวมกันแล้ว จะหมายถึง การจัดดอกไม้ให้ดูมีชีวิตชีวา

การจัดแบบญี่ปุ่นเรียกอีกอย่างว่า “อิเคบะนะ” เริ่มมาจากการจัดดอกไม้เพื่อการบูชาในพิธีกรรมต่าง ๆ ของศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น การจัดดอกไม้แจกันแบบทั่ว ๆไปนั้นมองเห็นดอกไม้ในแจกันได้จากทุกมุม ในแต่ละมุมก็เห็นดอกไม้เหมือนๆ กัน ส่วนมากมักจัดเป็นพุ่มทรงกลม แต่อิเคบะนะนั้นแตกต่างตรงที่เป็นการจัดดอกไม้แบบที่สามารถมองดอกไม้ได้ด้านเดียว เพราะเชื่อว่าดอกไม้แต่ละดอกจะมีมุมที่สวยที่สุดอยู่เพียงมุมเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จัดอิเคะบะนะก็จะต้องเป็นผู้ที่หามุมที่สวยที่สุดแล้วจัดมันออกมา

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น คืออะไร

“อิเคบะนะ” มาจากการรวมคำว่า “อิเค” และ “ฮานะ” เข้าด้วยกัน อิเคบะนะจึงเน้นความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก การใช้ดอกไม้จำนวนไม่มาก จัดความสมดุลในแจกันและรูปทรงต่าง ๆ การจัดดอกไม้มักจะจัดดอกไม้รวมกับกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้ ต้นหญ้า เพราะต้องการให้ดูแล้วมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดและเพื่อให้ดอกไม้ดูมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะถูกตัดออกมาจากต้นแล้ว

ในการจัดดอกไม้แต่ละประเทศนั้นจะมีรูปแบบต่าง ๆ กันไป ซึ่งแต่ละรูปแบบมุมมองของมันนั้นจะมีความพิเศษอยู่แล้ว และในการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นนั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วละก็จะรู้เลยว่า นี่คือการจัดดอกไม้แบบของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยอิเคบานะนั้น จะเน้นความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เหมือนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดดอกไม้

       อิเคบานา (Ikebana) เป็นศิลปะการจัดวาง ตัดแต่งก้าน ใบและดอกไม้ลงในแจกันหรือภาชนะอื่น ๆ อย่างสวยงามของญี่ปุ่นมีพัฒนาการมายาวนานกว่า 700 ปี ทำให้รูปแบบของการจัดมีการพัฒนาแตกต่างไปหลากหลาย รูปแบบพื้นฐานที่แบ่งง่ายตามรูปทรงของแจกันหรือภาชนะรองรับมีด้วยกัน 2 แบบคือ การจัดดอกไม้ในแจกันทรงสูง และการจัดในภาชนะทรงเตี้ย

การจัดในแจกันทรงสูง Heika

แบบ Heika ที่มีความหมายรวมถึงการจัดในสไตล์ rikka, seika หรือ shoka เป็นการจัดในแจกันทรงสูงและเน้นรูปทรงแนวดิ่ง จุดเด่นคือ เน้นความงามตามธรรมชาติของดอกไม้และการจัดวางที่ดูหรูหราสง่างาม แจกันที่ใช้จะเป็นทรงสูงปากแคบ และเมื่อวางดอกไม้ลงไปก้านของดอกไม้จะถูกรวบไว้ติดกันที่บริเวณปากแจกัน ดังนั้นการจัดแบบ Heika มีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ ดอกฐาน ดอกรองช่วงกลาง และดอกยอดสูงสุด แต่ความยาว มุมและตำแหน่งของกิ่งก้านใบจะวางแตกต่างกันตามสไตล์แยกย่อยต่างกันแล้วแต่ผู้จัด สำหรับรูปแบบง่ายที่นิยมกันอย่างมาก มักจะตัดก้านดอกไม้ที่จะวางเป็นฐานให้มีความยาวเพียงหนึ่งเท่าครึ่งของความสูงของแจกัน ส่วนดอกรองและดอกยอดสูงสุดจะตัดก้านให้ยาวเท่าครึ่งหนึ่งของดอกฐาน

องศาในการจัดวาง ดอกฐานต้องเอียงไปข้างหน้า 70 องศาแนวดิ่ง และกินเนื้อที่แนวนอนเอียงทางซ้าย 45 องศา ในด้านหน้าของแจกันที่จะหันออก จากนั้นให้วางดอกรองเสียบไว้ด้านหลังของดอกฐานหลัก เพื่อเพิ่มความเป็นมิติมีความหนาแน่นของพื้นที่ โดยให้ก้านดอกรองส่วนที่โผล่พ้นจากปากแจกันมีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของก้านฐาน และดอกยอดวางไว้ตรงกึ่งกลางแจกัน ในส่วนของใบประดับจะเอียงเป็นพุ่มทางด้านซ้ายของดอกไม้ ส่วนยอดที่มีก้านยาวตั้งตรงดิ่งอยู่กึ่งกลางมีความสูงเพียงครึ่งของก้านใบประดับที่รองอยู่ด้านหลัง เมื่อเติมดอกไม้สั้นเพียงครึ่งของดอกยอดตรงกลางเพิ่ม บริเวณด้านหน้าเยื้องไปฝั่งขวาของแจกัน ก็เสร็จสมบูรณ์แบบ รูปลักษณ์ที่ออกมาจะเป็นช่อดอกไม้เรียบหรู

สไตล์แยกย่อยจาก Heika ที่รู้จักกันแพร่หลายมี rikka (ดอกไม้ตั้งตรง), seika หรือ shoka (จัดให้เป็นธรรมชาติเหมือนดอกไม้อยู่บนต้น) เป็นต้น

การจัดในภาชนะทรงเตี้ย Moribana

การจัดดอกไม้ในภาชนะหรือแจกันรูปทรงเตี้ย เรียกว่า Moribana จุดเด่นคือ การเปิดพื้นที่แสดงความสวยงามของดอกไม้ในแนวนอนจึงสามารถอวดรูปทรงดอกไม้บานเต็มดอก รูปลักษณ์เมื่อจัดเสร็จเหมือนพุ่มดอกไม้ moribana ได้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงราวร้อยปีนี่เอง และไม่มีความซับซ้อนมากนัก ดังนั้นการจัดแบบ moribana ก็มีสไตล์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมเอียงของก้านดอกฐาน ก้านดอกรองและก้านดอกยอด สไตล์การเสียบดอกไม้แบบตั้งตรงเป็นแบบพื้นฐานและได้รับความนิยมที่สุด ในด้านมุมมองรูปแบบการเสียบก้านตั้งตรงเป็นที่เชื่อว่าสร้างความรู้สึกฐานให้มั่นคง หนักแน่น

การจัดในแบบพื้นฐาน จะใช้ก้านดอกฐานความยาวเท่าเส้นผ่านศูนย์กลางของภาชนะบวกกับความลึกของก้นภาชนะ ก้านดอกรองตัดให้ความยาว 2 ใน 3 ของก้านฐาน และก้านดอกยอดตัดให้เหลือความยาวแค่ครึ่งหนึ่งของก้านดอกฐาน ในการจัดวางเริ่มจากก้านดอกฐานเสียบตั้งตรงแนวดิ่ง ต่อด้วยก้านดอกรองที่เสียบให้เอียงซ้าย 45 องศา โดยโน้มมาด้านหน้าของแจกันหรือภาชนะบริเวณทำมุม 30 องศา ก้านดอกยอดเสียบให้โน้มกิ่งราว 60 องศามาด้านหน้าเอียงไปมุมขวาภาชนะ 45 องศา เมื่อมองจากด้านบนก็จะเห็นก้านดอกที่สามทำมุมเป็นรูปสามเหลี่ยมทางฝั่งขวาของภาชนะ ให้นำดอกไม้มาเติมพื้นที่ว่างในสามเหลี่ยมนั้น เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ufabet

เอกลักษณ์ที่เด่นของ Ikebana คือการใช้ดอก ก้านและใบเพียงที่ดูน้อย มาจัดวางให้เกิดมุมและอวดความงามตามธรรมชาติของดอกไม้เหล่านั้น โดยมีการอาศัยความสอดคล้องที่ลงตัวระหว่างดอกไม้และภาชนะที่ใช้จัด และการเลือกชนิดของดอกไม้ใบประดับจะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราจะนำแจกันนอนไปวางตกแต่ง

อิเคบานะในปัจจุบันก็จะมีรูปแบบการจัดที่หลากหลาย ซึ่งจะมานำเสนอให้ชมในรูปแบบง่ายๆ โดยจะเริ่มจากขั้นเตรียมการ

ขั้นที่ 1 การเลือกภาชนะให้เหมาะกับดอกไม้ที่เรา นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ เตรียมหมุดปักดอกไม้ และเลือกดอกไม้ให้เข้ากัน ซึ่งเราจะใช้แจกันทรงเตี้ย ส่วนดอกไม้ จะใช้ดอกแดฟโฟดิล และต้นแนนดิน่า

ขั้นที่ 2 ใช้ต้นไม้และดอกไม้ที่เลือกมา เริ่มจากนำต้นแนนดิน่าตัดรากออก วางเอียงไปทางด้านซ้ายและปักเข้าไปทางด้านในของแจกัน

ขั้นที่ 3 ปักดอกแดฟโฟดิล ตรงกลางแจกัน โดยตำแหน่งของดอกไม้ควรโน้มไปด้านหน้า

ขั้นที่ 4 ตัดลำต้นของต้นแนนดิน่า และปักในตำแหน่งด้านขวาของดอกแดฟโฟดิล เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยต้นไม้และดอกไม้ที่ใช้ จะใช้ชนิดใดก็ได้ตามแต่ความชอบและความต้องการของเรา

หากใครที่สนใจUFABETในการจัดดอกไม้ก็สามารถลองทำอิเคบานะกันได้ นอกจากจะได้วิธีการจัดดอกไม้แบบใหม่ ๆ อิเคบานะนั้นก็ยังช่วยให้ฝึกสมาธิได้อีกเช่นกัน เพราะการจัดดอกไม้อิเคบานะนั้น ต้องจัดให้ได้มุมและองศา รูปแบบจึงจะสมดุลกัน

เรียวกัง

เรียวกัง
เรียวกัง

เรียวกัง …หากคุณอยากรู้จักและอยากจะไปท่องเที่ยวเมืองโตเกียวแต่ก็เบื่อกับการพักในห้องพักแบบโรงแรมทั่วไป และอยากได้สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแต่ไม่อยากเดินทางออกไปนอกเมือง ซึ่งเราได้มีที่พัก Ryokan ในโตเกียว มาฝากอีกด้วย

เรียวกัง คืออะไร

เรียวกัง คือโรงแรมขนาดเล็ก เรียกอีกได้ว่าเป็นโรงเตี๊ยมในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยยุคเอะโดะ ในปี ค.ศ. 1603 – ค.ศ. 1868 ตั้งอยู่ล้อมรอบทางหลวงสำคัญในอดีตเพื่อรองรับผู้ที่เดินทาง ปกติแล้วที่พัก Ryokan มีจุดเด่นคือ เป็นห้องพักปูเสื่อ อ่างอาบน้ำรวม และมีบริเวณสาธารณะให้ผู้ที่เข้าพักจะต้องสวมยูกาตะ ซึ่งในปัจจุบันที่พักแบบ Ryokan จะทำเลออยู่นอกเมืองซะส่วนใหญ่

Ryokan พบได้ยากในเขตโตเกียว รวมถึงเมืองใหญ่อื่น ๆ เนื่องจากมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับโรงแรมทั่วไป โดยชาวญี่ปุ่นได้หันมาใช้บริการโรงแรมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน ในเขตเมืองใหญ่บางแห่งยังสามารถพบ Ryokan ในราคาที่เหมาะสม ที่มีราคาเริ่มต้นแค่ 1,200 บาทต่อคืนเท่านั้น และใน Ryokan ก็มักจะพบในบริเวณที่มีทัศนียภาพที่สวยงามอย่างเช่น บริเวณแถบภูเขา และชายทะเล เป็นต้น ในปัจจุบันนั้นได้มีการพัฒนา Ryokan ในการออกแบบของโรงแรมในสมัยใหม่ มีชื่อว่า โฮชิโน รีสอร์ต ที่ได้เปิดให้บริการ Ryokan ในเมืองคารุอิซาวะ ในปีค.ศ. 1914 อีกด้วย

เรียวกังที่พักสไตล์ญี่ปุ่น

ห้องพักจะเป็นห้องพักในรูปแบบญี่ปุ่นสมัยก่อนและมีการตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่นรวมถึงการแต่งกายและลักษณะการให้บริการของพนักงานเจ้าหน้าที่ใน Ryokan ด้วย และยังคงมีอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและมีบทบาทที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเข้าพักในที่พักแบบญี่ปุ่นในปัจจุบัน

การให้บริการของ Ryokan ไม่ใช่เพียงแค่ห้องพักสำหรับค้างคืนเท่านั้น

ซึ่งพร้อมด้วยบริการจากเจ้าหน้าที่เปรียบเสมือนการแขกเข้ามาพักในถิ่นฐานบ้านของตนเอง ซึ่งเป็นการบริการแบบการเลี้ยงรับรองแขกผู้มาเยือน ซึ่งโดยปกติแล้วการให้บริการโดยพื้นฐานของ Ryokan จะมี 4 ข้อหลัก ๆ ที่แตกต่างจากการให้บริการของโรงแรมสากลในปัจจุบัน กล่าวคือ

1) มีให้บริการทั้งอาหารเย็นและอาหารเช้า (บางที่อาจจะให้บริการอาหารในรูปแบบบุฟเฟ่ต์หรือบริการเสริฟ์อาหารถึงภายในห้องพัก)

2) มีบริการชุดยูกาตะ

3) มีบริการออนเซ็น ที่อาบน้ำรวม

4) ในบางแห่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการประจำห้องพัก ห้องละ 1 ท่าน

ในพื้นที่ที่เป็นเมืองออนเซ็นหรือสถานที่ที่มีวิวธรรมชาติที่สวยงามนั้นส่วนใหญ่จะมีอยู่มากมาย สามารถเข้าพักพร้อมการแช่น้ำแร่ได้อย่างผ่อนคลายเช่นกัน

ลักษณะพิเศษของ Ryokan

Ryokan ดั้งเดิมนั้นจะมีทางเข้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีที่นั่งสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเพื่อนั่งและสนทนา แต่ Ryokan ในสมัยใหม่ได้มีการเพิ่มโทรทัศน์เข้าไปด้วย ห้องพักจะถูกสร้างในแบบประเพณีของญี่ปุ่น โดยมีการปูพื้นด้วยเสื่อเรียกว่า ตาตามิ และประตูเป็นบานเลื่อน มีการรักษาความปลอดภัยด้วยประตูที่มีกลอนอย่างแน่นหนา มักจะเปิดเข้ามาเป็นทางเข้าเล็ก ๆ ซึ่งกั้นระหว่างห้องนอนด้วยประตูบานเลื่อน และด้านนอกประตูเป็นที่วางรองเท้า ภายในปูด้วยเสื่อตาตามิอีกเหมือนกัน ห้องพักใน Ryokan มักจะมีระเบียงยื่นออกไปด้านนอก โดยจะต้องผ่านประตูเลื่อนออกไปอีกด้วย

Ryokan ส่วนใหญ่นั้นจะมีบริเวณอาบน้ำรวม หรือเรียกว่า โอฟุโร โดยจะแบ่งตามเพศ โดยใช้น้ำร้อนจากแหล่งน้ำร้อนจากธรรมชาติ ถ้าพบในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตที่มีบ่อน้ำร้อนจะพบ Ryokan เป็นจำนวนมาก Ryokan ในระดับสูงนั้นมักจะมีห้องอาบน้ำส่วนตัว ในปกติแล้วภายใน Ryokan จะให้ผู้เข้าพักสวมใส่ยูกาตะภายในเขต เพื่อไว้เล่นกีฬาสันทนาการต่าง ๆ รวมทั้งบางที่ยังอนุญาตให้นำออกไปสวมใส่นอก Ryokan ได้

ส่วนเครื่องนอนที่ให้บริการในห้องพักนั้นจะเป็นฟูกจะปูบนพื้นเสื่ออีกที เมื่อแขกเข้าพักนั้น มักจะมีโต๊ะอยู่กลางห้องพร้อมเครื่องในการชงชา โดยยังใช้สำหรับให้บริการอาหารสำหรับให้บริการในห้อง และเมื่อผู้เข้าพักออกไปนอกห้องแล้ว พนักงานจะย้ายโต๊ะกลางนี้ไปไว้ข้างๆห้อง และปูที่นอนให้

ค่าใช้จ่าย

การเข้าพักใน Ryokan คืนหนึ่งนั้นส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 เยนจนถึง 100,000 เยนสำหรับ Ryokan ระดับหรู ๆ และนอกจากนี้ส่วนใหญ่จะให้บริการแพลนที่พักพร้อมอาหาร 2 มื้อ ก็คืออาหารเย็นและอาหารเช้า แต่ในปัจจุบันหลายๆแห่งได้เพิ่มแพลนให้หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของแขกผู้เข้าพัก อย่างเช่น อาหารเช้าเพียงมื้อเดียว หรือห้องพักไม่รวมอาหาร

นอกจากนี้ กรณีเข้าการพักพร้อมเด็ก ใน Ryokan หลาย ๆ แห่งจะคิดราคาเด็กโดยมีการแบ่งแยกรายละเอียดตามความประสงค์ ซึ่งราคาจะแตกต่างกัน สามารถตรวจสอบราคาเด็กได้ในหน้าจอการจองห้องพักของแต่ละแห่งอีกด้วย

หากใครอยากลองไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของญี่ปุ่นลองไปพักผ่อนหย่อนใจได้ที่เรียวกังในประเทศญี่ปุ่นได้เลย

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก UFABET

คาบูกิ

คาบูกิ
คาบูกิ

คาบูกิ (Kabuki) ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของของญี่ปุ่นที่สร้างความบันเทิงมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของการแสดงถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ สังคม และวิถีชีวิต ด้วยรูปแบบการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นเอกลักษณ์ทั้งการแสดงสีหน้า ท่าทาง ดนตรี และยังแสวงหาความทันสมัยอีกด้วย

คาบูกิ (Kabuki) คืออะไร

เป็นศิลปะการแสดงดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมายาวนาน อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ให้การแสดงนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เมื่อ ปี ค.ศ.2008 ufabet

ละคร Kabuki จะมีการแสดงออกและเคลื่อนไหวด้วยท่าทางคือ การร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ ฯลฯ โดยมีอยู่ 2 ประเภท คือเรื่องราวของซามูไรหรือตำนานวีรบุรุษ และเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองทั่วไปคือ เรื่องความรัก โศกนาฎกรรม ในเรื่องราวมักดัดแปลงจากวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง นักแสดงจะมีการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงกับท่วงท่า ลีลา ทั้งการเต้นและการร้องที่มีชั้นเชิง เพื่อสื่อความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง การออกแบบเครื่องแต่งกายมีความประณีต การแต่งหน้ามีสีสันและเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า คุมาโดริ ด้วยทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการแสดงละคร Kabuki

เสน่ห์ของละคร Kabuki คือ การแสดงดนตรีสดที่ใช้ประกอบการแสดงบนเวที ในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นเครื่องดนตรีแบบดั้งเดิมใช้เป็นเสียงธรรมชาติ ซึ่งนักตนตรีจะมีความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ละคร Kabuki ยังนิยมนำเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญมาดัดแปลงเป็นละครที่มีบทพูดในเชิงเสียดสี วิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองอีกด้วย บทละครKabuki ชื่อดัง Chushingura ได้ดัดแปลงมาจากเรื่องราวทางการเมืองในอดีตในเรื่องเกี่ยวกับซามูไรไร้นาย 47 คน เป็นอีกหนึ่งเรื่องของ Kabuki ที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนิยมมากมาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมเนียมการปฏิบัติ

การแสดงนี้โดยจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นและโดยหลักๆ มักเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนทั่วไป และต่อมายุคเอโดะ โชกุนในตระกูลโตกุกา มีข้อห้ามไม่ให้สตรีเล่นจนถึงปัจจุบัน และมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่แสดง ฉะนั้นนักแสดง Kabuki ชายหลายคนจึงมีความสามารถในการแสดงบทบาทการเป็นหญิงอย่างมาก

หากได้พบเห็นว่า มีผู้ชมคนตะโกนเรียกชื่อของนักแสดงบนเวที ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้ความเคารพเพราะนักแสดง Kabuki ทุกคนล้วนแต่มีชื่อที่สืบทอดบนเวที “yago” จะมีความเชื่อมโยงกับคณะละคร คณะละครมักจะมีลำดับชั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งปกติมักจะมีการสืบทอดต่อเนื่องกันภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น และการที่ผู้ชมตะโกนเรียกชื่อที่ใช้บนเวทีของนักแสดงในช่วงเวลาที่เหมาะสมถือเป็นการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับเพื่อแสดงออกถึงการให้กำลังใจ เมื่อเข้าชมการแสดง Kabuki ไม่ได้กำหนดว่าต้องแต่งกายเป็นทางการ อย่างไรก็ตามควรแต่งกายภาพและสวมใส่รองเท้าให้เรียบร้อย กระทั่งสุภาพสตรีบางคนมักสวมใส่ชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมมาชมการแสดงอีกด้วย 

สถานที่สำหรับชมการแสดง

ในอดีต Kabuki มักจะจัดแสดงในสถานที่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ในเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน โอซาก้า และเกียวโต Kabuki ในแบบท้องถิ่นมักจะจัดแสดงในเมืองในชนบทเท่านั้น ปัจจุบัน การแสดง Kabuki สามารถหาชมได้ง่ายตามโรงละคร การแสดงต่อวันจะถูกแบ่งเป็นสองหรือสามตอน โดยแต่ละตอนจะแบ่งเป็นองก์ละครย่อย ๆ ตามปกติ ซึ่งตั๋วชมการแสดงจะจำหน่ายต่อตอน ในบางครั้ง ก็มีการจำหน่ายตั๋วต่อองก์ละครด้วย ในราคาตั๋วปกติอยู่ที่ 2,000 เยน สำหรับองก์ละครเดียว หรืออยู่ระหว่าง 3,000-25,000 เยน สำหรับทั้งตอน เป็นต้น

ประวัติความเป็นมา

เริ่มมีขึ้นครั้งแรกตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ที่มาจากการแสดงของมิโกะ หญิงสาวผู้ดูแลศาลเจ้าอิซุโมะที่ชื่อว่า อิซุโมะโน โอคุนิ ซึ่งเธอได้ดัดแปลงท่าทางการร่ายรำเพื่อถวายความเคารพแก่เทพเจ้าของศาสนาชินโต และนำมาแสดงริมฝั่งแม่น้ำในเกียวโตจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้การแสดงของเธอเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายจนถึงกับมีโอกาสได้ไปแสดงต่อหน้าพระจักรพรรดิอีกด้วย

หลังจากนั้นเริ่มมีการก่อตั้งเป็นคณะโรงละครโดยลมีนักแสดงเป็นผู้หญิงทั้งหมด ซึ่งในช่วงต่อมาได้มีข่าวฉาวว่านักแสดงหญิงในคณะได้ไปขายบริการทางเพศหรือโสเภณี จากนั้นจึงมีการสั่งให้เลิกการแสดงคาบูกิจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1629 โชกุนในตระกูลโทคุกาวา ufabet ในรัฐบาลสมัยนั้นได้ประกาศว่าห้ามให้สตรีแสดงละครคาบูกิโดยเด็ดขาด จุดประสงค์เพื่อรักษาศีลธรรมของประชาชน จากเหตุนี้ละครคาบูกิจึงต้องมีเฉพาะแต่ผู้ชายเป็นนักแสดงตั้งแต่นั้นมา และถ้านักแสดงชายต้องแสดงเป็นผู้หญิงก็จะมีชื่อเรียกว่า อนนะงะตะ

ต้นกำเนิด Kabuki

มาจากการเต้นที่เรียกว่า “คาบูกิโอโดริ” ริเริ่มโดยผู้หญิงคนหนึ่งในสมัยเอโดะ คำว่า ” Kabuki หรือ คาบูกุ” ได้มีความหมายว่า แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ก้าวนำตามกระแส ซึ่งการแสดงเต้นรำนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนสามารถพัฒนากลายเป็นศิลปะการแสดงละคร แต่เนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งศีลธรรมในสังคมเพราะเชื่อว่ามีการค้าประเวณีในกลุ่มนักแสดง Kabuki หญิง จึงได้มีการห้ามไม่ให้ผู้หญิงแสดง Kabuki เลยและในปัจจุบันมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่สามารถขึ้นเวทีแสดงได้

ละคร Kabuki ในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ในญี่ปุ่นมีการแสดงละคร Kabuki สามารถหาชมได้ทั่วไปเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเช่น ในโตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ หรือหากเป็นเมืองเล็กตามชมบทก็จะมีให้ชมกันในท้องถิ่น ในรูปแบบการแสดงรวมทั้งเรื่องราวที่นำมาแสดงมักเป็นเรื่องราวที่ได้รับความนิยมจะโดยมีช่องทางการจำหน่ายตั๋วที่สะดวกสบายมากขึ้นทางออนไลน์ บางแห่งมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและแผ่นพับเรื่องย่อภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติด้วยเช่นกัน

องค์ประกอบที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในการชม Kabuki ก็คือเวที ซึ่งถูกสร้างและออกแบบเพื่อให้ฉากและการแสดงมีความตื่นเต้นเร้าใจ เช่น ฉากการต่อสู้ เวทีของละครคาบูกิสามารถเคลื่อนไหวได้ มีการปรับเปลี่ยนฉากได้แบบทันท่วงทีและเป็นประโยชน์ต่อการแสดงมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นในการปรากฏตัวและการออกจากเวทีของนักแสดง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทางเดินทอดตัวสู่เวทีผ่านบริเวณที่นั่งด้านหลังของผู้ชมที่เรียกว่า “ฮานามิจิ” เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าและออกฉากของนักแสดงอีกด้วย และบางครั้งนักแสดงก็จะเดินออกมาพร้อมกับร่ายรำ เมื่อมาถึงเวทีใหญ่ก็จะหยุดเพื่อโพสท่าก่อนขึ้นเวทีไปทำการแสดง

การชมละคร Kabuki ในยุคหลังก็เหมือนกับการมาชมความสามารถของนักแสดง ผู้ที่ชื่นชอบละคร Kabuki มักจะเลือกดูเรื่องที่มีนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ทั้งบทบาท บทตัวละคร และชายที่มีท่วงท่าการแสดงแข็งแรงขึงขัง หรือบทตัวละครต่าง ๆ วิธีการแสดง Kabuki ไม่เน้นความเป็นธรรมชาติหรือความสมจริง แต่จะเน้นโอเวอร์แอคติ้งแบบเหนือจริงทั้งหมด

โรงละคร Kabuki

โรงละครในเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต อีกทั้งยังมีโรงละครที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งไม่ได้ใช้จัดการแสดงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นโรงละครที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศของโรงละครคาบูกิแบบดั้งเดิมได้ โดยจะไม่มีที่นั่งแบบโรงละครตะวันตก มีการจัดให้นั่งบนเบาะที่วางอยู่บนพื้นภายในห้องสี่เหลี่ยม ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น โรงละครคานามารุสะ ในเมืองโคโตฮิระ จังหวัดคากาวะ เป็นต้น ดังนั้นสำหรับโรงละคร Kabuki ที่เปิดการแสดงทุกวันตลอดทั้งปีมีทั้ง โรงละคร Kabukiza Theatre ย่านกินซ่าของโตเกียว โดยเปิดบริการมานานกว่า 100 ปี และมีบริการหูฟังภาษาอังกฤษและการจำหน่ายตั๋วแบบออนไลน์ อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงละครแห่งชาติในโตเกียว เปิดการแสดงละคร Kabuki ทุกเดือนรวมทั้งการแสดงรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย

แม้ในปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นบางคนเองก็รู้สึกไม่กล้าไปชมการแสดงคาบูกิ เพราะความจริงแล้วคาบูกิเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงของชาวบ้านมาตั้งแต่สมัยก่อน ดังนั้นหากใครได้ลองไปสัมผัสโลกแห่งคาบูกิที่รักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้และพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ผ่านการขัดเกลาจนกลายเป็นการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่สวยของญี่ปุ่นกัน

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

เกอิชา

เกอิชา
เกอิชา

เกอิชา หากพูดถึงคำนี้ เชื่อว่าบางคนที่ไม่รู้จักหรือรู้เพียงผิวเผินคงนึกถึงผู้หญิงขายบริการหรือโสเภณี ที่แต่งกิโมโนสวยๆ ทาหน้าขาวๆ ปากแดงๆ ของญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้นควรมาดูความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องของ เกอิชา ที่เรามักเข้าใจผิดกัน

ประวัติศาสตร์ของ เกอิชา

Geisha เป็นอาชีพอย่างหนึ่งของสตรีคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ถือว่าเป็นผู้ที่ชำนาญทางด้านศิลปะและให้ความเพลิดเพลิน เสมือนเป็นผู้คอยต้อนรับและปรนนิบัติแขก เกอิชามีอยู่แพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อปี ค.ศ. 1920 และได้มีจำนวนเกอิชาถึง 80,000 คน ซ่งในปัจจุบันแม้ว่าจะยังมีอาชีพเกอิชา แต่ก็มีจำนวนน้อยและลดลง สำหรับเกอิชาฝึกหัดจะเรียกว่า ไมโกะ

อาชีพของเกอิชาพัฒนามาจาก ไทโคะโมะชิ หรือ โฮกัง ซึ่งคล้ายกับพวกตลกหลวงในราชสำนัก เกอิชาในสมัยแรกล้วนเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้นจะเรียกกันว่า “อนนะ เกชะ” หรือเกอิชาหญิง แต่ในปัจจุบันเกอิชาจะเป็นหญิงเท่านั้น

Geisha เรื่องจริงจากประเทศญี่ปุ่น

Geisha ก็คือผู้หญิงขายศิลปะที่มีระดับและมีค่ามากกว่าเหล่าโสเภณีมาก การที่จะเป็นเกอิชาที่แท้จริงได้จะต้องมีการฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่ช่วงอายุ 16 ปี โดยการฝึกฝนจะต้องเข้าไปอาศัยอยู่กับ “มาม่า” เพื่อเข้าฝึกทักษะความสามารถด้านการแสดงรวมทั้งการบริการที่พวกเธอจะต้องปฏิบัติแก่ลูกค้า ดังนั้นในช่วงที่เป็น Geisha ฝึกหัดจะถูกเรียกว่า “ไมโกะ” จนกระทั่งฝึกฝนเรียนรู้ทักษะจนอายุได้ 21 ปี ไมโกะที่ผ่านการฝึกฝนจนได้มาตรฐานแล้วก็สามาถเลื่อนขั้นเป็น เกอิชา เต็มตัวและสามารถออกไปทำงานต้อนรับลูกค้าได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการฝึกก็จะต้องไปทำงานอย่างอื่นแทน

ผู้ที่จะเข้ามาฝึกเป็น Geisha ในอดีตนั้นมีทั้งผู้ที่สมัครใจและผู้ถูกซื้อตัวมาเพราะความยากจน โดยพวกเธอต้องทำงานรับใช้อยู่เบื้องหลัง Geisha รุ่นพี่จะคอยสอนงานและต้องเรียนรู้งาน สำหรับ Geisha ที่เป็นที่ถูกใจของลูกค้าก็อาจเลือกเพื่อไปแต่งงานเป็นอุปถัม ส่วนคนที่ไม่ได้แต่งงานหรืออายุมากขึ้นก็สามารถเลือกที่จะมีร้านเป็นของตัวเองโดยใช้ทรัพย์สินที่สะสม หรือบางรายคนก็ไปเป็นครูสอน Geisha ในรุ่นต่อ ๆ ไป

ความแตกต่างระหว่าง Geisha และโอยรัน

ในความจริงแล้ว Geisha จะขายความสามารถส่วนโอยรันจะขายเรือนร่าง การสังเกตุเบื้องต้นเพื่อจะแยกแยะคือต้องดูที่ชุดแต่งกายที่แม้จะสวมชุดกิโมโนเหมือนกันแต่สัญลักษณ์คือสายคาดเอวที่เรียกว่า “โอบิ”หากเป็น Geisha จะผูกไว้ที่ด้านหลัง ส่วนโอยรันจะผูกไว้ด้านหน้า นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายจุดที่ช่วยให้เราแยกแยะได้อีกเช่นกัน

Geisha ในสมัยใหม่

ซายุกิ (ฟิโอนา เกรอัม เกิดที่เมลเบิร์น) ชาวออสเตรเลีย ที่ทำงานเป็น Geisha ในประเทศญี่ปุ่น เธอยังเป็นนักมานุษยวิทยา ผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์สารดคี รวมทั้งทำงานที่สถานีโทรทัศน์ NHK National Geographic Channel 4 และ BBC โดยหลังจากที่ได้รับการฝึกอบรม ในสำนักเกอิชาช่วงเวลาหนึ่งปี ปี ค.ศ. 2007 ซายูกิก็ได้กลายเป็น Geisha เต็มตัว ณ ย่านอาซาคุซะ กรุงโตเกียว และยังเป็น Geisha ชาวตะวันตกคนแรกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซายูกิได้รับการฝึกฝนศิลปะหลายแขนง ได้แก่ การเล่นดนตรี การขับร้อง การเต้นรำ การชงชา รวมทั้งเรื่องบทกวีและวรรณคดี สิ่งที่ซายูกิชำนาญมากที่สุดก็คือ ขลุ่ยญี่ปุ่นที่ชื่อว่าโยะโกะบุเอะ

ซายูกิได้จบการศึกษาปริญญาตรี ในสาขามนุษย์วิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเช่นกัน ซายูกิยังได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเคโอ หนึ่งในมหาลัยที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น และยังเคยทำงานในบริษัทญี่ปุ่น คือที่ Tokyo’s night world กับที่นักกีฬาญี่ปุ่น รวมทั้งแอนิเมชันอีกด้วย

ซายูกิ ได้เขียนหนังสือ ในชื่อเรื่องว่า “Inside the flower and willow world” โดยสำนักพิมพ์ Pan Macmillan จากประเทศออสเตรเลีย เกี่ยวกับหนังสือสารคดีเกี่ยวกับโลกของ Geisha

จากที่สภาพสังคมเปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น และทำให้ในญี่ปุ่นมี Geisha ลดลงเรื่อย ๆ แต่ถึงแม้จะมีสถานบันเทิงสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมายแต่ก็ยังมีลูกค้าบางส่วนที่ยังชอบวัฒนธรรมดั้งเดิมนี้อยู่ และที่สำคัญ Geisha ไม่ได้มีแค่เพียงผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งผู้ชายแท้บางคนก็เลือกประกอบอาชีพนี้ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก gavgavka

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ซูโม่

ซูโม่
ซูโม่

ซูโม่ คือกีฬามวยปล้ำแบบญี่ปุ่น เป็นศิลปะการต่อสู้ในรูปแบบของญี่ปุ่น และเป็นกีฬาประจำชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดของคนญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งในยุคโบราณ ถือกำเนิดขึ้นในการแสดงเพื่อให้เยี่ยมชมความบันเทิงให้แก่เทพเจ้าในศาสนาชินโต หรือพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาของญี่ปุ่น มีพิธีกรรมมากมายซึ่งมีภูมิหลังทางศาสนาที่ยังคงถือปฏิบัติในปัจจุบัน เช่น พิธีการโปรยเกลือบนเวทีมวยปล้ำเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณี จึงมีแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นเล่นกีฬาชนิดนี้ในระดับมืออาชีพในญี่ปุ่น

ประวัติศาสตร์ ซูโม่

กีฬามวยปล้ำที่เก่าแกที่สุด เป็นการต่อสู้สำหรับเทพโบราณในญี่ปุ่น ได้อ้างอิงมาจาก UFABET Kojiki และมีบันทึกเนื้อหาในสมัยโบราณ ที่ว่า Takeminakata เพื่อที่จะพยายามยกทุ่มคู่ต่อสู้ด้วยการจับคว้าแขนของผู้ต่อสู้ ซึ่งในการแข่งขันครั้งนั้นก็ได้ถือเป็นต้นกำเนิดของ Sumo สำหรับการแข่งขัน Sumoที่เก่าแก่ที่สุดคือการแข่งขันระหว่าง Nomi no sukune และToma no kehaya โดยการเตะเป็นเทคนิคหลักของการแข่งขันในครั้งนี้และสุดท้าย Kehaya ก็ได้เสียชีวิตลง

Ozumo เป็นรูปแบบของ Sumo ที่มีในปัจจุบัน ซึ่งได้เกิดขึ้นในสมัย Edo (1603-1868) ต่อมาในสมัยMeiji (1868-1912) รัฐบาลจึงมีกฎหมายให้ประชาชนใส่เสื้อผ้า เป็นผลให้เกิดการต่อต้าน Sumoในช่วงนั้นและห้ามไม่ให้มีการพูดถึงอีกเช่นกัน UFABET ต่อมาในปี1884 เริ่มมีการพูดถึงมวยปล้ำ Sumo อีกครั้งจึงทำให้ Sumo ก็ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน และในปัจจุบันนี้การปล้ำ Sumo ได้มีอยู่ทั่วญี่ปุ่นและบางการแข่งขัน Sumo มีการออกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์อีกด้วย

ลักษณะ

คู่มวยปล้ำจะมีรูปร่างที่อ้วนใหญ่ และจะต้องมีน้ำหนักตัวล 75 กิโลกรัมขึ้นไป ในการแข่งขันทั้งสองฝ่ายต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายหนึ่งล้ม และต้องทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนอกเหนือจากฝ่าเท้าแตะกับพื้น หรือโดยการดันคู่ต่อสู้ให้ออกจากวงกลมขนาดเล็กในสนามที่มีอยู่ ในการต่อสู้ใช้เวลาไม่นานและเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมโดยจะมีการโปรยเกลือบนพื้นในกรอบวงกลม เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เพราะ Sumo เป็นกีฬาที่มีเกียรติ ผู้ที่ก้าวไปถึงตำแหน่ง “โยโกสุนะ” ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของ Sumo ถือได้ว่าเป็นผู้พิชิตอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติที่สุด

ในฤดูกาลแข่งขัน Sumo อาชีพ จะเปิดการแข่งขันต่อปี ปีละ 6 ครั้ง เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน โดยแต่ละครั้งใช้เวลาการแข่งขันนาน 15 วัน เป็นต้น

กฎกติกา

ในการแข่งขัน Sumo จะแข่งกันใน dohyo เป็นวงแหวนรูปวงกลม ผู้แข่งขันจะแพ้ได้ถ้าหากร่างกายหรือเท้าของเจ้าตัวออกจากเส้นที่กำหนดไว้ โดยมีการใช้เทคนิคที่หลากหลาย รวมด้วยกันทั้งหมดมากกว่า 80 ท่าเลยทีเดียว ซึ่งรวมถึงท่าผลักและท่าคว้าด้วย

กฎของการเล่นมีความเรียบง่ายอย่างมาก ซึ่งถ้านักมวยปล้ำออกจากเวทีก่อนหรือสัมผัสโดนพื้นไม่ว่าร่างกายส่วนใด ที่นอกเหนือจากฝ่าเท้าของตนเองจะเป็นผู้แพ้ ในการแข่งขันจะเกิดขึ้นบนเวทียกสูง (Dohyo) ซึ่งสนามทำจากดินเหนียวและถมทับด้วยทราย และการแข่งขันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็มีกรณีที่น้อยมากที่จะใช้เวลาถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่านั้น การแข่งขันไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักหรือระดับชั้นในกีฬาซูโม่ ดังนั้น นักมวยปล้ำอาจจะพบว่าตนเองต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่มีน้ำหนักมากกว่าตนเองหลายเท่า และเหตุนี้ ในการทำน้ำหนักจึงถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการฝึกซ้อมซูโม่ที่สำคัญมาก ๆ

การแข่งขันและการจัดอันดับ

ในหน่วยงานรัฐที่ดูแลกีฬา Sumo ระดับมืออาชีพ คือ สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดให้มีการแข่งขันใน 6 ฤดูกาล  มีสามครั้งในโตเกียวเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน และในโอซาก้า เดือนมีนาคม, นาโกย่า เดือนกรกฎาคม และฟูคุโอกะ เดือนพฤศจิกายน ในฤดูการแข่งขันจะใช้เวลาถึง 15 วัน ระหว่างนั้น นักมวยปล้ำแต่ละคนจะเข้าร่วมการแข่งขันหนึ่งครั้งต่อวัน ยกเว้นแต่นักมวยปล้ำที่อยู่ในลำดับต่ำลงมาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันน้อย จากนั้นนักมวยปล้ำทุกคนจะถูกจัดประเภทตามอันดับหรือบันซูเกะ ซึ่งจะมีการปรับปรุงข้อมูลแต่ละรอบการแข่งขันตามความสามารถ นักมวยปล้ำที่ทำสถิติได้ดีในแต่ละการแข่ง จะได้เลื่อนอันดับขึ้น อันดับสูงสุดเรียกว่า “Makuuchi” อันดับที่สองเรียกว่า “Juryo” ขั้นสูงสุดของซูโม่คือ yokozuna คือแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่ง Yokozuna จะมีความแตกต่างจากนักมวยปล้ำในอันดับที่ต่ำกว่าเพราะเขาไม่สามารถถูกลดอันดับได้ แต่จะสามารถปลดเกษียณตนเองเมื่อเริ่มทำได้แย่ลงเช่นกัน

การดูการแข่งขัน

วิธีที่ดีในการดูซูโม่ ก็คือ เข้าชมในฤดูกาลที่มีการแข่งขันซูโม่ซึ่งจะมีการจำหน่ายตั๋วในละวัน ฤดูกาลแข่งขันที่ใช้เวลา 15 วัน ตั๋วจึงสามารถซื้อได้ล่วงหน้าจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการหรือผ่านทาง buysumotickets.com และยังสามารถซื้อตั๋วได้ที่ร้านสะดวกซื้อและจำเป็นต้องมีทักษะในการพูดภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย

และด้วยการแข่งขันที่มีอยู่หลากหลาย และตำแหน่งสามารถลดลงได้ทุกเมื่อ นักซูโม่จึงต้องพยายามอย่างหนัก ต้องหมั่นฝึกซ้อม และไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  เพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่ในระดับสูงขึ้นไป และทำฝันของตัวเองให้กลายเป็นจริง

สามารถค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ชุคุโบะ

ชุคุโบะ
ชุคุโบะ

ชุคุโบะ ตั้งอยู่แถวภูเขาโคยะในวาคายาม่า มีหลายๆคนอาจจะสงสัยว่าในวัดจะสามารถพักได้อย่างไร แต่จริง ๆ แล้วที่พักในวัดที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้แสวงบุญสำหรับผู้คนที่เดินทางทั่ว ๆไปไปจนถึงผู้ที่ต้องการสัมผัสกับความเรียบง่ายและวิถีชีวิตของพระในพระพุทธศาสนา โดยในแถบบริเวณภูเขาโคยะนั้นจะมีวัดมากกว่า 50 วัดเลยทีเดียว ที่มีบริการที่พักแบบ Shukubo

ชุคุโบะ ก็คือ

ที่พักภายในวัด และเป็นที่พักสำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาของวัดหรือศาลเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่วัดและต้องการจะรับรู้หรือสัมผัสกับวิถีชีวิตตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะรู้ถึงวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ซึ่งการได้พักค้างคืนที่วัดนั้น จะมีการจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ไปนั้น ในการดีไซน์ของวัดแสดงให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ในผู้ที่ซึ่งมาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและไม่ใช่แค่เพียงจะสามารถชมวิถีการทำงานในวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเข้าร่วม ufabet กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึงความสงบจะมีกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ มีฟังการสอนสวดมนต์และการฝึกฝนคัดพระสูตร เป็นต้น

ที่พักภายในวัด และเป็นที่พักสำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาของวัดหรือศาลเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นยังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมาแสวงบุญที่วัดและต้องการจะรับรู้หรือสัมผัสกับวิถีชีวิตตามคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะรู้ถึงวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ซึ่งการได้พักค้างคืนที่วัดนั้น จะมีการจัดเตรียมห้องพักไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนและยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่ได้ไปนั้น ในการดีไซน์ของวัดแสดงให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ ทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ ในผู้ที่ซึ่งมาเยือนจะได้รับการต้อนรับอย่างดีและไม่ใช่แค่เพียงจะสามารถชมวิถีการทำงานในวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเข้าร่วม ufabet กิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึงความสงบจะมีกิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ มีฟังการสอนสวดมนต์และการฝึกฝนคัดพระสูตร เป็นต้น

ในประเทศญี่ปุ่นมีวัด Shukubo ประมาณ 300 แห่ง เช่น วัดเซนโซจิ จังหวัดนากาโน่, เดวะซันซัง จังหวัดยามากาตะ, มิทาเกะซัง กรุงโตเกียว และวัดบางแห่งในเกียวโต แต่จะมีอยู่มากในโคยะซัง จังหวัดวาคายะมะ ส่วนค่าใช้จ่ายของชุคุโบะมักจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-10,000 เยนต่อคน พร้อมอาหาร 2 มื้อ อาหารเช้าและอาหารเย็น

ข้อดีของการได้นอนวัดที่ญี่ปุ่นคือการได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ในอาคารไม้ที่เก่าแก่ ในบางอาคารในห้องเปิดมาสามารถเจอสวนญี่ปุ่น ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วจะต้องรู้สึกจิตใจสงบขึ้นเลยทีเดียว และสำหรับใครที่กลัวผีนั้น ในวัดญี่ปุ่นก็ไม่น่ากลัวเหมือนวัดที่ไทยเลยสักนิดเพราะสถานที่รอบ ๆ วัดไม่มีสถานที่ฝังศพ ถึงแม้ในหลาย ๆ วัดจะมีสุสานอยู่ภายในวัด แต่บรรยากาศรอบ ๆ วัดนั้นไม่ได้ชวนขนหัวลุกเท่าที่วัดบ้านเราแน่นอน

ห้องพัก “Shukubo”

               ในห้องพักส่วนใหญ่เป็นห้องแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม คล้ายคลึงกับที่พักเรียวกังหรือที่พักสไตล์ญี่ปุ่น ในพื้นห้องจะปูด้วยเสื่อทาทามิ มีฟูกสำหรับปูนอน มีประตูบานเลื่อนและมีบริการชุดยูคาตะอีกด้วย แม้จะเป็นการนอนพักที่วัด ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอินเทอร์เน็ต Wi-Fi โทรทัศน์ ตู้นิรภัยส่วนบุคคล เครื่องทำความร้อน กาต้มน้ำ ตู้เย็น และยังมีบริการรับฝากสัมภาระ รองรับแขกผู้มาเยือน ตลอดจนห้องน้ำและออนเซนส่วนรวม ในบางแห่งอาจจะมีออนเซนแยกเป็นส่วนตัวให้ด้วย

กิจกรรมภายในวัด

  1. กิจกรรมร่วมกันสวดมนต์ตอนเช้า ช่วงเช้าเริ่มเวลา 6 โมง เป็นการทำสมาธิ โดยจะสวดรอบละประมาณ 30-45 นาที
  2. ฝึกทำสมาธิแบบซาเซ็น โดยการหันหน้าเข้าหาตนเองและใช้การเพ่งสมาธิเพื่อขบคิดพิจารณาสภาวะธรรมและปริศนาธรรมต่าง ๆ เพื่อการบรรลุซาโตริ วิธีการนั่งทำสมาธิโดยจะต้องนั่งท่าขัดสมาธิดอกบัว สูดลมหายใจให้ลึก ๆ หายใจเข้า-ออก เป็นระยะ ๆ เอียงร่างกายไปทางซ้ายทีขวาทีสลับกับแล้วจึงปล่อยให้หยุดนิ่ง ให้นึกถึงการคิดโดยปราศจากการไม่คิดอย่างไร ในสิ่งนี้เองจะเป็น หัวใจแห่งศิลปะการนั่งซาเซ็น
  3. การฝึกทำสมาธิใต้น้ำตก เป็นการฝึกความอดทน ได้เชื่อกันว่าถ้าหากใครสามารถเพ่งสมาธิท่ามกลางน้ำตกนั้น ซึ่งจะต้องสามารถเพ่งจิตท่ามกลางเสียงซัดจากน้ำตกได้แล้วไซร้ เมื่อนั้นกิเลสอื่น ๆ ก็ไม่สามารถเข้ามายั่วยุจิตใจเราได้ เป็นดั่งคำพูดที่เกิดขึ้นว่า “สรรพสิ่ง เคลื่อนไหว จิตใจสงบนิ่ง”
  4. ในระหว่างการเข้าพักก็ยังสามารถสัมผัสธรรมชาติอันเงียบสงบได้อย่างเต็มที่ พร้อมเดินชมอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นและเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของทางวัดได้ตามอัธยาศัยอีกด้วย

การรับประทานอาหารแบบ “โชจินเรียวริ”

โชจินเรียวริ ก็คือ อาหารมังสวิรัติที่ปรุงจากผักและพืชพันธุ์ธรรมชาติ อาจจะฟังดูเหมือนธรรมดาแต่ว่าความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารอย่างกลมกลืนเข้ากับรสชาติตามฤดูกาลแล้ว โชจิน-เรียวริว ยังเป็นอาหารที่แก่นแท้ของวัตถุดิบนั้น ๆ ออกมา อาหารโชจินเรียวริที่พิเศษมีทั้ง เต้าหู้แบบโคยะและเต้าหู้งาที่เรียกว่า “โกมะโดฟุ” สำหรับอาหารเย็นส่วนใหญ่จะเสิร์ฟช่วงเวลา 6 โมง และยังเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด เช่น ยูบะ “ฟองเต้าหู้” , คอนยัคคุ “เจลลี่แบบก้อน” และ โคยะโดฟุ “เต้าหู้แช่แข็งแห้ง” นั่นเอง

สมาคมโคยะซัน Shukubo

เสน่ห์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเยี่ยมชมโคยะซัน ก็คือ การได้พักค้างแรมในวัด ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกที่พักในวัดว่า “Shukubo” และสมาคมโคยะซัน “Shukubo” ที่ยังช่วยคุณจัดการเรื่องการพักค้างคืนในวัด อีกทั้งสามารถจัดเตรียมการนั่งสมาธิ การสวดมนต์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้คุณได้ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น

สำหรับหลาย ๆ คนที่สนใจและต้องการเข้าพักที่พักแบบ “Shukubo” ก็อย่าลืมรักษากฎระเบียบทางวัดอย่างเคร่งครัดกันด้วย เพราะการเข้ามาพักในวัดเท่ากับการที่เราต้องทำจิตใจให้สงบอีกด้วย ดังนั้นการส่งเสียงดังซึ่งถือเป็นการรบกวนสมาธิคนอื่น ๆ และเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเลยทีเดียว สำหรับใครได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวและได้พักที่พักสไตล์ Shukubo ก็อย่าลืมแวะมาแชร์ประสบการณ์กันด้วยนะ

หากผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

วัฒนธรรม

วัฒนธรรม
วัฒนธรรม

วัฒนธรรม มีหลากหลายทั้งความงดงามและมีเสน่ห์ ที่ไม่เหมือนประเทศอื่น และยังได้สร้างความประทับใจให้หลายๆคนโดยไม่รู้ลืม แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเท่านั้นที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและควรแก่การมาเที่ยวสักครั้งนั่นเอง

วัฒนธรรม ดั้งเดิม

อาหารญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักและชื่นชอบกันทั่วไปเพราะมีขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถัน และมีรายละเอียดอย่างสูง และยังมีการนำเสนอที่เฉพาะตัวและมีความน่าสนใจ ซึ่งแต่ละภูมิภาคประเทศญี่ปุ่นก็มีอาหารจานพิเศษเฉพาะตัวในแต่ละภูมิภาคนั้นๆ ในส่วนผสมที่ได้คัดสรรอย่างดีเพื่อมีรสชาติที่ดีและอร่อยที่สุด ข้าวญี่ปุ่นถือว่าเป็นอาหารหลักและเพิ่มคุณค่าทางอาหารหลายชั่วอายุคนและได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เค้กข้าว และเครื่องปรุงให้อาหารหลากหลายจานอีกด้วย ได้แก่ ซูชิ โอโคโนมิยากิ เทริยากิ เทมปุระ อุด้ง และยากิโทริ เป็นต้น

วัด (ชุคุโบะ)

เป็นวัดและศาลเจ้าให้กับผู้เยือนได้เข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน สักการะ และยังมีการเสิร์ฟมังสวิรัติให้อีกด้วย เพราะจะมีพระมาทำกิจกรรมทางศาสนาที่วัดชุคุโบะเวลาตอนเช้าตรู่ ในขณะทำพิธี เจ้าอาวาสและพระจะร่วมกันสวดมนต์ภายในอุโบสถ์ วัดหลายๆวัดเปิดโอกาสให้มาทำสมาธิกันได้แต่แค่ในอดีตเท่านั้น และที่แห่งนี้จะจำกัดให้แค่พระมาฝึกพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น

ซูโม่

ซูโม่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน และถือว่าเป็นกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีกฎและระเบียบประเพณีที่เคร่งครัด ซี่งดำรงอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ก่อนที่จะแข่งหรือฝึกฝน จะต้องร่ายรำตามพิธีกรรมก่อน แนวคิดของกีฬานี้คือให้ริกิชิหรือนักปล้ำ โดยทั้งสองผลักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ตัวออกไปจาก โดฮโยหรือวงแหวนกลมบนพื้น

เกอิชา

เกอิชา เป็นผู้อารักขาของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่น และที่สำคัญ พวกเธอก็ยังเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการเล่นเครื่องดนตรี แสดงรำแบบโบราณ และสนทนาอย่างมีมารยาทอีกด้วย

พิธีชงชา

เป็นพิธีด้านวัฒนธรรมของ “มัทฉะ” หรือผงชาเขียว มีจุดประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านกับแขกผู้มาเยี่ยมให้แน่นแฟ้น พิธีชงชาเป็นพิธีที่มีมายาวนาน โดยมีมาเมื่อศตวรรษที่ 9 แรกเริ่มเดิมทีจัดกันในพิธีกรรมทางศาสนา

การแสดงประเพณีพื้นบ้าน คาบุกิ

คา แปลว่า “เพลง” บุ แปลว่า “การเต้น” และกิ แปลว่า “ทักษะ” คาบุกิ จึงได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่มาจากโนะ ผู้ชมหลักของการแสดงนี้คือกลุ่มชาวบ้านและชาวนา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 รูปแบบการแสดงคลาสสิกที่สำคัญในญี่ปุ่น ซึ่งในตามต้นตำหรับแล้ว นักแสดงจะมีทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่ต่อมาจากนั้นก็ปรับให้เหลือแต่เพศชายเท่านั้นและให้เล่นในทุกบทเลย แต่ในภายหลังประเพณีนี้ก้ยังคงสืบทอดต่อกันมายังปัจจุบันเป็นต้น

การแสดงประเพณีพื้นบ้าน  โนะ

โนะ หรือ “โนะกาคุ” คือการแสดงที่เก่าแก่และเป็นที่นิยมมากที่สุด จะนิยมแสดงกันในโรงละครพื้นบ้าน โดยจะมีอยู่สองประเภท คือ เก็นไซ โนะ (แบบสมจริง) และมุเก็น (แบบแฟนตาซี) ซึ่งท่าเต้น การแสดง และดนตรี มีต้นกำเนิดเมื่อศตวรรษที่ 14 ผู้บุกเบิกโนะก็คือ คุณเซอามิ เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การแสดง โรงละครของประเทศญี่ปุ่น และโนะยังได้รับกำหนดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตน โดยยูเนสโกอีกด้วย

เรียวกัง (โรงเตี๊ยมในญี่ปุ่น)

เรียวกังในแบบญี่ปุ่นจะเป็นโรงเตี๊ยมภายในประกอบไปด้วยห้องอาบน้ำส่วนตัว อาหารท้องถิ่น และฟูกเสื่อ เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและห้ามพลาดเลยทีเดียว หากคุณอยากได้รู้จักกับความเป็นอยู่แบบพื้นบ้าน และน้ำใจของคนท้องถิ่นในญี่ปุ่น

อิเคะบานะ

เป็นศิลปะการจัดวางดอกไม้ในแบบของญี่ปุ่น

โอริกามิ

เป็นศิลปะการพับกระดาษให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ มีให้เห็นได้บ่อยครั้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นต่อ ๆ กันมา

วัฒนธรรมสมัยใหม่

การแต่งตัวในญี่ปุ่น

               การแต่งตัวหรือแฟชั่นในญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากทั่วทุกมุมโลก ได้สร้างแรงบันดาลใจอีกมากมายให้แก่ทั่วโลก ในการแต่งตัวแฟชั่นในแนวอนาคตแบบโฉบเฉี่ยว และแปลกใหม่ จากที่ได้เรียงไปตั้งแต่กิโมโนพื้นเมืองดั้งเดิม แนวสตรีทที่ฮาราจูกุจะสวยหรูเป็นได้ทั้งหมด

คอสเพลย์

               คอสเพล์ ได้ถูกคิดค้นขึ้นจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น ก็คือโนบุยูกิ ทาคาฮาชิ ซึ่งเป็นคำสองคำมาผสมกันระหว่างคำว่าเครื่องแต่งกายคอสตูม และการเล่นเพลย์ และถึงแม้ว่าคอสเพลย์จะไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น แต่ก็ส่งอิทธิพลไปสู่ผู้คนหลากหลายทั่วโลกเริ่มหันมาแต่งกายตามตัวละครในหนัง ทีวี หนังสือ หรือวิดีโอเกมเช่นกัน พวกเขาจะวาดภาพตัวละครที่พวกเขารัก ผ่านชุดเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบหรือการแต่งหน้าอีกด้วยเช่นกัน

อนิเมะและมังงะ

               มังงะ คือหนังสือการ์ตูน ที่มีภาพประกอบและตัวละครโดยแทนเรื่องราว จึงมีหลากหลายแนวที่เหมาะสมกับหลายช่วงอายุ ส่วนอนิเมะ ก็คือภาพหรือการ์ตูนที่เคลื่อนไหวโดยมีเนื้อเรื่องเอามาจากมังงะอีกทีเช่นกัน แต่ก็มีกระบวนการผลิตที่ใหญ่กว่า รายละเอียดเยอะกว่า เรื่องที่โงดังเป็นอย่างมาก ก็มีโปเกมอน นารูโตะ และอื่น ๆ อีกมากมาย มังงะจำพวกนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกพร้อมทั้งมีคนติดตามมากกว่าครึ่งโลกอีกด้วย

คาเฟ่แมว

               เป็นสถานที่สำหรับคนรักและเป็นเจ้าของแมว หรือจะเป็นใครก็ได้ที่ชอบแมว สามารถให้แมวมานั่งเล่นอยู่ด้วยขณะนั่งดื่มกาแฟ ซึ่งความคิดแรกนี้เกิดจากไต้หวันเมื่อไม่นาน ก่อนที่จะกลายเป็นที่นิยมในโตเกียวและโอซาก้า

ร้านอาหารหุ่นยนต์

               ด้วยที่ว่า หุ่นยนต์ ดนตรี กลอง ไฟและการเต้นรำ ในร้านอาหารหุ่นยนต์ในชินจูกุถือเป็นความรู้สึกที่ไม่ควรพลาดในโตเกียวเลยก็เป็นได้ ที่อยู่ร้าน 1-7-1 คาบุกิโจ ชินจูกุ ชินจูกุ-กุ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการแสดงเป็นสี่รอบ ได้แก่

รอบแรก การแสดงเปิด 15:10 – การแสดงหลัก 16.00

รอบสอง การแสดงเปิด 17.00 – การแสดงหลัก 17.55

รอบสาม การแสดงเปิด 19.00 – การแสดงหลัก 19.50

รอบสี่ การแสดงเปิด 21.00 – การแสดงหลัก 21.45

ค่าผ่านประตู: 8,000 เยน/คน (ควรจองก่อนล่วงหน้า)

หากคุณได้ศึกษาเรื่องราวของ วัฒนธรรม จากประเทศญี่ปุ่นแล้ว สามารถทำให้คุณอยากไปเยี่ยมชมวัฒนธรรมต่างๆในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นได้ ถ้าหากมีโอกาสได้ไปรับรองได้ว่าคุณจะประทับใจเป็นแน่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ufa877

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์