ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทญี่ปุ่น H i m e j i ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ สถานที่นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่รอดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2 5 3 8 สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2 5 3 6 จึงถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจาก 1 ใน 3  โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากในญี่ปุ่น คนเมืองชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทโดยรอบภายนอกที่มีสีขาวสว่าง ต่อมาในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและได้เป็นมรดกโลก

สถาปัตยกรรม ปราสาทฮิเมจิ

สถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ครบตามรูปแบบของปราสาทญี่ปุ่น คือมีฐานหินสูง กำแพงสีขาว และในอาคารต่าง ๆ บริเวณปราสาทซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และในส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันคือ ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทที่หลัก ๆ คือทางเดินเข้าสู่อาคารที่มีความสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่มีทั้งประตูหลากหลายด้านและกำแพงต่าง ๆ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างดีเพื่อการป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ทางเดินมีจะมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ในอาคารหลัก ในระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ในระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงเส้นทางนั้นก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้สะดวก ถึงแม้ปราสาทฮิเมจิยังไม่เคยถูกโจมตี และระบบการป้องกันต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยถูกใช้งานด้วยเช่นกัน

ประวัติ

ในปี ค.ศ. 1 3 4 6 ได้มีคนชื่อ อากามัตสึ ซาดาโนริ วางแผนจะสร้างปราสาทขึ้นจากเชิงเขาฮิเมจิซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้เริ่มสร้างวัดโชเมียว และหลังจากอากามัตสึได้เสียชีวิตลง ในสงครามคากิตสึ ตระกูลยามานะก็ได้เข้าไปครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึจึงได้ยึดปราสาทกลับมาอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1 5 8 0 ต่อมา โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้ได้เข้ามาปกครองปราสาท จึงมีการสร้างหออาคารหลัก ๆ สูง 3 ชั้น ดำเนินการจัดตั้งโดย คูโรดะ โยชิตากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮารา เมื่อปี ค.ศ. 1 6 0 1 โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกปราสาทฮิเมจิให้แก่อิเกดะ เทรูมาซุ อิเกดะที่ให้ได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทขึ้นเพิ่มเติมเป็นเวลาทั้งหมด 8 ปี จนปราสาทได้เป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน ส่วนที่ต่อเติมในส่วนสุดท้ายก็คือ วงเวียนด้านตะวันตก ได้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1 6 1 8

ต่อมาเมื่อสิ้นสุดในยุคเอโดะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายชิ้นหนึ่งของไดเมียวโทซามะ ในตอนนั้นปราสาทถูกปกครองจากทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ในปี ค.ศ. 1 8 6 8 รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเกดะ เทรูมาซะ และได้เข้าบุกปราสาท ขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมจิได้ถูกทิ้งระเบิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1 9 4 5 เมื่อสุดสงครามโลกครั้งที่สองหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ได้ถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทก็ยังคงตั้งอยู่ได้และแทบไม่สียหายอีกด้วย

ตำนาน

จากบ่อน้ำที่ได้สิงสถิตของวิญญาณโอกิกุ

ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่คนหมู่มากเป็นที่รู้จักกันดี มีตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ขึ้นชื่อ ผีนับจาน หรือซารายาชิกิ เป็นเรื่องราวของโอกิกุ ผู้เป็นสาวใช้ของซามูไรคนหนึ่งที่ได้ทำจานอันล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก และได้ถูกลงโทษโยนร่างลงในบ่อน้ำ ในช่วงค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำมีเสียงนับจานแต่ละใบช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีในปัจจุบัน หากแม้ตำนานยังมีการเล่าขานมายาวนานแต่อาจจะมีในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

มรดกโลก

ปราสาทที่เก่าแก่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยสามัญครั้งที่ 1 7 ในปี พ.ศ. 2 5 3 6 เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ

  • เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์

 การเข้าชม

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 1 8 ปีขึ้นไป ราคา 1 0 0 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 0 0 เยน

                 กลุ่ม 3 0 คนขึ้นไป 8 0 0 เยน

ปราสาท H i m e j i · K e i k o e n

   ผู้ใหญ่อายุ1 8 ปี ขึ้นไป ราคา 1 0 4 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 6 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 0 9 : 0 0 – 1 7 : 0 0 น. (ปลายเดือนเมษายน – สิงหาคม : 0 9 : 0 0 – 1 8 : 0 0 น. )

วันปิดทำการ : ปิดวันที่ 2 9 – 3 0 ธันวาคม

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมการสร้างแบบดั้งเดิมที่เป็นมาหลายร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีความประทับใจอย่างมาก ทั้งสวนที่มีต้นซากุระมากมาย และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดนิยมอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือF u j i M o u n t a i n เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึง 3,776 เมตร ราว ๆ 12,388 ฟุต ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะ และยะมะนะชิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว พื้นที่โดยรอบ ๆ จะมีทะเลสาบฟูจิทั้งห้า อุทยานแห่งชาติฟุจิ ฮะโกะเนะ อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ หากในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งมีอากาศที่ดีจะสามารถมอง ได้จากในเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันภูเขา f u j i อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ และระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 ในยุคเอะโดะ

ภูเขาไฟ f u j i สามารถเรียกได้อีกชื่อในชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ ฟูจิซัง ในอดีตในหนังสือจะเรียกได้อีกชื่อว่า ฟูจิยะมะ

ประวัติ ภูเขาไฟฟูจิ

ได้มีผู้ปีน f u j i ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1206 คนที่ปีนเชื่อว่าเป็นนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงนั้นจนถึงในยุคเมจิ f u j i ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และห้ามผู้หญิงขึ้นไป แต่ในปัจจุบัน f u j i นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ แทงบอลออนไลน์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว จะเห็นได้ง่าย ๆ จากงานเขียนหรือภาพวาดทั่ว ๆไปโดยเฉพาะภาพวาดของ “โฮะกุไซ” เห็นได้ในวรรณกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เมื่อในอดีต f u j i จะเป็นที่ฝึกฝนของฐานทัพของซามูไร ต่อมาในปัจจุบันฐานทัพของกองทหารญี่ปุ่นได้ไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาไฟ f u j i

F u j i มีรูปแบบและมีกิจกรรมที่ยาวนานและการเป็นแรงบันดาลใจจึงกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนให้เชื่อถือนับถือในศาสนาชินโต โดยการรวมพุทธศาสนาและธรรมชาติเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น f u j i ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะส่งผลที่ดีเป็นอย่างมากในการผลิตภาพเขียนทำให้มีลักษณะในทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แทงบอลออนไลน์ ทั้งนี้ภูเขาไฟที่สวยงามนี้ได้มีความสูงราว ๆ 3,776 เมตร และตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างสมมาตรและมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาตลอดทั้งปี จึงทำให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวมาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มรดกของโลก

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ได้มีการประชุม ที่กรุงพนมเปญในประเทศกัมพูชา ซึ่งองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ f u j i เป็นมรดกของโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ภายใต้ชื่อ ฟูจิซัง เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจทางศิลปะ จึงทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก แทงบอลออนไลน์ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สถานที่การชมวิว f u j i

หากคุณสนใจเยี่ยมชม f u j i คุณสามารถชื่นชมความสวยงามในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้จากหลายสถานที่ในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ซึ่งเราจะนำจุดชมวิวที่น่าสนใจมาแนะนำก็คือ

  1. อุบุยากาซากิ

ในอุบุยากาซากิ สามารถเห็น f u j i ได้อย่างงดงามและยังสามารถมองผ่านดอกซากุระได้จากทางด้านเหนือของสะพาน คาวางุจิโกะ-โอฮะชิ ที่ทอดผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ

  • สวนสาธารณะโออิชิ

ในจุดชมวิวข้ามผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ ในสถานที่แห่งนี้ขอแนะนำในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เพราะผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งในช่วงนั้น ๆ

  • เส้นทางเดินเล่นริมทะเลสาบคาวางุจิโกะทางทิศเหนือ

หากคุณได้ชม f u j i แล้ว คุณก็สามารถเดินเล่นเพลิดเพลินชมวิวริมทะเลสาบคาวางุจิโกะไปพร้อมกับการชื่นชมทัศนียภาพของภูเขาฟูจิ

  • ไซโกะอิยาชิโนะซาโตเน็มบะ

ในสถานที่แห่งนี้จะมีบ้านเรือนมีอยู่อาศัยที่มุงหลังคาด้วยฟางอยู่ถึง 40 หลังเรียงกันอยู่ และสถานที่นี้ก็มีชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อน จนได้เกิดพายุเมื่อปีค.ศ.1966 ที่ได้สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงแก่บ้านเมืองในตอนนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันจึงมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมแล้ว

  • มิซุโทเกะหรือสันเขามิซุ

สันเขานี้จะสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ในระยะใกล้ ซึ่งสันเขานี้ก็มีเส้นทางสำหรับการเดินป่าในหลากหลายเส้นทางอีกด้วย

  • ทะเลสาบโชจิโกะตะเตะโง-ฮะมะ

สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลังของภูเขาโอมุโระ

  • ภูเขาริวงะตะเกะ

จุดชมวิวภูเขาริวงะตะเกะจะมองเห็น ภูเขาฟูจิที่ประดุจดังเพชร ในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ขณะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหนือยอดภูเขาฟูจิจะเห็นแสงเหมือนเพชรที่ส่องอยู่บนยอดเขา

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ อยู่ที่จังหวัดกิฟุ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีความพิเศษ และยังเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านมรดกโลกจากองค์การ U N E S C O เมื่อปี ค.ศ. 1995 จากทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ชื่นชมบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุที่เก่าแก่นับร้อยปี บ้านในแต่ละหลังจะกระจายตัวขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะอีกด้วย หากใครสนใจศึกษาเนื้อหาบทความที่น่าสนใจมาถูกทางแล้ว เพราะเราจะพาไปรู้จักกับสถานที่นี้รับรองว่าคุณจะประทับใจและอดยิ้มกับเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

ประวัติความเป็นมาของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

นักโบราณคดีได้ศึกษาและค้นพบร่องรอยของการใช้ชีวิตในพื้นที่ของหมู่บ้านโบราณ สถานที่นี้มีมานับตั้งแต่สมัย 2,300 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจากการขุดพบ และพบเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงบ่งบอกถึงการตั้งรากฐานของผู้คนในอดีตโดยชื่อ “ชิราคาวาโกะ” ซึ่งปรากฏอย่างเป็นทางการในครั้งแรกของการบันทึก ขุนนางกรุงเกียวโต ตั้งแต่อดีตในปี ค.ศ. 1176 และต่อจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างกว้างขวางมาเรื่อย ๆ

ในสภาพภูมิประเทศที่ล้อมด้วยหุบเขา และเข้าถึงได้ยากจากภายนอกทำให้บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้เสมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่แสวงบุญของเหล่าพระภิกษุ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มนิกายเทนได ในศาสนาพุทธมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทั้งนี้จึงสอดคล้องกับรูปทรงของบ้านเรือนแบบหลังคาทรงสูงที่มีชื่อจึงเรียกได้ว่า “G a s s h o – z u k u r i” ที่แปลว่า “การพนมมือ” โดยหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ในปัจจุบันนั้นมีการเริ่มสร้างขึ้นในราว ๆ ปี ค.ศ. 1700-1800 ที่อยู่ในยุคเอโดะ โดยสถานที่นี้เป็นหมู่บ้านที่ผลิตสินค้าที่หลัก ๆ ก็คือไหมและดินปืน

Shirakawa-go และ Gassho-zukuri

เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งชิราคาวาโกะซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri Gassho-zukuri ที่เป็นรูปแบบการสร้างบ้านในแบบของญี่ปุ่น โดยมีการเอาไม้มาจัดวางโครงสร้างคล้ายการพนมมือและมีหลังคาที่เป็นแพลาดยาวลงมา Gassho-zukuri จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามากซึ่งจะสามารถพบเห็นเฉพาะใน Shirakawa-go และ Gassho-zukuri เท่านั้น

เมื่อปีค.ศ. 1995 Gassho-zukuri ของชิราคาโกะและ Gokayama รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากUNESCO’s world cultural heritage site ในหมู่บ้านชิราคาโกะเป็นหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri มากที่สุดถึง 152 หลังจาก 3 หมู่บ้านที่ถูกเลือกและ Gassho-zukuri ยังคงมีผู้อยู่อาศัยจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ยังมี วัด โรงนา ศาลเจ้า ทางน้ำ จึงเป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ การได้ชมทิวทัศน์ของบ้านกับธรรมชาติที่สดชื่นทำให้ได้ความรู้สึกที่ดีและปรอดโปร่งเหมือนการมองอาณาเขตที่สวยงาม บางตึกมีการเปิดให้เขาชม เช่น พิพิธพัฒน์ Former Toyama Family Folklore และ M y o z e n j i และนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม Shirakawa-go และชมด้านใน Gassho-zukuri ได้เช่นกัน

การเดินทาง

สามารถเดินทางไป 2 วิธี คือ เดินทางโดยรถบัสสาธารณะ และขับรถเช่าไปด้วยตัวเอง หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถจึงสามารถใช้บริการรถบัสทางบริษัท Nohi Bus ให้บริการจาก 3 เมืองใกล้เคียงก็คือเมือง T a k a y a m a, K a n a z a w a และ T o y a m a

เส้นทางที่ยอดนิยม คือการเดินทางด้วยรถบัสหรือรถไฟจากเมืองโตเกียว เมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น เดินทางมายังเมืองทาคายาม่า ต่อจากนั้นขึ้นรถบัสไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะ โดยใช้ระยะเวลาในเดินทางราว ๆ 50 นาที ซึ่งมีค่าโดยสารเที่ยวละ 2,470 เยน

การเดินทาง

  • เดินทางโดยรสบัส ป้ายรถที่ใกล้ที่สุดคือ S h i r a k a w a – g o โดนรถ Nohi Bus หรือ Hokuriku Tetsudo Bus ที่ออกจากสถานี T a k a y a m a ของ JR Takayama line
  • เดินทางโดยรถยนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับ Shirakawa-go IC บนเส้นทางด่วน Tokai Hokuriku Expressway
  • สถานที่ที่จอดรถ ที่จอดรถสวนสาธารณะ S e s e r a g i เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ราคา 500 เยน

เวลาในการเปิด-ปิด

หมู่บ้านแห้งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง จึงมีการเปิดทำการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หากนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะจะต้องตรวจสอบระยะเวลาให้บริการของรถบัสทุกๆครั้ง

ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ที่งดงามแห่งนี้

จุดท่องเที่ยวสำคัญบริเวณหมู่บ้านโบราณ

จุดเยี่ยมชมสถานที่หลัก ๆ ในบริเวณนี้ก็คือ “จุดชมวิวชิโรยาม่า” S h i r o y a m a V i e w p o i n t ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่บนเนินเขาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้จากจุดชมวิวนี้ สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือใช้บริการรถบัสรับส่งหน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน

แทงบอลออนไลน์

สิ่งที่ต้องระวัง

เนื่องจากบ้าน G a s s h o – z u k u r i มีการมุงหลังคาด้วยจากจึงทำให้ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นในหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีข้อห้ามในการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่ในหมู่บ้าน เนื่องจากยังมีคนอาศัยอยู่จึงห้ามเข้าไปในพื้นที่บ้าน สวน หรือทุ่งนาหากไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งในหมู่บ้านจะไม่มีรั้วหรือสิ่งบ่งบอกอาณาเขต ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องมีความระมัดระวังในการเยี่ยมชมอย่างมาก

พื้นที่ของหมู่บ้านโบราณมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะควรตรวจสอบตารางการให้บริการ รวมถึงต้องเผื่อเวลาในการเที่ยวชมในหมู่บ้านให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดเที่ยวรถในการเดินทางกลับ ทั้งนี้ในหมู่บ้านโบราณก็ยังมีการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบตารางเทศกาลของหมู่บ้านได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป

พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล
พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)เป็นสถานที่ที่อยู่ในใจกลางของมหานครที่ทันสมัยโตเกียวก็มีโบราณสถานที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโตเกียวอีกด้วย หากได้พูดถึงพระราชวัง โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในสถานที่นี้กันเลยทีเดียวเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สถานที่ พระราชวังอิมพีเรียล

ยังเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล แต่เดิมที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่พำนักของ “โชกุนโตกุกาวะ” Tokugawa Shogunate มาก่อน และหลังจากระบบโชกุนได้ล่มสลาย ราชวงศ์อิมพีเรียลก็ได้ย้ายที่ประทับจากเมืองเกียวโตมายังโตเกียว และได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้จนแล้วเสร็จสิ้น เมื่อปี ค.ศ.1888

โดยปกติแล้วสถานที่นี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมในวันอื่น ๆ แต่จะมีช่วงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ คือในวันที่ 2 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ และในวันที่ 23 ธันวาคม ที่เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่พระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

จุดยอดนิยมของพระราชวัง

Nijubashi สะพานนิจูบาชิ สะพานเหล็กโค้งคู่เชื่อมระหว่างเขตพระราชวังกับสะพานหิน คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่า ‘เมกะเนบาชิ’ ที่แปลว่าสะพานแว่นตาที่เกิดมาจากภาพสะท้อนของสะพานกับบ่อน้ำจนดูเหมือนกับแว่นตานั่นเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ที่สามารถมองเห็นเป็นแว่นตาคือ วันที่ฟ้าปลอดโปร่ง และมีแดด

Imperial Palace East Garden สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังเอโดะ ในอดีตเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น gavgavka ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะ เมื่อปี ค.ศ.1657 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงและเหลือแต่รากฐานให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อ ๆ กันไป ในรอบๆของปราสาทเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีการดูแลเป็นอย่างดี และเปิดให้ผู้คนเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี เวลาเปิด/ปิดอยู่ในช่วง 9.00-16.30 น. ปิดวันจันทร์ วันศุกร์และวันหยุดตามประกาศสำนักพระราชวัง

นอกจากสองสถานที่ท่องเที่ยวในพระราชวังแห่งนี้ ในส่วนรอบๆของวังก็ยังมีสวนสาธารณะ ที่ร่มรื่น มีคูน้ำและกำแพงหินที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige ซามูไรและขุนนางคนสำคัญในยุคคามาคุระในศตวรรษที่ 14 ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ตั้งอยู่อีกเช่นกัน

ข้อมูลที่ควรรู้

ในวันที่ 2 มีนาคม 1657 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะหรือโตเกียว ได้ฆ่าชีวิตผู้คนนับแสนราย มีบ้านเรือนพังเสียหายเกือบทั้งเมือง โดยมีเหตุเกิดมาจากต้นเพลิงที่พระรูปหนึ่งได้ทำการเผาเสื้อกิโมโนของเด็กสาว 3 คนเพื่อเป็นของส่งวิญญาณ ขณะเริ่มเผาได้มีลมกรรโชกอย่างแรงจนทำให้โบสถ์ของวัดฮงเมียวจิติดไฟ และได้ลามไปทั่วเมืองจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงรองลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่กรุงลอนดอน และไฟไหม้ใหญ่กรุงโรม โดยไฟไหม้ในครั้งนี้ถูกเรียกว่า มหาอัคคีภัยเมเรกิ หรือ The Great Fire of Meireki

การเดินทาง

เดินตรงจากสถานีรถไฟโตเกียว ทางออก Marunouchi Central Exit ประมาณ 10 นาที

Tokyo Metro Hibiya Line ลงสถานี Hibiya [H7] ทางออก B6

Tokyo Metro Chiyoda Line ลงสถานี Nijubashimae ทางออก 2

Toei Subway Mita Line ลงสถานี Hibiya [I08] ทางออก B6

วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ
วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ วันลงทะเลขอพรของโอกินาวา มีในทุกวันที่ 3 เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติซึ่งเป็นวันที่น้ำทะเลลดลงมากที่สุดในรอบปี เราจะเห็นผู้คนมากมายโดยเฉพาะผู้หญิงที่ลงไปยังชายหาดและกวักน้ำทะเลขึ้นมาทำพิธีชำระสิ่งอัปมงคลออกไป ในประเพณี“hamauri”ของจังหวัดโอกินาวาและในโอกาสในวันที่ 7 เมษายน ปี 2019 จะตรงกับวันhamauriหากสนใจเรามาทำความรู้จักประเพณีที่มีมาช้านานกันเลย

วันฮามะอุริ ประเพณี

หากพูดถึงความเป็นมาของhamauriจะต้องพูดถึงนิทานเรื่องลูกเขยงู เป็นนิทานพื้นบ้านที่พบได้แพร่หลายบนทุกเกาะของจังหวัดโอกินาวา เรื่องนี้มีอยู่ว่าในอดีตจะมีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่งดงามและขยันมากในหมู่บ้าน ในวันหนึ่งเธอได้ตั้งท้องขึ้นมาอย่างปริศนา พ่อแม่ที่รู้เรื่องก็โกรธเธอเอามากและได้คาดคั้นถามว่าพ่อของเด็กเป็นใคร จนหญิงสาวได้รับสารภาพว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้มีชายหนุ่มแต่งกายแบบชนชั้นสูงคนหนึ่งมาพบเธอและตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็แอบไปพบกันทุกคืน จากนั้นแม่นมของหญิงสาวรู้สึกสงสัยกับเรื่องดังกล่าวและได้พาเธอไปหาแม่หมอของหมู่บ้าน ซึ่งแม่หมอได้ทักว่าชายหนุ่มที่ว่านั่นไม่ใช่มนุษย์แต่หญิงสาวก็ไม่เชื่อ ดังนั้นแม่หมอจึงบอกว่าให้เตรียมเข็มที่สนด้ายไว้ และคืนนั้นเมื่อชายที่มาหาเธอจึงให้หญิงสาวแอบกลัดเข็มที่หลังคอเสื้อเขาแล้วรอจนรุ่งสางเมื่อเขากลับให้ตามเส้นด้ายไปแล้วความจริงจะปรากฏ ถึงจะไม่เชื่อแต่หญิงสาวตัดสินใจลองทำตามที่แม่หมอบอก ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ชายปริศนากลับไป หญิงสาวพร้อมแม่นมเดินตามรอยเส้นด้ายไปเรื่อย ๆ จนไปถึงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เส้นด้ายลากยาวเข้าไปในรอยแตกของก้อนหิน และเมื่อส่องดู สิ่งที่อยู่ในนั้นคืองูอาคามาตะที่ขดตัวอยู่กลางกองเลือดโดยมีเข็มเสียบอยู่ที่หลังคอของมันนั่นเอง

งูอาคามาตะ

งูที่ใกล้ตายได้สารภาพว่าตัวแองได้แปลงเป็นมนุษย์เพื่อเข้าหาหญิงสาวและขอโทษที่หลอกเธอเสมอมา พร้อมทั้งบอกว่าในวันที่ 3 เดือน 3 ให้เธอลงไปล้างตัวในทะเลเพื่อชำระมลทินออกไปก่อนจะสิ้นใจ หญิงสาวทำตามคำสั่งเสียของงูและลงไปชำระเนื้อตัวพร้อมทั้งลูกในท้องที่เกิดกับงูด้วยน้ำทะเลก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าการล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลในวันที่ 3 เดือน 3 จะช่วยล้างสิ่งอัปมงคลออกไปจากตัวได้

เป็นเทพงูที่เกาะมิยาโกะ

ถึงแม้ว่างูในนิทานบนเกาะโอกินาวาจะเป็นตัวร้ายที่หลอกลวงมนุษย์ แต่ที่เกาะมิยาโกะ งูดังกล่าวถูกเล่าในฐานะร่างอวตารของเทพเจ้าประจำฮาริมิสุอุตาคิ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนเกาะ เนื้อเรื่องดำเนินมาคล้ายกับฉบับของโอกินาวายกเว้นตอน ในเรื่องเล่าก็คือเมื่อหญิงสาวเดินตามเส้นด้ายมาจนถึงถ้ำ เธอก็พบงูขาวยักษ์ตัวหนึ่งนอนอยู่โดยมีเข็มปักที่หลังคอ งูตัวนั้นมีดวงตาที่ประกายเหมือนดวงดาวและมีเขี้ยวแหลมราวกับกระบี่จนดูน่าเกรงขาม งูขาวได้บอกว่าตนเป็นร่างอวตารของเทพโคอิทสึโนะ และเทพโคอิทามะ เทพที่ลงมาสร้างเกาะมิยาโกะเมื่อหลายร้อยปีก่อน และลูกสาวแฝดสามในท้องเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะต่อไป จึงขอให้หญิงสาวเลี้ยงลูกจนอายุ 3 ขวบ แล้วจะกลับมารับลูกไป หญิงสาวจึงรับปากและเมื่อลูกสาวอายุครบสามขวบ เธอก็ได้พาลูกไปยังถ้ำที่งูอาศัยอยู่ เมื่องูยักษ์ปรากฏตัวเพื่อมารับลูกไป เด็กกลับไม่แสดงความหวาดกลัวแต่ดูจะดีใจ ผิดกับหญิงสาวผู้เป็นแม่ที่คงหวาดกลัวงูอยู่ และแล้วงูขาวก็พาลูกสาวทั้งสามหายลับไป โดยเชื่อว่าเด็กหญิงกลายเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปะจำเกาะมิยาโกะ

แม้ว่าเรื่องราวจะมีเนื้อหาต่างกัน แต่เนื้อเรื่องนิทานลูกเขยงูถูกเล่าอย่างแพร่หลายและพบได้ในทุกภูมิภาคของจังหวัด นิทานเรื่องนี้จึงถูกผูกไว้กับประเพณีและสถานที่สำคัญของโอกินาวา มองได้ว่าหากประเพณีและสถานที่นี้ยังมีอยู่ นิทานเรื่องนี้ก็จะยังถูกเล่าขานต่อไป และหากว่านิทานเรื่องนี้ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องราวที่มาของhamauriและฮาริมิสุอุตาคิก็จะยังไม่จางหายนับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกปรากฏการณ์หนึ่งเลยทีเดียว

คนโอกินาวาทำอะไรบ้างในวันhamauri

หากเปรียบกับญี่ปุ่นแล้วในวันhamauriก็เป็นเหมือนวันเทศกาลฮินะ หรือวันเด็กผู้หญิงของโอกินาวา วันhamauriเป็นวันที่ผู้หญิงจะลงไปล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเพื่อล้างสิ่งอัปมงคลและอธิษฐานขอให้มีสุขภาพที่ดี ในเช้าวันhamauriนำโยโมงิโมจิ หรือฟูจิมุจิ มาไหว้บูชาแล้วนำไปเป็นอาหารกลางวันเมื่อลงไปยังชายหาดหลังจากลงทะเล ให้ใช้นิ้วนางจุ่มน้ำทะเลแล้วแตะเจิมน้ำทะเลที่หน้าผาก ทำซ้ำสามครั้ง ขั้นตอนนี้เรียกว่ามิจินะติ ขณะเดินกลับขึ้นไปที่ชายหาด ต้องตั้งจิตขอบคุณเรื่องสุขภาพและความเจริญในปีที่ผ่านมา และอธิษฐานขอให้ปีนี้เป็นอีกปีที่มีสุขภาพดีและมีความสุขความเจริญ

การล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเป็นอันจบพิธี

แม้จะเป็นประเพณีเพื่ออธิษฐานขอพรให้เด็กหญิงและผู้หญิงทุกวัย ในปัจจุบันเราจะเห็นชาวโอกินาวาทุกเพศทุกวัยลงไปยังชายหาดเพื่อขอพรกัน ประเพณีhamauriนี้จึงกลายเป็นประเพณีที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วม และเป็นวันที่ครอบครัวไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่ชายหาดนั่นเอง

ภาพบรรยากาศของวันhamauriในเกาะซามามิ

สำหรับวันhamauriในปี 2019 จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019 นั่นเอง หากใครที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือไปเยี่ยมชมบรรยากาศสามารถไปที่ชายหาดเพื่อชมประเพณีประจำปีหรือเดินลงทะเลเพื่อขอพรได้เช่นกัน

สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ Ufabet

โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ
โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ Okubo Toshimichi เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1830 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นเป็นผู้ที่มีพื้นเพจากการเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะ และเป็นหนึ่งใน 3 ขุนนางผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูสมัยเมจิ เขาจึงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้วางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นสมัยใหม่อีกด้วย

ปฐมวัยของ โอกูโบะโทชิมิจิ

เกิดที่เมืองคาโงชิมะ แคว้นซัตสึมะ ในปัจจุบันคือจังหวัดคาโงชิมะนั่นเอง เขาเป็นบุตรชายคนโตจาก 5 คน ของโอกูโบะ จูเอมง ซามูไรระดับล่างและผู้เป็นข้ารับใช้ของชิมัตสึ นาริอากิระ ไดเมียวแห่งแคว้นซัตสึมะ เขาได้รับการศึกษาในสำนักศึกษาของท้องถิ่นแห่งเดียวกันร่วมกับไซโง ทากาโมริ ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาเพียง 3 ปี ในปี ค.ศ. 1846 โอกูโบะจึงได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาลักษณ์ขาประจำแคว้นซัตสึมะอีกเช่นกัน

ซามูไรแคว้นซัตสึมะ

ชิมัตสึ นาริอากิระ ได้สังเกตและได้เห็นความสามารถของโอกูโบะจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพนักงานบริหารภาษีของแคว้นเมื่อปี ค.ศ. 1858 ในต่อมาเมื่อนาริอากิระได้เสียชีวิต โอกูโบะก็จึงได้เข้าร่วมแผนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ดังนั้นเขาได้มีจุดยืนการสนับสนุนแนวคิด “โทบากุ” หรือการล้มล้างอำนาจรัฐบาลโชกุน ต่างจากซามูไรในแคว้นเดียวกันส่วนมากสนับสนุนแนวคิด “โคบูกัตไต” และ ‘”ฮัมบากุ” ที่ต่อต้านรัฐบาล ในการขับเคลื่อนขบวนการ “ซนโนโจอิ” ที่เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน

ในสงครามอังกฤษ – ซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1863 พร้อมด้วยกรณีริชาร์ดสันและการรัฐประหารในเมืองเกียวโตในเดือนกันยายนปีนั้น ทำให้โอกูโบะได้มีความเชื่อว่าการทำ “โทบากุ” ได้ถูกกำหนด ในปี ค.ศ. 1866 เขาจึงได้ร่วมกับไซโง ทากาโมริ และตัวแทนจากแคว้นโจชูชื่อ คิโดะ ทากาโยชิ ได้มีการจัดตั้งพันธมิตรซัตโจขึ้นเป็นการลับ เพื่อดำเนินการล้มล้างรัฐบาลโชกุนนั่นเอง

การฟื้นฟูในสมัยเมจิ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 มีกองกำลังของแคว้นโจชูและแคว้นซัตสึมะได้มีการร่วมกันเข้ายึดพระราชวังหลวงที่เกียวโต และได้ประกาศการเริ่มฟื้นฟูสมัยเมจิ มีคณะกุมอำนาจปกครองประกอบด้วยโอกูโบะ ไซโก และคิโดะ พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น มีการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีมหาดไทยจึงทำให้โอกูโบะได้มีอำนาจอย่างสูงในการควบคุมรัฐบาลท้องถิ่นและกิจการตำรวจทั้งประเทศ ในชั้นต้นรัฐบาลใหม่ต้องอาศัยรายได้ที่มาจากดินแดนของตระกูลโทกูงาวะ รัฐบาลใหม่จึงได้ยึดครองไว้และในต่อมาโอกูโบะจึงได้เรเริ่มการแต่งตั้งผู้ปกครองดินแดนเหล่านี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด ในส่วนมากล้วนเป็นรุ่นหนุ่ม อีกส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนของเขา เช่น มัตสึตากะ มาซาโยชิ และในที่เหลือก็เป็นผู้ได้รับการศึกษาระดับสูงจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่น้อยนิด นอกจากนี้โอกูโบะยังใช้อำนาจของเสนาบดีมหาดไทยที่จะพัฒนาสาธารณูปโภคคือมีการการตัดถนนใหม่ การสร้างสะพานและท่าเรือเพื่อส่งเสริมการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโชกุนปฏิเสธที่จะทำมาตลอด ในฐานะเสนาบดีการคลัง โอกูโบะได้ตราพระราชบัญญัติมีการปฏิรูปภาษีที่ดิน มีกฎหมายการห้ามพกพาดาบในพื้นที่สาธารณะและได้ยกเลิกการล่วงละเมิดคนชั้นล่างของสังคม เรียกโดยรวมว่า บูรากูมิง อย่างเป็นทางการ ส่วนในด้านของต่างประเทศ เขาได้ดำเนินให้มีการทบทวนสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในฉบับต่าง ๆ และได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกระหว่างปี ค.ศ. 1871- 1873

จึงตระหนักว่าที่ญี่ปุ่นในเวลานั้นยังอยู่ในฐานะที่จะท้าทายกับมหาอำนาจชาติตะวันตก เขาได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1873 ขณะนั้นภายในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการถกเถียงเรื่องนโยบายการรุกรานเกาหลีอย่างเร่าร้อนและเขายังได้เข้าร่วมการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 เพื่อพยายามนำความสมานฉันท์ภายในหมู่สมาชิกคณะคณาธิปไตยเมจิกลับคืนมา

ฉะนั้นโอกูโบะได้ประสบความล้มเหลวในการชักจูงให้ไซโง ทากาโมริ ให้มองไปยังอนาคตในวันข้างหน้า ไซโงเริ่มเห็นว่านโยบายใหม่นั้นที่ทำให้ญี่ปุ่นได้มีความทันสมัยเป็นสิ่งที่ผิดและเกิดการกบฏซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1877 กบฏฝ่ายซัตสึมะในบางส่วนก็ได้เข้าร่วมรบภายใต้การนำของไซโงเพื่อการต่อต้านกองทัพของรัฐบาลใหม่ UFABET ในฐานะเสนาบดีมหาดไทย โอกูโบะได้บัญชาการกองทัพและได้ทำสงครามปราบปรามไซโงผู้เป็นเพื่อนเก่า ต่อมาเมื่อการกบฏจบลงด้วยความพ่ายแพ้ โอกุบะจึงถูกซามูไรแคว้นซัตสึมะจำนวนมากมองว่าเขาเป็นคนที่ทรยศ และในวันที่ โอกูโบะจึงถูกชิมาดะ อิจิโร และซามูไรจากแคว้นคานาซาวะ 6 คน ลอบสังหารในระหว่างเดินทางไปยังพระราชวังโตเกียว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 โดยที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากประตูซากูราดามง ซึ่งเป็นสถานที่ลอบสังหาร อิอิ นาโอซูเกะ เมื่อ 18 ปีก่อน ไม่ไกลนักนั่นเอง

คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ
คิโดะ ทากาโยชิ

คิโดะ ทากาโยชิ เรียกอีกอย่างได้ว่า “คิโดะ โคอิน” เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นในช่วงยุคบากูมัตสึและยุคเมจิ ในช่วงที่เขาทำงานต่อต้านรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ เขาใช้ชื่อปลอมว่า ‘นีโบริ มัตสึซูเกะ’ Niibori Matsusuk ในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1833 – 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1877

Kido Takayoshi เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2376 มาจาก ฮางิ จังหวัดยามางูจิ ประเทศญี่ปุ่น และได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2420 ที่เกียวโต จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีคู่สมรสคือ Matsuko Kido (สมรสเมื่อ พ.ศ. 2411- 2420) การศึกษาที่ Shōka Sonjuku, Meirinkan

ปฐมวัยของ คิโดะ ทากาโยชิ

Kido Takayoshi เกิดที่เมืองฮางิ แคว้นโชชูในปัจจุบันคือจังหวัดยามางูจิหมู่เกาะฮนชู ประเทศญี่ปุ่น โดยเขาเป็นบุตรคนสุดท้องของวาดะ มาซากาเงะ คือผู้เป็นซามูไรและนายแพทย์ เมื่อมีอายุครบ 7 ปี ในตระกูลคัตสึระได้รับเขาเป็นบุตรบุญธรรมและให้ใช้ชื่อว่า “คัตสึระ โคโงโร” เมื่อถึง ค.ศ. 1865 ในวัยเด็กนั้นเข้าได้รับการศึกษาจากสำนักเรียนของโยชิดะ โชอิน ซึ่งเป็นผู้ปลูกความคิดในเรื่องความจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิให้แก่คิโดะ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1852 Kido Takayoshiได้เดินทางไปยังนครเอโดะเพื่อที่จะศึกษาวิชาดาบเพิ่มและเริ่มการติดต่อกับกลุ่มซามูไรจากแคว้นมิโตะ การศึกษาวิชาการปืนใหญ่กับเองาวะ ทาโรซาเอมง และเดินทางกลับแคว้นโชชูเพื่อควบคุมการสร้างเรือรบแบบตะวันตกลำแรกของแคว้น หลังจากได้สังเกตการต่อเรือเดินทะเลแบบตะวันตกที่เมืองท่านางาซากิและชิโมดะ

การโค่นล้มรัฐบาลโชกุน

หลังปี ค.ศ. 1858 ที่ผ่านมา Kido Takayoshi ได้มาประจำอยู่ในเรือนพำนักของแคว้นโชชูในเอโดะ ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระหว่างคณะผู้บริหารแคว้นกับกลุ่มซามูไรชั้นผู้น้อยในแคว้นโชชูซึ่งการสนับสนุนแนวคิดซนโนโจอิ เมื่อถูกทางรัฐบาลโชกุนสงสัยในความสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มซามูไรแห่งแคว้นมิโตะซึ่งภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิหลังเกิดเหตุการณ์พยายามลอบสังหารอันโด โนบูมาซะ เขาได้ถูกย้ายโดยต้องไปประจำการที่กรุงเกียวโต แต่ในขณะที่อยู่เกียวโตนั้นเขาจึงไม่สามารถยับยั้งการยึดอำนาจโดยกองกำลังของแคว้นไอซุและแคว้นซัตสึมะได้วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1863 ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้กองกำลังของแคว้นโชชูต้องถูกขับออกจากพระนครหลวง Kido Takayoshi ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการพยายามทวงอำนาจคืนของแคว้นโชชูเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1864 แต่ได้ล้มเหลวจึงทำให้เขาจำต้องหนีไปซ่อนตัวโดยความช่วยเหลือของเกอิชาที่ชื่อว่า “อิกูมัตสึ” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาของเขา จากภายหลังเมื่อกลุ่มซามูไรภายใต้การนำของทากาซูงิ ชินซากุ จึงสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองในแคว้นโชชูได้ คิโดะและได้กลายเป็นตัวสำคัญในการสร้างพันธมิตรระหว่างแคว้นโชชูกับแคว้นซัตสึมะ ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามโบะชิงและการปฏิรูปเมจิตามลำดับ

รัฐบุรุษในยุคเมจิ

จากความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลนั้น โชกุนโทกูงาวะ ได้ทำให้ Kido Takayoshi ได้กล่าวว่าตนมีบทบาทอย่างยิ่งในการก่อตั้งรัฐบาลเมจิขึ้นใหม่ “ซังโย”หรือองคมนตรีแห่งพระจักรพรรดิ เขาได้ช่วยเหลือในการร่างคำปฏิญาณห้าประการ และได้ริเริ่มนโยบายการรวมศูนย์อำนาจสู่รัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยขึ้น จึงมีส่วนร่วมโดยตรงในการยกเลิกระบบแว่นแคว้นของประเทศญี่ปุ่น

ต่อมาในปี ค.ศ. 1871 คิโดะได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป เขาได้สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับระบบการศึกษาและระบบการเมืองของชาวตะวันตก ซึ่งในระหว่างเดินทางกลับญี่ปุ่น เขาจึงได้กลายเป็นผู้สนับสนุนในการสถาปนาในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และด้วยความตระหนักว่าญี่ปุ่นในช่วงนั้นยังไม่อาจท้าทายได้ต่อมหาอำนาจจากตะวันตก และสาเหตุของการเดินทางกลับในครั้งนั้นของคิโดะจึงได้แก่การยับยั้งความคิดในการรุกรานของเกาหลี ซึ่งกำลังจะเป็นประเด็นในการอภิปรายทางการเมืองที่เล่าร้อนในครั้งนั้นด้วย

Kido Takayoshi ได้สูญเสียตำแหน่งจากกลุ่มคณาธิปไตย เมจิให้แก่โอกูโบะ โทชิมิจิ และลาออกจากรัฐบาลเพื่อเป็นการประท้วงการรุกรานในไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 1874 ซึ่งเขาได้แสดงท่าทีที่คัดค้าน แต่ต่อมาเขาจึงได้กลับเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งตามผลการตกลงในการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 และเป็นประธานของสภาผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นจากการประชุมดังกล่าวและนอกจากนี้ยังเป็นผู้รับผิดชอบการถวายการศึกษาแก่จักรพรรดิเมจิผู้ยังทรงพระเยาว์อีกด้วย

Kido Takayoshi ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1877 ด้วยโรคภัยไข้เจ็บทางร่างการของตนซึ่งเบียดเบียนมานานร่วมปี ในเวลานั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับกบฏซัตสึมะ

มรดกจากคิโดะ

บันทึกของ Kido Takayoshi จึงเปิดเผยถึงความขัดแย้งในความคิดของเขา ในระหว่างความภักดีต่อแว่นแคว้นของตนและความภักดีต่อผลประโยชน์ของชาติที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่า ในบ่อยครั้งเขาจะบันทึกถึงเรื่องการต่อสู้กับข่าวเรื่องการทรยศหักหลังต่อเพื่อนเก่าของตน ทั้งนี้เนื่องจากอุดมคติเรื่องความเป็นรัฐชาติในเวลานั้นยังเป็นเรื่องใหม่ และซามูไรส่วนใหญ่มักเป็นห่วงถึงเรื่องการรักษาสถานะของตนภายในแว่นแคว้นของตนเอง

Kido Takayoshi ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมกับโอกูโบะ โทชิมิจิ และไซโง ทากาโมริ หลานปู่ของเขาคนหนึ่ง คือ คิโดะ โคอิจิ ได้เป็นนักการเมืองของกรุงโตเกียวและที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดของจักรพรรดิโชวะนั่นเอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gavgavka.com

มังงะ

มังงะ
มังงะ

มังงะ (manga)เป็นคำภาษาญี่ปุ่นสำหรับเรียกช่องการ์ตูน คำนี้ถูกใช้เรียกในการ์ตูนช่องที่มาจากญี่ปุ่น พัฒนามาจากอุคิโยเอะและจิตรกรรมตะวันตก และเริ่มคงรูปแบบอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับความนิยมสูงและมักถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะต่าง ๆ เนื้อหาของเหล่านั้นจึงมีการถูกดัดแปลงให้มีความเหมาะสมต่อการแพร่ภาพทางทีวีและเพื่อให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทั่วไป

ประวัติ มังงะ

คำว่า manga มีการถูกใช้อย่างมากและเป็นครั้งแรกหลังจากจิตรกรอุคิโยเอะชื่อ “โฮคุไซ” ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อโฮคุไซมังงะในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากคำว่า manga หากแปลตรงตัวคือ ภาพแสดงตามอารมณ์ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มได้เห็นว่า manga มีประวัติยาวนานมากกว่านั้น โดยมีหลักฐานคือภาพจิกะ ที่แปลว่า “ภาพตลก” เป็นที่นิยมในศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกับ manga ในปัจจุบัน เช่น การเน้นเนื้อเรื่อง และการใช้เส้นที่เรียบง่ายแต่สละสลวย เป็นต้น

manga ได้พัฒนามาจากการผสมผสานระหว่างศิลปะการวาดภาพแบบอุคิโยเอะกับจิตรกรรมตะวันตก ในความพยายามของญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนาตัวเองกับอำนาจตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงมีการผลักดันให้ญี่ปุ่นนำเข้าวัฒนธรรมตะวันตกหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการจ้างศิลปินตะวันตกมาสอนศิลปินญี่ปุ่นเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานทางศิลปะ เช่น เส้น รูปทรง และสี จากนั้นมังงะที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เปิดเสรีภาพแก่สื่อมวลชน

ต่อมาในศตวรรษที่ 21 คำว่า manga ได้เปลี่ยนความหมายจึงหมายถึงหนังสือการ์ตูน คนญี่ปุ่นมักใช้คำนี้เรียกหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก ฉะนั้น manga ได้ถูกใช้เรียกหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยการใช้คำว่า manga ยังไม่เป็นที่แพร่หลายสักเท่าไร

manga มีความสำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นว่าเป็นวิจิตรศิลป์และวรรณกรรมรูปแบบหนึ่ง ในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษนิยมว่ามีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศปะปนอยู่มาก อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่นก็ยังไม่มีกฎหมายจัดระเบียบ manga เว้นแต่กฎหมายคลุมเครือฉบับหนึ่งได้กล่าวว่า “ห้ามผู้ใดจัดจำหน่ายสื่อที่ขัดต่อความดีงามของสังคมจนเกินไป” เท่านั้น นักวาดการ์ตูนในญี่ปุ่นจึงมีเสรีภาพที่จะเขียน manga ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้อ่านทุกกลุ่ม

ลักษณะเฉพาะของ manga

วิธีอ่านแบบญี่ปุ่น

รูปในmanga ส่วนใหญ่เน้นเส้นมากกว่ารูปทรงและการให้แสงเงา การจัดช่องภาพจะไม่ตายตัว การอ่าน manga จะอ่านจากขวาไปซ้ายตามวิธีเขียนหนังสือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงเป็นที่น่าสังเกตตัวละครมักจะดูเหมือนคนตะวันตกหรือมีนัยตาขนาดใหญ่ ซึ่งความใหญ่ของตาจะเป็นลักษณะเด่นของ manga และอนิเมะตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 เมื่อ “เทะซึกะ โอะซะมุ” ผู้เขียนเรื่องแอสโตรบอยได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของ manga ในปัจจุบัน โดยเริ่มวาดตาของตัวละครที่เอาแบบมาจากตัวการ์ตูนของดิสนีย์ และไม่ใช่ว่านักเขียนการ์ตูนทุกคนจะต้องวาดตัวละครให้มีตาใหญ่เสมอ เพราะ manga นั้นจะถูกแยกจาก comic อย่างชัดเจนเพราะเป็นการเขียนเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยผู้เขียนจะทำการเขียนภาพระยะไกลระใกล้ระยะประชิด มีการเปลี่ยนมุมมองและตัดต่อเนื้อหาเรื่องราวอย่างฉับไวโดยใช้เส้น speed เพิ่มความเร็วอีกด้วย

การตีพิมพ์

หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ในญี่ปุ่นจะตีพิมพ์หลายเรื่องพร้อมกัน โดยแต่ละเรื่องจะมี 10 ถึง 40 หน้าต่อฉบับ ดังนั้นหนังสือเหล่านี้มักจะตีพิมพ์โดยใช้กระดาษที่มีคุณภาพต่ำและมีจำนวนหน้าตั้งแต่ 200 ถึง 850 หน้า และในบางครั้งยังตีพิมพ์การ์ตูนจบในตอนและการ์ตูนสี่ช่อง เพราะในเรื่องหนึ่งอาจจะถูกตีพิมพ์อยู่หลายปีถ้าหากได้รับความนิยมสูง นักเขียนการ์ตูนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการเขียนการ์ตูนจบในตอนก่อนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองถ้าได้รับความนิยมก็จะเขียน manga เรื่องยาวต่อไป หลังจากที่ถูกตีพิมพ์ไปได้ระยะหนึ่ง สำนักพิมพ์ก็จะรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนรวมเล่ม โดยใช้กระดาษคุณภาพสูงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการไล่ตามเรื่องที่กำลังตีพิมพ์อยู่หรือผู้ที่ไม่สะดวกซื้อหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ manga ที่มีชื่อเสียงอาจจะถูกรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูน “ฉบับพิเศษ” จะมีปกแข็งที่พิมพ์ด้วยหมึกสามสี หรือมีจำ1นวนตอนมากกว่าหนังสือการ์ตูนรวมเล่มทั่ว ๆไป โดยจะมีนักสะสมเป็นกลุ่มเป้าหมาย และนอกจากนี้ manga เก่าๆ ยังถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่ด้วยกระดาษคุณภาพต่ำลงและจำหน่ายในราคาเล่มละประมาณ 100 เยนเพื่อแข่งกับ manga มือสอง

manga โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็นประเภทตามเพศและอายุของกลุ่มเป้าหมาย คือหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย “โชเน็น” และสำหรับเด็กผู้หญิง “โชโจะ” ที่มีรูปหน้าปกต่างกันและไม่วางขายบนชั้นหนังสือเดียวกัน

มังงะนอกประเทศญี่ปุ่น

manga ในหลายเรื่องถูกแปลและจำหน่ายในหลายประเทศ ประเทศ อาทิ เกาหลี จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ ในประเทศไทยธุรกิจ manga เพิ่งจะมาเติบโตเมื่อสิบปีที่แล้ว ก่อนปีพ.ศ. 2536-2538 manga ในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงมีบริษัทซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมายและตีพิมพ์ manga ต่อมาปัจจุบัน manga ได้รับความนิยมอย่างสูงตลาดมีขนาดใหญ่และมีบริษัทแข่งขันอยู่เป็นจำนวนมาก โดยบริษัทที่สำคัญๆ ได้แก่ วิบูลย์กิจ สยามอินเตอร์คอมิกส์ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ รักพิมพ์ อนิแมกคอมมิค เด๊กซ์เพรส เซนชู และบงกช และมีหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ซีคิดส์ บูมและเคซีวีคลีย์ ซึ่งทั้งหมดตีพิมพ์ manga แนวโชเน็น เป็นที่น่าสังเกตว่า manga ในไทยราคาถูกกว่าต่างประเทศมาก

เนื่องจาก manga ในประเทศญี่ปุ่นเขียนจากขวาไปซ้าย เวลาที่ manga ถูกแปลเป็นภาษาอื่น รูปภาพจะถูกกลับให้อ่านได้จากซ้ายไปขวา ซึ่งนักเขียนการ์ตูนหลายคนขอให้สำนักพิมพ์ในต่างประเทศตีพิมพ์ให้อ่านจากขวาไปซ้ายเหมือนต้นฉบับ ในปัจจุบันสำนักพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ manga ให้อ่านจากขวาไปซ้ายมากขึ้น เนื่องจากต้องการแสดงความเคารพต่อศิลปิน ผนวกกับเสียงเรียกร้องจากนักอ่าน

ในสหรัฐอเมริกาธุรกิจ manga ยังมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับธุรกิจอนิเมะซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง บริษัทตีพิมพ์ manga ที่มีชื่อเสียงในอเมริกามีบริษัทหนึ่งคือ วิซมีเดีย ซึ่งได้ตีพิมพ์ manga ของโชงะกุกังและชูเอฉะ เช่น อีวานเกเลียน ดราก้อนบอล และผลงานของ รุมิโกะ ทากาฮาชิ หลายๆเรื่อง อีกบริษัทหนึ่งคือ โตเกียวป๊อป ซึ่งใช้การพิมพ์โดยคงวิธีการอ่านแบบญี่ปุ่นไว้เป็นจุดขายและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างความนิยม manga ในอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิง และยังมีนักวิจารณ์บางกลุ่มได้กล่าวว่าทางบริษัทเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ มีการแปลใจความที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ และภาษาที่ใช้ค่อนข้างที่จะหยาบคาย

สำนักพิมพ์ชวงยีตีพิมพ์ manga เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนในสิงคโปร์ และส่งออกหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนในอินโดนีเซีย manga เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาด manga ขนาดใหญ่ที่สุดนอกญี่ปุ่น สำนักพิมพ์ในอินโดนีเชียที่มีชื่อเสียงได้แก่ อีเล็กซ์มีเดียคอมพุทินโด อะโคไลท์ และกรามีเดีย นอกจากนี้ manga ยังเป็นตัวจุดประกายการ์ตูนเชื้อสายอินโดนีเซียเข้ามาอีกด้วย ส่วนในออสเตรเลีย manga ชื่อดังหลายเรื่องถูกจัดจำหน่ายโดยบริษัท แม้ดแมน เอ็นเตอร์เทนเมนท์

manga สามารถพบได้ทั่วไปบนแผงหนังสือในประเทศเกาหลี ซึ่งนักอ่านส่วนใหญ่นิยมอ่านทางอินเทอร์เน็ตมากกว่าเนื่องจากราคาถูกกว่าบริษัทตีพิมพ์ที่มีชื่อในเกาหลี ได้แก่ ไดวอน และโซลมังฮวาซา

สแกนเลชันเป็นการเผยแพร่มังงะทางอินเทอร์เน็ตรูปแบบหนึ่ง โดยทั่วไปผู้ติดตาม manga จำนวนหนึ่งจะรวมตัวกันสแกน manga ที่ยังไม่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ในประเทศของตน แปลและเปลี่ยนข้อความให้เป็นภาษาใหม่ และเปิดให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านทางไออาร์ซีหรือบิททอร์เรนท์ กลุ่มสแกนเลชันส่วนใหญ่จึงขอให้ผู้อ่านหยุดแจกจ่าย manga ของตนและซื้อหนังสือการ์ตูนที่ถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตามยังเป็นที่วิตกกันว่าการแจกจ่ายที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์แล้วจะไม่จบลงง่ายๆ    

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก UFABET

การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ
การพับกระดาษโอริกามิ

การพับกระดาษโอริกามิ เมื่อกล่าวถึง ทุกคนก็มักจะนึกถึงการพับกระดาษซึ่งที่มา มาจากประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นศิลปะการพับกระดาษที่เลื่องชื่อและเป็นที่เข้าใจกันดีว่า “Origami” มาจากภาษาญี่ปุ่นซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า “Ori” ที่แปลว่า “พับ” และคำว่า “Kami” ที่แปลว่า “กระดาษ” เมื่อเรียกกันต่อมา คำศัพท์จึงได้มารวมกันเป็นคำว่า “Origami” นั่นเอง เรามารู้จักศิลปะการพับกระดาษหรือ “โอริกามิ”ของญี่ปุ่นกันดีกว่า

การพับกระดาษโอริกามิ คือ

               เป็นศิลปะการพับกระดาษที่สร้างสรรค์รูปทรงหรือวัตถุต่าง ๆ ขึ้นมาจากการพับรูปแบบกระดาษ ในทั่วไปการพับกระดาษจะเริ่มจากกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยม อาจจะใช้สีกระดาษเดียวกันหรือต่างกัน กระดาษที่มีลวดลาย และสามารถพับทบไปจนเป็นรูปร่าง ซึ่งในส่วนมากจะไม่ตัดกระดาษ ซึ่งการประดิษฐ์ที่มีการตัดระหว่างการทำนั้นจะเรียกได้ว่า คิริงะมิ จะเชื่อกันว่าการทำ Origami นั้นมีมาตั้งแต่ยุคเอโดะในปี ค.ศ. 1603-1867

ประวัติของ Origami

เมื่อได้กล่าวถึงการพับกระดาษ หรือ Origami ที่จริงแล้วเรียกว่า ‘โอะริงามิ’ ถึงจะถูกส่วนมากเรามักนึกถึงศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นที่พับเป็นนก กบ เต่า คน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ ที่ชื่อ Origami ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่ามาจากญี่ปุ่น หลาย ๆ คนอาจรู้มาก่อนว่า ‘โอริ’ แปลว่า ‘พับ’ เชื่อมกับ ‘คามิ’ แปลว่า ‘กระดาษ’ เมื่อรวมกันจึงกลายเป็นการพับกระดาษนั่นเอง อย่างไรก็ตามในทางฝั่งตะวันตกก็มีการพัฒนาการพับกระดาษมาอย่างยาวนานไม่แพ้ญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

การพับกระดาษในฝั่งยุโรปมีความเจริญรุ่งเรืองมากในประเทศสเปน ว่ากันว่าเป็นมรดกมาจากพวกมัวร์ (Moore) ซึ่งมาจากอิสลามแถบแอฟริกาตอนเหนือที่เข้ามารุกรานที่สเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่เนื่องจากในศาสนาอิสลามได้มีบัญญัติห้ามสร้างศิลปะที่เป็นรูปสัตว์และในการพับกระดาษจะเป็นในรูปทรงของเรขาคณิตซะมากกว่า โดยเฉพาะแบบพับกระดาษที่ชื่อ ปาคาริต้า ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบดั้งเดิมและตกทอดมาถึงปัจจุบัน มีรูปร่างคล้ายนก หลังจากได้มีการค้นพบภาพวาดเรือกระดาษในหนังสือโบราณราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 และพบในบทละครอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่ไม่เป็นจริงเป็นนัก จนได้มาถึงกลางศตวรรษที่ 19 มีหลักสูตรในระดับชั้นอนุบาลที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และมีการบรรจุการพับกระดาษไว้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ อีกด้วย

การพับกระดาษในยุคสมัยใหม่ เป็นการพับกระดาษที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่า ๆ และพร้อมที่จะเปิดรับแนวความคิดใหม่ ๆ จนสามารถที่จะพับเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา นักพับกระดาษจึงคิดริเริ่มและรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเริ่มการพับครึ่งตามแบบฉบับของ Origami แบบคลาสสิกอีกแล้ว ผลต่อมาที่ได้คือโมเดลที่แปลกใหม่ ตระการตาและจินตนาการ มีการศึกษา Origami อย่างจริงจังทั้งในเชิงคณิตศาสตร์ และวิศวกรรมกลศาสตร์ การพับกระดาษสามารถถอดสมการพหุนาม อธิบายตรีโกณมิติ และหาค่ารากที่สองของจำนวนจริงได้ ทั้งยังใช้ในการพับแผนที่ พับถุงลมนิรภัย บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกระทั่งเป็นต้นแบบให้กับการพับแผงเซลแสงอาทิตย์ของดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปสู่อวกาศ ในปัจจุบันนักพับกระดาษบางคนได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ Origami ของพวกเขา จนเราสามารถพูดได้ว่า Origami ไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไปแล้ว

เทคนิคการพับกระดาษ

ภาพสัญลักษณ์พื้นฐานในการพับ มีหนังสือ Origami จำนวนมากเริ่มต้นการพับด้วยการแนะนำภาพสัญลักษณ์และวิธีพับขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะพับเป็นรูปร่างต่าง ๆ ในหนังสือ Origami บางจำพวกในจำนวนมากจะเริ่มต้นด้วยขั้นพื้นฐานเฉพาะจะมีชื่อเรียกกัน อย่างเช่น พื้นฐานนก พื้นฐานกบ พื้นฐานปลา ก่อนที่จะพับไปสู่รูปร่างขั้นสุดท้ายแบบต่าง ๆ กัน

กระดาษ Origami

Origami ต้องมีความคงตัวของขั้นตอนตามรอยพับ เพราะกระดาษที่พับแล้วยังคงมีรอยการพับอยู่ซึ่งสามารถนำมาพับโอริงามิได้ทั้งหมด สำหรับกระดาษเฉพาะซึ่งในการพับ Origami จะมีลักษณะพิเศษก็คือมีความบางและไม่ขาดง่าย ซึ่งส่วนมากจะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร จนถึง 25 เซนติเมตร มีหลากสีบรรจุในซอง เป็นกระดาษที่ด้านหนึ่งเป็นสีอีกด้านนึงไม่มีสี แต่ก็มีกระดาษที่มีสีทั้งสองด้านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีแบลวดลายสวยงาม กระดาษธนบัตรก็สามารถนำมาพับโอริงามิได้

อุปกรณ์เสริมช่วยในการพับ

การทำรอยพับที่สวยงามสามารถใช้อุปกรณ์เสริมได้ เช่น ที่หนีบกระดาษ แหนบ หรืออุปกรณ์เฉพาะ เพื่อช่วยในการพับ

Origami แบ่งออกเป็น 6 ประเภท

1. ฟุเซสซึเซโฮเค อิจิไมโอริ – เป็นการพับกระดาษที่ใช้แค่กระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัดกระดาษใด ๆ

2. ฟุคุโก โอริกามิ – การพับกระดาษทีละชิ้นส่วนแล้วนำมาประกอบกันในตอนสุดท้าย ซึ่งรูปทรงที่ได้จะดูมีความสลับซับซ้อน

3. คิริโคมิ โอริกามิ – การพับไปตัดไปเพื่อทำให้เกิดมุมในการพบกระดาษมากขึ้น ลดความซับซ้อนและพับง่ายกว่าการพับกระดาษแผ่นเดียวโดยไม่มีการตัด

4. ยูนิตโตะ โอริกามิ – การพับชิ้นส่วนเล็ก ๆที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนกัน แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงและมีความสมมาตร

5. กิเร โอริกามิ – เป็นศิลปะการพับกระดาษใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น การเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน เป็นต้น

6. ชิคาเค โอริกามิ – กระดาษพับที่มีลูกเล่นสามารถขยับได้ ส่วนใหญ่จะออกเป็นรูปแบบหนังสือสามมิติ

วิธีการพับกระดาษของญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มักถูกนำไปเผยแพร่ยังประเทศซีกโลกตะวันตก มีการตั้งศูนย์พับกระดาษแบบญี่ปุ่นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมายังขยายความนิยมไปถึงประเทศอังกฤษมีการก่อตั้ง British origami society ที่นั่นในปี 1969 อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Ufabet

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น
การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น นั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มีมาเริ่มแรกในศตวรรษที่ 6 โดยจะเรียกว่า “Ikebana” อิเคบานะ ซึ่งเป็นเป็นศิลปะญี่ปุ่น มาจากคำ 2 คำ คือ “อิเค”  หมายถึง มีชีวิต และ “บานะ”  หมายถึง ดอกไม้ เมื่อแปลรวมกันแล้ว จะหมายถึง การจัดดอกไม้ให้ดูมีชีวิตชีวา

การจัดแบบญี่ปุ่นเรียกอีกอย่างว่า “อิเคบะนะ” เริ่มมาจากการจัดดอกไม้เพื่อการบูชาในพิธีกรรมต่าง ๆ ของศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น การจัดดอกไม้แจกันแบบทั่ว ๆไปนั้นมองเห็นดอกไม้ในแจกันได้จากทุกมุม ในแต่ละมุมก็เห็นดอกไม้เหมือนๆ กัน ส่วนมากมักจัดเป็นพุ่มทรงกลม แต่อิเคบะนะนั้นแตกต่างตรงที่เป็นการจัดดอกไม้แบบที่สามารถมองดอกไม้ได้ด้านเดียว เพราะเชื่อว่าดอกไม้แต่ละดอกจะมีมุมที่สวยที่สุดอยู่เพียงมุมเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จัดอิเคะบะนะก็จะต้องเป็นผู้ที่หามุมที่สวยที่สุดแล้วจัดมันออกมา

การจัดดอกไม้ญี่ปุ่น คืออะไร

“อิเคบะนะ” มาจากการรวมคำว่า “อิเค” และ “ฮานะ” เข้าด้วยกัน อิเคบะนะจึงเน้นความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก การใช้ดอกไม้จำนวนไม่มาก จัดความสมดุลในแจกันและรูปทรงต่าง ๆ การจัดดอกไม้มักจะจัดดอกไม้รวมกับกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้ ต้นหญ้า เพราะต้องการให้ดูแล้วมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดและเพื่อให้ดอกไม้ดูมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะถูกตัดออกมาจากต้นแล้ว

ในการจัดดอกไม้แต่ละประเทศนั้นจะมีรูปแบบต่าง ๆ กันไป ซึ่งแต่ละรูปแบบมุมมองของมันนั้นจะมีความพิเศษอยู่แล้ว และในการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นนั้นเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งถ้าได้เห็นแล้วละก็จะรู้เลยว่า นี่คือการจัดดอกไม้แบบของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยอิเคบานะนั้น จะเน้นความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เหมือนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดดอกไม้

       อิเคบานา (Ikebana) เป็นศิลปะการจัดวาง ตัดแต่งก้าน ใบและดอกไม้ลงในแจกันหรือภาชนะอื่น ๆ อย่างสวยงามของญี่ปุ่นมีพัฒนาการมายาวนานกว่า 700 ปี ทำให้รูปแบบของการจัดมีการพัฒนาแตกต่างไปหลากหลาย รูปแบบพื้นฐานที่แบ่งง่ายตามรูปทรงของแจกันหรือภาชนะรองรับมีด้วยกัน 2 แบบคือ การจัดดอกไม้ในแจกันทรงสูง และการจัดในภาชนะทรงเตี้ย

การจัดในแจกันทรงสูง Heika

แบบ Heika ที่มีความหมายรวมถึงการจัดในสไตล์ rikka, seika หรือ shoka เป็นการจัดในแจกันทรงสูงและเน้นรูปทรงแนวดิ่ง จุดเด่นคือ เน้นความงามตามธรรมชาติของดอกไม้และการจัดวางที่ดูหรูหราสง่างาม แจกันที่ใช้จะเป็นทรงสูงปากแคบ และเมื่อวางดอกไม้ลงไปก้านของดอกไม้จะถูกรวบไว้ติดกันที่บริเวณปากแจกัน ดังนั้นการจัดแบบ Heika มีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ ดอกฐาน ดอกรองช่วงกลาง และดอกยอดสูงสุด แต่ความยาว มุมและตำแหน่งของกิ่งก้านใบจะวางแตกต่างกันตามสไตล์แยกย่อยต่างกันแล้วแต่ผู้จัด สำหรับรูปแบบง่ายที่นิยมกันอย่างมาก มักจะตัดก้านดอกไม้ที่จะวางเป็นฐานให้มีความยาวเพียงหนึ่งเท่าครึ่งของความสูงของแจกัน ส่วนดอกรองและดอกยอดสูงสุดจะตัดก้านให้ยาวเท่าครึ่งหนึ่งของดอกฐาน

องศาในการจัดวาง ดอกฐานต้องเอียงไปข้างหน้า 70 องศาแนวดิ่ง และกินเนื้อที่แนวนอนเอียงทางซ้าย 45 องศา ในด้านหน้าของแจกันที่จะหันออก จากนั้นให้วางดอกรองเสียบไว้ด้านหลังของดอกฐานหลัก เพื่อเพิ่มความเป็นมิติมีความหนาแน่นของพื้นที่ โดยให้ก้านดอกรองส่วนที่โผล่พ้นจากปากแจกันมีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของก้านฐาน และดอกยอดวางไว้ตรงกึ่งกลางแจกัน ในส่วนของใบประดับจะเอียงเป็นพุ่มทางด้านซ้ายของดอกไม้ ส่วนยอดที่มีก้านยาวตั้งตรงดิ่งอยู่กึ่งกลางมีความสูงเพียงครึ่งของก้านใบประดับที่รองอยู่ด้านหลัง เมื่อเติมดอกไม้สั้นเพียงครึ่งของดอกยอดตรงกลางเพิ่ม บริเวณด้านหน้าเยื้องไปฝั่งขวาของแจกัน ก็เสร็จสมบูรณ์แบบ รูปลักษณ์ที่ออกมาจะเป็นช่อดอกไม้เรียบหรู

สไตล์แยกย่อยจาก Heika ที่รู้จักกันแพร่หลายมี rikka (ดอกไม้ตั้งตรง), seika หรือ shoka (จัดให้เป็นธรรมชาติเหมือนดอกไม้อยู่บนต้น) เป็นต้น

การจัดในภาชนะทรงเตี้ย Moribana

การจัดดอกไม้ในภาชนะหรือแจกันรูปทรงเตี้ย เรียกว่า Moribana จุดเด่นคือ การเปิดพื้นที่แสดงความสวยงามของดอกไม้ในแนวนอนจึงสามารถอวดรูปทรงดอกไม้บานเต็มดอก รูปลักษณ์เมื่อจัดเสร็จเหมือนพุ่มดอกไม้ moribana ได้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงราวร้อยปีนี่เอง และไม่มีความซับซ้อนมากนัก ดังนั้นการจัดแบบ moribana ก็มีสไตล์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมเอียงของก้านดอกฐาน ก้านดอกรองและก้านดอกยอด สไตล์การเสียบดอกไม้แบบตั้งตรงเป็นแบบพื้นฐานและได้รับความนิยมที่สุด ในด้านมุมมองรูปแบบการเสียบก้านตั้งตรงเป็นที่เชื่อว่าสร้างความรู้สึกฐานให้มั่นคง หนักแน่น

การจัดในแบบพื้นฐาน จะใช้ก้านดอกฐานความยาวเท่าเส้นผ่านศูนย์กลางของภาชนะบวกกับความลึกของก้นภาชนะ ก้านดอกรองตัดให้ความยาว 2 ใน 3 ของก้านฐาน และก้านดอกยอดตัดให้เหลือความยาวแค่ครึ่งหนึ่งของก้านดอกฐาน ในการจัดวางเริ่มจากก้านดอกฐานเสียบตั้งตรงแนวดิ่ง ต่อด้วยก้านดอกรองที่เสียบให้เอียงซ้าย 45 องศา โดยโน้มมาด้านหน้าของแจกันหรือภาชนะบริเวณทำมุม 30 องศา ก้านดอกยอดเสียบให้โน้มกิ่งราว 60 องศามาด้านหน้าเอียงไปมุมขวาภาชนะ 45 องศา เมื่อมองจากด้านบนก็จะเห็นก้านดอกที่สามทำมุมเป็นรูปสามเหลี่ยมทางฝั่งขวาของภาชนะ ให้นำดอกไม้มาเติมพื้นที่ว่างในสามเหลี่ยมนั้น เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ufabet

เอกลักษณ์ที่เด่นของ Ikebana คือการใช้ดอก ก้านและใบเพียงที่ดูน้อย มาจัดวางให้เกิดมุมและอวดความงามตามธรรมชาติของดอกไม้เหล่านั้น โดยมีการอาศัยความสอดคล้องที่ลงตัวระหว่างดอกไม้และภาชนะที่ใช้จัด และการเลือกชนิดของดอกไม้ใบประดับจะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เราจะนำแจกันนอนไปวางตกแต่ง

อิเคบานะในปัจจุบันก็จะมีรูปแบบการจัดที่หลากหลาย ซึ่งจะมานำเสนอให้ชมในรูปแบบง่ายๆ โดยจะเริ่มจากขั้นเตรียมการ

ขั้นที่ 1 การเลือกภาชนะให้เหมาะกับดอกไม้ที่เรา นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ เตรียมหมุดปักดอกไม้ และเลือกดอกไม้ให้เข้ากัน ซึ่งเราจะใช้แจกันทรงเตี้ย ส่วนดอกไม้ จะใช้ดอกแดฟโฟดิล และต้นแนนดิน่า

ขั้นที่ 2 ใช้ต้นไม้และดอกไม้ที่เลือกมา เริ่มจากนำต้นแนนดิน่าตัดรากออก วางเอียงไปทางด้านซ้ายและปักเข้าไปทางด้านในของแจกัน

ขั้นที่ 3 ปักดอกแดฟโฟดิล ตรงกลางแจกัน โดยตำแหน่งของดอกไม้ควรโน้มไปด้านหน้า

ขั้นที่ 4 ตัดลำต้นของต้นแนนดิน่า และปักในตำแหน่งด้านขวาของดอกแดฟโฟดิล เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยต้นไม้และดอกไม้ที่ใช้ จะใช้ชนิดใดก็ได้ตามแต่ความชอบและความต้องการของเรา

หากใครที่สนใจUFABETในการจัดดอกไม้ก็สามารถลองทำอิเคบานะกันได้ นอกจากจะได้วิธีการจัดดอกไม้แบบใหม่ ๆ อิเคบานะนั้นก็ยังช่วยให้ฝึกสมาธิได้อีกเช่นกัน เพราะการจัดดอกไม้อิเคบานะนั้น ต้องจัดให้ได้มุมและองศา รูปแบบจึงจะสมดุลกัน