ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ
ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ หลาย ๆ คนคงได้ทราบกันอยู่แล้วว่าวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้นจะต้องใช้ตะเกียบเป็นหลัก แต่สิ่งที่คู่กันกับตะเกียบนั้นคือ “ที่วางตะเกียบ” นั่นเอง เพราะที่วางตะเกียบนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราจะพาไปรู้จัก เรียนรู้ความเป็นมาของที่วางตะเกียบกัน

ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีไอเท็มที่น่ารักหลากหลายแบบ ที่ทำให้บนโต๊ะอาหารดูมีสีสัน มีชีวิตชีว่ามากขึ้น ซึ่งจะมีการวางขายอยู่ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามากมายหลายชนิด และถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ที่จริงแล้วนั้น พึ่งได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตอนที่ได้พึ่งเข้าสู่ยุคโชวะ เมื่อปี 1 9 6 2 นั่นเอง

ความเป็นมาของ ที่วางตะเกียบ

เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต รูปแบบหรือต้นแบบดั้งเดิมนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า M i m i k a w a r a k e จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหู

ซึ่งในสมัยโบราณนั้นจะใช้ในการเซ่นไหว้อาหารต่อเทพเจ้า สังเกตได้ว่ามุมเล็ก ๆ 2 มุมที่พับขึ้นมาไดนั้นเหมือนกับจะมีการห่อหุ้มตะเกียบ และด้วยรูปลักษร์ที่ดูคล้ายหูนั้น มันจึงมีชื่อเรียกว่า M i m i k a w a r a k e ในส่วนใหญ่ค้นพบว่ายังไม่มีการเคลือบสีใด ๆ เลยทั้งสิ้น

ต่อมาในสมัยเฮอัน ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า B a t o u b a n เป็นถาดวางตะเกียบแบบทางการขององค์จักรพรรดิที่จะใช้แค่ในงานพิธีการของราชสำนัก พิธีกรรม หรือการเลี้ยงรับรองแขกเท่านั้น ถ้าหากได้มองจากด้านบนจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างคล้ายหัวของม้า จึงเรียกด้วยชื่อนี้นี่เอง

แต่เดิมในสมัยโบราณ ในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการนำจานอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะอาหารในแบบปัจจุบัน แต่จะนิยมมานในถาดของแต่ละคนเท่านั้น และสามารถที่จะวางตะเกียบที่ขอบถาดได้เลย

ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูละครย้อนยุค ก็อาจจะเคยเห็นโต๊ะอาหารในร้านโซบะจากในละครบ้าง แต่โต๊ะอาหารหรือโต๊ะตั้งพื้นนั้นพึ่งจะเริ่มมีในญี่ปุ่นหลังจากในสมัยเมจิ ที่เริ่มมีเมื่อปี 1 8 6 8 – 1 9 1 2 ฉะนั้นเดิมที่ยังไม่มีโต๊ะ ผู้คนก็จะนั่งบนเก้าอี้พับได้ แล้วก็วางถาดทานกันทั้งอย่างนั้นเลย หรือในห้องนั่งเล่นก็เช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะวางถาดอาหารบนเสื่อทาทามิแล้วก็ทานอาหารในถาดอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในปัจจุบันพอเริ่มมีโต๊ะอาหารขึ้น พื้นที่บนโต๊ะอาหารก็มีข้อจำกัด การจะทานในถาดเหมือนเดิมก็คงจะดูเกะกะมากไปจึงต้องเอาถาดออกแล้ววางแค่จานอาหารแทน แต่เมื่อไม่มีถาดก็ทำให้ไม่มีที่จะวางตะเกียบ แทงบอลออนไลน์ และจากที่ในอดีตจะใช้เวลาเซ่นไหว้เทพเจ้า ก็เริ่มมีการนำมาใช้บนโต๊ะอาหารกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ความจำเป็นของที่วางตะเกียบขนาดเล็กอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มันเกิดจากยุคสมัยที่เริ่มมีการใช้โต๊ะอาหารหรือโต๊ะนั่งพื้นนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ยูโด

ยูโด
ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ซึ่ง Judo นั้นมีชื่อเต็มคือ โคโดกัง ยูโด แต่เดิมทีมีการพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้และเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกด้วย ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

การกำเนิด ยูโด

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคเมจิ ทำให้วิชายิวยิตสูได้เสื่อมความนิยมลง และลดลงจนหมด ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อว่า คะโน จิโงะโร ชาวเมืองชิโรโกะ ผู้ที่ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 ขณะที่เขาอายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุได้ 23 ปี คะโน จิโงะโร จึงได้มีความเห็นว่า วิชายิวยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงอีกเช่นกัน

เมื่อเขา คะโน จิโงะโรได้เริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ วิชายิวยิตสู อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงได้พบว่าผู้ฝึกวิชายิวยิตสูจนมีความชำนาญดีนั้น จะเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับคนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้เขาเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าเขาจึงได้ศึกษายิวยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอน วิชายิวยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเท็นจิ ชินโย และโรงเรียนคิโตะ เมื่อปี พ.ศ. 2425 คะโน จิโงะโร อายุได้ 29 ปี จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชา Judo ขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณวัดพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า วัดเอโชะจิ โดยได้ตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า “โคโดกัง Judo ” โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้จากการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตมาผสมผสานเป็นวิชา Judo และได้มีการปรับปรุง วิธีการ Judo ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น จากนั้นก็ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยการตัดทอน ยิวยิตสู ที่ไม่เหมาะสมออกแล้วได้มีการรวบรวมวิชายิวยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิด และได้ตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า Judo

ในยุคแรกนั้น คะโน จิโงะโร ต้องต่อสู้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชา Judo โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่า Judo จะดีกว่า ยิวยิตสู จนเมื่อปี พ.ศ. 2429 ได้มีกรมตำรวจญี่ปุ่นจัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยิวยิตสูขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ซึ่งในผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลได้ปรากฏทำให้ประชาชนเริ่มที่จะเข้ามาสนใจ Judo มากยิ่งขึ้น ทำให้สถานที่สอนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เพื่อการต้อนรับผู้ที่สนใจ จนราวปี พ.ศ. 2476 ก็ได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) จนสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางของนัก Judo ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2455 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งในครั้งแรกนั้นมีประมาณ 20 ประเทศ ได้เข้าร่วมการก่อตั้ง และได้มีการตั้ง The Kodokun Cultural Society เมื่อปี พ.ศ. 2465 ขึ้นหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ Judo ระหว่างชาติได้มีการจัดการแข่งขัน Judo ระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศโคโดกัง และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน

สนาม

สนามของ Judo เรียกว่า เสื่อ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากที่นอนมีความยาวประมาณ 1 เมตร และต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวม ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  1. พื้นที่ต่อสู้ : ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตร เพราะนี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้
  2. พื้นที่อันตราย : บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร เขตสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้
  3. เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้าง Judo หากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถให้คะแนนได้

การต่อสู้

กีฬาการต่อสู้อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาด แต่ใน Judo ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการต่อสู้นั้นจะใช้เวลา 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาหมดแต่การต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจะถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง ซึ่งในคะแนนสีทองนั้นก็คือนาทีพิเศษ 3 ที่ Judokas ต้องสู้

อุปกรณ์

Judogi เป็นชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือวัสดุอื่นที่ทน ไม่ควรหนาเกินไป และยังประกอบด้วยกางเกงที่มีความยาวตามร่างกาย ซึ่งในการแต่งกายต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในกีฬาชนิดนี้ และพวกเขายังต้องมีแถบคาดเอวของโดยมีหลายสี ในแต่ละอันหมายถึงระดับการเรียนรู้ Judo ต้องใช้สีของแทร็คที่สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน

Judo เป็นศิลปะการป้องกันถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นรูปแบบในการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น U F A B E T นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้มีความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ที่ฝึกนั้นจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับนั่นเอง

เคนโด

เคนโด
เคนโด

เคนโด (K e n d o) เป็นศิลปวิทยายุทธ์มีความหมายคือ วิถีแห่งดาบ และมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 789 จนกระทั่งมีการพัฒนามาเป็นกีฬา K e n d o และได้รับความนิยมถึง 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่ว่องไวและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังมีการแฝงหลักจริยธรรมนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาอีกด้วย วิชา K e n d o จึงเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งในนักรบรวมทั้งเหล่าวิญญชนให้ความนับถือและยกย่องเป็นพิเศษมายาวนาน จนกระทั่งได้แพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่าง ๆ ทั่วโลก

เคนโด คืออะไร

K e n d o เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบ b u d o ของญี่ปุ่น โดยจะมีการฝึกซ้อมด้วย กู เป็นอุปกรณ์ K e n d o เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปีค.ศ. 2012 ซึ่งในโรงเรียนมัธยมตอนต้นต่าง ๆ ได้บรรจุศิลปะการป้องกันตัว b u d o เป็นวิชาบังคับ ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ ได้แก่ ยูโด ซูโม่และเคนโด้

วัตถุประสงค์ของการซ้อม K e n d o คือการศึกษาธรรมชาติของ K e n รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ที่ได้มีการอ้างอิงจากสมาคม K e n d o แห่งประเทศญี่ปุ่น

ต้นกำเนิดของ K e n d o

มีทฤษฎีหนึ่ง ได้กล่าวว่า ในยุค k e n j u t s u มีเทคนิคการต่อสู้ด้วย n i h o n t o หรือดาบของญี่ปุ่น ได้ปรากฏ N i h o n t o ซึ่งมีการปรากฏในกลางสมัย H e i a n (ในปี794-1185) เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไป k e n j u t s uได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงครามปีที่ 1467-1590 และยังมีการสร้างโรงเรียน k e t j u t s u อีกมากมาย ต่อมาในสมัย E d o ในปี1603-1868 k e n j u t s u ได้เริ่มมีการพัฒนารวมไปถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยเมจิ ในปี 1868-1912 และมีการกำจัดชนชั้นซามูไรทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ จึงส่งผลให้ k e n j u t s u ได้รับความนิยมน้อยลง จน K e n j u t s u ได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัย T a i s h o ในปี 1912-1926 รูปแบบของ K e n d o จึงได้เริ่มเกิดขึ้น

กฎกติกา

ผู้ฝึกจะมีการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อได้เข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน จะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและทำตามขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบนั้นพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่ในการแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้างประมาณ 9-11 เมตร ซึ่งในการแข่งทั่วไปจะใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้ waza (เทคนิค)ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่ men (ศรีษะ), do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น เมื่อผู้แข่งขันที่ได้คะแนน 2 จาก 3 คะแนน หรือ 1 จาก 2 คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ufabet877

อุปกรณ์และเครื่องแบบ Kendo

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

Kendo ไม่ว่าจะเป็นกีฬาของชาติใดแต่เมื่อเป็นกีฬาแล้ว ซึ่งนอกจากจะให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายแล้วยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี Kendo นั้นเป็นอีกทางเลือกของผู้คนที่สนใจกับ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น
สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น หรือสวนหินญี่ปุ่น ซึ่งจะรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ เซนการ์เดน ก็คือสวนพื้นภูมิแห้งแล้งที่นำมาจัดเป็นชนิดของสวนเซนญี่ปุ่น ได้รับอิทธิพลมาจากนิกายเซนในพุทธศาสนาของประเทศญี่ปุ่น และสามารถหาชมได้ตามวัดเซนจากการฝึกสมาธินั่นเอง

สวนในรูปแบบของญี่ปุ่นนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่มีชีวิตจะพวกต้นไม้และพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีให้เห็นในฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ซึ่งในระหว่างที่ต้นไม้เจริญเติบโตนั้นก็จะได้รับการตกแต่งเพื่อความสวยงาม ดังนั้นในสวนญี่ปุ่นจะไม่มีลักษณะที่เหมือนเดิมอยู่ตลอดนั่นเอง ในโครงสร้างพื้นฐานของสวนญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการพิจารณาจากสถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบคือ อาคาร ระเบียง เส้นทาง สึกิยะมะและมีการจัดวางของอย่างเช่น หิน เมื่อเวลาผ่านไปความงดงามของสวนจะขึ้นอยู่กับการดูแลและการบำรุงรักษาที่มีศิลปะในการตัดและตกแต่งสวนนั้น ๆ ในส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะเซ็นก็คือการดูแลรักษาสวนให้อยู่คงที่ที่มีลักษณะเสมือนภาพวาดและจิตรกรรมนั่นเอง สวนคะเระซันซุย จึงจัดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นสัญลักษณ์ของพื้นภูมิที่เรียกได้ว่าเป็น “m i n d – s c a p e”  ทั้งน็อาจหมายถึงปรัชญาทางพุทธศาสนาที่แสดงออกให้เห็นถึงความงดงามของสิ่งแวดล้อมที่เป็นหลักสำคัญในพุทธศาสนานิกายเซนของประเทศญี่ปุ่น

ความหมายของคำว่า คะเระซันซุย คือ พื้นภูมิแห้งแล้ง (สวน) เป็นชนิดของสวนญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เริ่มมีในยุคมุโระมะจิ ในปีค.ศ. 1 3 9 2 – 1 5 6 8 ที่ปราศจากบ่อน้ำต่าง ๆ ซึ่งสวนชนิดนี้มีสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นภูมิธรรมชาติที่มีองค์ประกอบในการจัดวางของก้อนหิน ทรายขาว พืชจำพวกมอสและต้นไม้ที่นำมาจัดแต่ง

ต่างจากสวนตามประเพณี สวนคะเระซันซุย จะไม่มีน้ำใด ๆ แต่จะมีการปูรวดหรือทราย จะกวาดลวดลายหรือไม่ก็ได้แต่ก็สามารถทำเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ เช่น ทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ หรือ ทะเลสาบ ในการจัดกวาดกรวดหรือทรายเพื่อให้เป็นลวดลายนั้นจะบ่งบอกถึงคลื่นน้ำ มีบทบาทของความสวยงาม อีกทั้งพระของพุทธศาสนานิกายเซนจะมีการฝึกฝนและปฏิบัติการกวาดลวดลายเพื่อที่จะฝึกสมาธิ ซึ่งการกวาดเส้นและลวดลายอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช้เรื่องง่าย ในการกวาดลวดลายยั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหินที่อยู่ในพื้นที่บริเวณกรวด อย่างไรก็ตามลวดลายส่วนใหญ่ไม่คงที่ เพราะจะมีการพัฒนาลวดลายใหม่ ๆ และเป็นการฝึกทักษะในการสร้างสรรค์และเป็นการประลองฝีมือกันจึงก่อให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้น

อิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายเซนที่มีต่อการออกแบบสวนได้ถูกนำมาบรรยายโดย K u c k ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 และมีการทักท้วงโดย K u i t e r t ในช่วงท้ายของศตวรรษ ซึ่งเรื่องที่ไม่ได้ถูกการทักท้วงก็คือเรื่องที่ สวนคะเระซันซุย นั้นดลบันดาลมาจากภาพวาดทิวทัศน์ของจีนและญี่ปุ่นในอดีต ถึงแม้สวนจะมีการจัดวางที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะนำเอาก้อนหินและพุ่มไม้ที่ผ่านจากการตัดแต่งมาเป็นสัญลักษณ์อย่างเช่น ภูเขา หุบเขาและน้ำตกที่ได้ถูกจารึกเป็นจิตกรรมในภาพวาดทิวทัศน์ของจีน ซึ่งในบางภาพ ทิวทัศน์จะมีการดลบันดาลมาจากทัศนียภาพสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง เช่น เนินเขาที่อยู่ข้างหลังเป็น “ทิวทัศน์ที่มีการยืมมา” โดยมีเทคนิคที่เรียกว่า ชักเคอิ ( s h a k k e i )

ในปัจจุบันนั้นภาพวาด หมึกโมโนโครม ก็ถือว่าเป็นศิลปะที่ใกล้เคียงที่สุดกับพุทธศาสนานิกายเซน ในหลักการออกแบบของการสร้างพื้นภูมินั้นมีอิทธิพลมาจากภาพวาดทิวทัศน์หมึกโมโนโครมสามมิติ ที่เรียกว่า ซูมิเอะ หรือ ซุยโบคุกะ

สวนญี่ปุ่น ถือว่ามีค่าในระดับเดียวกับงานศิลปะในประเทศ ส่วนของสวนหินที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นนั้นอยู่ในเมือง เรียวอันจิ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในเมืองเกียวโต สวนที่เรียวอันจิจะมีความยาวถึง 3 0 เมตรจากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกและ 1 0 เมตรจากเหนือถึงใต้ ในสวนจะไม่มีต้นไม้แต่มีเพียงก้อนหินหลายรูปร่างหลายขนาด U F A B E T บางก้อนจะถูมอสปกคลุมและได้ถูกจัดวางบนพื้นที่โรยด้วยกรวดและทรายขาวที่มีการวาดลวดลายในแต่ละวัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก U F A B E T

จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ
จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ เป็นนาบะหรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษที่ซูโม่รับประทานกัน ขณะเดียวกันยังหมายถึง มื้ออาหารที่เตรียมโดยนักมวยปล้ำ ที่เรียกว่า จังโกะบัน เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เตรียมอาหารให้แก่นักมวยปล้ำทุกคนในค่าย ซึ่งซูโม่มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในค่ายในการกินนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก และมักจะรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อทำน้ำหนัก

C h a n k o n a b e เป็นอาหารมื้อที่น่าพึงใจเพราะเตรียมง่าย เพียงแค่มีหม้อเท่านั้น และเป็นอาหารที่ได้สมดุลทางโภชนาการในปริมาณมาก นอกจากนี้จึงมีการร่วมกันรับประทานด้วยการนั่งล้อมรอบ C h a n k o n a b e หรือหม้อไฟเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความเป็นมาและประวัติ จังโกะนาเบะ

              C h a n k o n a b e (หม้อไฟของซูโม่) แต่เดิมเป็นอาหารที่ชาวซูโม่รับประทาน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งเหตุผลที่ชาวซูโม่รับประทานนั้นเพราะต้องควบคุมน้ำหนัก แต่ในปัจจุบัน C h a n k o n a b e กลายเป็นอาหารที่นิยมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป จึงมีร้าน C h a n k o n a b e เปิดให้บริการหลายร้าน โดยเฉพาะที่เรียวโกกุ ซึ่งเป็นย่านซูโม่ในกรุงโตเกียว

              ลักษณะของ C h a n k o n a b e จะเป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปจากน้ำต้มโครงไก่ มีวัตถุดิบที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เห็ดและผักต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลาเต้าหู้ญี่ปุ่นและลูกชิ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวสวย ไข่ตุ๋น เทมปุระ อูด้ง ซูชิ ซาซิมิ ฯลฯ โดยวัตถุดิบในแต่ละอย่างนั้นผ่านกรรมวิธีในการคัดสรรมาอย่างดีสมกับอาหารที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน ซึ่งสามารถหาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น รสชาติแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีความแจกจ่างกันอย่างสิ้นเชิงหากพูดถึงความนิยมและชื่อเสียง หลายๆ คนจะไปทานกันที่เมืองเรียวโกกุ เพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ “C h a n k o n a b e” และมีร้านค่อนข้างมาก โดยเจ้าของในร้านนั้น ๆ จะเป็นกิจการของชาวซูโม่เก่าส่วนใหญ่ และถ้ามาได้มาทาน C h a n k o n a b e ที่นี่นั้นเหมือนการได้ทานในต้นตำรับเลยทีเดียว

หม้อไฟสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของนักซูโม่

จังโกะ คำนี้บ่งชี้ถึงอาหารโดยทั่วไปที่นักซูโม่รับประทาน ดังนั้นคำว่า “C h a n k o n a b e” เดิมคือเมนูหม้อไฟที่นักซูโม่รับประทานกัน และสำหรับนักซูโม่ที่ต้องการรักษาร่างกายให้มีขนาดตัวที่ใหญ่แล้วยังต้องมีความแข็งแรงบึกบึนอีกด้วย ซึ่งในการรับประทานอาหารก็เป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญนั่นเอง

นอกจากเมนูหม้อไฟที่สามารถทำกินเองได้หลายคนแล้วก็ยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่มากมายและยังสามารถทานได้ในเมนูเดียว จึงเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่เต็มเปี่ยม ซึ่งยังเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในเหล่าซูโม่เฮยะ เพราะนักกีฬาซูโม่จะรู้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

ในโตเกียว มีร้านอาหาร Chanko nabe อยู่มากมายที่บริหารโดยอดีตริคิชิ หลาย ๆ ร้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาซูโม่ Ryogoku Kokugikan หรือค่ายซูโม่ และเวลอันยอดเยี่ยมสำหรับการเพลิดเพลินกับ Chanko nabe ที่หลากหลายคือ หลังจากที่ชมการแข่งขันซูโม่เสร็จนั่นเอง และถึงแม้ว่าในค่ายซูโม่จะมีการรับประทาน Chanko nabe ในทุก ๆ วัน แต่บรรดานักมวยปล้ำก็ไม่เคยเบื่ออาหารเหล่านี้เลย เพราะเนื่องจากมักจะมีการเปลี่ยนวัตถุดิบและส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ตามใจชอบในแต่ละวัน และก็ยังมีเครื่องปรุงที่หลากหลาย ทำให้รสชาติต่างกันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เรื่องอาหารการกินที่โดดเด่น หลายๆ คนคงทราบทั้งการได้ลิ้มลองหรือการเห็นจากโฆษณา U F A B E T ว่าอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อค่อนข้างหลากหลาย นับได้ว่าอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมแทบทั่วโลก ซึ่ง “C h a n k o n a b e” นั้นเป็นเมนูหม้อไฟที่ขาดไม่ได้ในวงการซูโม่ และถ้าหากใครที่ได้มาเยือนและเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมแวะมาทาน C h a n k o n a b e อาหารของซูโม่ที่ควรลิ้มลอง รับรองว่าจะได้สัมผัสถึงรสชาติสุดพิเศษที่ไม่สามารถหาทานได้อร่อยทั่วโลกอย่างแน่นอน

ไคเซกิ

ไคเซกิ
ไคเซกิ

ไคเซกิ หรือไคเซกิเรียวริ เป็นชุดอาหารที่ให้การบริการเป็นคอร์ส เป็นตามลำดับตามธรรมเนียมดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบแต่ละฤดูกาล มีการปรุงแต่งและมีกรรมวิธีในการทำอาหารและการปรุง จนการนำเสนออาหารแต่ละชนิดในคอร์สนั้น ๆ จึงสามารถเทียบเคียงกับอาหารยุโรปชั้นสูง หรือ อาหารของชาติตะวันตก

ในชุดอาหาร k a i s e k i นั้นจะประกอบถึงสองความหมาย โดยไคเซกิ และ ไคเซกิเรียวริ จะหมายถึงอาหารชุดรายการอาหารที่เลือกไว้ และมีการบริการในแต่ละอย่างหรือ 1คอร์ส ต่อ1 คน โดยจะจัดลงบนถาดส่วนตัว ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ อาหารแบบง่าย ๆ ที่เจ้าภาพของพิธีชงชาได้จัดให้บริการแขกก่อนการชงชาเริ่มขึ้น มักเรียกได้ว่า ชาไกเซกิ 

รูปแบบอาหารของ ไคเซกิ

ปัจจุบัน k a i s e k i ได้ถือเป็นศิลปะการผสมผานกันของรสชาติ รูปลักษณ์ ผิวสัมผัส และสีสันกันอย่างลงตัว จึงนำมาสร้างสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีชั้นยอด ทั้งความสดใหม่และหาได้แค่เฉพาะในฤดูกาลนั้น ๆ  เพื่อใช้ปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่ลงตัว ในการจัดวางและนำเสนอนั้นมักทำอย่าประณีตและจะคำนึงถึงสีสันและน้ำหนักอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการนำเสนอ ซึ่งจะตกแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยมีการใบไม้และดอกไม้สดเพื่อตกแต่ง จนถึงผักผลไม้ที่นำมาแกะสลักให้รูปลักษณ์ดูสวยงาม เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ในอาหารอีกด้วย

ตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น k a i s e k i จะเสิร์ฟคู่กับมิโซซุปและอาหารเครื่องเคียง 3 อย่าง และจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการบริการอาหารญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เรียกเป็น “อาหารชุด” จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาขึ้นต่อมาเรื่อย ๆ และรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น ซาชิมิ , ของต้ม, ของย่าง, และของนึ่ง เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้อาจรวมถึงอาหารที่เชฟได้จัดสรรให้ โดยปกติจะมีดังนี้

  • ซากิซูเกะ ที่คล้ายกับ อามูซบุช (อาหารฝรั่งเศส)
  • ฮัซซุง มักเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลจะรวมซูชิหรือข้าวปั้นกับเครื่องเคียงขนาดเล็กหลาย ๆ อย่าง
  • มูโกซูกะ ปลาดิบหรือซาชิมิตามฤดูกาล
  • ทากิอาวาเซะ ผักและเนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ซึ่งนำไปตุ๋นไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานแยกกัน
  • ฟูตาโมโนะ อาหารที่เสิร์ฟในถ้วยมีฝา มักจะเป็นซุปต่าง ๆ
  • ยากิโมโนะ อาหารจานย่าง เช่น ปลาต่าง ๆ
  • ซูซากานะ อาหารสำหรับล้างปาก มักปรุงเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู ผักดองแบบญี่ปุ่น
  • ฮิยาชิบาชิ ผักที่ปรุงสุกไม่มากเสิร์ฟแบบเย็น นิยมให้บริการในฤดูร้อนเท่านั้น
  • นากาโชโกะ อาหารสำหรับล้างปาก มักจะมีรสเปรี้ยว เช่น ซุปใสรสเปรี้ยวเล็กน้อย
  • ชีซากานะ อาหารจานหลัก เช่น หม้อไฟ เป็นต้น
  • โกฮัง ข้าวสวยญี่ปุ่น
  • โคโนโมโนะ ผักดองแบบญี่ปุ่นตามฤดูกาล
  • โทเมวัง ซุปมิโซะ หรือซุปผัก
  • มิซูโมโนะ ของหวานตามฤดูกาล รวมถึง ผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และเค้ก

สถานที่ให้บริการ

k a i s e k i มักให้บริการในเรียวกังในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังให้บริการในร้านอาหารเล็ก ๆ เรียกกันว่า “เรียวเต” ในเมืองเกียวโตเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้าน k a i s e k i ซึ่งถือกันว่าเป็นที่ตั้งของราชสำนักมาตั้งแต่โบราณนับพันปี ในเกียวโตนั้นเรียกการประกอบอาหารนี้ว่า “การปรุงอาหารแบบเกียวโต” เพื่อแสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดและที่มาของ k a i s e k i

ราคาของ kaiseki

k a i s e k i จะมีราคาค่อนข้างแพง ในภัตตาคารที่มีชื่อเสียงราคาเริ่มต้นคือ 1 5 , 0 0 0 เยน จนถึง 4 0 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 6 , 0 0 0 บาท ถึง 1 5 , 0 0 0 ต่อคน ซึ่งไม่รวมเครื่องดื่มอีกต่างหาก ปกติ k a i s e k i มื้อเที่ยงจะมีราคาที่ถูกกว่าเริ่มตั้งแต่ 4 , 0 0 0 เยนจนถึง 8 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 1 , 5 0 0 บาท ถึง 3 , 0 0 0 บาท

ในเรียวกังนั้นส่วนใหญ่มักจะรวมอาหารที่เป็นแบบ k a i s e k i อยู่กับค่าห้องพัก ในบางที่นั้นจะให้บริการเฉพาะแขกเรียวกังเท่านั้น แต่ในหลาย ๆ ที่ก็รับแขกนอกเมืองได้ โดยปัจจุบันในเรียวกังหลาย ๆ แห่งได้กลา1ยเป็นภัตตาคารที่ขึ้นชื่อ

อาหารแบบ k a i s e k i เป็นรูปแบบอาหารที่สุดยอดของญี่ปุ่น มีทั้งความประณีตทั้งวิธีการเตรียมอาหารและการตกแต่ง ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การใส่ความรู้สึกถึงแต่ละฤดูกาลและมีกรรมวิธีการดึงรสชาติของวัตถุดิบต่าง ๆ ออกมา U F A B E T โดยหมายความว่าแต่ละเมนูนั้น ๆ จะใช้เฉพาะวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ทะเคโนะโขะ (หน่อไม้) ในฤดูใบไม้ผลิ , เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง , และคัตสึโอะ (ปลาโอ) เป็นต้น

ฮอกไกโด

ฮอกไกโด
ฮอกไกโด

ฮอกไกโด เดิมคือ เอโซะ เป็นชื่อจังหวัดและเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ฮอกไกโดเป็นเขตการปกครองที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ โดยมีฮอกไกเป็นศูนย์กลางของเกาะ และยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตก็คือ เมืองซัปโปโร

เป็นเขตที่มีผู้คนอาศัยอยูน้อย มีประชากรทั้งเกาะประมาณ 5 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายมาจากเกาะฮนซูราว ๆ 1 0 0 กว่าปีก่อน ที่เป็นแหล่งของซามูไรจากการแพ้สงครามจึงต้องหนีมาอยู่อาศัยที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกาะนี้มีชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มานานมากคือชาวไอนุ และในปัจจุบันชาวไอนุได้หลงเหลืออยู่น้อยมากที่ดำรงชีวิตเหมือนชาวญี่ปุ่นทั่วไป เกาะแห่งนี้มีอากาศที่หนาวเย็นมีหิมะอยู่ทั่วไปประมาณ 4 – 6 เดือน ช่วงฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิถึง -20 ถึง5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิ 15 – 30 องศาเซลเซียส ภูมิประเทศจะมีภูเขาเป้นส่วนใหญ่ ส่วนในบริเวณที่ราบลุ่มภูมิจะเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณเมืองซัปโปโร ซึ่งในสถานที่แห่งนี้จะมีอากาศอุ่นกว่าบริเวณอื่น ๆ ของเกาะ แต่อากาศก็ยังหนาวกว่าเมืองอื่น ๆ ในเกาะฮนชู

ประวัติศาสตร์ ฮอกไกโด

เป็นถิ่นฐานที่ตั้งที่อยู่ของชนพื้นเมืองหรือ ไอนุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชื่อสถานที่หลายแห่งบนเกาะแห่งนี้ เช่น เมืองซัปโปโรจะเป็นภาษาไอนุ แต่เดิมเคยมีชื่อว่าเอโซะจนได้สิ้นสุดยุคเมจิ ในช่วงสงครามโบชินในปี พ.ศ. 2 4 1 1 มีกองกำลังสนับสนุนของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะที่นำโดยเอโนโมโตะ ทาเกอากิ ประกาศว่าเป็นรัฐอิสระนามของสาธารณรัฐเอโซะ สุดท้ายจึงได้ล่มสลายลงเมื่อปี พ.ศ. 2 4 1 2 ซึ่งในภายหลังต้องแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสี่ส่วน

ภูมิอากาศของเกาะ

เกาะแห่งนี้ได้มีชื่อว่าเป็นดินแดนที่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่เย็นสบาย เกาะแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจากต่างถิ่นฐานในประเทศ แต่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะค่อนข้างหยาวเหน็บมีหิมะมากอยู่ราว ๆ ครึ่งปีกว่าในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน แม่อากาศอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2 2 °C แต่ในต้นเดือนมกราคมจะมีช่วงอุณหภูมิที่ต่ำอยู่มากประมาณ -12 °C ถึง -4 °C ซึ่งในฤดูหนาว ทะเลโอค็อตสค์ในทางตะวันตกของเกาะจะกลายเป็นน้ำแข็งและได้ทำให้การเดินทางทางทะเลแถบน้ำเป็นไปได้ยาก ซึ่งต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ในส่วนการประมงก็ต้องรอจนกว่าจะสิ้นช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นดินแดนหิมะในเมืองซัปโปโระจึงได้มีการจัดเทสกาลหิมะเป็นประจำทุกปีราวต้นเดือนกุมภาพันธ์

ที่เที่ยวยอดฮิต

  • ป้อมโงเรียวกาคุ (F o r t G o r y o k a k u) เมือง H a k o d a t e

ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ ที่เรียกกันว่าป้อมดาว 5 แฉก เพราะบริเวณป้อมหากได้มองจากมุมสูงจะมีลักษระคล้ายดาว ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีสุดท้ายยุคเอโดะเพื่อป้องกันการคุกคามในมหาอำนวจตะวันตก ใจกลางของป้อมเป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการบริหารเมืองในยุคโชกุน ในต่อมาเมื่อไม่ได้ใช้งานจึงได้มีการบูรณะและรับปรุงให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชมซากุระที่บานในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ป้อมโงเรียวกาคุ มีหอคอยที่สูง 9 0 เมตร สำหรับชมวิว โดยหอคอยจะถูกจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2 0 0 6 ส่วนในด้านล่างหอคอยจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและนิทรรศการ

  • จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (M o u n t H a k o d a t e) เมือง H a k o d a t e

จุดชมวิวแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อได้ขึ้นมายังภูเขาฮาโกดาเตะจะมีความสูงถึง 3 3 4 เมตร สามารถเห็นวิวได้โดยกว้างของชุมชนที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาและทะเลอย่าง หากมาชมช่วงกลางวัน แล้วมาชมกลางคืนซ้ำอีกครั้งก็สวยทั้งสองแบบ เพราะทั้งสองช่วงนี้จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

  • ริมคลองโอตารุ (O t a r u C a n a l A r e a) เมือง O t a r u

แต่เดิมในเมืองโอตารุจะเป็นท่าเรือเล็ก ๆ มีความคึกคักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งเมื่อมีการขนส่งเริ่มมีการพัฒนาและมีความที่ทันสมัยมากขึ้น แต่เมืองแห่งนี้ไดถูกลดความสำคัญลงเหลือแต่เพียงหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อเฮอร์ริ่ง ด้วยความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ทางการจึงได้เข้าไปปรับโฉมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงได้เปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าทะเลให้กลายเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์เพื่อที่ได้บอกเล่าความเป็นมาของที่แห่งนี้ ได้รวมถึงการติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปถึงคลองโอตารุ จึงมีความโรแมนติกมากขึ้น

  • ทุ่งดอกไม้ ฟูราโน่ (F u r a n o F l o w e r F i e l d) เมือง F u r a n o

ดอกลาเวนเดอร์นิยมปลูกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ จะมีอยู่ทั่วเมืองฟูราโน่ ซึ่งเป็นที่เที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาชมความงามของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานเต็มที่คือกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะคงบานอยู่ในกลางเดินสิงหาคม และยังมีดอกไม้อีกมากมายในฤดูอื่น

จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุด คือ ฟาร์มโทมิตะที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยเพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ ที่เปิดให้เข้าชมฟรีอย่างอิสระ และใกล้ทุ่งดอกไม้ก็ยังมีร้านกาแฟ และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากดอกลาเวนเดอร์ด้วย

  • ลานสกีฟูราโน่ (F u r a n o S k i A r e a), เมือง F u r a n o

นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาเล่นสกีในที่แห่งนี้ ufabet และนอกเหนือไปจากการการท่องเที่ยวและการทานอาหาร ลานสกีฟูราโน่ เคยเป็นลานสกีที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกมาก่อน มีทั้งบริเวณที่ทางลาดชันไม่มากสำหรับผู้เล่นใหม่และทางลาดชันที่สูงสำหรับคนเก่งหรือมือโปรอีกด้วย ละมีทั้งการทำกิจกรรมกับหิมะคือ การนั่งรถที่มีสุนัขลากเลื่อนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เกาะแห่งนี้มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากส่วนที่อื่น ๆ จึงนิยมมาตากอากาศหรือย้ายมาอาศัยและทำงานเป็นจำนวนมาก

วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ
วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ (T o d a i j i)เป็นวัดพุทธของเมือนาราประเทศญี่ปุ่น ศาลาหลวงพ่อโต หรือ ไดบุตสึ ได้รับการบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึขนาดใหญ่ที่เป็นพระปฏิมาแทนองค์พระไวโรจนพุทธเจ้า ทั้งนี้สถานที่ก็เป็นศูนย์กลางของโรงเรียนศาสนาอีกด้วย วัดแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและสถานที่สำคัญอื่น ๆ ในเมืองนารา

ประวัติ วัดโทไดจิ

เมื่อในสมัยเทมเปียว ได้มีผู้ประสบภัยจากภัยจากโรคระบาดและธรรมชาติเป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี พ.ศ. 1 2 8 6 ได้มีจักรพรรดิโชมุ ประกาศว่า ‘ประชาชนควรที่จะร่วมสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องจากภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งนี้ได้มีความเชื่อว่าพระพุทธรูปจะช่วยคุ้มครองประชาชนตามแบบบันทึกที่เก็บรักษาไว้ในวัด Todaiji กล่าวว่ามีคนได้เข้ามาช่วยสร้างพระพุทธรูปและหอที่ประดิษฐานจำนวนคนที่มากกว่า 2,600,000 คน ซึ่งในการสร้างพระพุทธรูปได้เริ่มต้นจากเมืองชิงารากิแต่หลังที่เกิดเพลิงไหม้และแผ่นดินไหวนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมากจึงได้ย้ายสถานที่สร้างมายังเมืองนาระ เมื่อปี พ.ศ. 1 2 8 8 และได้สร้างวัดเสร็จสมบูรณืเมื่อปี พ.ศ. 1 2 9 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 1 2 9 5 จึงมีการจัดพิธีเพื่อการฉลองพระพุทธรูปองค์ใหม่ จึงได้มีพระภิกษุจากอินเดียที่ชื่อว่า พระโพธิเสนะเป็นพระผู้ประกอบพิธีขึ้น ซึ่งในตามประวัติการบันทึกนั้นมีผู้มาร่วมพิธีราว 10,000 คน และต่อมานั้นได้มีจักรพรรดิโชมุประกาศให้วัดแห่งนี้เป็นวัดประจำจังหวัดยามาโตะ

การสร้างขึ้นใหม่สมัยนารา

หลวงพ่อโต (ไดบุตสึ) ได้มีการสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งจากเหตุผลต่าง ๆ รวมทั้งการเกิดความเสียหายที่มีสาเหตุการเกิดมาจากแผ่นดินไหวถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งโดยเหตุผลต่าง ๆ กัน โดยได้มีการบูรณะสร้างขึ้นใหม่เป็นจำนวน 2 ครั้งที่เกิดจากเพลิงไหม้  ซึ่งพระหัตถ์ทั้งสองข้างนั้นถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยโมโมยามะในพ.ศ. 2 1 1 1 – 2 1 5 8 พระเศียรถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยเอโดะเมื่อ พ.ศ. 2 1 5 8 – 2 4 1 0 และหอที่ประดิษฐานในปัจจุบันได้มีการบูรณะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2 2 5 2 และมีขนาดเล็กกว่าอาคารเก่าราว 30% วัดเดิมภายในบริเวณวัดจะมีเจดีย์สูงราว 1 0 0 เมตร จึงจัดได้ว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในยุคหลังจากการสร้างพีระมิด และได้พังทลายลงเหตุเกิดจากแผ่นดินไหวนั่นเอง

วัดแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 7 5 2 ช่วงยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัดทั้งหมดในประเทศ ที่โด่งดังและเต็มไปด้วยอิทธิพลในยุคนั้น เพื่อที่จะลดบทบาทและอิทธิพลของวัดจึงได้มีการย้ายจากนาราไปยังนากาโอกะเมื่อปี ค.ศ. 7 8 4 นั่นเอง ทั้งยังมีอีกส่วนที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมอีกอย่างก็คือ ufa877 เสาร์ไม้ยักษ์ ซึ่งมีฐานขนาดรอบเสามีขนาดเท่ากับรูจมูกของหลวงพ่อโต ด้านล่างของเสาจะเป็นช่องขนาดไม่ใหญ่มากจึงได้มีความเชื่อที่ว่า ‘หากใครที่สามารถรอดผ่านช่องนี้ไปได้สามารถตรัสรู้ได้ในชาติหน้า’ ส่วนด้านตรงประตูทางเข้านั้นจะมีบานไม้ขนาดใหญ่ ที่มองเข้าไปจะเห็นรูปปั้นเฝ้าอยู่ทั้งสองประตูจึงเป็นจุดที่ชื่นชอบสำหรับสาว ๆ เลยทีเดียวเพราะจะเจอเจ้ากวางน้อยใหญ่ที่เดินไปมา และสามารถให้อาหารกวางเหล่านั้นด้วยขนมแซมเบ้ที่ได้ทำมาสำหรับกวางโดยเฉพาะ ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยากในหลาย ๆ ร้านในระแวกนั้นจะมีขนมสำหรับเจ้ากวางน้อยอยู่มากมาย ราคาห่อละ 1 5 0 เยน

ข้อมูลทั่วไปของพระพุทธรูป

พระไวโรจนพุทธะ

  • ความสูงทั้งองค์ : 14.98 เมตร
  • ความสูงของพระพักตร์ : 5.33 เมตร
  • ความยาวของพระเนตร : 1.02 เมตร
  • ความกว้างของพระนาสิก : 0.5 เมตร
  • ความยาวของพระกรรณ : 2.54 เมตร
  • น้ำหนักรวม : 500 ตัน

การเข้าชม

ค่าเข้าชม : 500 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 16:30 น. เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

         08:00 – 17:00 น. เดือนมีนาคม

         07:30 – 17:30 น. เดือนเมษายน – กันยายน

         07:30 – 17:00 น. เดือนตุลาคม

         07:30 – 17:30 น. เดือนเมษายน – กันยายน

         07:30 – 17:00 น. เดือนตุลาคม

วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง

  • เดิน 3 0 นาที จาก K i n t e t s u N a r a S t a t i o n
  • เดิน 4 5 นาที จาก J R N a r a S t a t i o n
  • เดิน 5-1 0 นาที จาก T o d a i j i D a i b u t s u d e n B u s Stop

สถานที่วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่วัดดังของนาราเท่านั้น บอกได้เลยว่าวัดนี้เป็นชื่อเสียงมีความโด่งดังระดับประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว นับเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก จุดที่มาแล้วพลาดไม่ได้นั้นก็คืออาคารหลักของวัดแห่งนี้ ซึ่งอาคารไม้หลังนี้ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว ยังมีสิ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือการเป็นที่เคารพสำหรับชาวญี่ปุ่นคือ หลวงพ่อโตหรือไดบุตสึ ที่ได้มีการประดิษฐานด้านในอาคารหลักเรียกได้ว่ามีขนาดที่ใหญ่มากที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทญี่ปุ่น H i m e j i ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ สถานที่นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่รอดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2 5 3 8 สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2 5 3 6 จึงถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจาก 1 ใน 3  โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากในญี่ปุ่น คนเมืองชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทโดยรอบภายนอกที่มีสีขาวสว่าง ต่อมาในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและได้เป็นมรดกโลก

สถาปัตยกรรม ปราสาทฮิเมจิ

สถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ครบตามรูปแบบของปราสาทญี่ปุ่น คือมีฐานหินสูง กำแพงสีขาว และในอาคารต่าง ๆ บริเวณปราสาทซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และในส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันคือ ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทที่หลัก ๆ คือทางเดินเข้าสู่อาคารที่มีความสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่มีทั้งประตูหลากหลายด้านและกำแพงต่าง ๆ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างดีเพื่อการป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ทางเดินมีจะมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ในอาคารหลัก ในระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ในระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงเส้นทางนั้นก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้สะดวก ถึงแม้ปราสาทฮิเมจิยังไม่เคยถูกโจมตี และระบบการป้องกันต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยถูกใช้งานด้วยเช่นกัน

ประวัติ

ในปี ค.ศ. 1 3 4 6 ได้มีคนชื่อ อากามัตสึ ซาดาโนริ วางแผนจะสร้างปราสาทขึ้นจากเชิงเขาฮิเมจิซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้เริ่มสร้างวัดโชเมียว และหลังจากอากามัตสึได้เสียชีวิตลง ในสงครามคากิตสึ ตระกูลยามานะก็ได้เข้าไปครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึจึงได้ยึดปราสาทกลับมาอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1 5 8 0 ต่อมา โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้ได้เข้ามาปกครองปราสาท จึงมีการสร้างหออาคารหลัก ๆ สูง 3 ชั้น ดำเนินการจัดตั้งโดย คูโรดะ โยชิตากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮารา เมื่อปี ค.ศ. 1 6 0 1 โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกปราสาทฮิเมจิให้แก่อิเกดะ เทรูมาซุ อิเกดะที่ให้ได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทขึ้นเพิ่มเติมเป็นเวลาทั้งหมด 8 ปี จนปราสาทได้เป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน ส่วนที่ต่อเติมในส่วนสุดท้ายก็คือ วงเวียนด้านตะวันตก ได้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1 6 1 8

ต่อมาเมื่อสิ้นสุดในยุคเอโดะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายชิ้นหนึ่งของไดเมียวโทซามะ ในตอนนั้นปราสาทถูกปกครองจากทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ในปี ค.ศ. 1 8 6 8 รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเกดะ เทรูมาซะ และได้เข้าบุกปราสาท ขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมจิได้ถูกทิ้งระเบิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1 9 4 5 เมื่อสุดสงครามโลกครั้งที่สองหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ได้ถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทก็ยังคงตั้งอยู่ได้และแทบไม่สียหายอีกด้วย

ตำนาน

จากบ่อน้ำที่ได้สิงสถิตของวิญญาณโอกิกุ

ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่คนหมู่มากเป็นที่รู้จักกันดี มีตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ขึ้นชื่อ ผีนับจาน หรือซารายาชิกิ เป็นเรื่องราวของโอกิกุ ผู้เป็นสาวใช้ของซามูไรคนหนึ่งที่ได้ทำจานอันล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก และได้ถูกลงโทษโยนร่างลงในบ่อน้ำ ในช่วงค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำมีเสียงนับจานแต่ละใบช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีในปัจจุบัน หากแม้ตำนานยังมีการเล่าขานมายาวนานแต่อาจจะมีในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

มรดกโลก

ปราสาทที่เก่าแก่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยสามัญครั้งที่ 1 7 ในปี พ.ศ. 2 5 3 6 เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ

  • เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์

 การเข้าชม

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 1 8 ปีขึ้นไป ราคา 1 0 0 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 0 0 เยน

                 กลุ่ม 3 0 คนขึ้นไป 8 0 0 เยน

ปราสาท H i m e j i · K e i k o e n

   ผู้ใหญ่อายุ1 8 ปี ขึ้นไป ราคา 1 0 4 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 6 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 0 9 : 0 0 – 1 7 : 0 0 น. (ปลายเดือนเมษายน – สิงหาคม : 0 9 : 0 0 – 1 8 : 0 0 น. )

วันปิดทำการ : ปิดวันที่ 2 9 – 3 0 ธันวาคม

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมการสร้างแบบดั้งเดิมที่เป็นมาหลายร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีความประทับใจอย่างมาก ทั้งสวนที่มีต้นซากุระมากมาย และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดนิยมอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือF u j i M o u n t a i n เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึง 3,776 เมตร ราว ๆ 12,388 ฟุต ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะ และยะมะนะชิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว พื้นที่โดยรอบ ๆ จะมีทะเลสาบฟูจิทั้งห้า อุทยานแห่งชาติฟุจิ ฮะโกะเนะ อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ หากในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งมีอากาศที่ดีจะสามารถมอง ได้จากในเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันภูเขา f u j i อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ และระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 ในยุคเอะโดะ

ภูเขาไฟ f u j i สามารถเรียกได้อีกชื่อในชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ ฟูจิซัง ในอดีตในหนังสือจะเรียกได้อีกชื่อว่า ฟูจิยะมะ

ประวัติ ภูเขาไฟฟูจิ

ได้มีผู้ปีน f u j i ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1206 คนที่ปีนเชื่อว่าเป็นนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงนั้นจนถึงในยุคเมจิ f u j i ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และห้ามผู้หญิงขึ้นไป แต่ในปัจจุบัน f u j i นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ แทงบอลออนไลน์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว จะเห็นได้ง่าย ๆ จากงานเขียนหรือภาพวาดทั่ว ๆไปโดยเฉพาะภาพวาดของ “โฮะกุไซ” เห็นได้ในวรรณกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เมื่อในอดีต f u j i จะเป็นที่ฝึกฝนของฐานทัพของซามูไร ต่อมาในปัจจุบันฐานทัพของกองทหารญี่ปุ่นได้ไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาไฟ f u j i

F u j i มีรูปแบบและมีกิจกรรมที่ยาวนานและการเป็นแรงบันดาลใจจึงกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนให้เชื่อถือนับถือในศาสนาชินโต โดยการรวมพุทธศาสนาและธรรมชาติเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น f u j i ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะส่งผลที่ดีเป็นอย่างมากในการผลิตภาพเขียนทำให้มีลักษณะในทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แทงบอลออนไลน์ ทั้งนี้ภูเขาไฟที่สวยงามนี้ได้มีความสูงราว ๆ 3,776 เมตร และตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างสมมาตรและมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาตลอดทั้งปี จึงทำให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวมาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มรดกของโลก

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ได้มีการประชุม ที่กรุงพนมเปญในประเทศกัมพูชา ซึ่งองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ f u j i เป็นมรดกของโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ภายใต้ชื่อ ฟูจิซัง เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจทางศิลปะ จึงทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก แทงบอลออนไลน์ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สถานที่การชมวิว f u j i

หากคุณสนใจเยี่ยมชม f u j i คุณสามารถชื่นชมความสวยงามในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้จากหลายสถานที่ในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ซึ่งเราจะนำจุดชมวิวที่น่าสนใจมาแนะนำก็คือ

  1. อุบุยากาซากิ

ในอุบุยากาซากิ สามารถเห็น f u j i ได้อย่างงดงามและยังสามารถมองผ่านดอกซากุระได้จากทางด้านเหนือของสะพาน คาวางุจิโกะ-โอฮะชิ ที่ทอดผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ

  • สวนสาธารณะโออิชิ

ในจุดชมวิวข้ามผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ ในสถานที่แห่งนี้ขอแนะนำในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เพราะผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งในช่วงนั้น ๆ

  • เส้นทางเดินเล่นริมทะเลสาบคาวางุจิโกะทางทิศเหนือ

หากคุณได้ชม f u j i แล้ว คุณก็สามารถเดินเล่นเพลิดเพลินชมวิวริมทะเลสาบคาวางุจิโกะไปพร้อมกับการชื่นชมทัศนียภาพของภูเขาฟูจิ

  • ไซโกะอิยาชิโนะซาโตเน็มบะ

ในสถานที่แห่งนี้จะมีบ้านเรือนมีอยู่อาศัยที่มุงหลังคาด้วยฟางอยู่ถึง 40 หลังเรียงกันอยู่ และสถานที่นี้ก็มีชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อน จนได้เกิดพายุเมื่อปีค.ศ.1966 ที่ได้สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงแก่บ้านเมืองในตอนนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันจึงมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมแล้ว

  • มิซุโทเกะหรือสันเขามิซุ

สันเขานี้จะสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ในระยะใกล้ ซึ่งสันเขานี้ก็มีเส้นทางสำหรับการเดินป่าในหลากหลายเส้นทางอีกด้วย

  • ทะเลสาบโชจิโกะตะเตะโง-ฮะมะ

สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลังของภูเขาโอมุโระ

  • ภูเขาริวงะตะเกะ

จุดชมวิวภูเขาริวงะตะเกะจะมองเห็น ภูเขาฟูจิที่ประดุจดังเพชร ในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ขณะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหนือยอดภูเขาฟูจิจะเห็นแสงเหมือนเพชรที่ส่องอยู่บนยอดเขา