ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น
ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น หรือ E d a m a m e เป็นอาหารว่างยอดนิยมของคนญี่ปุ่นและคนรักสุขภาพทั่วโลก และยังเป็นอาหารว่างที่เหมาะสำหรับผู้ที่ลดน้ำหนัก เพราะมีรสชาติที่อร่อย อิ่มท้องได้นานแถมยังมีพลังงานแค่ 1 2 0 แคลอรี่ต่อ 1 0 0 กรัมเท่านั้น ซึ่งห้าหากใครที่ทานเจหรือมังสวิรัติสามารถกิน E d a m a m e เพื่อทดแทนโปรตีนที่ขาดจากการไม่ทานเนื้อสัตว์ได้ E d a m a m e ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ซึ่งยังสามารถหามารับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีขายทั่วไปในแต่ละท้องที่ในประเทศญี่ปุ่นและในหลาย ๆ ประเทศ

E d a m a m e มีวิตามินที่หลากหลายและจำเป็นต่อร่างกายทั้ง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C วิตามิน K มีแร่ธาตุที่ในร่างกายต้องการ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลต และเบต้าแคโรทีน กรดไขมันอิ่มตัว โอเมก้า 3 และยังมีสารไอโซฟลาโวน สารอาหารในถั่วสีเขียวที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด อีกทั้งมีใยอาหารช่วยในระบบขับถ่าย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเกาต์ที่เป็นโรคประจำตัวถ้าหากกิน E d a m a m e จะสามารถลดปริมาณกรดยูริกในร่างกายได้อีกด้วย

ความหมายของ ถั่วแระญี่ปุ่น

E d a m a m e คือถั่วเหลืองฝักอ่อน ซึ่งชาวสวนจะเก็บเกี่ยวในตอนที่ยังอ่อน ๆ อยู่ เพื่อจะได้รสชาติที่หวานมันนุ่มและอร่อย จำนวนผู้บริโภคมีมากขึ้นมาตลอด ซึ่งชาวสวนในญี่ปุ่นนั้นจึงมีการส่งออกนอกประเทศด้วยการแช่แข็ง แต่สารอาหารของ E d a m a m e ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและความอร่อยก็ยังอยู่เหมือนเดิม

เหตุผลที่คนรักสุขภาพที่โปรดปราน E d a m a m e เพราะว่า มันเป็นของกินเล่นที่แคลอรี่ต่ำ ไม่มีน้ำตาลกลูเทน และไม่มีคอเลสเตอรอลเช่นกัน นอกจากนั้น E d a m a m e ยังมีเม็ดที่เต็มไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็ก ถ้าหากใครที่งดกินเนื้อสัตว์ เช่น วีแกน สามารถกิน E d a m a m e เพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนที่ได้รับต่อวันได้เลย

ความพิเศษ

มีโปรตีนสูงที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์และนม หมายความว่า โปรตีนที่ได้จาก E d a m a m e นั้น มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกตัว และร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งร่างกายเรานั้นผลิตกรดอะมิโนจำเป็นไม่ได้หมดทุกตัว ในการที่เราดินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้นจึงมีความสำคัญต่อความสมดุลของอาหารที่ร่างกายของเราควรได้รับ ซึ่งมีไขมันที่ดีนั้น เป็นในส่วนของพืชตระกูลถั่วซะส่วนใหญ่ที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน โดยเฉพาะกรดไขมันที่มีโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่คนไทยได้รับน้อยมาก

ประโยชน์ของถัวแระญี่ปุ่น

เป้าหมายการดูแลสุขภาพของเรามีมากมาย และคุณห้ามมองข้ามการกินผักและผลไม้ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ได้สรุปว่า ผักและผลไม้มีสารอาหารที่สามารถช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และลดการสะสมไขมันส่วนเกินอีกด้วย

ผู้หญิงที่กิน E d a m a m e ก่อนมีประจำเดือน จะพบว่าลดอาการเหวี่ยงวีนก่อนมีประจำเดือนได้ดี การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และมีส่วนในการช่วยลดอาการปวดหัวในผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอีกเช่นกันด้วย เหตุผลของ E d a m a m e มีแคลเซียมและแม็กนีเซียมอยู่มากซึ่งแร่ธาตุที่จะเข้าไปช่วยลดอาการเหวี่ยงวีนได้นั่นเอง

หากร่างกายของเราขาดธาตุเหล็ก ทำให้ไม่ค่อยมีแรง ตัวเหลืองซีด หากใครคนไหนขาดธาตุเหล็ก ควรกินธาตุเหล็กเสริม หรือกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเช่น E d a m a m e

ประโยชน์อื่น ๆ

  • ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น เพราะมีกากใยอาหารสูง
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
  • มีสารไอโซฟลาโวน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • อุดมด้วยโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหลอในร่างกาย
  • มีโอเมก้า 3 ลดความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ทำให้ท้องไม่ผูก ไม่เสี่ยงต่อโรคริดสีดวงทวารหรือโรคลำไส้
  • มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงาน และไขมันต่ำ
  • รับประทานเป็นอาหารว่าง หรือนำมาทำอาหารจำพวกผัด แกง
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไอ ช่วยรักษาแผลในปาก
  • ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ยืดหยุ่น และเต่งตึงกระชับ
  • ช่วยลดกรดยูริกสาเหตุของโรคเกาต์ได้ดี
  • ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เจ็บป่วยบ่อย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ลดความอ้วน เพราะอิ่มท้อง ไขมันต่ำ และแคลอรี่น้อย

นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังก็คือ ในการเลือกซื้อ E d a m a m e ในซูเปอร์มาเก็ตนั้น อาจจะต้องระวังในเรื่องของความสะอาด เพราะในบางแห่งมักขายบนกระบะน้ำแข็งที่ให้ลูกค้าสามารถตักใส่ถุงเองตามความพอใจของลูกค้า gavgavka ส่วนการซื้อแบบบรรจุถุงจากมินิมาร์ทนั้นก็อาจจะมีปริมาณเกลือที่มากเกินไป หากแม้เกลือที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้ถั่วอร่อยขึ้น แต่เรื่องของความเค็มนั้นในการกินมากไปก็มีผลกับไต หากล้างน้ำเปล่าก่อนกินจะดีกว่า

ไคเซกิ

ไคเซกิ
ไคเซกิ

ไคเซกิ หรือไคเซกิเรียวริ เป็นชุดอาหารที่ให้การบริการเป็นคอร์ส เป็นตามลำดับตามธรรมเนียมดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบแต่ละฤดูกาล มีการปรุงแต่งและมีกรรมวิธีในการทำอาหารและการปรุง จนการนำเสนออาหารแต่ละชนิดในคอร์สนั้น ๆ จึงสามารถเทียบเคียงกับอาหารยุโรปชั้นสูง หรือ อาหารของชาติตะวันตก

ในชุดอาหาร k a i s e k i นั้นจะประกอบถึงสองความหมาย โดยไคเซกิ และ ไคเซกิเรียวริ จะหมายถึงอาหารชุดรายการอาหารที่เลือกไว้ และมีการบริการในแต่ละอย่างหรือ 1คอร์ส ต่อ1 คน โดยจะจัดลงบนถาดส่วนตัว ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ อาหารแบบง่าย ๆ ที่เจ้าภาพของพิธีชงชาได้จัดให้บริการแขกก่อนการชงชาเริ่มขึ้น มักเรียกได้ว่า ชาไกเซกิ 

รูปแบบอาหารของ ไคเซกิ

ปัจจุบัน k a i s e k i ได้ถือเป็นศิลปะการผสมผานกันของรสชาติ รูปลักษณ์ ผิวสัมผัส และสีสันกันอย่างลงตัว จึงนำมาสร้างสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีชั้นยอด ทั้งความสดใหม่และหาได้แค่เฉพาะในฤดูกาลนั้น ๆ  เพื่อใช้ปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่ลงตัว ในการจัดวางและนำเสนอนั้นมักทำอย่าประณีตและจะคำนึงถึงสีสันและน้ำหนักอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการนำเสนอ ซึ่งจะตกแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยมีการใบไม้และดอกไม้สดเพื่อตกแต่ง จนถึงผักผลไม้ที่นำมาแกะสลักให้รูปลักษณ์ดูสวยงาม เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ในอาหารอีกด้วย

ตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น k a i s e k i จะเสิร์ฟคู่กับมิโซซุปและอาหารเครื่องเคียง 3 อย่าง และจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการบริการอาหารญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เรียกเป็น “อาหารชุด” จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาขึ้นต่อมาเรื่อย ๆ และรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น ซาชิมิ , ของต้ม, ของย่าง, และของนึ่ง เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้อาจรวมถึงอาหารที่เชฟได้จัดสรรให้ โดยปกติจะมีดังนี้

  • ซากิซูเกะ ที่คล้ายกับ อามูซบุช (อาหารฝรั่งเศส)
  • ฮัซซุง มักเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลจะรวมซูชิหรือข้าวปั้นกับเครื่องเคียงขนาดเล็กหลาย ๆ อย่าง
  • มูโกซูกะ ปลาดิบหรือซาชิมิตามฤดูกาล
  • ทากิอาวาเซะ ผักและเนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ซึ่งนำไปตุ๋นไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานแยกกัน
  • ฟูตาโมโนะ อาหารที่เสิร์ฟในถ้วยมีฝา มักจะเป็นซุปต่าง ๆ
  • ยากิโมโนะ อาหารจานย่าง เช่น ปลาต่าง ๆ
  • ซูซากานะ อาหารสำหรับล้างปาก มักปรุงเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู ผักดองแบบญี่ปุ่น
  • ฮิยาชิบาชิ ผักที่ปรุงสุกไม่มากเสิร์ฟแบบเย็น นิยมให้บริการในฤดูร้อนเท่านั้น
  • นากาโชโกะ อาหารสำหรับล้างปาก มักจะมีรสเปรี้ยว เช่น ซุปใสรสเปรี้ยวเล็กน้อย
  • ชีซากานะ อาหารจานหลัก เช่น หม้อไฟ เป็นต้น
  • โกฮัง ข้าวสวยญี่ปุ่น
  • โคโนโมโนะ ผักดองแบบญี่ปุ่นตามฤดูกาล
  • โทเมวัง ซุปมิโซะ หรือซุปผัก
  • มิซูโมโนะ ของหวานตามฤดูกาล รวมถึง ผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และเค้ก

สถานที่ให้บริการ

k a i s e k i มักให้บริการในเรียวกังในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังให้บริการในร้านอาหารเล็ก ๆ เรียกกันว่า “เรียวเต” ในเมืองเกียวโตเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้าน k a i s e k i ซึ่งถือกันว่าเป็นที่ตั้งของราชสำนักมาตั้งแต่โบราณนับพันปี ในเกียวโตนั้นเรียกการประกอบอาหารนี้ว่า “การปรุงอาหารแบบเกียวโต” เพื่อแสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดและที่มาของ k a i s e k i

ราคาของ kaiseki

k a i s e k i จะมีราคาค่อนข้างแพง ในภัตตาคารที่มีชื่อเสียงราคาเริ่มต้นคือ 1 5 , 0 0 0 เยน จนถึง 4 0 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 6 , 0 0 0 บาท ถึง 1 5 , 0 0 0 ต่อคน ซึ่งไม่รวมเครื่องดื่มอีกต่างหาก ปกติ k a i s e k i มื้อเที่ยงจะมีราคาที่ถูกกว่าเริ่มตั้งแต่ 4 , 0 0 0 เยนจนถึง 8 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 1 , 5 0 0 บาท ถึง 3 , 0 0 0 บาท

ในเรียวกังนั้นส่วนใหญ่มักจะรวมอาหารที่เป็นแบบ k a i s e k i อยู่กับค่าห้องพัก ในบางที่นั้นจะให้บริการเฉพาะแขกเรียวกังเท่านั้น แต่ในหลาย ๆ ที่ก็รับแขกนอกเมืองได้ โดยปัจจุบันในเรียวกังหลาย ๆ แห่งได้กลา1ยเป็นภัตตาคารที่ขึ้นชื่อ

อาหารแบบ k a i s e k i เป็นรูปแบบอาหารที่สุดยอดของญี่ปุ่น มีทั้งความประณีตทั้งวิธีการเตรียมอาหารและการตกแต่ง ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การใส่ความรู้สึกถึงแต่ละฤดูกาลและมีกรรมวิธีการดึงรสชาติของวัตถุดิบต่าง ๆ ออกมา U F A B E T โดยหมายความว่าแต่ละเมนูนั้น ๆ จะใช้เฉพาะวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ทะเคโนะโขะ (หน่อไม้) ในฤดูใบไม้ผลิ , เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง , และคัตสึโอะ (ปลาโอ) เป็นต้น

รอบรู้เรื่อง ยากิโทริ ของญี่ปุ่น

ยากิโทริ
ยากิโทริ

ยากิโทริ หรือ Y a k i t o r i เราต่างเคยสงสัยว่าที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นมันคืออะไร และอร่อยถูกปากคนไทยหรือไม่ มีวิธีการทานอย่างไร แฟน ๆ อาหารญี่ปุ่นคงได้เคยลิ้มลองความอร่อยหรือเคยได้ยินกันมาไม่น้อย ถ้านำไปเปรียบกับอาหารไทยนั้น Y a k i t o r i ก็คือไก่ย่างนั่นเอง ซึ่งเป็นเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำ นำมาเสียบไม้และปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่านจนสุก เป็นต้น

ปัจจุบันร้านที่ขาย Y a k i t o r i ทั่วไป เป็นอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ซึ่งในเนื้อไก่จะมีส่วนต่าง ๆ ที่นำมาทำ เช่น เครื่องใน ปีกไก่ หรือลูกชิ้น นอกจากร้านที่ขาย Y a k i t o r i แล้วยังเป็นเมนูที่พบเห็นได้ตามร้านอาหารอื่น ๆ แม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ  ที่สามารถหาทานได้ง่ายมาก คนญี่ปุ่นบางคนมักแวะทานไก่ย่างคู่กับเหล้าเวลาสังสรรค์กัน

ความเป็นมาของ ยากิโทริ

ไก่ย่าง Y a k i t o r i ของญี่ปุ่นนั้นไก่ชิ้นใหญ่พอดีคำเสียบไม้ ทาด้วยซอสหรือเกลือแล้วนำไปย่างด้วยเตาถ่าน เป็นเมนูสำหรับร้านเหล้าอิซากายะเพราะรสชาติเข้ากันอย่างดี หาทานได้ง่าย แม้เรียกกันว่าไก่ย่างแต่ในญี่ปุ่นนั้นก็ใช้ส่วนต่าง ๆ ของไก่มาทำ Y a k i t o r i จึงมีรสชาติที่แตกต่างตามความนิยม

กว่าจะมาเป็น Y a k i t o r i

วิธีการย่างยากิโทริจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน ส่วนมากนั้นจะใช้ ‘ก๊าซ’ หรือ ‘ถ่าน’ ซึ่งถ้าในร้านที่มีความเข้มงวดนั้นจะใช้ถ่านที่มีคุณภาพสูง เรียกกันว่า ถ่านหินบิงโฉวทัน ( B i n c h o t a n ) ถ่านที่ใช้ถ่านหินเป็นวัสดุของต้นโอ๊ค หรือ U m a m e ( U m a m e g a s h i)

ถ่านจะมีไฟเเรงกว่าก็าซ ผิวด้านหน้าเริ่มไหม้นั้นก็จะคงความอร่อยเเละเนื้อไก่มีความชุ่มน้ำอยู่ และทำให้มีกลิ่นที่หอมจากถ่านหินจึงทำให้ได้ Yakitori  ที่เเสนอร่อย ดังนั้นถ่านหินบิงโฉวทันจะช่วยเพิ่มความโดดเด่นมากขึ้น ทั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเลือกร้าน Yakitori ในญี่ปุ่นอีกด้วย

ซอสยากิโทริ

              หลายคนติดใจความอร่อย ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายเอามาก ๆ ใช้เครื่องปรุงเพียงน้อยอย่าง แถมต้นทุนไม่แพงอีกด้วย หากใครอยากลองทำ Y a k i t o r i กินเองละก็ สามารถทำซอสได้ตามนี้เลย

ส่วนประกอบซอส

  • น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 5 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน(เหล้าหวานญี่ปุ่น) 1 ช้อนโต๊ะ
  • เหล้าสาเกสำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีกี่ทำซอส

  • นำส่วนผสมไปเคี่ยวไฟอ่อนจนเป็นเนื้อเดียวกัน (ระวังอย่าใช้ไฟแรงเกินไป) เคล็ดลับการทำคือผสมส่วนผสมทั้งหมดก่อนนำไปตั้งไฟ ให้น้ำตาลละลายกับส่วนผสมอื่น ๆ ก่อน จะได้ไม่ไหม้ติดหม้อได้ง่าย
  • เมื่อได้ซอส Y a k i t o r i แล้วจึงนำเนื้อไก่ หรือเนื้อส่วนอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ นำไปหมักเป็นเวลา 3 0 นาที
  • เมื่อซอสเข้าเนื้อกันได้ที่นั้น จึงนำไปเสียบไม้
  • นำไปย่างด้วยไฟอ่อน ๆ ระหว่างย่างสามารถทาซอส Y a k i t o r i ที่เตรียมไว้เพื่อความกลมกล่อม จนสุกได้ที่
  • หากใครอยากได้รสสัมผัสกรุบกรอบและเพิ่มความหอม อาจใส่งาขาวในซอสได้เช่นกัน

รสชาติ

              รสชาติส่วนใหญ่ของ Y a k i t o r i สามารถเเบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เกลือ และรสชาติซอสโชยุที่มีรสหวานเค็ม ทะเล ร้านที่กำหนดรสไว้ก็มีบ้าง บางร้านสามารถเลือกรสเองได้ โดยทั่วไปจำพวกเครื่องในที่มีกลิ่นเเรงนั้นทานด้วยซอสทะเลจะทานได้ง่ายกว่า ส่วนเนื้อที่มีสัมผัสเฉพาะเเนะนำให้ทานกับเกลือ และไวน์ขาวกรือสาเกซึ่งรสชาติเข้ากันได้ดีกับรสเกลือ

มรรยาทการทาน Y a k i t o r i

หากได้เทียบกับร้านซูชิแล้ว ในร้าน Y a k i t o r i จะมีบรรยากาศที่เข้าได้ง่ายกว่าแต่ในการทานเพื่อให้อร่อยนั้นก็มีกฎเกี่ยวกับมารยาทเช่นกัน

อันดับแรกที่สำคัญอยากให้ระวัง ก็คือ Yakitori ที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆไม่ควรใส่เครื่องปรุงอย่างเช่นพริกชิฉิมิหรือพริกไทยญี่ปุ่นเลยทันที หากได้มองในแง่ของพนักงานเขาอยากจะให้เราได้ลองลิ้มรสชาติที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ ๆ ก่อน ลองกินไปสักหนึ่งคำและถ้าหากจะเพิ่มรสชาติจึงค่อย ๆ ใส่เครื่องปรุงได้และที่สำคัญควรลองทานรสดั้งเดิมดูก่อน ซึ่ง Y a k i t o r i ได้มีการกำหนดรสชาติไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมีกรณีที่นักท่องเที่ยวนั้นได้ราดซอสโชยุลงไปเยอะโดยที่ไม่ทราบ ก็สามารถทำให้รสชาติเปลี่ยนไปและดูไม่น่าทานอีกด้วย

มรรยาทที่ไม่ควรอีกข้อค่อนข้างเป็นมาตรฐานที่สุดก็ว่าได้ ก็คือการนำตะเกียบแบ่ง Y a k i t o r i ที่เสียบไม้อยู่นั่นเอง ซึ่งคนญี่ปุ่นจะชอบทำ เพราะ Y a k i t o r i เป็นอาหารเสียบไม้ที่กล่าวข้างต้นในเวลาทานนั้นก็ควรทานทั้ง ๆ ที่เสียบไม้อยู่นั่นเองและทำให้ได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยขั้นเทพจริง ๆ แต่ถ้าหากนั่งล้อมวงกินเหล้ากันหลาย ๆ คน นั้น กินแบบเอาไม้ออกจะดีกว่า แต่ถ้าได้ทานทั้ง ๆ ที่เสียบไม้อยู่พนักงานจะปลื้มอย่างแน่นอน

Yakitori เป็นอาหารที่จะอร่อยขึ้นอยู่กับวิธีการรับประทาน UFABET หากได้มาเยือนในประเทศญี่ปุ่น และได้ไปทานที่ร้าน Yakitori เเล้วลองทำตามบทความที่กล่าวมาข้างต้นกันดีกว่านะคะ

ทงคัตสึ

ทงคัตสึ
ทงคัตสึ

ทงคัตสึ (T o n k a t s u) เป็นอาหารที่ใช้เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นหนาคลุกแป้งผสมไข่และชุบด้วยเกล็ดขนมปังทอด คำในภาษาญี่ปุ่น ทง แปลว่าหมู และ cutlet ภาษาอังกฤษ แปลว่าเนื้อทอด เป็นเมนูตัวแทนของญี่ปุ่น เมนูยอดนิยมของญี่ปุ่น เกร็ดความรู้ที่บอกถึงต้นกำเนิดแบบเพื่อเรียกน้ำย่อย คนที่ชอบทาน T o n k a t s u

ความเป็นมา ทงคัตสึ

เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นแผ่นหนาประมาณ 2 เซนติเมตร นำไปหมักเกลือและพริกไทย และนำมาโรยแป้งบาง ๆ ชุบแป้งผสมไข่ที่ตีจนเข้ากัน ตามด้วยชุบเกล็ดขนมปังหรือปังโกะ จึงนำมาทอดจนสุก รับประทานได้กับ ข้าวสวย กะหล่ำปลีและซุปเต้าเจี้ยว

เริ่มแรกโปรตุเกสเป็นผู้นำ T o n k a t s u เข้ามายังประเทศญี่ปุ่น เดิมเรียก “คัตสึเร็ตสึ” เรียกโดยย่อ “คัตสึ” นับเป็นอาหารในเหล่า “โยโชกุ” คือ อาหารญี่ปุ่นที่นำมาดัดแปลงจากอาหารยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 9 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 คัตสึเร็ตสึดั้งเดิมนั้นจะใช้เนื้อวัว ส่วนเนื้อหมูที่นิยมกันในปัจจุบันและเริ่มใช้ ณ ร้านอาหารยุโรปในย่านกินซะ กรุงโตเกียว ในปีค.ศ. 1 8 9 0

T o n k a t s u มีหมายความว่า ส่วนที่ทำจากเนื้อหมู จึงได้บัญญัติขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1 9 3 0 รากศัพท์ ได้มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า C o t o l e t t e (เนื้อซี่โครงของลูกวัว แกะ หรือหมู) ในภาษาอังกฤษเรียกว่า C u t l e t และถูกนำมาใช้เรียกในแบบของญี่ปุ่นว่า “คัทสึเร็ทสึ”

ช่วงปลายศตวรรษที่ 1 9 อาหารตะวันตกคือ คัทสึเร็ทสึเนื้อและไก่ ได้เริ่มแทรกซึมตามเมนูของร้านอาหารในญี่ปุ่น หลังจากนั้นเมื่อปีค.ศ.1 8 9 5 มีร้านอาหารในกินซะ โตเกียว ได้เริ่มมีการขายเมนู ‘คัทสึเร็ทสึหมู’ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนเมื่อปีค.ศ.1 9 3 0 ในย่านอุเอโนะ และอะซะคุสะ ในโตเกียว เริ่มมีการใช้เนื้อหมูชิ้นหนาในการทำจึงได้ชื่อว่า T o n k a t s u เป็นต้นมา

T o n k a t s u มีต้นกำเนิดมาจากอาหารฝรั่งเศส โดยการใช้ซี่โครงมาปรุงอาหาร และในสมัยเมจิได้มีการนำเทมปุระมาประยุกต์ให้เข้ากันโดยนำเนื้อหมูชุบเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอด จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ร้าน T o n k a t s u แห่งแรกในญี่ปุ่นนั้น เรียกอาหารนี้ว่า “พอร์คคัทซึเรตซึ” คำว่าพอร์คชาวญี่ปุ่นออกเสียงเป็น ‘ทง’กลายเป็น T o n k a t s u ในปัจจุบัน

ซอส T o n k a t s u และกระหล่ำปลี

ซอสข้นที่ทำมาจากผักและผลไม้ที่กลมกล่อม มีให้เลือกหลายชนิด คือ รสหวาน รสเผ็ดของซอสงา เป็นต้น ซึ่งมีซอสหลายชนิดตามความชอบแต่ละบุคคลหรือพื้นที่ เช่น “มิโซะคัตซึ” ซอสที่ทำจากมิโซะของเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ

ร้านอาหารที่เสิร์ฟ T o n k a t s u จะมีกะหล่ำปลีซอยมาด้วย ในกะหล่ำปลีจะมีสารอาหารวิตามิน U จะช่วยในการย่อยน้ำมันภายในร่างกายทสามารถปกป้องกระเพาะอาหารกับลำไส้ทำให้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น ความหวานและกรอบพอดีจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น โดยทั่วไปแล้วจะทานคู่กับข้าวและซุปมิโซะ เพื่อการทานได้ง่าย T o n k a t s u จะถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ สามารถราดซอสเพิ่มได้ตามชอบ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสมดุลทางโภชนาการอีกด้วย

อาหารนำโชค

ชาวญี่ปุ่นจะเชื่อในเรื่องโชคลาภ และจะมีธรรมเนียมในการทาน T o n k a t s u เนื่องจากคำว่า “คัทสึ” มีความหมายว่า “ชัยชนะ” นั่นเอง

T o n k a t s u คือ หมูชุบแป้งทอด เป็นคำสมาสคือ ทง (หมู) + คัตสึ (ย่อมาจากคัตสึเร็ทสึ) เป็นอาหารที่มีการเล่าขานกันมาว่าเป็นอาหารที่มาจากอาหารคัทเลทสไตล์ยุโรปจานหนึ่งของต่างประเทศที่เริ่มเข้าแทรกซึมในประเทศญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ราว ๆ ปีค.ศ. 1 8 9 9 และก็มีการปรับปรุงสูตรจึงมีเอกลักษณ์

ขอขอบคุณที่มาจากบทความดี ๆ เว็บกีฬา

Sashimi

Sashimi
Sashimi

Sashimi (ซาซิมิ)หรือปลาดิบที่นำมาหั่นบาง ๆ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วซาซิมินั้นมักทำมาจากอาหารทะเลและมีเนื้อสัตว์อื่น ๆ เช่น วัว ม้า กวาง หรืออาหารชนิดอื่นคือ ผิวเต้าหู้ยูบา และ บุก เป็นต้น สามารถทำเป็นซาซิมิได้ ซึ่งซาชิมินั้นเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบประณีตชนิดหนึ่ง

คำว่า “ซาชิมิ” จึงหมายถึง “ร่างกายที่ถูกเจาะ” คำนี้ใช้ตั้งแต่ยุคมูโรมาจิ และได้รับการบัญญัติขึ้น และมองได้ว่าเป็นขั้นตอนการทำอาหารที่เลวร้ายเกินไปสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่ซามูไร คำนี้แผลงมาจากการฝึกแทงหางและครีบปลาให้เป็นแผ่นบาง ๆ เพื่อระบุชนิดของปลาที่กิน ดังนั้นชื่อนี้ยังหมายถึงการจับปลาด้วยวิธีดั้งเดิม ‘ระดับซาชิมิ’ จะถูกจับโดยใช้เบ็ดมือ ทันทีที่ปลาถูกจับก็จะถูกแทงด้วยของมีคม จากนั้นนำไปไว้บนน้ำแข็ง

นิยามของ Sashimi

ซาซิมิ เป็นปลาดิบสด (หรือเนื้อสัตว์) ที่นำมาหั่นบางและเสิร์ฟดิบ u f a b e t ซาซิมิจึงหมายถึง “เนื้อเจาะ” ในภาษาญี่ปุ่นเริ่มเรียกกันว่า “ซาชิมิ” ย้อนไปในศตวรรษที่ 14 เพื่อเลี่ยงการใช้ k i r i m i เพราะคิดว่าคำว่า k i r i (ตัด) เป็นคำพูดที่ไม่ดี

ซาชิมิจึงเป็นที่นิยมใน E D O เมื่อวันที่ 17 จากเหตุผลหลัก ๆ คือ

1. เทคนิคการทำประมงกลายเป็นอาหารที่ก้าวหน้าและอาหารทะเลสดกลายเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์

2. ซีอิ๊วเป็นที่แพร่หลายที่ทำให้รสชาติของปลาดิบไม่คาว

ความแตกต่างระหว่างซาซิมิและซูชิ คือซาซิมิเป็นแค่ปลาดิบหรืออาหารทะเล ส่วนซูชินั้นใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับข้าวที่มีน้ำส้มสายชูนั่นเอง

ประเภทของซาซิมิ

ส่วนผสมหลากหลายใช้เป็นซาซิมิ ในทั่วไปนั้น ซาซิมิหมายถึงปลาดิบ แต่ก็มีจำพวกหอยและเนื้อแดงที่ไม่ได้ปรุงสุกสามารถนำมาบริโภคเป็นซาซิมิได้ในญี่ปุ่น เพราะจุดสำคัญในการทำซาซิมิคือส่วนผสมที่สดใหม่

ซาซิมิที่เป็นที่นิยม

นี่คือซาซิมิทั่วไปที่นักท่องเที่ยวสามารถพบในระหว่างการท่องเที่ยว ส่วนมากจะพบได้ทั่วประเทศ

  • มากุโร่ (ทูน่า)

มักพบแทบทุกร้านที่มีเมนูซาซิมิ ส่วนที่พบมากที่สุดคือ อาคามิ เนื้อส่วนกลางลำตัวที่มีสีแดงเข้มไม่ติดมัน และส่วนที่ได้รับการยกย่องว่าอร่อยที่สุดของทูน่า คือส่วน “โทโร่” แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชูโทโร่ และโอโทโร่ ทูน่าที่มีราคาแพงที่สุดอยู่ที่เมือง ‘คาเปะโอมะ’ ทางด้านเหนือของจังหวัดอาโอโมริ

  • สาเก (ปลาแซลมอน)

ปลาแซลมอนนิยมนำมาทำซาซิมิอย่างมาก เนื้อมีสีส้มสด มีไขมัน นุ่ม รสชาติอร่อย คุณยังสามารถสั่งส่วนโทโร่ คือส่วนท้องตรงชั้นไขมันของปลาได้อีกด้วย

  • ไท (ปลาจาน)

มีรสอ่อน ๆ เป็นที่ยอมรับว่าเป็นที่หนึ่งของปลาเนื้อขาวด้านอาหารญี่ปุ่น ปลาไทมักเสิร์ฟช่วงเทศการเฉลิมฉลอง ในงานการแต่งงาน และงานขึ้นปีใหม่

  • ซาบะ (ปลาทู)

ถึงแม้จะรู้จักในรูปแบบของปลาซาบะย่าง นอกจากนนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นซาชิมิเมื่อถึงฤดูกาลได้อีกด้วย เนื้อจะมีความนุ่มนวลที่เข้ากันได้ดีกับต้นหอมซอยและขิงขูด ความมันในเนื้อทำให้เนื้อซาบะเสียได้อย่างรวดเร็วทำให้ปลาซาบะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีโดยมักดองในน้ำส้มสายชูที่ช่วยเก็บรักษาเนื้อปลาไว้เรียกว่า “ชิเมะซาบะ” ที่มีรสชาติของน้ำส้มสายชูอยู่

  • คัตซึโอะ (ปลาโอ)

ปลาคัตซึโอะเป็นปลาที่มีความสำคัญในด้านอาหารญี่ปุ่น และถูกนำมาทำเป็นซาซิมิ นิยมรับประทานในแบบที่เหมือนกับ ‘คัตซึโอะโนะทาทากิ’ ซึ่งเนื้อรอบ ๆ ของคัตซึโอะนั้นจะไหม้เล็กน้อย หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟพร้อมกับซอสส้มตามด้วยเครื่องเคียง

  • คังปาชิ (ปลาหางเหลือง / ปลาสำลี)

มักจะถูกนำมาทำเป็นซาซิมิ ลักษณะคล้ายปลาบุริ แต่มีน้ำหนักที่เบาและโปร่งแสง เนื้อปลาจะดีในช่วงฤดูร้อน ซึ่งปลาจะมีเนื้อนุ่มและติดมัน

  • บุริ / ฮามาชิ (ปลาหางเหลืองหรือปลาสำลี)

ลักษณะที่ใกล้เคียงกับปลาคังปาชิ ลักษณะของเนื้อปลามีสีขาวอมชมพู โปร่งแสง มีไขมันคล้ายรสเนย มีตลอดทั้งปี ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงฤดูหนาว

  • อิกะ (ปลาหมึก)

ปลาที่ถูกนำมาทำซาซิมิมากที่สุดรองจากปลาทูน่า ในส่วนของหนวดนั้นจะถูกเก็บไว้เพื่อการทำอาหารอื่น ๆ เนื้อจะมีสีขาว โปร่งแสง เนื้อแน่นและรสอ่อน ซึ่งถูกเสิร์ฟในลักษณะ ‘อิกะ โซเม็ง’ เป็นเนื้อปลาแผ่นบางคล้ายกับเส้นก๋วยเตี๋ยว

  • ทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์)

เป็นหนึ่งในอาหารทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักนำหนวดมาหั่นและนำไปทำเป็นซาซิมิที่สามารถรับประทานแบบดิบได้ ซึ่งโดยทั่วไปมักนำไปต้มก่อนเพื่อเนื้อมีรสหวานและแน่น

  • อะมาเอบิ (กุ้ง)

กุ้งที่นิยมนำมาเป็นวัตถุดิบมากที่สุดคือ อะมาเอบิ หรือกุ้งหวาน เพราะจะมีรสชาติที่หวาน ในการกินจะถูกนำมาแกะเปลือกออกยกเว้นหาง แหล่งรวมที่มีชื่อเสียงคือ นิอิกาตะและฮอกไกโด

  • โฮตาเตะ (หอยเชลล์)

หอยเชลล์ สุดยอดหอยในอาหารญี่ปุ่น และหอยเชลล์ที่ดีจะต้องมีเนื้อแน่น รสหวาน เหมือนครีม ในปกติจะเสิร์ฟหอยเชลล์ในแบบเนื้อสีขาวหนา ซึ่งร้านอาหารบางร้านสามารถเสิร์ฟอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะแตกต่างกับเนื้อ หอยเชลล์ที่ดีที่สุดอยู่ที่ ฮอกไกโดและอาโอโมริ

  • โฮกกิไก (หอยปีกนก)

หอยที่นำมาทำเป็นซาซิมิ รูปทรงมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม อาจจะรับประทานแบบดิบได้ แต่ปกติจะนำไปต้มมากกว่า ซึ่งเนื้อหอยจะเปลี่ยนสีส่วนปลายเป็นสีแดง เนื้อแน่น รสชาติเนื้อจะหวานและดีที่สุดในฤดูหนาว มีผลผลิตจำนวนมากในภาคเหนือของญี่ปุ่น

  • อิกุระ (ไข่ปลาแซลมอน)

เป็นไข่ชนิดหนึ่งของคาเวียร์ เก็บรักษาในเกลือหรือซอสถั่วเหลือง ไข่เป็นสีส้มสดใส โปร่งแสง รสออกเค็มเมื่อคุณกัดมัน

  • ยูนิ (หอยเม่น)

หอยเม่น ถือว่าเป็นอาหารที่เลื่องลือในญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาแพงเพราะมีโรลไข่สีเหลืองจนถึงสีส้ม ผิวสัมผัสเหมือนเนย รสชาติหวานและเค็ม ทำให้นึกถึงทะเล หอยเม่นที่ดีที่สุดบางส่วนมาจากฮอกไกโด

วิธีการทำซาซิมิ

ซาซิมิที่คุณต้องมีคือส่วนผสมที่สด และมีดต้องคม ไม่มีกฎของความหนาแต่ละชิ้น

วิธีการกิน

ซาซิมิจะเสิร์ฟพร้อมกับซอสถั่วเหลือง วาซาบิ และขิงสดขูด ในญี่ปุ่นอาหารชุดซาซิมิจะเสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวและซุปมิโซะซาชิมิเป็นอาหารเรียบง่ายและละเอียดอ่อนที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบ

แคลอรี่และโภชนาการ

แคลอรี่และโภชนาการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปลาหรือเนื้อสัตว์ เนื่องจากซาซิมิไม่ได้ปรุงสุก จะเก็บรักษาวิตามินและแร่ธาตุไว้และมีการปรุงน้อยมากถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

ซาซิมิเป็นอาหารที่มีประเภทหลากหลายมาก จึงมักพบมากในร้านอิซากายะ (ร้านเหล้าญี่ปุ่น) ‘ซาชิมิ’ มักจะจัดวางไว้บนหัวผักกาดหั่นฝอย โรยหน้าด้วยใบชิโซะ บางครั้งจะตกแต่งควบคู่ไป

ramen

ramen
ramen

ramen เป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ราเม็งมักจะทานกับเนื้อหมู สาหร่าย คามาโบโกะ และต้นหอม ในบางครั้งอาจจะมีข้าวโพดด้วย รสชาติของราเม็งมีการปรุงรสที่แตกต่างกันตามแต่ละท่องที่ในญี่ปุ่น อย่างเช่น เกาะคีวชู ต้นกำเนิดของราเม็งทงกตสึหรือราเม็งซุปกระดูกหมู เกาะฮกไกโด ต้นกำเนิดของราเม็งมิโซะหรือราเม็งเต้าเจี้ยว นั่นเอง

ในประเทศตะวันตกนั้น คำว่า “ ราเม็ง ” รู้จักกันในความหมาย คือ “ บะหมี่สำเร็จรูป ”

ประวัติของ ramen

ในประวัติศาสตร์นั้น ราเม็ง ได้มีที่มา มาจากประเทศจีนและถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น จากชาวจีนที่ได้อพยพเข้ามาในศตวรรษที่ 1 9 ซึ่งคำว่า “ ราเม็ง ” นั้น มาจากภาษาจีน คือ “ ลาเมี่ยน ” มีความหมายถึง เส้นบะหมี่ที่ใช้มือนวดให้เป็นเส้น ๆ และมีความเหนียวนุ่ม ได้รับความนิยมและมีการบริโภคไปทั่วเอเชียตะวันออก จากการบันทึกของพิพิธภัณฑ์ราเม็งในเมืองโยโกฮาม่า ราเม็งได้ถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นในราว ๆ เมื่อปี ค.ศ. 1 8 5 9 และโทกูงาวะ มิตสึกูนิ ขุนนางใหญ่ยุคเมจิที่ได้รับประทานราเม็ง

ราเม็งจึงได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งในระยะแรกนั้นราเม็งถูกเรียกว่า “ ชินาโซบะ ” ที่แปลว่า “โซบะเจ๊ก” ต่อมาชาวจีนจึงเริ่มมีการขายราเม็งตามรถเข็นพร้อมกับขายเกี๊ยวซ่า และมีการเป่าชารูเมระเพื่อเรียกลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้มีการอัดเป็นเทปเปิดแทนอีกเช่นกัน

ถึงแม้ราเม็งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอาหารเส้นของประเทศญี่ปุ่น แต่ที่จริงนั้นต้นกำเนิดของราเม็งมาจากประเทศจีน โดยมีสมมติฐานว่าราเม็งเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ ลาเมียน ” ในภาษาจีนที่หมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด หรืออีกคำคือ “ เลาเมียน ” ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวโบราณในภาษาจีนนั่นเอง

อีกทั้งในประวัติศาสตร์ยังมีการบันทึกว่า คนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักบะหมี่น้ำ เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 7 หรือยุคเมจิ จากการที่โทคุกาวะ มิทซึคุนิ ไดเมียวในสมัยเอโดะ ได้รับประทานเป็นคนแรกและสมัยนั้น ราเม็งจะถูกเรียกกันว่า “ชินะโซบะ” แปลว่าโซบะจีน แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักจนกระทั่งเมื่อ ปี ค.ศ. 1 9 0 0 มีชาวจีนค้าขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ทำราเม็งขายคู่กับเกี๊ยวซ่า จัดเป็นชุดขายทำให้คนที่ใช้แรงงานได้กิน ซึ่งในยุคนั้นมีการตะโกนโฆษณาเรียกลูกค้ากัน เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักราเม็งกันอย่างแพร่หลายนับแต่นั้นมา

ชนิดของราเม็ง

ราเม็งมีหลากหลายชนิดตามภูมิภาค โดยจะแบ่งตาม เส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อ และซุป สามอย่างนี้เป็นหลัก ได้แก่

  • ราเม็งโชยุ
  • ราเม็งมิโซะ
  • ราเม็งชิโอะ
  • ราเม็งบันชู
  • ราเม็งทากายามะ
  • ราเม็งโอโนมิจิ
  • ราเม็งชาชู

น้ำซุปประเภทต่างๆที่นิยมใช้ทำราเม็ง

  • ชิโอะ หรือซุปเกลือ

ชิโอะ ถือว่าเป็นรสชาติต้นตำรับที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เห็นได้จากธุรกิจการส่งออกของเมืองท่าฮาโกดาเตะ เนื่องจากน้ำซุปที่เป็นต้นตำรับราเม็งในบริเวณนั้นคือนํ้าซุปที่ได้มาจากเกลือ เพราะว่าเกลือเป็นวัตถุดิบที่เปลี่ยนเเปลงรสชาติที่แท้จริงของอาหารที่จะทำให้คุณได้ลิ้มรสชาติความสดของวัตถุดิบและรสชาติของราเม็งได้ดี

  • โชยุ หรือซุปซีอิ๊วญี่ปุ่น

ราเม็ง อีกชนิดที่ได้รับความนิยมเนื่องจากการใช้เครื่องปรุงรสจากญี่ปุ่นแท้ ๆ อย่างโชยุที่ผสมผสานเข้ากับน้ำซุป ซึ่งราเม็งได้เข้าสู่วัฒนธรรมการกินของประเทศญี่ปุ่นในยุคเมจิและเป็นที่รู้จักกันดีในนามอาหารต่างชาติเพื่อจะทำให้ราเม็งเป็นที่นิยมของคนในชาติจึงต้องใส่เครื่องปรุงรสอย่างโชยุลงในน้ำซุป

  • มิโซะ หรือซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น

มิโซะ ถือเป็นราเม็งที่มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับญี่ปุ่นที่แท้จริง เพราะมีการใช้เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมหลักของนํ้าซุป มิโซะราเม็งถ้วยแรกถือกำเนิดขึ้นที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด มิโซะราเม็งมีส่วนผสมของน้ำมันหมูที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น เส้นราเม็งมีความหนาและเหนียวนุ่ม ซึ่งปกติแล้วมิโซะราเม็งจะใช้ถั่วงอกและกะหล่ำปลีเป็นส่วนประกอบ ช่วยลดความเข้มข้นของน้ำซุปและทำให้รสชาติที่ไม่เลี่ยนเกินไป

  • ทงคตสึ หรือซุปกระดูกหมู

ทงคตสึ เปิดตัวครั้งแรกที่ฮากาดะ และคุรุเมะจังหวัดฟุคุโอกะ มีความโดดเด่นของซุปกระดูกหมู น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อมจากการเคี่ยวกระดูกหมู เส้นราเม็งจะบางตรงเพื่อให้เส้นดูดซับรสชาติของน้ำซุปกระดูกหมูอย่างเต็ม ๆ ร้านราเม็งซุปกระดูกหมูในโตเกียวจึงมีการพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ที่ประดับหน้าราเม็งด้วยหมูสามชั้นย่างเป็นเครื่องเคียงอีกด้วย

  • เกียวไค หรือซุปอาหารทะเล

น้ำซุปที่ใช้ในราเม็งเกียวไคทำมาจากกระดูกหมู ไก่ และอาหารทะเล ซุปจึงมีความเข้มข้นมากจากความหลากหลายของวัตถุดิบที่ผสมกันในการทำซุป น้ำซุปมีทั้งแบบใสและแบบข้น ราเม็งเกียวไคเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในบริเวณโทโฮคุ

  • โทริ หรือซุปกระดูกไก่

เป็นราเม็งที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีค.ศ. 2 0 0 0 น้ำซุปเข้มข้นมาจาการต้มกระดูกไก่กับเนื้อไก่ รสชาติของน้ำซุปหอมอร่อย คล่องคอ ไม่เข้มข้นหรือติดรสขมเหมือนราเม็งซุปกระดูกหมู นอกจากนี้ยังมีเนื้อไก่และลูกชิ้นเนื้อไก่เป็นเครื่องเคียงด้วย

  • อุชิ หรือซุปเนื้อ

ราเม็งซุปเนื้อเป็นน้องใหม่มาแรง อุชิราเม็งใช้กระดูกวัวและเนื้อวัวในการต้มซุป จึงทำให้ได้นํ้าซุปที่เข้มข้นและหอมหวานมาก เครื่องเคียงอุชิราเม็งก็คือเนื้อวัวย่าง ซึ่งในปัจจุบันคนญี่ปุ่นนิยมบริโภคเนื้อวัวมากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ อุชิราเม็งจึงได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงในตอนนี้

โดยปัจจุบันนี้ “ราเม็ง” ถือว่าเป็นอาหารเส้นดาวเด่นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในปีค.ศ. 1 9 5 8  โมโมฟุคุ อันโด ผู้ก่อตั้งนิชชินฟู้ดส์ ผู้ได้คิดค้นดัดแปลงการทำราเม็งเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และได้ต่อยอดความนิยมของราเม็งให้ไปไกลทั่วทุกพื้นที่ในญี่ปุ่น รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศไทยของเราก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดใจในรสชาติบะหมี่ญี่ปุ่น หรือราเม็งอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณที่มาดี ๆ จาก g a v g a v k a

อุด้ง

อุด้ง
อุด้ง

อุด้ง อาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยม ทำมาจากแป้งสาลี ลักษณะจะเป็นเส้นที่มีความหนา เส้นยาว และมีสีขาว ในการรับประทานจะรับประทานร้อน ๆ ที่มีซุปน้ำใสที่ทำจากดาชิหรือหัวเชื้อน้ำซุป และโชยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่น และมิริงหรือเหล้าสำหรับการปรุงอาหาร

อาหารชนิดนี้มีชื่อเรียกหลากหลายชื่อที่ขึ้นอยู่กับเมนูอาหารที่นำมาวางบนเส้น เช่น เท็มปุระ U d o n คือ หน้ากุ้งชุบแป้งทอด และ คิตสึเนะ U d o n คือ หน้าเต้าหู้หวาน เป็นต้น

ต้นกำเนิด อุด้ง

มีต้นกำเนิดมาจากเส้นชูเมี่ยนในประเทศจีน เป็นเส้นทำจากแป้งสาลีมีความยาวและหนาประมาณ 2 ถึง 3 เซนติเมตร คนจีนนิยมทานในซุปผสมเต้าเจี้ยว ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารทางภาคเหนือของประเทศจีน

เส้น U d o n ได้เข้ามายังประเทศญี่ปุ่นโดยมีพระสงฆ์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่เดินทางไปจาริกยังประเทศจีน และชาวญี่ปุ่นก็ได้ยกย่องพระคูไกและพระเอ็นนิ ให้เป็นต้นตำรับการปรุงเส้น U d o nของประเทศญี่ปุ่น พระคูไคได้เดินทางไปยังประเทศจีน ในช่วงแรกเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 9 เพื่อการศึกษาพุทธศาสนา ในอดีตจังหวัดซานูกิ หรือในปัจจุบันคือจังหวัดคางาวะ บนเกาะชิโกกุ ได้มีการประกาศผู้ที่สืบทอดสูตรในการทำ U d o n จากพระคูไก ส่วนพระเอ็นนิที่เป็นพระนิกายเซนนั้นอยู่สำนักนักรินไซ ได้เดินทางไปยังประเทศจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 1 3 โดยเมืองฮากาตะ จังหวัดฟูกูโอกะ เป็นผู้ประกาศว่ามีการสืบทอดสูตรของพระเอ็นนิ

อาหารที่ทำจากเส้น U d o n

ในการทำอาหารก็เหมือนกับอาหารประเภทอื่น ๆ ที่ใช้เส้นต่าง ๆ ของญี่ปุ่น U d o n นิยมรับประทานแบบเย็นในช่วงฤดูร้อน และรับประทานแบบร้อนในช่วงฤดูหนาว อาหารต่าง ๆ ที่นำมาวางบนเส้น U d o n นั้นจะแสดงถึงแต่ละช่วงของฤดูกาลนั้น ๆ และความสมดุลในส่วนผสมต่าง ๆ อาหารที่นำมาวางนั้นจะถูกปรุงอย่างเรียบง่าย และบางครั้งก็นำไปทานกับเส้นโซบะได้เช่นกัน ยากิโซบะ

ประเภทของ U d o n มี 2 ประเภท

1. แบบร้อน

  • คะเคะ U d o n ในน้ำซุปใส โรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่นซอยบาง อาจมีคะมะโบะโกะหรือลูกชิ้นปลาเส้นญี่ปุ่น
  • คิตสึเนะ U d o n หน้าเต้าหู้หวานทอดหรืออะบุราเกะ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนหูสุนัขจิ้งจอก
  • เทมปุระ U d o n หน้าอาหารชุบแป้งทอดหรือเทมปุระ เช่น กุ้ง หรือคะคิอะเกะ มีผักรวมชิ้นเล็ก ๆ ผสมแป้งแล้วทอด
  • ทะนุคิ U d o n หน้าเศษแป้งเทมปุระชื่อได้จาก “ ทานุกิ ” ซึ่งเป็นแรคคูนญี่ปุ่น และเชื่อว่ามีพลังวิเศษ
  • ทสึคิมิ U d o n หน้าไข่สดบน U d o n ร้อน ๆ
  • วะกะเมะ U d o n หน้าสาหร่ายวะกะเมะ
  • คะเร U d o n หน้าแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

2. แบบเย็น

  • ซะรุ U d o n แช่เย็นโรยหน้าด้วยสาหร่ายโนริฝอย เสิร์ฟในซะรุ ภาชนะทำจากไม้ไผ่ มีรูปร่างคล้ายกระด้ง เพื่อการสะเด็ดน้ำ พร้อมกับซอสแช่เย็นที่มีส่วนผสมของดาชิ มิริน และโชยุ เมื่อทานควรใช้ตะเกียบคีบเส้นอุด้งพอดีคำและจุ่มลงในซอสจึงรับประทาน อาจใส่ต้นหอมซอย วาซาบิและขิงบดลงในซอสเพื่อเพิ่มรสชาติได้

วิธีการกิน

วิธีการกินนั้นขึ้นอยู่กับว่า U d o n เป็นแบบใดเพราะในการกินนั้นจะมีวิธีที่แตกต่างกัน เมื่อเสิร์ฟมาพร้อมกับซุป ให้คีบเส้นจุ่มซุปก่อนการระรับประทาน U d o n ที่เสิร์ฟในน้ำซุปคุณสามารถเพลิดเพลินในการกินโดยใช้ตะเกียบคีบเส้นแล้วรับประทานในขณะที่เสียงจะช่วยเพิ่มรสชาติและช่วยให้เส้นเย็น ซึ่งในการกินถ้ามีน้ำซุปแต่ไม่มีช้อนคุณสามารถยกซดจากชามได้เลยเพราะไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท ซึ่งในการกินน้ำซุปนั้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการกินอุด้ง

เมืองแห่ง U d o n ที่ดังในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับ U d o n ที่โด่งดังของ ‘คากะวะ’ นั้น มีชื่อเรียกว่า “ ซานูกิ U d o n ” เส้นในที่แห่งนี้มีความเหนียวนุ่ม น้ำซุปหอมอร่อย ความอร่อยในทีนี้ มีหัวใจหลัก ๆ อยู่ 4 อย่างคือ ข้าวสาลี เกลือ โชยุ และปลาอิริโกะหรือปลาแห้ง จึงถือได้ว่าเป็นที่มาของความอร่อย U f a b e t

อาหารชนิดนี้พบได้ทั่วไปตามร้าน U d o n ร้านโซบะ และร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งราคาถูกและสาขาตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งยังมีสาขาย่อยตามถนน จะเป็นการนั่งรับประทานในแบบทั่วไปตามร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งราคาร้านอาหารทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5 0 0 ถึง 1 , 0 0 0 เยน แต่สำหรับร้านที่มีราคาถูกมักขายในราคาต่ำกว่า 5 0 0 เยน และร้านอาหารที่หรูจะพิถีพิถันในการทำมากขึ้น ราคาจะอยู่ที่ 1 , 0 0 0 ถึง 1 , 5 0 0 เยน ต่อคน

ร้าน U d o n ที่มีราคาถูกบางร้านคล้ายโรงอาหาร เมื่อเข้ามาในร้านลูกค้าจะต้องหยิบถาด แล้วสั่งอาหารจากพนักงานที่เคาท์เตอร์ และเลือกเครื่องเคียง เช่น เทมปุระ ข้าวปั้น หรือโอเด้ง แล้วจึงไปจ่ายเงินกับพนักงานแคทเชียร์

yakisoba

yakisoba
yakisoba

yakisoba (ยากิโซบะ) เป็นอาหารญี่ปุ่นจัดอยู่ในประเภทบะหมี่ผัด แม้ว่าโซบะจะหมายถึงบักวีต ซึ่งความจริงแล้ว เส้นยากิโซบะทำมาจากแป้งสาลีผสมไข่ไก่ ที่ดูคล้ายบะหมี่จีน เรียกว่า ชูกาเม็ง ( s h u g a m e n g )

ยากิโซบะมีที่มาจากเฉ่าเมี่ยน บะหมี่ผัดของประเทศจีนเริ่มแผ่ขยายในร้านขายอาหารข้างถนนในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 2 0 ยากิโซบะเตรียมได้จากการผัดเส้นชูกาเม็งกับเนื้อหมู ผัก ผัดกับซอสยากิโซบะหรือซอสวุร์สเตอร์เชอร์ เกลือและพริกไทย โรยหน้าอาหารด้วยอาโอโนริหรือผงสาหร่าย เบนิโชงะหรือขิงดอง ตามด้วยคัตสึโอบูชิหรือปลาแห้ง และมายองเนสเป็นอันดับสุดท้าย

ยากิโซบะเสิร์ฟเป็นอาหารจานหลักและเครื่องเคียงได้ และสามารถหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อหรือเทศกาลของญี่ปุ่นมีการจำหน่ายขนมปังยาวที่คล้ายฮอตดอกตรงกลางเสิร์ฟด้วยยากิโซบะ โรยหน้าอาหารด้วยขิงดองและมายองเนสด้านบน ที่เรียกว่า ยากิโซบาปัง ส่วนในเมืองโคกูระ จังหวัดฟูกูโอกะจึงได้มีการดัดแปลงนำเส้นอูดงมาใช้แทนเส้นบะหมี่ได้ เรียกว่า ยากิอูดง ทาโกะยากิ

ต่อมาหลังจากปี ค.ศ. 1 9 4 5 ชาวเมืองโอกินาวะ ได้ประยุกต์นำเอาวัตถุดิบที่ได้จากทหารอเมริกัน คือ เส้นสปาเก็ตตี้ เนื้อกระป๋อง ซอสมะเขือเทศ ผักดองและมายองเนส นำมาปรุงเป็นยากิโซบะ ซึ่งอาจจะผสมฮอตดอกที่หั่นเป็นชิ้น ๆ ร่วมกับเนื้อหมู เนื้อไก่ และแฮม

yakisoba ยากิโซบะท้องถิ่น

ยากิโซบะเป็นอาหารที่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศญี่ปุ่น ที่มาจากกระแสนิยมบะหมี่ผัดของอาหารจีน ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารที่ดูธรรมดาสำหรับบางร้าน หรือในงานเทศกาลหรืออาหารครัวเรือนนั้น แต่ในปัจจุบันจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในงาน “ B – 1 g r a n d p r i x ” เป็นงานเทศกาลมหกรรมอาหารซึ่ง “ ยากิโซบะในแต่ละสถานที่ ” จะมีสีสันที่ดูแตกต่างกันออกไปนี้เป็นอาหารที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่ได้แวะมาเยี่ยมชมภายในงานนั้นก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วยยากิโซบะที่เต็มไปด้วยลักษณะเฉพาะตัวในเรื่องของวัตถุดิบ การปรุงและรสชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่แตกต่างไปจาก อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม นั่นเอง

  • ฟุจิโนะมิยะ ยากิโซบะ ในเมืองฟุจิโนะมิยะ ชิซุโอะกะ

ในเมืองฟุจิโนะมิยะนั้นตั้งอยู่ที่บริเวณภูเขาไฟฟูจิ ยากิโซบะจะผัดพร้อมกับผักกะหล่ำปลีที่มาจากที่ราบสูงฟุจิโนะมิยะ และนำเนื้อหมู่ใส่ลงไปผัดกับเส้นซึ่งมีเทคนิคการทำแบบท้องถิ่น จากนั้นนำเครื่องมาโรยหน้าอาหารด้วยผงปลาอิวะชิ และถึงแม้จะมีรสชาติที่ดั้งเดิมแบบท้องถิ่นแต่ก็เป็นเมนูที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในฐานะสินค้าท่องเที่ยวของเมือง ในปัจจุบันอาหารชนิดนี้กลายเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วประเทศ ที่มีร้านขายยากิโซบะจำนวนร้านถึง 140 ร้านเพียงแค่ในเมืองฟุจิโนะมิยะเท่านั้น

  • โยโกเตะ ยากิโซบะ ในเมืองโยโกเตะ อะกิตะ

ยากิโซบะในโยโกเตะได้รับความนิยมสูงเพราะเป็นทั้งอาหารว่างของเด็ก ๆ และยังเป็นอาหารที่มีรสชาติสัมผัสที่ติดปากของชาวเมือง เอกลักษณ์ของยากิโซบะคือไข่ดาวยางมะตูมที่วางอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นไอเดียจากร้านโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) ในเมืองนั่นเอง ส่วนเส้นในการทำนั้นจะใช้เส้นตรงมีลักษณะอ้วนที่ผลิตมาจากในเมืองโยโกเตะ แล้วนำมาลวกจากนั้นก็นำมาผัดพร้อมกับหมูบดและกะหล่ำปลี ในตัวตัดสินรสชาตินั้นจะอยู่ที่วูสเตอร์ซอส หรือ W o r c e s t e r s h i r e s a u c e ต้นฉบับของแต่ละร้าน ทั้งนี้ในการใส่ผักดองหมักเครื่องแกงกะหรี่ลงไปก็เป็นลักษณะเด่นอีกเช่นกัน

  • ฮิรุเซ็น ยากิโซบะ ในเมืองมะนิวะ โอะกะยะมะ

บริเวณที่ราบสูงฮิรุเซ็นเป็นแหล่งที่เคยได้รับความนิยมมาก่อนว่ากันว่า ฮิรุเซ็น ยากิโซบะได้เริ่มมาจากร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ได้นำน้ำจิ้มมิโซะมาทำเป็นซอสยากิโวบะ จึงใส่เนื้อไก่และกะหล่ำปลีลงไป น้ำจิ้มนั้นเป็นเทคนิคการทำอย่างพิถีพิถันในแต่ละร้านซึ่งได้รับความนิยมมาก ซึ่งในปัจจุบันได้มียากิโซบะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากคือ การทำผสมผสานกับโยโกเตะ ยากิโซบะโดยวางไข่ดาวลงไปด้านบนจึงเรียกว่า “ อะซะเซ็น ยากิโซบะ ” และ “ โยรุเซ็น ยากิโซบะ ” ที่มีรสชาติเข้มข้นเหมาะกับการทานกับสาเก ฯลฯ

วิธีการทำยากิโซบะ

วัตถุดิบและสัดส่วน

1. เส้นโซบะ

2. กะหล่ำปลีหั่นหรือซอย

3. แครอทหั่น

4. หมูหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

เครื่องปรุง

1. ซอสญี่ปุ่น

2. น้ำมันหอย

3. ซอสปรุงรส

4. น้ำตาล

ขั้นตอนการปรุง

1. นำเส้นโซบะไปลวกในน้ำเดือด จากนั้นนำขึ้นมาแช่ในน้ำที่เย็นจัด และนำขึ้นสะเด็ดน้ำพักไว้

2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป ใส่เนื้อหมูลงผัด ตามด้วยใส่แครอทและกะหล่ำปลี

3. ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซอสญี่ปุ่น น้ำตาลโดยผัดให้เข้ากัน จนหมูและผักสุกพอดี จากนั้นตักขึ้นใส่จานที่เตรียมไว้

เคล็ดลับ

เส้นแต่ละชนิดมีวิธีในการลวกหรือต้มให้สุกที่อร่อยแตกต่างกันไป เส้นโซบะนั้นให้ลวกประมาณ 6 นาทีแล้วนำขึ้นแช่ในน้ำเย็นจัด จำทำให้เส้นนุ่มและเพิ่มความอร่อยขึ้น

ขอขอบคุณบทความที่มาจาก u f a 8 7 7

ทาโกะยากิ

ทาโกะยากิ
ทาโกะยากิ

ทาโกะยากิ (t a k o y a k i) หรือหมึกทอดหรือย่าง เป็นชื่ออาหารประเภทหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อก็เป็นได้ โดยเป็นเกี๊ยวทรงกลม ที่ทำมาจากแป้ง น้ำ นม และไข่ผสมกัน เรียกรวมกันในภาษาอังกฤษว่า b a t t e r ใส่ไส้ข้างในเป็นหมึกตัวเล็กทั้งตัวหรือหั่นเต๋าก้ได้ โรยหน้าเท็มปูระขูดหรือที่เรียกว่า “เท็งกาซุ” ตามด้วยเครื่องเคียงขิงดองหรือที่เรียกว่า “เบนิโชงะ” หรือหัวหอมเขียว การทำแป้งต้องสุกโดยทอดหรือปิ้งในกระทะหลุมอย่างกระทะขนมครก ในปัจจุบันจะราดซอสทาโกยากิ และมายองเนส โรยหน้าด้วยสาหร่ายเขียวที่เรียกว่า “อาโอโนริ” กับปลาทูขอดทอดแห้งหรือที่เรียกว่า “คัตสึโอบูชิ” อีกด้วยด้วย

ความหมายของ ทาโกะยากิ

“ทาโกะ” หมายถึงปลาหมึกยักษ์ ส่วน “ยากิ” หมายถึงทอดย่าง หรือปิ้งนั่นเอง ดังนั้น “ทาโกะยากิ” จึงหมายถึง การนำปลาหมึกยักษ์ไปผ่านการทอด ย่าง หรือปิ้ง อันเป็นลักษณะของอาหารชนิดนี้นั่นเอง

ต้นกำเนิด T a k o y a k i

พ่อค้าอาหารริมถนนชาวญี่ปุ่นชื่อ เอ็นโด โทเมะกิจิ ได้คิดค้นทาโกะยากิขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2478 โดย T a k o y a k i ดัดแปลงมาจากอาหารคือ “อากาชิยากิ” โดยใส่แป้งทำขนมสำเร็จรูปที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศสเข้าไปในอาหารชนิดนี้ บวกกับที่เมืองโอซาก้ามีปลาหมึกยักษ์จำนวนมาก ปลาหมึกยักษ์จึงกลายเป็นวัตถุดิบหลัก เกิดเป็นทาโกะยากิขึ้นมาครั้งแรก แล้วนำออกขายที่เมืองโอซาก้าเป็นที่แรกด้วย แรกเริ่มนั้น t a k o y a k i ได้รับการนิยมมาเป็นอันมากในคันไซ และเผยแพร่ไปยังคันโต ก่อนที่จะแพร่ไปยังถิ่นอื่น ๆ เรื่อยไป และยังเป็นที่นิยมภายนอกประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย สำหรับในประเทศญี่ปุ่นนั้น แต่เดิม t a k o y a k i มีขายทั่วไปตามริมถนน ที่เรียกว่า ยาตาอิ ต่อมาในปัจจุบันมีวางขายในภัตตาคารหรู ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงอีกด้วย นอกจากนี้ในญี่ปุ่นยังผลิต t a k o y a k i แช่แข็งที่นำส่งออกไปขายนอกประเทศเป็นจำนวนมาก และ t a k o y a k i ได้กลายเป็นอาหารประจำถิ่นโอซากาและคันไซอีกด้วย

T a k o y a k i ในปัจจุบัน

อาหารชนิดนี้เป็นอาหารว่าง ที่มีชื่อเสียงและมีต้นกำเนิดมาจากเมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น และขาดไม่ได้ในงานเทศกาลแบบญี่ปุ่นเช่นกัน ในปัจจุบันร้าน Takoyaki มักเป็นร้านที่ชาวญี่ปุ่นมานั่งสังสรรค์หลังเลิกงาน รับประทานพร้อมกับเบียร์ สาเก เป็นต้น อีกทั้งในการมอบ Takoyaki นั้นเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เรามอบให้อีกด้วย เนื่องจาก Takoyaki เป็นอาหารที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบ แต่ละครอบครัวจึงมักทำกินเองที่บ้านซึ่งรสชาติของ Takoyaki ของแต่ละบ้านจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป

กระทะหลุม

สำหรับกระทะหลุมอันมีไว้ทอดหรือปิ้ง Takoyaki ในภาษาญี่ปุ่นเรียก “ทาโกยากิกิ” หรือ “ทาโกยากินาเบะ” ทำจากเหล็กหล่อลักษณะเป็นหลุมกลม ๆ เล็ก ๆ ใช้หยอด Takoyaki ลงไปเมื่อกระทะร้อนได้ที่ แต่บางที เครื่องที่ต่อกับแก๊สหุงต้มก็นิยมใช้ในเทศกาลต่าง ๆ และเครื่องใช้ไฟฟ้าลักษณะอย่างเตาก็นิยมใช้ทำในครัวเรือนเป็นต้น

ลักษณะของทาโกะยากิ

ตัวของ Takoyaki มีลักษณะกลม มีสีน้ำตาลทอง ด้านในของตัวแป้งจะมีทาโกะหรือปลาหมึกยักษ์เป็นหลัก ส่วนด้านนอกนั้นยังมีท็อปปิ้งอีกด้วย gavgavka ได้แก่ ซอส Takoyaki ซึ่งเป็นซอสที่เหมือนกับซอสพิซซ่าญี่ปุ่น มีรสชาติหวานเค็ม สีน้ำตาลเข้ม ตามมาด้วยซอสมายองเนส สีขาว เพิ่มความกลมกล่อม โรยหน้าด้วยสาหร่ายป่น  และปลาแห้งขูดเป็นแผ่น เวลาที่โรยปลาแห้งลงบน Takoyaki ร้อน ๆ นั้นจะได้เห็นภาพเจ้าปลาแห้งที่น่ากิน ชวนน้ำลายสอทีเดียว

ร้านชื่อดังในโอซาก้า

  • ร้านอูไมยะ

ร้านตั้งอยู่ที่เทนโงะนากาซากิโดริ ถนนช้อปปิ้งที่เชื่อมต่อกับเทนจินบาชิซูจิ ถนนช็อปปิ้งเป็นสถานที่ชื่อดังในเมืองโอซาก้า รสชาติเข้มข้นกรอบนอกนุ่มในของทางร้านเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงมากว่า 60 ปี เป็น ราคา 8 ชิ้น 500 เยน ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ว่าทานร้านหรือกลับบ้านก็ได้

  • ทามายะ

เป็นร้านที่มีท็อปปิ้งให้เลือกหลายชนิด จุดเด่นทางร้านคือแป้งจะเข้มข้นเพราะใช้ซุปจากลอบสเตอร์ ไก่ หมู ผักและผลไม้มาเป็นส่วนผสม เมนู Takoyaki ราคาเริ่มแรก 300 ถึง 1000 เยน สำหรับผู้ที่ชอบลองอะไรใหม่แนะนำให้ลองเมนูทาโกะยากิที่มีท็อปปิ้งที่ต่างกันถึง 8 รส

  • ไอสึยะ นัมบะ

ร้านที่มีการกล่าวขานว่าเป็นผู้คิดค้น Takoyaki ขึ้น สาขานัมบะตั้งอยู่ในย่านการค้าใต้ดินใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินนัมบะ ภายในร้านมีที่นั่งให้นั่งแวะทาน Takoyaki เพื่อพักหลังจากการช็อปปิ้ง ทางร้านที่แนะนำมีอยู่ 3 แบบ หนึ่งในนั้นคือ “ราดิโอยากิ” กล่าวได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของ Takoyaki ราคาเริ่มต้น 12 ชิ้น 600 เยน

  • โดทงโบริ อากะโอนิ

เป็นร้านที่ใช้หมึกสดในการทำมาตั้งแต่เริ่มกิจการ แตกต่างกับร้านปกติที่ใช้หมึกต้มในการทำ วัตถุดิบทางร้านได้รับการคัดสรรอย่างดี เป็นที่มาของรสชาติอันนุ่มลึก มีราคาไม่เกิน 500 เยนต่อ 6 ชิ้น เสิร์ฟท็อปปิ้งมากมาย เช่น ซอสปกติ ซอสโซยุ และชีส ร้านอยู่ห่างจากสถานีนัมบะและสถานีชิมบาชิ

  • โอทาโกะ

เป็นร้านที่อยู่รอดมาจากแข่งขันอันดุเดือดในบริเวณใกล้เคียงที่มีมากว่า 40 ปี จุดเด่นของร้านคือปลาหมึกสดใหม่ชิ้นโต T a k o y a k i ปกติมีราคาประมาณ 500 เยนต่อ 6 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีที่นั่งที่สามารถสั่งคุชิคัตสึ และเครื่องดื่มต่าง ๆ มานั่งทานได้ ที่ตั้งของร้านนี้อยู่ใกล้กับสถานีเอบิสุบาชิ

อุนางิ

อุนางิ
อุนางิ

อุนางิ อาหารญี่ปุ่นจานโปรดของหลายคน ถ้าพูดถึงแล้วคงไม่พ้นปลาไหลญี่ปุ่นหรืออุนางิ Unagi うなぎ นั่นเอง ดังนั้นเราจะพาไปทำความรู้จักกับปลาไหลญี่ปุ่น สำหรับบางคนที่ไม่รู้จักเพียงได้อ่านบทความนี้คุณจะได้รู้ถึงละอยากจะไปลองลิ้มรสชาติกันแน่นอน

อุนางิ ปลาไหลญี่ปุ่น

ปลาไหลญี่ปุ่น (Unagi うなぎ) เป็นปลาไหลชนิดหนึ่งจำพวกปลาตูหนา (Anguillidae) พบในประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, ไต้หวัน และเวียดนาม ตลอดจนแถบภาคเหนือของฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับปลาไหลอื่น ๆ จำพวกเดียวกัน ปลาไหลญี่ปุ่นจะใช้ชีวิตอยู่ในน้ำจืดเป็นส่วนใหญ่แต่จะไปวางไข่ในน้ำทะเล พื้นที่การวางไข่ของปลาไหลญี่ปุ่นก็คือบริเวณกระแสน้ำเหนือทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบตะวันตกของหมู่เกาะมาเรียนา ในขณะที่ปลาไหลญี่ปุ่นยังเป็นตัวอ่อน พวกมันจะถูกเรียกว่าปลาเมือก

ปลาไหลญี่ปุ่นถือเป็นอาหารที่สำคัญของเอเชียตะวันออก จึงทำให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมประมงบ่อเลี้ยงปลาขึ้นในส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ คนในญี่ปุ่นจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า “อูนางิ” ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่น ร้านอาหารจำนวนมากนิยมเสิร์ฟโดยการย่าง กลายเป็นอาหารที่เรียกว่า “คาบายากิ” นอกจากนี้ยังถูกใช้ในศาสตร์การแพทย์ของจีนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำประมงปลาชนิดนี้ในจำนวนมาก แต่จำนวนที่พบในธรรมชาติกลับลดน้อยลงจนเข้าสู่สภาวะใกล้สูญพันธุ์ ตามการจัดอันดับของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ถึงปัจจุบันจะสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้แล้ว แต่ว่าผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีเพียงแค่ 3,000–4,000 ตัว เท่านั้น เพราะขาดซึ่งเงินทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทว่า ดร.คัตสึชิ สิคะโมะโตะ แห่งมหาวิทยาลัยนิฮง ได้ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 2009 ว่าปลาไหลญี่ปุ่นจะวางไข่ที่บริเวณร่องน้ำลึกมาเรียนาตะวันตก ใกล้เกาะกวม ซึ่งทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตตลอดจนถึงพฤติกรรม รวมถึงการให้อาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นในอนาคต

ปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอส Kabayaki

Kabayaki คือ วิธีการปรุงอาหารด้วยการปรุงจากโชยุ สาเก น้ำตาล ฯลฯ แล้วจึงนำไปย่าง และนอกจากปลาไหลญี่ปุ่นแล้วก็ยังสามารถนำปลาซัมมะและปลาซาดีนมาย่างด้วยซอส Kabayaki ได้เช่นกัน

ประวัติ

ตั้งแต่ในสมัยเอโดะ ได้มีปลาไหลญี่ปุ่นอยู่จำนวนมากจึงได้กลายเป็นอาหารท้องถิ่นที่ได้รับความนิยม อย่างมาก ส่วนในปัจจุบันปริมาณปลาไหลที่จับได้ ลดน้อยลงทำให้มีราคาแพงขึ้น ต่างจากสมัยก่อนนั้นที่ราคาไม่แพง และชาวบ้านสามารถหาซื้อได้จึงเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

วันกินปลาไหลญี่ปุ่น”Doyonoushinohi”

ในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงสิงหาคม ในช่วงเวลานี้จะมีการจัดให้มีเทศกาลทานปลาไหลย่างซอส Kabayaki ซึ่งเรียกวันนี้ว่า “Doyonoushinoh” ในแต่ละปีจะอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม เนื่องจากปลาไหลนั้นมีคุณค่าทางอาหารสูงเชื่อกันว่า การทานปลาไหลญี่ปุ่นนั้นจะช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียจากอากาศที่ร้อน จนจึงกลายเป็นธรรมเนียมสืบทอดต่อ ๆมาตั้งแต่สมัยเอโดะ

วิธีรับประทาน

รับประทานโดยการตักข้าวขาว ๆ พร้อมด้วยปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอส Kabayaki เข้าปาก บางร้านที่มีการสืบทอดกันมานานก็อาจจะมีตำนานของซอส Kabayaki ที่ใช้ย่างด้วยเช่นกัน

เครื่องเคียง

เมื่อได้สั่งข้าวหน้าปลาไหลแล้ว ในบางครั้งทางร้านอาหารจะเสริฟ์มาพร้อมซุป “Kimosui” ซึ่งเป็นซุปที่เคี่ยวหรือต้มจากเครื่องในของปลาไหลญี่ปุ่น เช่น ตับ ลำไส้ กระเพาะอาหาร หรืออาจจะมี “Honesembe”  กระดูกปลาไหลทอดกรอบเสริฟ์เคียงมาพร้อมกันอีกด้วย

รสชาติการปรุงรส

จะมีการโรยหน้าด้วยเครื่องเทศที่เรียกว่า Sansho (พริกไทยญี่ปุ่น) และกลิ่นหอมพิเศษ ของ Sansho (พริกไทยญี่ปุ่น) จะทำให้ช่วยเจริญอาหาร และช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังสามารถตัดความเลี่ยน และความเข้ากันได้ดีเยี่ยมกับปลาไหลญี่ปุ่นอีกด้วย

ความอร่อยของปลาไหล นอกจากจะอยู่ที่คุณภาพของปลาแล้ว ยังต้องอาศัยความชำนาญของเชฟในการปรุงรส รวมถึงการทำซอสปลาไหล ซึ่งต้องนำปลาไหลมาตุ๋นกับซอส และเครื่องปรุงเป็นเวลานาน จนได้รสชาติที่กลมกล่อม เข้ากับรสปลาพอดีไม่เข้มหรืออ่อนจนเกินไป

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจากเว็บไซต์ gavgavka.com

หากสนใจอ่านบทความเพิ่มเติมสามารถไปดูกันได้ที่ อาหารญี่ปุ่น