มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น
มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นของสถานที่ที่ได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกในประเทศญี่ปุ่นเป็น สถานที่เหล่านั้นส่วนมากจะมีความหลากหลายในธรรมชาติ ทั้งยังยังมีความงดงามอีกทั้งมีสี่ฤดู ซึ่งยากจะหาสถานที่ลักษณะอย่างนี้ที่แห่งไหนบนโลกเทียบเท่า หรือแม้กระทั้งสถานที่เป็นรอยจารึกอันเจ็บปวดในสมัยก่อน ดังเช่น อะตอมมิก บอมบ์ โดม (สวนสันติภาพที่ฮิโรชิมะ) ที่ไม่สมควรถูกลืม ในบรรดาสถานที่ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแล้วก็ประวัติศาสตร์พวกนี้ อาคารบ้านเรือนหลายๆที่ได้รับอิทธิพลมาจากความอ่อนไหวที่ไม่มีใครเหมือนของคนประเทศญี่ปุ่น

ถ้าเกิดคุณได้สัมผัสกับการออกแบบที่มีพลังพวกนี้แล้ว คุณจะเข้าใจสาระสำคัญคิดของคนญี่ปุ่นแล้วก็รากฐานของวัฒนธรรมได้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

  • วัดโฮริวจิ จังหวัดนารา (N a r a) : Buddhist Monuments in the Horyu-ji Area
  • ปราสาทฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ (H y o g o) : Himeji-jo Castle
  • เทือกเขาชิระคะมิ-ซันจิ จังหวัดอะโอโมริ (A o m o r i) หรือจังหวัดอะคิตะ (Akita) : Shirakami-sanchi Mountain Range
  • เกาะยะกุชิมะ จังหวัดคะโงะชิมะ (K a g o s h i m a) : Yakushima Island
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าเกียวโต, Uji จังหวัดเกียวโต (K y o t o) และเมือง Otsu จังหวัดชิงะ (S h i g a) : Historic Monuments of Ancient Kyoto
  • หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิระคะวะโกะ จังหวัดกิฟุ (G i f u) และโกคะยะมะ จังหวัดโทยามะ (T o y a m a) : The Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama
  • อนุสรณ์สวนสันติภาพ จังหวัดฮิโรชิมะ (H i r o s h i m a) : Hiroshima Peace Memorial (G e n b a k u D o m e)
  • ศาลเจ้าชินโตอิทสุคุชิมะ จังหวัดฮิโรชิมะ (H i r o s h i m a) : Itsukushima Shinto Shrine
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาราโบราณ จังหวัดนารา (N a r a) : The Historic Monuments of Ancient Nara
  • อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ศาลเจ้าโทโชงุ จังหวัดโทชิงิ (T o c h i g i) : The Shrines and Temples of Nikko
  • โบราณสถานงุซึคุ จังหวัดโอกินาวะ (O k i n a w a) : Gusuku Sites and Related Properties of the Kingdom of Ryukyu
  • สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางจาริกแสวงบุญแถบเทือกเขาคิอิ จังหวัดนารา (N a r a), วากายะมะ (W a k a y a m a) และมิเอะ (M i e) : Sacred Sites and Pilgrimage Routes in the Kii Mountain Range
  • อุทยานแห่งชาติชิเรโทโกะ จังหวัดฮอกไกโด (H o k k a i d o) : Shiretoko
  • เหมืองเงินอิวะมิ กินซัน จังหวัดชิมะเนะ (S h i m a n e) : Iwami Ginzan Silver Mine
  • ฮิระอิซุมิ จังหวัดอิวะเตะ (I w a t e) : Hiraizumi
  • เกาะโอกะซะวะระ จังหวัดโตเกียว (T o k y o) : Ogasawara
  • ภูเขาไฟฟูจิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแรงบันดาลใจทางศิลปะ : Fujisan, sacred place and source of artistic inspiration
  • โรงงานผ้าไหมโทมิโอกะ จังหวัดกุมมะ (G u n m a) : Tomioka Silk Mill

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นมรดกโลกของญี่ปุ่น ที่ได้จดทะเบียนแล้ว ซึ่งจะมีหลายหลายสถานที่ที่มีจุดเด่นที่อาจจะแตกต่างกันในบางจุด UFABET หากสนใจสถานที่สำคัญ ๆ ในแต่ละจุดเพื่อการศึกษาก่อนจะไปเยือนเราจะนำข้อมูลแต่ละสถานที่มาบอกกัน….

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ
สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อในเรื่องความเคารพนับถือต่อสัตว์รวมทั้งสุนัขก็ไม่มีข้อยกเว้น เรื่องราวความภักดีแล้วก็ความเด็ดเดี่ยวที่ยอดเยี่ยมของหลายสายพันธุ์พื้นบ้านในประเทศญี่ปุ่น ได้รับการกำหนดให้เป็นทรัพย์สมบัติประจำชาติรวมทั้ง สุนัขสายพันธ์ญี่ปุ่น ที่นิยมไปแล้ว

สุนัขพันธุ์ญี่ปุ่นบางจำพวกตัวอย่างเช่น A k i t a และก็ S h i b a I n u ได้เติบโตขึ้นทั่วโลกและก็สามารถพบเจอได้ง่ายผ่านพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในประเทศอเมริกาอย่างไรก็ตามโดยมากหาได้ยากรวมทั้งเจอเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเพียงแค่นั้น

การส่งออกเป็นไปได้ แต่ว่ามีราคาแพงแล้วก็หายาก หนึ่งสายพันธุ์ S a k h a l i n H u s k y สุนัขเลื่อนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า K a r a f u t o K e n แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ข้อเท็จจริงของสุนัขสองสายพันธ์ เช่น K a r a f u t o s T a r o และก็ J i r o ที่มีชีวิตรอดมาได้เพียงลำพังในแอนตาร์กติกเป็นเวลาหนึ่งปีเป็นภาพยนต์ดิสนีย์เรื่อง “E i g h t B e l o w” ในปี 2 0 0 6

สุนัขสายพันธุ์ต่างๆที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นและต่างชาติ ที่เอามาให้รู้จักกัน

  • Akita

หนึ่งใน สุนัขสายพันธ์ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็มีชื่อเสียงกันดีที่สุดเป็น Akita เชื่อถือจากความซื่อสัตย์ของมัน Akitas เป็นสายพันธ์ที่มาจากทางภาคเหนือของประเทศนับว่าเป็นทรัพย์สินแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นอย่างยิ่งจริงๆ

Akita ตัวแรกที่ได้มีการมอบให้กับชาวต่างประเทศ (สหรัฐฯ) เป็นสุนัขชื่อ Kamikaze-go มอบให้กับเฮเลน เคลเลอร์ (Helen Keller) ผู้เขียนแล้วก็นักมนุษยธรรมชาวอเมริกันเป็นของขวัญภายหลังที่เธอมาประเทศญี่ปุ่นในปี 1937

สายพันธุ์นี้น่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้กับเจ้าสุนัขชิบะเลย มีความคล้ายกันแต่ว่าแตกต่างกันด้วย เอกลักษณ์ของจำพวกนี้เป็นมีสีขาวแล้วก็น้ำตาลอ่อน นิสัยมีความซื่อตรงรวมทั้งภักดีต่อเจ้าของอย่างมาก จะมองเห็นได้ว่ามีอนุศรรูปปั้นของสุนัขประเภทนี้อยู่ เจ้าสุนัขที่ดังไปทั่วโลกอย่าง “ฮาจิโกะ” ที่มีรูปปั้นตั้งอยู่ที่ชิบูย่านั่นเอง

  • Shiba Inu

Shiba Inus เป็นสายพันธุ์ขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับ Akitas นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน สุนัขสายพันธ์ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็เป็นสายพันธุ์สุนัขที่ดั้งเดิมที่สุดในโลก เดิมทีถูกเลี้ยงขึ้นเพื่อล่าสัตว์ สุนัขพวกนี้เป็นสุนัขที่อยู่อย่างอิสระและก็แข็งแกร่งแล้วก็ต้องการการฝึกอบรมที่ดี เสียงกรีดร้องเหมือนเช่นเคยที่พวกเขาทำเรียกว่า Shiba scream

  • Shikoku Inu

ชื่อที่ตั้งตามสถานที่ที่มาจากสุนัขกลุ่มนี้ มาจากพื้นที่ที่เป็นเทือกเขาของเกาะชิโกะกุ อีกสายพันธ์ที่นิยม Shikoku Inu เป็นสุนัขขนาดกลางที่มีหูที่เต็มไปด้วยหนามรวมทั้งหางโค้ง Shikokus มีความเฉลียวฉลาดรวมทั้งมีอิสรภาพอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ทำให้มันยากที่จะฝึกอบรม สุนัขพันธ์นี้หายากมาก แม้กระทั้งในประเทศประเทศญี่ปุ่น

  • Kai Ken

Kai Ken เดิมเป็นหมาป่าจากจังหวัด Kai บนเกาะ Honshu สายพันธุ์นี้มิได้ถูกประยุกต์ใช้ในสหรัฐฯจนกระทั่งปี 1990 น้อยกว่าพันธุ์อื่นๆในประเทศญี่ปุ่นที่ทำให้เป็นอันตราย

Kai เป็นเพื่อนที่ซื่อตรง Kai Ken มีแบบอย่างที่ต่างกันออกไป รูปแบบของสุนัขคาอิเคนจะมีอยู่ร่วมกัน 2 ลักษณะเป็น ชิกะงาตะ ที่ขาทั้งยัง 4 ข้างเรียวยาว กับ อิโนชิชิงาตะ ที่ขาจะดูป้อมๆซึ่งคาอิเคน ส่วนมากในตอนนี้เกือบจะเป็นแบบชิกะงาตะแทบทั้งหมด และก็สุนัขประเภทนี้ยังมีชื่อเล่นว่า สุนัขลายเสือเนื่องมาจากเป็นประเภทที่มีขนลายเสือขึ้นจนมองเห็นแน่ชัด

ยิ่งไปกว่านี้ มีความดุดัน คล่องแคล่ว รวดเร็วตามรูปแบบของสายเลือดนักล่า และก็ออกจะดุกับคนแปลกหน้า

  • Japanese Terrier

เป็นชนิดที่หายากเป็นเทอร์เรียคนประเทศญี่ปุ่น เป็นลูกหลานของสุนัขจิ้งจอกที่มีขนยาว ซึ่งถูกนำตัวมายังจากเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 1 7 สุนัขพันธ์นี้ได้รับการผสมพันธ์กับสุนัขประเทศญี่ปุ่นท้องถิ่นนำมาซึ่งการทำให้มี l a p d o g ขนาดเล็กที่มีขนสั้นเรียกว่าเทอร์เรียประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งลักษณะประจำสายพันธ์เทอร์เรีย ซึ่งเป็นที่พึงพอใจสูงที่สุดเนื่องจากว่ามันสนุกสนานรวมทั้งมีพลัง U F A B E T ร่าเริงตลอดระยะเวลา

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น
วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น

วิธีการคำนับในประเทศญี่ปุ่น กระบวนการการคำนับในประเทศญี่ปุ่น บางทีอาจใช้เป็นคำพูดทักทายการเสนอแนะ การแสดงความเคารพนับถือหรือการขอโทษ ในแบบอย่างๆของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีหลายแบบและก็หลายกริยาที่คุณควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าไว้ก่อนการมาเยือนในประเทศญี่ปุ่นในตอนพักร้อนอันสวยสดงดงามของคุณเอง

แนวทาง วิธีการคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น สำหรับในการประพฤติตามประเพณีที่ถูกต้อง

1. การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการทักทาย

คือเรื่องธรรดาที่จะโค้งศีรษะรวมทั้งไหล่เล็กน้อยราว ๆ 1 0 องศา เพื่อเป็นการทักเพื่อนพ้อง ท่าทีคล้ายกันสามารถใช้สำหรับการกล่าวลา ในโอกาสที่เป็นทางการเป็นอย่างมากพวกเราก็นิยมใช้การคำนับอย่างนี้เพื่อเกียรติกับฝ่ายที่คุณโค้งให้

2. การเสนอแนะ

สำหรับการเปิดตัวทั้งยังแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการโค้ง 3 0 องศา เฉพาะส่วนบนของร่างกายคุณ ก็จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน สิ่งจำเป็นคือจำเป็นต้องให้ศีรษะรวมทั้งไหล่ของคุณตรงและก็มืออยู่ข้าง ๆ ลำตัว

ภายหลังจากทำแลกเปลี่ยน meishi แล้วให้โค้งค้างไว้โดยประมาณ 1 วินาที ไม่สมควรที่จะจะต้องสัมผัสสายตาระหว่างโน้มลงไป (ตามความเป็นจริงถือได้ว่าแบบที่ไม่ดี) เว้นระยะนิดหน่อยเพื่อหลีกเลี่ยงศีรษะชนกัน ซึ่งมันอาจเกิดขึ้นได้

หากผู้ที่คุณกำลังสัมมนาอยู่มีความสำคัญมาก ๆ การเคารพต้องเป็นแบบ 4 5 องศา ห้ามเคารพแล้วก็ประสานมือในขณะเดียวกัน โอบามาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายในการเคารพที่ไม่ถูกของเค้าเมื่อมาเยี่ยมประเทศญี่ปุ่นครั้งยังครองตำแหน่งผู้นำสหรัฐ อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นจุดบกพร่องทั่ว ๆ ไปที่มิได้มีนัยสำคัญอะไร

3. เคานับ นับถือจงรักภักดี

การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เป็นการแสดงออกของความนอบน้อม มันแสดงถึงความยำเกรงเสมอ ในนารา กวางได้แปลงเป็นที่รู้จักดีสำหรับการเคารพของคนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในรอบๆนั้น

4. เวลาเล่นแข่งกีฬา

การโค้งคำนับอีกอันหนึ่งเป็นการโค้งคำนับระหว่างศัตรูก่อนจะมีการชิงชัยกีฬา นี่ชอบเป็นถวายคำนับแบบตื้นๆแต่ว่ามากกว่าการทักนิดหนึ่งที่ 2 0 องศา

5. การโค้งคำนับในพิธีทางศาสนา

นอกเหนือจากนั้นยังคือเรื่องปกติที่จะนมัสการพระผู้เป็นเจ้าที่ศาลเจ้าศาสนาชินโต นี่ชอบเป็นโค้งแบบตื้นๆของร่างกายส่วนบน พิธีการศาสนาชินโตมักโค้งในท่าคุกเข่าแต่ว่าเป็นโค้งตื้นๆ

6. การโค้งคำนับในศิลป์การต่อสู้

ศิลป์การต่อสู้ของประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะของการก้มลง ความนับถือที่ยิ่งใหญ่ให้กับคุณครู ของนักสู้เอง เป็นเรื่องสำคัญที่จะแสดงความเคารพนับถือต่อคู่แข่งของเค้า

7. ถวายคำนับให้กับลูกค้า

ในประเทศประเทศญี่ปุ่นลูกค้านับได้ว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า คือเรื่องธรรดาที่บุคลากรจะโค้งให้ลูกค้า นี่เป็นส่วนโค้งของลำตัวส่วนบนราว 2 0 องศา

8. การคำนับแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการขอบคุณ

ในงานสมรสของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องปกติที่เจ้าสาวจะพูดจาอารมณ์กับบิดามารดาของเธอ – ขอบพระคุณทุกคนที่เกื้อหนุน

9. คำนับมือแสดงจบ

เหมือนกันกับในตะวันตกเป็นเรื่องปกติที่ดาราจึงควรก้มสำหรับการตอบสนองต่อเสียงตบมือ นี้มักจะเป็นการคำนับแบบตื้น แต่ว่าสำหรับเกอิชาจึงควรคำนับแบบลึกๆ

10. ขออภัยเล็กน้อย

ขออภัยบางส่วนเกี่ยวเนื่องกับการคำนับเพียงแค่ 1 0 องศา ความประพฤติปฏิบัตินี้สามารถใช้ได้ ถ้าหากคุณชนคนที่ไม่รู้จักหรือกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความขัดข้องบางส่วนให้กับผู้อื่นดังเช่น หากมีคนกดประตูลิฟต์รอคุณ คุณก็ควรจะบอกว่า s u m i m a s e n (ฉันขออภัย) แล้วคำนับแบบตื้น 1 0 องศานั่นเอง

11. ขออภัยบ่อย ๆ

เช่น ถ้าหากนายจ้างของคุณเรียกไปอบรมตักเตือน การคำนับที่ถูก คือ โน้มลำตัวส่วนบนลงมา 4 5 องศารวมทั้งมืออยู่ข้างๆแนบลำตัว กดค้างไว้ 5 วินาที แล้วกล่าวว่า “s u m i m a s e n d e s h i t a” (ฉันขออภัยสำหรับสิ่งที่ฉันทำผิดพลาดไป)

12. ขออภัยอย่างเป็นจริงเป็นจัง

เช่น เมื่อบริษัทของคุณจะออกผลิตภัณฑ์ที่มีจุดอ่อน สำหรับในการแถลงข่าวคุณอาจขออภัยด้วยการโค้งยาวๆ 45 องศาของร่างกายส่วนบน บางทีอาจถือว่าเป็นเหมาะสมกับการวางตำแหน่งถวายคำนับเป็นเวลา 15 หรือ 20 วินาที แล้วพูกว่า “m o u s h i w a k e g o z a i m a s e n d e s h i t a” (ฉันเศร้าใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ฉันทำ)

13.ขออภัยด้วยความตกใจ

เช่น หากคุณเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วก็คุณจำเป็นต้องชงกาแฟร้อนทั่วทั้งยังลูกค้า คุณอาจจำเป็นต้องคำ 45 องศาซ้ำไปซ้ำมา เพื่อบอกว่าคุณเสียใจแค่ไหน แล้วกล่าวว่า “moushiwake gozaimasen” (ฉันเสียใจมาก)

14. ขออภัยอย่างร้ายแรง

เช่น หากคุณก่อคดีรุนแรงรวมทั้งขอโทษคนที่กลายเป็นเหยื่อ คุณจะถวายคำนับจากท่านั่งยอตัว แล้วบอกว่า “makoto ni moushiwake gozaimasen deshita” (ฉันขอโทษอย่างจริงใจสำหรับสิ่งที่ฉันทำ)

นอกเหนือจากการคำนับที่เจาะจงไว้ข้างต้นแล้วยังมีแบบอ่อนน้อมอยู่หลายต้นแบบอีกด้วย แล้วเราจะนำมาให้ผู้อ่านได้อ่านอีกแน่นอน

ขอขอบคุณบทความจาก U F A B E T

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ
ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่สามารถเดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดจากบรรดาทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ที่มีการเชื่อมต่อจากเมืองโตเกียวทางรถไฟและทางรสบัส เป็นพื้นที่บริเวณจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบที่มีที่พักอีกด้วย และยังมีออนเซนที่สามารถดูเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อีกเช่นกัน

มุมที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ ชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระได้มีการเบ่งบานออก ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในการชมดอกซากุระก็คือพิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko Music Forest และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจินั้นมักจะมีการถูกบดบังด้วยก้อนเมฆในช่วงกลางวันนั่นเอง ซึ่งสภาพอากาศจะปกติเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นหากได้มาเยี่ยมชมเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือช่วงเช้าของทุก ๆ วันหรือก่อน 09.00 นาฬิกา และในช่วงบ่ายหรือเย็นนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบ K a w a g u c h i k o มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ (Kachi Kachi Ropeway)

ในระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคาวาเราจิโกะ กับดาดฟ้าดูทิวทัศน์ใกล้ยอดเทือกเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงราวๆ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบข้างล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ (Kubota Itchiku Art Museum)

นำเสนอผลงานศิลป์ของ Kubota Itchiku ในปี 1917-2003 นักแสดงผู้ฟื้นฟูศิลป์การย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) นำเสนอกิโมโนที่ประดิษฐ์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล แล้วก็ฤดูต่างๆรวมทั้งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kawaguchiko (Kawaguchiko Museum of Art)

แสดงศิลป์ยุคใหม่ของคนญี่ปุ่นและก็ฝรั่ง รวมทั้งคอลเลกชั่นภาพวาด รูปที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ

4. พิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko มิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแล้วก็พิพิธภัณฑสถานที่แสดงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติ ซึ่งข้างในห้องโถงหลักมีกล่องเพลงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ ออร์แกนขนาดใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสในปี 1905 ที่จะเล่นเพลงดนตรีทุก ๆ 30 นาที และก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่ส่วนมากนำเข้าจากประเทศในแถบยุโรป นอกเหนือจากนี้ห้องโถงยังเป็นเวทีแสดงการแสดงดนตรีสำหรับนักเล่นดนตรีคลาสสิคจากทั้งโลกอีกด้วย

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ด้านในนำเสนออัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและก็จากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังมีร้านขายเพชรพลอยและก็เครื่องเพชรพลอยอื่น ๆ อีกด้วย

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านขายของ สวนสมุนไพร แล้วก็เรือนกระจกที่นักเดินทางสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และก็ดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ข้างหลังของหอพักสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่ขายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย แล้วก็สบู่

ดังนั้นจึงเป็น 1 ในทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 (F u j i g o k o) ซึ่งมีต้นเหตุจากการปะทุของภูเขาไฟ ในงานเขียนของ ฮะเสะงะวะ คะคุเงียว ที่เขียนขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เอ่ยถึงทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) และก็ทะเลสาบ Kawaguchiko ว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีผู้ตัดสินชำระล้างจิตใจ แล้วก็ในหนังสือ “ซันจู อิจิ นิจิ โนะ โอะมะคิ” ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1733 โดยจิคิกโยะ มิโระคุ (ผู้ก่อกำเนิดความเชื่อถือในภูเขาไฟฟูจิ ฟูจิโคะ) ก็ได้เอ๋ยถึงทะเลสาบอีกทั้ง 8 ที่ในฐานะเป็นสถานที่ในการเดินทางมาแสวงบุญ โดยมีทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) รวมทั้งทะเลสาบ (K a w a g u c h i k o) ที่อยู่ในทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 รวมอยู่ในทะเลสาบอีกทั้ง 8 แห่งที่ถูกเอ่ยถึงด้วย ทั้งยัง 2 ที่นี้ยังคงทิ้งร่องรอยของสถานที่ที่ประกอบพิธีบาปชำระล้างจิตใจอยู่

ทะเลสาบ K a w a g u c h i k o เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้นที่ 2 และก็มีริมตลิ่งที่ยาวที่สุดของทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 แล้วก็ยังเป็นทะเลสาบเพียงแต่ที่เดียวในบรรดาทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 ที่มีสะพานยื่นเข้าไปในทะเลสาบ g a v g a v k a ในแต่ละฤดูจะมีดอกไม้สวยบานบริเวณชายหาดสาบ Kawaguchiko ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะเต็มด้วยสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ตก นักเดินทางสามารถแลเห็นเกาะอุโนะชิมะ (Unoshima) ที่อยู่กึ่งกลางทะเลสาบ รวมทั้งในวันที่สายน้ำในทะเลสาบนิ่งรวมทั้งสงบ คุณก็จะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิ (Fuji) กระทบกับผิวน้ำ ในบรรดาทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 ทะเลสาบ Kawaguchiko มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมมากที่สุด

ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ
ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ หลาย ๆ คนคงได้ทราบกันอยู่แล้วว่าวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้นจะต้องใช้ตะเกียบเป็นหลัก แต่สิ่งที่คู่กันกับตะเกียบนั้นคือ “ที่วางตะเกียบ” นั่นเอง เพราะที่วางตะเกียบนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราจะพาไปรู้จัก เรียนรู้ความเป็นมาของที่วางตะเกียบกัน

ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีไอเท็มที่น่ารักหลากหลายแบบ ที่ทำให้บนโต๊ะอาหารดูมีสีสัน มีชีวิตชีว่ามากขึ้น ซึ่งจะมีการวางขายอยู่ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามากมายหลายชนิด และถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ที่จริงแล้วนั้น พึ่งได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตอนที่ได้พึ่งเข้าสู่ยุคโชวะ เมื่อปี 1 9 6 2 นั่นเอง

ความเป็นมาของ ที่วางตะเกียบ

เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต รูปแบบหรือต้นแบบดั้งเดิมนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า M i m i k a w a r a k e จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหู

ซึ่งในสมัยโบราณนั้นจะใช้ในการเซ่นไหว้อาหารต่อเทพเจ้า สังเกตได้ว่ามุมเล็ก ๆ 2 มุมที่พับขึ้นมาไดนั้นเหมือนกับจะมีการห่อหุ้มตะเกียบ และด้วยรูปลักษร์ที่ดูคล้ายหูนั้น มันจึงมีชื่อเรียกว่า M i m i k a w a r a k e ในส่วนใหญ่ค้นพบว่ายังไม่มีการเคลือบสีใด ๆ เลยทั้งสิ้น

ต่อมาในสมัยเฮอัน ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า B a t o u b a n เป็นถาดวางตะเกียบแบบทางการขององค์จักรพรรดิที่จะใช้แค่ในงานพิธีการของราชสำนัก พิธีกรรม หรือการเลี้ยงรับรองแขกเท่านั้น ถ้าหากได้มองจากด้านบนจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างคล้ายหัวของม้า จึงเรียกด้วยชื่อนี้นี่เอง

แต่เดิมในสมัยโบราณ ในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการนำจานอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะอาหารในแบบปัจจุบัน แต่จะนิยมมานในถาดของแต่ละคนเท่านั้น และสามารถที่จะวางตะเกียบที่ขอบถาดได้เลย

ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูละครย้อนยุค ก็อาจจะเคยเห็นโต๊ะอาหารในร้านโซบะจากในละครบ้าง แต่โต๊ะอาหารหรือโต๊ะตั้งพื้นนั้นพึ่งจะเริ่มมีในญี่ปุ่นหลังจากในสมัยเมจิ ที่เริ่มมีเมื่อปี 1 8 6 8 – 1 9 1 2 ฉะนั้นเดิมที่ยังไม่มีโต๊ะ ผู้คนก็จะนั่งบนเก้าอี้พับได้ แล้วก็วางถาดทานกันทั้งอย่างนั้นเลย หรือในห้องนั่งเล่นก็เช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะวางถาดอาหารบนเสื่อทาทามิแล้วก็ทานอาหารในถาดอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในปัจจุบันพอเริ่มมีโต๊ะอาหารขึ้น พื้นที่บนโต๊ะอาหารก็มีข้อจำกัด การจะทานในถาดเหมือนเดิมก็คงจะดูเกะกะมากไปจึงต้องเอาถาดออกแล้ววางแค่จานอาหารแทน แต่เมื่อไม่มีถาดก็ทำให้ไม่มีที่จะวางตะเกียบ แทงบอลออนไลน์ และจากที่ในอดีตจะใช้เวลาเซ่นไหว้เทพเจ้า ก็เริ่มมีการนำมาใช้บนโต๊ะอาหารกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ความจำเป็นของที่วางตะเกียบขนาดเล็กอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มันเกิดจากยุคสมัยที่เริ่มมีการใช้โต๊ะอาหารหรือโต๊ะนั่งพื้นนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ยูโด

ยูโด
ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ซึ่ง Judo นั้นมีชื่อเต็มคือ โคโดกัง ยูโด แต่เดิมทีมีการพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้และเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกด้วย ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

การกำเนิด ยูโด

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคเมจิ ทำให้วิชายิวยิตสูได้เสื่อมความนิยมลง และลดลงจนหมด ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อว่า คะโน จิโงะโร ชาวเมืองชิโรโกะ ผู้ที่ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 ขณะที่เขาอายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุได้ 23 ปี คะโน จิโงะโร จึงได้มีความเห็นว่า วิชายิวยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงอีกเช่นกัน

เมื่อเขา คะโน จิโงะโรได้เริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ วิชายิวยิตสู อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงได้พบว่าผู้ฝึกวิชายิวยิตสูจนมีความชำนาญดีนั้น จะเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับคนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้เขาเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าเขาจึงได้ศึกษายิวยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอน วิชายิวยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเท็นจิ ชินโย และโรงเรียนคิโตะ เมื่อปี พ.ศ. 2425 คะโน จิโงะโร อายุได้ 29 ปี จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชา Judo ขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณวัดพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า วัดเอโชะจิ โดยได้ตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า “โคโดกัง Judo ” โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้จากการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตมาผสมผสานเป็นวิชา Judo และได้มีการปรับปรุง วิธีการ Judo ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น จากนั้นก็ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยการตัดทอน ยิวยิตสู ที่ไม่เหมาะสมออกแล้วได้มีการรวบรวมวิชายิวยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิด และได้ตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า Judo

ในยุคแรกนั้น คะโน จิโงะโร ต้องต่อสู้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชา Judo โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่า Judo จะดีกว่า ยิวยิตสู จนเมื่อปี พ.ศ. 2429 ได้มีกรมตำรวจญี่ปุ่นจัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยิวยิตสูขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ซึ่งในผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลได้ปรากฏทำให้ประชาชนเริ่มที่จะเข้ามาสนใจ Judo มากยิ่งขึ้น ทำให้สถานที่สอนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เพื่อการต้อนรับผู้ที่สนใจ จนราวปี พ.ศ. 2476 ก็ได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) จนสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางของนัก Judo ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2455 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งในครั้งแรกนั้นมีประมาณ 20 ประเทศ ได้เข้าร่วมการก่อตั้ง และได้มีการตั้ง The Kodokun Cultural Society เมื่อปี พ.ศ. 2465 ขึ้นหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ Judo ระหว่างชาติได้มีการจัดการแข่งขัน Judo ระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศโคโดกัง และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน

สนาม

สนามของ Judo เรียกว่า เสื่อ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากที่นอนมีความยาวประมาณ 1 เมตร และต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวม ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  1. พื้นที่ต่อสู้ : ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตร เพราะนี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้
  2. พื้นที่อันตราย : บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร เขตสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้
  3. เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้าง Judo หากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถให้คะแนนได้

การต่อสู้

กีฬาการต่อสู้อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาด แต่ใน Judo ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการต่อสู้นั้นจะใช้เวลา 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาหมดแต่การต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจะถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง ซึ่งในคะแนนสีทองนั้นก็คือนาทีพิเศษ 3 ที่ Judokas ต้องสู้

อุปกรณ์

Judogi เป็นชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือวัสดุอื่นที่ทน ไม่ควรหนาเกินไป และยังประกอบด้วยกางเกงที่มีความยาวตามร่างกาย ซึ่งในการแต่งกายต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในกีฬาชนิดนี้ และพวกเขายังต้องมีแถบคาดเอวของโดยมีหลายสี ในแต่ละอันหมายถึงระดับการเรียนรู้ Judo ต้องใช้สีของแทร็คที่สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน

Judo เป็นศิลปะการป้องกันถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นรูปแบบในการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น U F A B E T นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้มีความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ที่ฝึกนั้นจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับนั่นเอง

เคนโด

เคนโด
เคนโด

เคนโด (K e n d o) เป็นศิลปวิทยายุทธ์มีความหมายคือ วิถีแห่งดาบ และมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 789 จนกระทั่งมีการพัฒนามาเป็นกีฬา K e n d o และได้รับความนิยมถึง 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่ว่องไวและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังมีการแฝงหลักจริยธรรมนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาอีกด้วย วิชา K e n d o จึงเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งในนักรบรวมทั้งเหล่าวิญญชนให้ความนับถือและยกย่องเป็นพิเศษมายาวนาน จนกระทั่งได้แพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่าง ๆ ทั่วโลก

เคนโด คืออะไร

K e n d o เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบ b u d o ของญี่ปุ่น โดยจะมีการฝึกซ้อมด้วย กู เป็นอุปกรณ์ K e n d o เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปีค.ศ. 2012 ซึ่งในโรงเรียนมัธยมตอนต้นต่าง ๆ ได้บรรจุศิลปะการป้องกันตัว b u d o เป็นวิชาบังคับ ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ ได้แก่ ยูโด ซูโม่และเคนโด้

วัตถุประสงค์ของการซ้อม K e n d o คือการศึกษาธรรมชาติของ K e n รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ที่ได้มีการอ้างอิงจากสมาคม K e n d o แห่งประเทศญี่ปุ่น

ต้นกำเนิดของ K e n d o

มีทฤษฎีหนึ่ง ได้กล่าวว่า ในยุค k e n j u t s u มีเทคนิคการต่อสู้ด้วย n i h o n t o หรือดาบของญี่ปุ่น ได้ปรากฏ N i h o n t o ซึ่งมีการปรากฏในกลางสมัย H e i a n (ในปี794-1185) เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไป k e n j u t s uได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงครามปีที่ 1467-1590 และยังมีการสร้างโรงเรียน k e t j u t s u อีกมากมาย ต่อมาในสมัย E d o ในปี1603-1868 k e n j u t s u ได้เริ่มมีการพัฒนารวมไปถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยเมจิ ในปี 1868-1912 และมีการกำจัดชนชั้นซามูไรทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ จึงส่งผลให้ k e n j u t s u ได้รับความนิยมน้อยลง จน K e n j u t s u ได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัย T a i s h o ในปี 1912-1926 รูปแบบของ K e n d o จึงได้เริ่มเกิดขึ้น

กฎกติกา

ผู้ฝึกจะมีการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อได้เข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน จะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและทำตามขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบนั้นพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่ในการแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้างประมาณ 9-11 เมตร ซึ่งในการแข่งทั่วไปจะใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้ waza (เทคนิค)ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่ men (ศรีษะ), do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น เมื่อผู้แข่งขันที่ได้คะแนน 2 จาก 3 คะแนน หรือ 1 จาก 2 คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ufabet877

อุปกรณ์และเครื่องแบบ Kendo

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

Kendo ไม่ว่าจะเป็นกีฬาของชาติใดแต่เมื่อเป็นกีฬาแล้ว ซึ่งนอกจากจะให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายแล้วยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี Kendo นั้นเป็นอีกทางเลือกของผู้คนที่สนใจกับ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น
สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น หรือสวนหินญี่ปุ่น ซึ่งจะรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ เซนการ์เดน ก็คือสวนพื้นภูมิแห้งแล้งที่นำมาจัดเป็นชนิดของสวนเซนญี่ปุ่น ได้รับอิทธิพลมาจากนิกายเซนในพุทธศาสนาของประเทศญี่ปุ่น และสามารถหาชมได้ตามวัดเซนจากการฝึกสมาธินั่นเอง

สวนในรูปแบบของญี่ปุ่นนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่มีชีวิตจะพวกต้นไม้และพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีให้เห็นในฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ซึ่งในระหว่างที่ต้นไม้เจริญเติบโตนั้นก็จะได้รับการตกแต่งเพื่อความสวยงาม ดังนั้นในสวนญี่ปุ่นจะไม่มีลักษณะที่เหมือนเดิมอยู่ตลอดนั่นเอง ในโครงสร้างพื้นฐานของสวนญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการพิจารณาจากสถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบคือ อาคาร ระเบียง เส้นทาง สึกิยะมะและมีการจัดวางของอย่างเช่น หิน เมื่อเวลาผ่านไปความงดงามของสวนจะขึ้นอยู่กับการดูแลและการบำรุงรักษาที่มีศิลปะในการตัดและตกแต่งสวนนั้น ๆ ในส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะเซ็นก็คือการดูแลรักษาสวนให้อยู่คงที่ที่มีลักษณะเสมือนภาพวาดและจิตรกรรมนั่นเอง สวนคะเระซันซุย จึงจัดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นสัญลักษณ์ของพื้นภูมิที่เรียกได้ว่าเป็น “m i n d – s c a p e”  ทั้งน็อาจหมายถึงปรัชญาทางพุทธศาสนาที่แสดงออกให้เห็นถึงความงดงามของสิ่งแวดล้อมที่เป็นหลักสำคัญในพุทธศาสนานิกายเซนของประเทศญี่ปุ่น

ความหมายของคำว่า คะเระซันซุย คือ พื้นภูมิแห้งแล้ง (สวน) เป็นชนิดของสวนญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เริ่มมีในยุคมุโระมะจิ ในปีค.ศ. 1 3 9 2 – 1 5 6 8 ที่ปราศจากบ่อน้ำต่าง ๆ ซึ่งสวนชนิดนี้มีสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นภูมิธรรมชาติที่มีองค์ประกอบในการจัดวางของก้อนหิน ทรายขาว พืชจำพวกมอสและต้นไม้ที่นำมาจัดแต่ง

ต่างจากสวนตามประเพณี สวนคะเระซันซุย จะไม่มีน้ำใด ๆ แต่จะมีการปูรวดหรือทราย จะกวาดลวดลายหรือไม่ก็ได้แต่ก็สามารถทำเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ เช่น ทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ หรือ ทะเลสาบ ในการจัดกวาดกรวดหรือทรายเพื่อให้เป็นลวดลายนั้นจะบ่งบอกถึงคลื่นน้ำ มีบทบาทของความสวยงาม อีกทั้งพระของพุทธศาสนานิกายเซนจะมีการฝึกฝนและปฏิบัติการกวาดลวดลายเพื่อที่จะฝึกสมาธิ ซึ่งการกวาดเส้นและลวดลายอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช้เรื่องง่าย ในการกวาดลวดลายยั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหินที่อยู่ในพื้นที่บริเวณกรวด อย่างไรก็ตามลวดลายส่วนใหญ่ไม่คงที่ เพราะจะมีการพัฒนาลวดลายใหม่ ๆ และเป็นการฝึกทักษะในการสร้างสรรค์และเป็นการประลองฝีมือกันจึงก่อให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้น

อิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายเซนที่มีต่อการออกแบบสวนได้ถูกนำมาบรรยายโดย K u c k ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 และมีการทักท้วงโดย K u i t e r t ในช่วงท้ายของศตวรรษ ซึ่งเรื่องที่ไม่ได้ถูกการทักท้วงก็คือเรื่องที่ สวนคะเระซันซุย นั้นดลบันดาลมาจากภาพวาดทิวทัศน์ของจีนและญี่ปุ่นในอดีต ถึงแม้สวนจะมีการจัดวางที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะนำเอาก้อนหินและพุ่มไม้ที่ผ่านจากการตัดแต่งมาเป็นสัญลักษณ์อย่างเช่น ภูเขา หุบเขาและน้ำตกที่ได้ถูกจารึกเป็นจิตกรรมในภาพวาดทิวทัศน์ของจีน ซึ่งในบางภาพ ทิวทัศน์จะมีการดลบันดาลมาจากทัศนียภาพสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง เช่น เนินเขาที่อยู่ข้างหลังเป็น “ทิวทัศน์ที่มีการยืมมา” โดยมีเทคนิคที่เรียกว่า ชักเคอิ ( s h a k k e i )

ในปัจจุบันนั้นภาพวาด หมึกโมโนโครม ก็ถือว่าเป็นศิลปะที่ใกล้เคียงที่สุดกับพุทธศาสนานิกายเซน ในหลักการออกแบบของการสร้างพื้นภูมินั้นมีอิทธิพลมาจากภาพวาดทิวทัศน์หมึกโมโนโครมสามมิติ ที่เรียกว่า ซูมิเอะ หรือ ซุยโบคุกะ

สวนญี่ปุ่น ถือว่ามีค่าในระดับเดียวกับงานศิลปะในประเทศ ส่วนของสวนหินที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นนั้นอยู่ในเมือง เรียวอันจิ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในเมืองเกียวโต สวนที่เรียวอันจิจะมีความยาวถึง 3 0 เมตรจากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกและ 1 0 เมตรจากเหนือถึงใต้ ในสวนจะไม่มีต้นไม้แต่มีเพียงก้อนหินหลายรูปร่างหลายขนาด U F A B E T บางก้อนจะถูมอสปกคลุมและได้ถูกจัดวางบนพื้นที่โรยด้วยกรวดและทรายขาวที่มีการวาดลวดลายในแต่ละวัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก U F A B E T

จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ
จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ เป็นนาบะหรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษที่ซูโม่รับประทานกัน ขณะเดียวกันยังหมายถึง มื้ออาหารที่เตรียมโดยนักมวยปล้ำ ที่เรียกว่า จังโกะบัน เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เตรียมอาหารให้แก่นักมวยปล้ำทุกคนในค่าย ซึ่งซูโม่มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในค่ายในการกินนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก และมักจะรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อทำน้ำหนัก

C h a n k o n a b e เป็นอาหารมื้อที่น่าพึงใจเพราะเตรียมง่าย เพียงแค่มีหม้อเท่านั้น และเป็นอาหารที่ได้สมดุลทางโภชนาการในปริมาณมาก นอกจากนี้จึงมีการร่วมกันรับประทานด้วยการนั่งล้อมรอบ C h a n k o n a b e หรือหม้อไฟเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความเป็นมาและประวัติ จังโกะนาเบะ

              C h a n k o n a b e (หม้อไฟของซูโม่) แต่เดิมเป็นอาหารที่ชาวซูโม่รับประทาน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งเหตุผลที่ชาวซูโม่รับประทานนั้นเพราะต้องควบคุมน้ำหนัก แต่ในปัจจุบัน C h a n k o n a b e กลายเป็นอาหารที่นิยมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป จึงมีร้าน C h a n k o n a b e เปิดให้บริการหลายร้าน โดยเฉพาะที่เรียวโกกุ ซึ่งเป็นย่านซูโม่ในกรุงโตเกียว

              ลักษณะของ C h a n k o n a b e จะเป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปจากน้ำต้มโครงไก่ มีวัตถุดิบที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เห็ดและผักต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลาเต้าหู้ญี่ปุ่นและลูกชิ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวสวย ไข่ตุ๋น เทมปุระ อูด้ง ซูชิ ซาซิมิ ฯลฯ โดยวัตถุดิบในแต่ละอย่างนั้นผ่านกรรมวิธีในการคัดสรรมาอย่างดีสมกับอาหารที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน ซึ่งสามารถหาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น รสชาติแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีความแจกจ่างกันอย่างสิ้นเชิงหากพูดถึงความนิยมและชื่อเสียง หลายๆ คนจะไปทานกันที่เมืองเรียวโกกุ เพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ “C h a n k o n a b e” และมีร้านค่อนข้างมาก โดยเจ้าของในร้านนั้น ๆ จะเป็นกิจการของชาวซูโม่เก่าส่วนใหญ่ และถ้ามาได้มาทาน C h a n k o n a b e ที่นี่นั้นเหมือนการได้ทานในต้นตำรับเลยทีเดียว

หม้อไฟสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของนักซูโม่

จังโกะ คำนี้บ่งชี้ถึงอาหารโดยทั่วไปที่นักซูโม่รับประทาน ดังนั้นคำว่า “C h a n k o n a b e” เดิมคือเมนูหม้อไฟที่นักซูโม่รับประทานกัน และสำหรับนักซูโม่ที่ต้องการรักษาร่างกายให้มีขนาดตัวที่ใหญ่แล้วยังต้องมีความแข็งแรงบึกบึนอีกด้วย ซึ่งในการรับประทานอาหารก็เป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญนั่นเอง

นอกจากเมนูหม้อไฟที่สามารถทำกินเองได้หลายคนแล้วก็ยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่มากมายและยังสามารถทานได้ในเมนูเดียว จึงเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่เต็มเปี่ยม ซึ่งยังเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในเหล่าซูโม่เฮยะ เพราะนักกีฬาซูโม่จะรู้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

ในโตเกียว มีร้านอาหาร Chanko nabe อยู่มากมายที่บริหารโดยอดีตริคิชิ หลาย ๆ ร้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาซูโม่ Ryogoku Kokugikan หรือค่ายซูโม่ และเวลอันยอดเยี่ยมสำหรับการเพลิดเพลินกับ Chanko nabe ที่หลากหลายคือ หลังจากที่ชมการแข่งขันซูโม่เสร็จนั่นเอง และถึงแม้ว่าในค่ายซูโม่จะมีการรับประทาน Chanko nabe ในทุก ๆ วัน แต่บรรดานักมวยปล้ำก็ไม่เคยเบื่ออาหารเหล่านี้เลย เพราะเนื่องจากมักจะมีการเปลี่ยนวัตถุดิบและส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ตามใจชอบในแต่ละวัน และก็ยังมีเครื่องปรุงที่หลากหลาย ทำให้รสชาติต่างกันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เรื่องอาหารการกินที่โดดเด่น หลายๆ คนคงทราบทั้งการได้ลิ้มลองหรือการเห็นจากโฆษณา U F A B E T ว่าอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อค่อนข้างหลากหลาย นับได้ว่าอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมแทบทั่วโลก ซึ่ง “C h a n k o n a b e” นั้นเป็นเมนูหม้อไฟที่ขาดไม่ได้ในวงการซูโม่ และถ้าหากใครที่ได้มาเยือนและเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมแวะมาทาน C h a n k o n a b e อาหารของซูโม่ที่ควรลิ้มลอง รับรองว่าจะได้สัมผัสถึงรสชาติสุดพิเศษที่ไม่สามารถหาทานได้อร่อยทั่วโลกอย่างแน่นอน

ไคเซกิ

ไคเซกิ
ไคเซกิ

ไคเซกิ หรือไคเซกิเรียวริ เป็นชุดอาหารที่ให้การบริการเป็นคอร์ส เป็นตามลำดับตามธรรมเนียมดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบแต่ละฤดูกาล มีการปรุงแต่งและมีกรรมวิธีในการทำอาหารและการปรุง จนการนำเสนออาหารแต่ละชนิดในคอร์สนั้น ๆ จึงสามารถเทียบเคียงกับอาหารยุโรปชั้นสูง หรือ อาหารของชาติตะวันตก

ในชุดอาหาร k a i s e k i นั้นจะประกอบถึงสองความหมาย โดยไคเซกิ และ ไคเซกิเรียวริ จะหมายถึงอาหารชุดรายการอาหารที่เลือกไว้ และมีการบริการในแต่ละอย่างหรือ 1คอร์ส ต่อ1 คน โดยจะจัดลงบนถาดส่วนตัว ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ อาหารแบบง่าย ๆ ที่เจ้าภาพของพิธีชงชาได้จัดให้บริการแขกก่อนการชงชาเริ่มขึ้น มักเรียกได้ว่า ชาไกเซกิ 

รูปแบบอาหารของ ไคเซกิ

ปัจจุบัน k a i s e k i ได้ถือเป็นศิลปะการผสมผานกันของรสชาติ รูปลักษณ์ ผิวสัมผัส และสีสันกันอย่างลงตัว จึงนำมาสร้างสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีชั้นยอด ทั้งความสดใหม่และหาได้แค่เฉพาะในฤดูกาลนั้น ๆ  เพื่อใช้ปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่ลงตัว ในการจัดวางและนำเสนอนั้นมักทำอย่าประณีตและจะคำนึงถึงสีสันและน้ำหนักอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการนำเสนอ ซึ่งจะตกแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยมีการใบไม้และดอกไม้สดเพื่อตกแต่ง จนถึงผักผลไม้ที่นำมาแกะสลักให้รูปลักษณ์ดูสวยงาม เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ในอาหารอีกด้วย

ตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น k a i s e k i จะเสิร์ฟคู่กับมิโซซุปและอาหารเครื่องเคียง 3 อย่าง และจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการบริการอาหารญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เรียกเป็น “อาหารชุด” จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาขึ้นต่อมาเรื่อย ๆ และรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น ซาชิมิ , ของต้ม, ของย่าง, และของนึ่ง เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้อาจรวมถึงอาหารที่เชฟได้จัดสรรให้ โดยปกติจะมีดังนี้

  • ซากิซูเกะ ที่คล้ายกับ อามูซบุช (อาหารฝรั่งเศส)
  • ฮัซซุง มักเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลจะรวมซูชิหรือข้าวปั้นกับเครื่องเคียงขนาดเล็กหลาย ๆ อย่าง
  • มูโกซูกะ ปลาดิบหรือซาชิมิตามฤดูกาล
  • ทากิอาวาเซะ ผักและเนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ซึ่งนำไปตุ๋นไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานแยกกัน
  • ฟูตาโมโนะ อาหารที่เสิร์ฟในถ้วยมีฝา มักจะเป็นซุปต่าง ๆ
  • ยากิโมโนะ อาหารจานย่าง เช่น ปลาต่าง ๆ
  • ซูซากานะ อาหารสำหรับล้างปาก มักปรุงเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู ผักดองแบบญี่ปุ่น
  • ฮิยาชิบาชิ ผักที่ปรุงสุกไม่มากเสิร์ฟแบบเย็น นิยมให้บริการในฤดูร้อนเท่านั้น
  • นากาโชโกะ อาหารสำหรับล้างปาก มักจะมีรสเปรี้ยว เช่น ซุปใสรสเปรี้ยวเล็กน้อย
  • ชีซากานะ อาหารจานหลัก เช่น หม้อไฟ เป็นต้น
  • โกฮัง ข้าวสวยญี่ปุ่น
  • โคโนโมโนะ ผักดองแบบญี่ปุ่นตามฤดูกาล
  • โทเมวัง ซุปมิโซะ หรือซุปผัก
  • มิซูโมโนะ ของหวานตามฤดูกาล รวมถึง ผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และเค้ก

สถานที่ให้บริการ

k a i s e k i มักให้บริการในเรียวกังในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังให้บริการในร้านอาหารเล็ก ๆ เรียกกันว่า “เรียวเต” ในเมืองเกียวโตเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้าน k a i s e k i ซึ่งถือกันว่าเป็นที่ตั้งของราชสำนักมาตั้งแต่โบราณนับพันปี ในเกียวโตนั้นเรียกการประกอบอาหารนี้ว่า “การปรุงอาหารแบบเกียวโต” เพื่อแสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดและที่มาของ k a i s e k i

ราคาของ kaiseki

k a i s e k i จะมีราคาค่อนข้างแพง ในภัตตาคารที่มีชื่อเสียงราคาเริ่มต้นคือ 1 5 , 0 0 0 เยน จนถึง 4 0 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 6 , 0 0 0 บาท ถึง 1 5 , 0 0 0 ต่อคน ซึ่งไม่รวมเครื่องดื่มอีกต่างหาก ปกติ k a i s e k i มื้อเที่ยงจะมีราคาที่ถูกกว่าเริ่มตั้งแต่ 4 , 0 0 0 เยนจนถึง 8 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 1 , 5 0 0 บาท ถึง 3 , 0 0 0 บาท

ในเรียวกังนั้นส่วนใหญ่มักจะรวมอาหารที่เป็นแบบ k a i s e k i อยู่กับค่าห้องพัก ในบางที่นั้นจะให้บริการเฉพาะแขกเรียวกังเท่านั้น แต่ในหลาย ๆ ที่ก็รับแขกนอกเมืองได้ โดยปัจจุบันในเรียวกังหลาย ๆ แห่งได้กลา1ยเป็นภัตตาคารที่ขึ้นชื่อ

อาหารแบบ k a i s e k i เป็นรูปแบบอาหารที่สุดยอดของญี่ปุ่น มีทั้งความประณีตทั้งวิธีการเตรียมอาหารและการตกแต่ง ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การใส่ความรู้สึกถึงแต่ละฤดูกาลและมีกรรมวิธีการดึงรสชาติของวัตถุดิบต่าง ๆ ออกมา U F A B E T โดยหมายความว่าแต่ละเมนูนั้น ๆ จะใช้เฉพาะวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ทะเคโนะโขะ (หน่อไม้) ในฤดูใบไม้ผลิ , เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง , และคัตสึโอะ (ปลาโอ) เป็นต้น