ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์
ทุ่งดอกลาเวนเดอร์

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ จะสวยงามในช่วงฤดูที่สวยที่สุดของฮอกไกโด และเมื่อได้เข้าสู่หน้าร้อนในเมือง B i e i และ F u r a n o ก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันนานาชนิด โดยเฉพาะที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ในเมือง ฟุราโนะ จะเบ่งบานสวยที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน

ความเป็นมา ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ฟุราโนะ หรือ F u r a n o อยู่ติดต่อกับเมือง A s a h i k a w a (อะซะฮิกะวะ) ในประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ดูสวยสดงดงามสุดลูกหูลูกตาที่บานสะพรั่งพร้อมกัน เมื่อราวเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน ซึ่งในช่วงนี้ของทุกปีจะมีการบริการรถไฟขบวนพิเศษในช่วงฤดูร้อน “N o r o k k o – g o” (โนโรโกะโก) เพื่อที่จะพานักท่องเที่ยวได้ชมดอกไม้ที่บานสะพรั่งที่ฟาร์มโทมิตะ “T o m i t a F a r m” ที่เลื่องลือ สถานที่แห่งนี้สามารถชมสวนดอกไม้ได้หลาหลายสายพันธ์และหลากสี ซึ่งทุ่งลาเวนเดอร์ ยังสามารถเยือนพิพิธภัณฑ์ในเมืองได้ มีทั้งการช้อปปิ้งของฝากน่ารัก ๆ จากร้านค้ามากมายและยังสามารถแวะชมโรงงานผลิตชีสดำที่ทำมาจากหมึกของปลาหมึกได้อีกด้วย (B l a c k C h e e s e)

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

หากแม้สถานที่นี้ไม่ใช่ชุมชนเมืองแต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มดอกไม้ และโรงงานสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในท้องถิ่น อย่างเช่น การทำไวน์ ชีส ไอศครีมลาเวนเดอร์ และสารพัดของใช้จากดอกลาเวนเตอร์ อีกด้วย

ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเมืองฟุราโนะพื้นที่เป็นทุ่งกว้าง ดังนั้นพื้นที่ทั่วไปจะเป็นสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดูกว่าสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว ในช่วงหน้าหนาวนั้นจะมีการเล่นกีฬาจำพวกสกี สโนว์บอร์ด และจะเป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่แห่งนี้ และถ้าหากใครได้มาเยือนที่นี่ในช่วงหน้าหนาวแล้วละก็รับรองได้ว่าจะประทับใจและสนุกกับกีฬาเหล่านี้แน่นอน

ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะเต็มไปด้วยการเดินทาง การเดินชมดอกไม้ตามถนนเส้นส่ยดอก (ถนนสายที่ 237) นักท่องเที่ยวจะมาปั่นจักรยานเช่า ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากใครใครสามารถขับรถได้ก็สามารถขับรถเข้าไปชมได้ตามสบาย แต่จะสวยเป็นพิเศษหน่อยจะเป็นสถานที่ คือ K i m i – F u r a n o N a k a – F u r a n o เพราะที่แห่งนี้จะมีแปลงดอกไม้ที่เยอะมากเป็นพิเศษ และอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้ก็คือเมือง B i e i ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ไม่ห่างกันมาก ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

ของหวานในฟุราโนะ

  • โปปุระฟาร์ม

ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำก็คือร้าน โปปุระฟาร์ม อยู่ตรงบริเวณสถานี J R N i s h i n a k a ทสถานที่แห่งนี้มีของหวานจากเมล่อนชื่อดังไม่ว่าจะเป็น “ซานต้าโนะฮิเกะ” ที่แปลว่า เคราซานต้าคลอส โดยการที่นำเมล่อนครึ่งลูกมาโปะด้วยซอร์ฟครีมอย่างเต็ม

  • ฟาร์มโทมิตะ

ร้านที่สองก็คือ ร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ในฟาร์มโทมิตะ ที่ประเดิมด้วยชีสเค้กรสลาเวนเดอร์ (Lavender-Flavored Furano Snowmelt Cheese Cake)นั่นเอง ด้วยสีสวยดูน่ากิน นุ่มลิ้นแถมยังละลายในปากชิ้นนี้ แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว

นอกจากชีสเค้ก ก็ยังมีซอร์ฟครีมนมผสมลาเวนเดอร์, เครื่องดื่มขวัญใจของชาวญี่ปุ่นอย่าง “ลามูเนะ” ที่คล้ายกับมะนาวโซดาในบ้านเรานั่นเอง แต่จะผสมกลิ่นลาเวนเดอร์เข้าไป, พุดดิ้งวนิลารสน้ำผึ้งและลาเวนเดอร์, และของหวานอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอมๆของลาเวนเดอร์มากมายเลยทีเดียว

  • โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์

และยังมีอีกร้านที่สามารถลิ้มลองรสชาติเมล่อนหวานๆ นั่นคือร้าน “โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์” ร้านแห่งนี้ได้ใช้เมล่อนและนมสด ๆ ของเมืองเมืองฟุราโนะมาทำเป็นเมล่อนสมู้ตตี้ หรือจะเป็นเมล่อนที่หั่นทานสดๆก็มีและที่อยากจะแนะนำก็คือ เมล่อนปัง โดยการใช้ครีมเมล่อนเข้มข้น ซึ่งของหวานทั้งหมดนี้เขาจะใช้เมล่อน 1 0 0 % เมื่อได้ชิมแล้วหอมหวานละลายในปากเลยทีเดียว

การเดินทางไป ฟุราโนะ

  • รถไฟ จากสถานี S a p p o r o นั่ง J R -F u r a n o L a v e n d e r E x p r e s s ลงที่ สถานี F u r a n o ระยะเวลา 2 ชั่วโมง (มีเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น)
  • รถบัส จาก A s a h i k a w a A i r p o r t ไปที่ B i e i (15 นาที, 360 y e n)  และถ้าลง F u r a n o (60 นาที, 750 y e n)

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก gavgavka

ฮอกไกโด

ฮอกไกโด
ฮอกไกโด

ฮอกไกโด เดิมคือ เอโซะ เป็นชื่อจังหวัดและเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ฮอกไกโดเป็นเขตการปกครองที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ โดยมีฮอกไกเป็นศูนย์กลางของเกาะ และยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตก็คือ เมืองซัปโปโร

เป็นเขตที่มีผู้คนอาศัยอยูน้อย มีประชากรทั้งเกาะประมาณ 5 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายมาจากเกาะฮนซูราว ๆ 1 0 0 กว่าปีก่อน ที่เป็นแหล่งของซามูไรจากการแพ้สงครามจึงต้องหนีมาอยู่อาศัยที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกาะนี้มีชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มานานมากคือชาวไอนุ และในปัจจุบันชาวไอนุได้หลงเหลืออยู่น้อยมากที่ดำรงชีวิตเหมือนชาวญี่ปุ่นทั่วไป เกาะแห่งนี้มีอากาศที่หนาวเย็นมีหิมะอยู่ทั่วไปประมาณ 4 – 6 เดือน ช่วงฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิถึง -20 ถึง5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิ 15 – 30 องศาเซลเซียส ภูมิประเทศจะมีภูเขาเป้นส่วนใหญ่ ส่วนในบริเวณที่ราบลุ่มภูมิจะเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณเมืองซัปโปโร ซึ่งในสถานที่แห่งนี้จะมีอากาศอุ่นกว่าบริเวณอื่น ๆ ของเกาะ แต่อากาศก็ยังหนาวกว่าเมืองอื่น ๆ ในเกาะฮนชู

ประวัติศาสตร์ ฮอกไกโด

เป็นถิ่นฐานที่ตั้งที่อยู่ของชนพื้นเมืองหรือ ไอนุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชื่อสถานที่หลายแห่งบนเกาะแห่งนี้ เช่น เมืองซัปโปโรจะเป็นภาษาไอนุ แต่เดิมเคยมีชื่อว่าเอโซะจนได้สิ้นสุดยุคเมจิ ในช่วงสงครามโบชินในปี พ.ศ. 2 4 1 1 มีกองกำลังสนับสนุนของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะที่นำโดยเอโนโมโตะ ทาเกอากิ ประกาศว่าเป็นรัฐอิสระนามของสาธารณรัฐเอโซะ สุดท้ายจึงได้ล่มสลายลงเมื่อปี พ.ศ. 2 4 1 2 ซึ่งในภายหลังต้องแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสี่ส่วน

ภูมิอากาศของเกาะ

เกาะแห่งนี้ได้มีชื่อว่าเป็นดินแดนที่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่เย็นสบาย เกาะแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจากต่างถิ่นฐานในประเทศ แต่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะค่อนข้างหยาวเหน็บมีหิมะมากอยู่ราว ๆ ครึ่งปีกว่าในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน แม่อากาศอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2 2 °C แต่ในต้นเดือนมกราคมจะมีช่วงอุณหภูมิที่ต่ำอยู่มากประมาณ -12 °C ถึง -4 °C ซึ่งในฤดูหนาว ทะเลโอค็อตสค์ในทางตะวันตกของเกาะจะกลายเป็นน้ำแข็งและได้ทำให้การเดินทางทางทะเลแถบน้ำเป็นไปได้ยาก ซึ่งต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ในส่วนการประมงก็ต้องรอจนกว่าจะสิ้นช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นดินแดนหิมะในเมืองซัปโปโระจึงได้มีการจัดเทสกาลหิมะเป็นประจำทุกปีราวต้นเดือนกุมภาพันธ์

ที่เที่ยวยอดฮิต

  • ป้อมโงเรียวกาคุ (F o r t G o r y o k a k u) เมือง H a k o d a t e

ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ ที่เรียกกันว่าป้อมดาว 5 แฉก เพราะบริเวณป้อมหากได้มองจากมุมสูงจะมีลักษระคล้ายดาว ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีสุดท้ายยุคเอโดะเพื่อป้องกันการคุกคามในมหาอำนวจตะวันตก ใจกลางของป้อมเป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการบริหารเมืองในยุคโชกุน ในต่อมาเมื่อไม่ได้ใช้งานจึงได้มีการบูรณะและรับปรุงให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชมซากุระที่บานในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ป้อมโงเรียวกาคุ มีหอคอยที่สูง 9 0 เมตร สำหรับชมวิว โดยหอคอยจะถูกจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2 0 0 6 ส่วนในด้านล่างหอคอยจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและนิทรรศการ

  • จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (M o u n t H a k o d a t e) เมือง H a k o d a t e

จุดชมวิวแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อได้ขึ้นมายังภูเขาฮาโกดาเตะจะมีความสูงถึง 3 3 4 เมตร สามารถเห็นวิวได้โดยกว้างของชุมชนที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาและทะเลอย่าง หากมาชมช่วงกลางวัน แล้วมาชมกลางคืนซ้ำอีกครั้งก็สวยทั้งสองแบบ เพราะทั้งสองช่วงนี้จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

  • ริมคลองโอตารุ (O t a r u C a n a l A r e a) เมือง O t a r u

แต่เดิมในเมืองโอตารุจะเป็นท่าเรือเล็ก ๆ มีความคึกคักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งเมื่อมีการขนส่งเริ่มมีการพัฒนาและมีความที่ทันสมัยมากขึ้น แต่เมืองแห่งนี้ไดถูกลดความสำคัญลงเหลือแต่เพียงหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อเฮอร์ริ่ง ด้วยความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ทางการจึงได้เข้าไปปรับโฉมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงได้เปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าทะเลให้กลายเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์เพื่อที่ได้บอกเล่าความเป็นมาของที่แห่งนี้ ได้รวมถึงการติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปถึงคลองโอตารุ จึงมีความโรแมนติกมากขึ้น

  • ทุ่งดอกไม้ ฟูราโน่ (F u r a n o F l o w e r F i e l d) เมือง F u r a n o

ดอกลาเวนเดอร์นิยมปลูกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ จะมีอยู่ทั่วเมืองฟูราโน่ ซึ่งเป็นที่เที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาชมความงามของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานเต็มที่คือกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะคงบานอยู่ในกลางเดินสิงหาคม และยังมีดอกไม้อีกมากมายในฤดูอื่น

จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุด คือ ฟาร์มโทมิตะที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยเพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ ที่เปิดให้เข้าชมฟรีอย่างอิสระ และใกล้ทุ่งดอกไม้ก็ยังมีร้านกาแฟ และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากดอกลาเวนเดอร์ด้วย

  • ลานสกีฟูราโน่ (F u r a n o S k i A r e a), เมือง F u r a n o

นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาเล่นสกีในที่แห่งนี้ ufabet และนอกเหนือไปจากการการท่องเที่ยวและการทานอาหาร ลานสกีฟูราโน่ เคยเป็นลานสกีที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกมาก่อน มีทั้งบริเวณที่ทางลาดชันไม่มากสำหรับผู้เล่นใหม่และทางลาดชันที่สูงสำหรับคนเก่งหรือมือโปรอีกด้วย ละมีทั้งการทำกิจกรรมกับหิมะคือ การนั่งรถที่มีสุนัขลากเลื่อนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เกาะแห่งนี้มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากส่วนที่อื่น ๆ จึงนิยมมาตากอากาศหรือย้ายมาอาศัยและทำงานเป็นจำนวนมาก

โอซาก้า

โอซาก้า
โอซาก้า

โอซาก้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตรองมาจากโตเกียวเพราะที่นี่มีสถานที่ทท่องเที่ยวมากมายทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่นอย่างโอโคโนะมิยากิและทาโกะยากิ ซึ่งเราจะมาแนะนำจุดเดินเล่นท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้งต่าง ๆ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของคันไซ สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ความเป็นมาของ โอซาก้า

สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบันราว ๆ 500 ปีก่อน โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ได้สร้างปราสาทในโอซาก้า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและการค้าขายอย่างเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว ในด้านของวัฒนธรรรมอาหารที่เป็นแหล่งรวมอาหารของแต่ละท้องถิ่นทั่วญี่ปุ่น

ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมายเพราะมีทั้งเสน่ห์ทั้งด้านอาหารท้องถิ่นประจำโอซาก้าอย่างเช่น ทาโกะยากิ, โอโคโนะมิยากิ และเทปันยากิ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างปราสาทโอซาก้าและโดทงโบริ

จุดเที่ยวที่ต้องไปสัมผัส

เมืองที่เจริญรุ่งเรืองนี้เป็นเมืองแห่งการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและวัฒนธรรมด้านอาหารมีการพัฒนาอย่างมาก Ufa877 จนเป็นที่เรียกกันว่า “ครัวของประเทศ” เป็นผลให้ถนนมีชีวิตชีวาอย่างมากทั้งผู้คนที่เป็นมิตรและอาหารแสนอร่อยซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการแนะนำจากชาวเมืองทั้งนั้น

  • ถนนช็อปปิ้ง T e n j i n b a s h i s u j i

แหล่งช็อปปิ้งตั้งอยู่ในเขตคิตะ ถนนช็อปปิ้งจะมี 4 สายแต่ละฟากถนน ความยาวรวมประมาณ 2.6 กม. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น และเหมาะสำหรับการเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของชำ ขนมหวาน และเสื้อผ้า หากเบื่อจากการช็อปปิ้งสามารถแวะพักในร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่

  • สถานี J R O s a k a

สถานีประตูสู่ O s a k a เป็นแหล่งชอปปิ้งที่ครอบคลุมทั่วสถานีและมีตึกสูงที่อยู่รายรอบจึงทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอนาคต บริเวณรอบสถานีเหมาะกับการมาเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมทั้งมีศูนย์การค้าที่สำคัญ G r a n d F r o n t O s a k a และ Y o d o b a s h i C a m e r a อีกด้วย

  • ห้าง H E P F I V E (ชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า)

จุดสังเกตของเขตอุเมดะในโอซาก้า H E P F I V E เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นแฟชั่น บนดาดฟ้าห้างมีชิงช้าสวรรค์สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมเมืองได้ ซึ่งในตอนเย็นก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนที่โรแมนติก H E P F I V E จึงกลายเป็นสถานที่ออกเดทยอดนิยม

  • ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อมีนิตยสารภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งได้เขียนแนะนำว่าตึกแห่งนี้เป็น “ประตูชัยแห่งอนาคต” จากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโอซาก้า ในสวนลอยฟ้ายังมีจุดชมวิวกลางแจ้งที่และนอกจากนี้ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building ยังมีร้านอาหารมากมายอีกด้วย

  • ห้าง Don Quijote สาขา Umeda

สถานที่ช้อปปิ้งเป็นห้างค้าปลีกลดราคาที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สาขานี้มีขนาดใหญ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น สินค้าในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามต่าง ๆ คุณสามารถหาสินค้าราคาถูก สินค้าหายาก และสินค้าในแบบเฉพาะของญี่ปุ่นได้จากที่นี่

  • ปราสาทโอซาก้า

สถานที่ที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างปราสาทโอซาก้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นเอกภาพ มีการประดับด้วยทองผ่องอำพรรณรอบปราสาทและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย และยังมีผู้มาเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึง 1 – 1.3 ล้านคนต่อปี

  • โรงละคร Osaka Shochikuza

หากได้มาเยือนโอซาก้าและอยากที่จะเข้าชมละครคาบุกิ เราแนะนำให้ไปโรงละครศิลปะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ Osaka Shochikuza  เพราะมีคนส่วนมากคิดว่าการชมละครคาบุกิมีราคาค่อนข้างแพง แต่ว่าสำหรับผู้ที่อยากชมละครคาบุกิเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำ “Hitomakumiseki” ซึ่งคุณสามารถชมการแสดงจากโปรแกรมได้ตั้งแต่ราคา 1,000-2,000 เยนเท่านั้น

  • ย่าน D o t o n b o r i

ย่านช็อปปิ้งนี้เป็นย่านที่ที่คึกคักอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้า สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านกินดื่มและผู้คนมากมายโดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสุดสัปดาห์ และโปรดระมัดระวังเพราะแถวนี้มีโพลสำรวจที่ไม่น่าไว้ใจมากมาย

  • พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n

ที่พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n แห่งนี้คุณสามารถทาน เรียนรู้และลองทำทาโกะยากิได้ เพราะทาโกะยากิเป็นเมนูจากแป้งหรือที่เรียกว่า “k o n a m o n o” จึงขึ้นชื่อและถือเป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในเมืองโอซาก้า ส่วนทาโกะยากิเป็นรูปทรงกลมจะมีชิ้นปลาหมึกยักษ์อยู่ข้างใน ทาโกะแปลว่าปลาหมึกยักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้

  • ถนนช็อปปิ้ง S e n n n i c h i m a e Doguyasuji

เป็นย่านช็อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยสิ่งของหรือเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร สถานที่นี้เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์สำหรับเชฟมืออาชีพ และในทุก ๆ ปีของวันที่ 9 ตุลาคมจะมีการจัดเทศกาล D o g u y a s u j i ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาอุปกรณ์การทำอาหารทุกประเภทได้ในราคาถูกอีกด้

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต
ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ย่านท่องเที่ยวยอดฮิตของหลาย ๆ คนในเมืองโตเกียว คงหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงดัง ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะอยู่โซนโตเกียวในฝั่งตะวันตก เนื้อหาบทความนี้จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบเดินเล่นช้อปปิ้งไปเที่ยวในย่านชั้นนำต่าง ๆ คือ ย่านชินจูกุ ย่านชิบูย่า และย่านฮาราจูกุ เป็นต้น

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ที่เหล่านักท้องเที่ยวไปเดิน

  • ฮาราจูกุ

อันดับแรกถือเป็นแหล่งประชันคอสเพลย์ที่โด่งดังทีเดียว เพราะจะมีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นร่วมกันแต่งตัวแนวหลุดโลกมาแข่งกัน และนอกจากนั้นยังมีแหล่งร้านค้ากระจุกกระจิกน่ารัก ๆ มากมาย และถนนทาเคชิตะยังเป็นแหล่งเสื้อผ้าแฟชั่นราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบขนมจำพวกเครป ในซอยนี้จะมีร้านเครปที่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อซึ่งถ้าได้มาแล้วจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

  • ถนนสายทาเคชิตะ

เป็นถนนแห่งแฟชั่น เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของย่านฮาราจูกุ มีทางเดินแคบ ๆ ยาวถึง 400 เมตร ทั้งสองฝั่งของถนนมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านค้า คาเฟ่ห์ ร้านอาหาร ซึ่งที่นี้เป็นจุดรวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการแต่งตัว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวคอสเพลย์

  • ย่านช้อปปิ้งโอโมเทะซันโด

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้เป็นย่านสุดหรูที่ชื่อว่า โอโมเทะซันโด ถนนสายนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เกิดใหม่ของเมืองโตเกียวที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร ในอาคารส่วนใหญ่จะถูกออกแบบ ดีไซน์ ที่ดูดึงดูดมีความล้ำสมัยไม่เหมือนแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

  • ชิบูย่าหรือชิบูยะ

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้คล้ายกับย่านฮาราจูกุ แต่ในย่านชิบูย่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ชั้นนำหลายแห่ง เป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำและยังมีแหล่งบันเทิงอื่น ๆ อีกด้วย คือมีทั้ง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก มีจุดนัดพบที่ขึ้นชื่อของโตเกียวคือบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟชิบูย่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์ฮาชิโกะและห้าแยกของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ และสัญลักษณ์กูลิโกะแมน ที่หากใครได้ไปถึงแล้วก็ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ย่านชิบูย่ายังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่มีผู้คนที่คึกคักตลอดเวลาซึ่งบริเวณนับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมมากในวัยรุ่นญี่ปุ่นเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเก๋ๆ และเนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงจึงทำให้มีร้านแฟชั่นหรือมีดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเอง สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นจนโด่งดังมาหลายต่อหลายแบรนด์อีกด้วย

  • ชินจูกุ

เมื่อได้มาโตเกียวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องมาเที่ยวย่านชินจูกุ เพราะย่านนี้เป็นหัวใจหลักในการมาเยือนกรุงโตเกียว โดยเฉพาะนักช้อปปิ้งที่มีเวลาน้อย และมาในที่เดียวแบบไม่เกี่ยงราคาสัก ซึ่งย่านชินจูกุจะเป็นคำตอบเพราะเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลาย มีแฟชั่นชั้นนำ ร้าน 100 เยนยอดประหยัด ร้านกาแฟสุดชิค ไปจนถึงร้านอาหาร 5 ดาว ทั้งนี้ชินจูกุเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าจะมีสถานีรถไฟชินจูกุเสมือนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละวันแล้วจะมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวถึง 2.5 ล้านคนในที่แห่งนี้

  • กินซ่า

เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย ที่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าคุณภาพ คือห้างวะโก และนอกจากนั้นยังมีร้านปลอดภาษีและจุดบริการรับคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

  • อาสะกุสะ นากามิเซะ

อาสะกุสะ นากามิเซะ เป็นย่านการค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ที่อยู่ใกล้กับวัดอาสะกุสะ เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก จำพวกชุดยูกาตะ พัด ร่มโบราณ รองเท้าแตะ ตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ รวมไปถึงร้านค้าที่หลากหลายจำพวกร้านขนมท้องถิ่น ขนมโบราณและอาหารพื้นเมืองมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดประจำชาติมาเดินเล่นกันในละแวกนี้ ร้านค้าในแถบนี้ยังคงกลิ่นอายของโตเกียวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ซึ่งในทุก ๆ ปีช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีเทศกาลของวัดอาสะกุสะ และจะมีการออกร้านค้าพิเศษและร้านค้าประจำแถบนี้ก็จะมีความคึกคักมากกว่าปกติ

  • อาเมโยโกะ

อาเมโยโกะ เป็นตลาดสินค้าที่มีลักษณะเหมือนแผงลอยสินค้าแล้ะมีร้านค้าอยู่ติดริมถนนมากกว่า 400 ร้าน มีการคละกันทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่มากมายในบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟอุเอโนะ ในสถานที่ร้านค้าแถบนี้สามารถที่จะต่อรองราคาสินค้าได้ เป็นตลาดสินค้าหลากหลายชนิดที่ราคาไม่แพงมากนัก

หากใครที่มีโอการไปช้อปปิ้งที่ประเทศญี่ปุ่นคงไม่ควรที่จะพลาดย่านช้อปปิ้งสุดฮิตในย่านต่างๆ อย่างเช่น ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ และย่านชิบูย่า เพราะทั้ง 3 ย่านนี้จะมีวัยรุ่นและนักช้อปปิ้งจำนวนมากไปเดินเลือกซื้อของ จึงเรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิตจริงที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่แวะไปช้อปปิ้งอาจเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ufabet

โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์
โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์ (T o k y o T o w e r)เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงอันดับสองในญี่ปุ่นรองจาก T o k y o S k y t r e e ในปัจจุบัน T o k y o T o w e r เป็นที่ส่งสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงในโตเกียว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ ในส่วนของรูปทรง T o k y o T o w e r มีแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส โครงสร้างเป็นเหล็ก ทาสีส้มเพื่อให้เครื่องบินเห็นได้เด่นชัด ตามหลักของ Air safety

ความหมายของ โตเกียวทาวเวอร์

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหอคอยแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนในยุคโชวะ ในที่นี้คือโตเกียวทาวเวอร์หอคอยแห่งนี้เป็นหอคอยการสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ความสูงของโตเกียวทาวเวอร์คือ 333 เมตร และนอกจากเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติต่างมาแวะเวียนเยี่ยมชมความงามทั้งภายนอกและภายใน ด้วยความมีเอกลักษณ์จึงทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ประวัติความเป็นมา

Tokyo Tower ตั้งอยู่กลางโตเกียวที่เขตท่าเรือ “มินาโตะ” เป็นย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางโตเกียวที่อยู่ติดกับอ่าวโตเกียว ก่อสร้างโดยบริษัทติดตั้งหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ Nippon Television City Corporation ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๆ 3,000 ล้านเยน เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เวลาเพียงปีครึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงถึง 333 เมตร สูงกว่าหอไอเฟลถึง 13 เมตร นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถขึ้นไปชมวิวที่ O b s e r v a t o r y สามารถชมได้ 2 ระดับ ได้แก่ความสูง 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งก็สูงพอจะเห็นรอบ ๆ โตเกียวและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าปรอดโปร่งสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร

ในอดีตจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วทั้งบริเวณโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง โดย Tokyo Tower เคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในปัจจุบันโตเกียวเริ่มเจริญขึ้นมีตึกสูงและคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เกือบทุกพื้นที่ และความสูงเหล่านั้นจึงเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณจากโตเกียวทาวเวอร์จึงเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้คลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และหลังจากโตเกียวสกายทรีได้มีการเปิดตัวในปี 2012 สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ และอื่น ๆ มีการถูกย้ายจากโตเกียวทาวเวอร์ออกเกือบทั้งหมด ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์คงส่งสัญญาณรายการวิทยุบางสถานีและเป็นเสาสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับโตเกียวสกายทรีเท่านั้นเอง

ในตัวอาคาร Tokyo Tower นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo One Piece Tower สวนสนุกธีม วันพีช แห่งแรกในญี่ปุ่น สวนสนุกนี้เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในสวนสนุกประกอบด้วยเครื่องเล่น บรรยากาศจำลองในการ์ตูน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก Limited Edition เปิดให้บริการ 10:00 – 22:00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3,200 เยน และ เด็ก 1,600 เยน

วิวสวย ๆ จากโตเกียวทาวเวอร์

ช่วงเวลากลางคืนโตเกียวทาวเวอร์ถูกจัดแสงด้วยไลท์อัพสีแดงส้ม เมื่อเทียบกับแสงไฟโดยรอบของหอคอย ดูโรแมนติกจึงทำให้คู่รักชาวญี่ปุ่นรวมไปถึงชาวต่างชาติหลายคู่มองหาอาคารสูงใกล้เคียงไปเดทชมวิวโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน นอกจากนี้ไฟไลท์อัพจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปีนั้น ๆ โตเกียวทาว ซึ่งไฟจะเปิดทุกวันเสาร์เวลา 20.00 น. ถึง 22.00 น. เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ในทุกคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือน หอคอยก็จะจัดไฟพิเศษแถมยังมีการปิดไฟบนยอดเพื่อให้ทุกคนได้ชมแสงจันทร์แต่ละเดือนด้วย ไม่ใช่แค่การชมแสงไฟของตัวหอคอยด้านนอกแต่จะแนะนำให้ขึ้นไปลองชมด้านบนบริเวณกลางคืน เพราะภายในจุดชมวิวมีการตกแต่งไฟโดยเปลี่ยนไปตามเทศกาลต่าง ๆ หากใครมองหาสถานที่การเดท ขอแต่งงาน ฉลองการครบรอบต่าง ๆ ที่นี่ในยามค่ำคืนถือเป็นทางเลือกที่โรแมนติกที่ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด

  • ค่าเข้าผู้ใหญ่อยู่ที่ 900 เยน
  • เด็ก 500 เยน
  • เด็กเล็ก 400 เยน

จุดชมวิวเปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 23.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ หอคอยแห่งนี้เป็นจะเป็นความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคโชวะ ในความโรแมนติกยามค่ำคืนของ Tokyo Tower ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นและโตเกียวแล้วจะต้องมาเยี่ยมชมสักครั้งจริง ๆ

ขอขอบคุณเรื่องราวดีดีจาก gavgavka.com

พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล
พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)เป็นสถานที่ที่อยู่ในใจกลางของมหานครที่ทันสมัยโตเกียวก็มีโบราณสถานที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโตเกียวอีกด้วย หากได้พูดถึงพระราชวัง โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในสถานที่นี้กันเลยทีเดียวเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สถานที่ พระราชวังอิมพีเรียล

ยังเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล แต่เดิมที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่พำนักของ “โชกุนโตกุกาวะ” Tokugawa Shogunate มาก่อน และหลังจากระบบโชกุนได้ล่มสลาย ราชวงศ์อิมพีเรียลก็ได้ย้ายที่ประทับจากเมืองเกียวโตมายังโตเกียว และได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้จนแล้วเสร็จสิ้น เมื่อปี ค.ศ.1888

โดยปกติแล้วสถานที่นี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมในวันอื่น ๆ แต่จะมีช่วงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ คือในวันที่ 2 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ และในวันที่ 23 ธันวาคม ที่เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่พระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

จุดยอดนิยมของพระราชวัง

Nijubashi สะพานนิจูบาชิ สะพานเหล็กโค้งคู่เชื่อมระหว่างเขตพระราชวังกับสะพานหิน คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่า ‘เมกะเนบาชิ’ ที่แปลว่าสะพานแว่นตาที่เกิดมาจากภาพสะท้อนของสะพานกับบ่อน้ำจนดูเหมือนกับแว่นตานั่นเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ที่สามารถมองเห็นเป็นแว่นตาคือ วันที่ฟ้าปลอดโปร่ง และมีแดด

Imperial Palace East Garden สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังเอโดะ ในอดีตเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น gavgavka ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะ เมื่อปี ค.ศ.1657 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงและเหลือแต่รากฐานให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อ ๆ กันไป ในรอบๆของปราสาทเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีการดูแลเป็นอย่างดี และเปิดให้ผู้คนเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี เวลาเปิด/ปิดอยู่ในช่วง 9.00-16.30 น. ปิดวันจันทร์ วันศุกร์และวันหยุดตามประกาศสำนักพระราชวัง

นอกจากสองสถานที่ท่องเที่ยวในพระราชวังแห่งนี้ ในส่วนรอบๆของวังก็ยังมีสวนสาธารณะ ที่ร่มรื่น มีคูน้ำและกำแพงหินที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige ซามูไรและขุนนางคนสำคัญในยุคคามาคุระในศตวรรษที่ 14 ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ตั้งอยู่อีกเช่นกัน

ข้อมูลที่ควรรู้

ในวันที่ 2 มีนาคม 1657 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะหรือโตเกียว ได้ฆ่าชีวิตผู้คนนับแสนราย มีบ้านเรือนพังเสียหายเกือบทั้งเมือง โดยมีเหตุเกิดมาจากต้นเพลิงที่พระรูปหนึ่งได้ทำการเผาเสื้อกิโมโนของเด็กสาว 3 คนเพื่อเป็นของส่งวิญญาณ ขณะเริ่มเผาได้มีลมกรรโชกอย่างแรงจนทำให้โบสถ์ของวัดฮงเมียวจิติดไฟ และได้ลามไปทั่วเมืองจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงรองลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่กรุงลอนดอน และไฟไหม้ใหญ่กรุงโรม โดยไฟไหม้ในครั้งนี้ถูกเรียกว่า มหาอัคคีภัยเมเรกิ หรือ The Great Fire of Meireki

การเดินทาง

เดินตรงจากสถานีรถไฟโตเกียว ทางออก Marunouchi Central Exit ประมาณ 10 นาที

Tokyo Metro Hibiya Line ลงสถานี Hibiya [H7] ทางออก B6

Tokyo Metro Chiyoda Line ลงสถานี Nijubashimae ทางออก 2

Toei Subway Mita Line ลงสถานี Hibiya [I08] ทางออก B6

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าหากได้ไปแล้วไม่ได้เที่ยวในหนึ่งสถานที่นี้ถือว่าไปไม่ถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว และที่นี่เป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย เพราะมีอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่น่าสนใจซึ่งในญี่ปุ่นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือน วันนี้เราจึงมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถดูได้จากบทความด้านล่างเลย…

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้

  • พระราชวังอิมพีเรียล

แต่เดิมมีชื่อว่า ‘พระราชวังเอะโดะ’ เป็นหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญในประวัติศาสตร์ อยู่ที่เมืองโตเกียว และเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย จากเดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อว่า ‘เอะโดะ’ ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่นและถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร จากนั้นจึงได้ขยายเมืองใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองใหญ่มากขึ้น หลังจากที่เข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิมีการล้มล้างการปกครองแบบโชกุน จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาเอะโดะ และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

  • โตเกียว ทาวเวอร์

เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงาม ตั้งอยู่ในเขต ‘มินะโตะ’ ในกรุงโตเกียว เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี จะมีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้านกว่าคน อีกทั้งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกและยังเป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในกรุงปารีส ได้สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น จากนี้ “โตเกียว ทาวเวอร์” จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยจะไม่มีวันหยุด หากใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง

  •  หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

เป็นหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัด ‘กิฟุ’ ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงจากฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือเรียกว่าการสร้างบ้านแบบ ‘กัตโชทสึคุริ’ เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ลักษณะรูปแบบของบ้านมีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือพนม มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านจะมีความยาว 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ในบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ และยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริงอีกด้วย

  • ภูเขาฟูจิ

เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และชื่อว่าได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ สามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่า วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ ประมาณ 40 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็ม ๆ และสิ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามต้องไปที่ทะเลสาบทั้งห้า หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาตินั่นเอง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน

  • ช้อปปิ้งที่ย่าน ชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

หากได้มาเที่ยวที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ คือ การช๊อปปิ้ง ในญี่ปุ่นมีแหล่งช๊อปที่หลายหลายที่ที่ไม่ควรพลาด คือ ย่านชินจุกุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยอยู่ฝั่งตะวันตกของโตเกียว เป็นแหล่งช๊อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยม โดยกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น และใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันจะเป็นแหล่งช๊อปปิ้งยอดนิยมของคนวัยรุ่น คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ เพราะที่นี่มีแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ คู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม

  •  โอซาก้า

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่นละยังเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก อยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันมีถนนหลายเส้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้า และเป็นเมืองดั้งเดิมมีต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า จุดศูนย์กลางความทันสมัย และสวนสนุก Universal Studios Japan

  • ปราสาทฮิเมะจิ

ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาสมบัติของชาติไว้ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ในปี 2009-2014 ที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้และสามารถชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่รอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่นอีกด้วย

  • วัดโทไดจิ

เป็นวัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ของเมืองนารา เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญๆ ของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดจะมี หอไดบุทสึ หรือวิหารไม้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว

  • ฮอกไกโด

เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียด ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบาน สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนมากเพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ

  • ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโด รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบ ที่นี่จึงมีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราวถึง 30 องศาเลยทีเดียว และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงามที่ ฟาร์มโทมิตะ ได้มีการปลูกลาเวนเดอร์ที่สวยงามและกว้างใหญ่ รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปีเช่นกัน

เรียกได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เราได้นำข้อมูลมาให้ดูนี้ แทงบอลออนไลน์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนในการเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆคน เพื่อที่จะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลีกๆอีกเช่นกัน

เรียวกัง

เรียวกัง
เรียวกัง

เรียวกัง …หากคุณอยากรู้จักและอยากจะไปท่องเที่ยวเมืองโตเกียวแต่ก็เบื่อกับการพักในห้องพักแบบโรงแรมทั่วไป และอยากได้สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแต่ไม่อยากเดินทางออกไปนอกเมือง ซึ่งเราได้มีที่พัก Ryokan ในโตเกียว มาฝากอีกด้วย

เรียวกัง คืออะไร

เรียวกัง คือโรงแรมขนาดเล็ก เรียกอีกได้ว่าเป็นโรงเตี๊ยมในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยยุคเอะโดะ ในปี ค.ศ. 1603 – ค.ศ. 1868 ตั้งอยู่ล้อมรอบทางหลวงสำคัญในอดีตเพื่อรองรับผู้ที่เดินทาง ปกติแล้วที่พัก Ryokan มีจุดเด่นคือ เป็นห้องพักปูเสื่อ อ่างอาบน้ำรวม และมีบริเวณสาธารณะให้ผู้ที่เข้าพักจะต้องสวมยูกาตะ ซึ่งในปัจจุบันที่พักแบบ Ryokan จะทำเลออยู่นอกเมืองซะส่วนใหญ่

Ryokan พบได้ยากในเขตโตเกียว รวมถึงเมืองใหญ่อื่น ๆ เนื่องจากมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับโรงแรมทั่วไป โดยชาวญี่ปุ่นได้หันมาใช้บริการโรงแรมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน ในเขตเมืองใหญ่บางแห่งยังสามารถพบ Ryokan ในราคาที่เหมาะสม ที่มีราคาเริ่มต้นแค่ 1,200 บาทต่อคืนเท่านั้น และใน Ryokan ก็มักจะพบในบริเวณที่มีทัศนียภาพที่สวยงามอย่างเช่น บริเวณแถบภูเขา และชายทะเล เป็นต้น ในปัจจุบันนั้นได้มีการพัฒนา Ryokan ในการออกแบบของโรงแรมในสมัยใหม่ มีชื่อว่า โฮชิโน รีสอร์ต ที่ได้เปิดให้บริการ Ryokan ในเมืองคารุอิซาวะ ในปีค.ศ. 1914 อีกด้วย

เรียวกังที่พักสไตล์ญี่ปุ่น

ห้องพักจะเป็นห้องพักในรูปแบบญี่ปุ่นสมัยก่อนและมีการตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่นรวมถึงการแต่งกายและลักษณะการให้บริการของพนักงานเจ้าหน้าที่ใน Ryokan ด้วย และยังคงมีอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและมีบทบาทที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเข้าพักในที่พักแบบญี่ปุ่นในปัจจุบัน

การให้บริการของ Ryokan ไม่ใช่เพียงแค่ห้องพักสำหรับค้างคืนเท่านั้น

ซึ่งพร้อมด้วยบริการจากเจ้าหน้าที่เปรียบเสมือนการแขกเข้ามาพักในถิ่นฐานบ้านของตนเอง ซึ่งเป็นการบริการแบบการเลี้ยงรับรองแขกผู้มาเยือน ซึ่งโดยปกติแล้วการให้บริการโดยพื้นฐานของ Ryokan จะมี 4 ข้อหลัก ๆ ที่แตกต่างจากการให้บริการของโรงแรมสากลในปัจจุบัน กล่าวคือ

1) มีให้บริการทั้งอาหารเย็นและอาหารเช้า (บางที่อาจจะให้บริการอาหารในรูปแบบบุฟเฟ่ต์หรือบริการเสริฟ์อาหารถึงภายในห้องพัก)

2) มีบริการชุดยูกาตะ

3) มีบริการออนเซ็น ที่อาบน้ำรวม

4) ในบางแห่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการประจำห้องพัก ห้องละ 1 ท่าน

ในพื้นที่ที่เป็นเมืองออนเซ็นหรือสถานที่ที่มีวิวธรรมชาติที่สวยงามนั้นส่วนใหญ่จะมีอยู่มากมาย สามารถเข้าพักพร้อมการแช่น้ำแร่ได้อย่างผ่อนคลายเช่นกัน

ลักษณะพิเศษของ Ryokan

Ryokan ดั้งเดิมนั้นจะมีทางเข้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีที่นั่งสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเพื่อนั่งและสนทนา แต่ Ryokan ในสมัยใหม่ได้มีการเพิ่มโทรทัศน์เข้าไปด้วย ห้องพักจะถูกสร้างในแบบประเพณีของญี่ปุ่น โดยมีการปูพื้นด้วยเสื่อเรียกว่า ตาตามิ และประตูเป็นบานเลื่อน มีการรักษาความปลอดภัยด้วยประตูที่มีกลอนอย่างแน่นหนา มักจะเปิดเข้ามาเป็นทางเข้าเล็ก ๆ ซึ่งกั้นระหว่างห้องนอนด้วยประตูบานเลื่อน และด้านนอกประตูเป็นที่วางรองเท้า ภายในปูด้วยเสื่อตาตามิอีกเหมือนกัน ห้องพักใน Ryokan มักจะมีระเบียงยื่นออกไปด้านนอก โดยจะต้องผ่านประตูเลื่อนออกไปอีกด้วย

Ryokan ส่วนใหญ่นั้นจะมีบริเวณอาบน้ำรวม หรือเรียกว่า โอฟุโร โดยจะแบ่งตามเพศ โดยใช้น้ำร้อนจากแหล่งน้ำร้อนจากธรรมชาติ ถ้าพบในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตที่มีบ่อน้ำร้อนจะพบ Ryokan เป็นจำนวนมาก Ryokan ในระดับสูงนั้นมักจะมีห้องอาบน้ำส่วนตัว ในปกติแล้วภายใน Ryokan จะให้ผู้เข้าพักสวมใส่ยูกาตะภายในเขต เพื่อไว้เล่นกีฬาสันทนาการต่าง ๆ รวมทั้งบางที่ยังอนุญาตให้นำออกไปสวมใส่นอก Ryokan ได้

ส่วนเครื่องนอนที่ให้บริการในห้องพักนั้นจะเป็นฟูกจะปูบนพื้นเสื่ออีกที เมื่อแขกเข้าพักนั้น มักจะมีโต๊ะอยู่กลางห้องพร้อมเครื่องในการชงชา โดยยังใช้สำหรับให้บริการอาหารสำหรับให้บริการในห้อง และเมื่อผู้เข้าพักออกไปนอกห้องแล้ว พนักงานจะย้ายโต๊ะกลางนี้ไปไว้ข้างๆห้อง และปูที่นอนให้

ค่าใช้จ่าย

การเข้าพักใน Ryokan คืนหนึ่งนั้นส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 เยนจนถึง 100,000 เยนสำหรับ Ryokan ระดับหรู ๆ และนอกจากนี้ส่วนใหญ่จะให้บริการแพลนที่พักพร้อมอาหาร 2 มื้อ ก็คืออาหารเย็นและอาหารเช้า แต่ในปัจจุบันหลายๆแห่งได้เพิ่มแพลนให้หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของแขกผู้เข้าพัก อย่างเช่น อาหารเช้าเพียงมื้อเดียว หรือห้องพักไม่รวมอาหาร

นอกจากนี้ กรณีเข้าการพักพร้อมเด็ก ใน Ryokan หลาย ๆ แห่งจะคิดราคาเด็กโดยมีการแบ่งแยกรายละเอียดตามความประสงค์ ซึ่งราคาจะแตกต่างกัน สามารถตรวจสอบราคาเด็กได้ในหน้าจอการจองห้องพักของแต่ละแห่งอีกด้วย

หากใครอยากลองไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของญี่ปุ่นลองไปพักผ่อนหย่อนใจได้ที่เรียวกังในประเทศญี่ปุ่นได้เลย

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก UFABET

แซลมอน

แซลมอน
แซลมอน

แซลมอน ปลาแซลมอนที่เราได้เห็นขายในตลาดญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์แปซิฟิก ซึ่งหาได้ง่ายเพราะทั่วไปในน่านน้ำแดนอาทิตย์อุทัย เป็นปลาที่ราคาค่อนข้างถูกและถูกขนานนามว่าอาจจะทำให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของพยาธิตัวกลมสูง ซึ่งคนญี่ปุ่นจึงไม่นิยมกินดิบกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะนำไปย่างหรือปรุงสุกก่อนที่จะบริโภคเสมอ

น่านน้ำในญี่ปุ่นจะอุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์อย่างมาก โดยปลาและสัตว์น้ำนับร้อยสายพันธุ์มีให้กินไม่หยุดหย่อน ว่ากันว่า..ในเมื่อแซลมอนกินดิบไม่ได้ทำไมถึงต้องไปสนใจ ในเมื่อทะเลมีของทะเลอีกเป็นสิบ ๆ ชนิดที่อร่อยกว่า และปลอดภัยยิ่งกว่า

ซึ่งแซลมอนนั้นก็กลายเป็นอาหารโปรดของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นแซลมอนซูชิ ซาชิมิ หรือแซลมอนย่าง ซึ่งได้กินคู่กับข้าวและผักดองละก็ เราหลงรักแซลมอนก็เป็นแน่ ในรสชาติที่น่าหลงใหลและนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อปลาสีส้มอมชมพู ที่มีมันแทรกบาง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากอยากกินแซลมอนเมื่อไหร่ก็สามารถหาร้านอาหารญี่ปุ่นได้ง่าย ๆ โดยสั่งซูชิ ซาชิมิ กินให้อิ่มหนำกันเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันเป็นความคุ้นชินกันว่าอาหารญี่ปุ่นต้องมีแซลมอน และแซลมอนคืออาหารญี่ปุ่น แล้วหากคุณได้ลองสังเกตดี ๆ การเดินทางเยือนแดนอาทิตย์อุทัย การบุกตะลุยถึงต้นตำรับซูชิ ซาชิมิที่หลายคนรัก เมนูแซลมอนดิบที่กินในยามอยู่แดนสยาม แทบที่จะไม่ได้รับความนิยมเลยในร้านอาหารดังๆ และร้านเก่าแก่ แต่จะมีก็แต่ปลาหลากหลายชนิดในน่านน้ำญี่ปุ่นให้กินจนลายตา หลายคนอาจสงสัยว่า “ทำไมเราถึงไม่เห็นจานแซลมอนดิบเสิร์ฟในร้านซูชิ ซาชิมิที่มีชื่อ เพียงคำตอบนั้นอาจจะทำให้ตกตะลึงก็เป็นได้ เพราะคนญี่ปุ่นไม่นิยมกินแซลมอนดิบอย่างที่เราคิด”

กินแซลมอนไม่จำเป็นต้องกินญี่ปุ่นเสมอไป

ในการที่บริโภคแซลมอนดิบได้รับความนิยมมากในร้านอาหารญี่ปุ่นของเมืองไทย จนทำให้เรามักติดภาพซูชิ และซาชิมิแซลมอน ว่าคือหนึ่งในวัตถุดิบหลักที่คนญี่ปุ่นมักนิยมบริโภค แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วในภาพลักษณ์ของแซลมอน จากสายตาคนญี่ปุ่น ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ซึ่งแซลมอนที่เราได้เห็นวางขายในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์จากแปซิฟิก ซึ่งหาได้ทั่วไปในน่านน้ำแดนอาทิตย์อุทัย เป็นปลาราคาค่อนข้างที่จะถูก และได้ถูกขนานนามว่าเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของพยาธิตัวกลมสูง ในคนญี่ปุ่นจึงไม่นิยมกินดิบ แต่จะนำไปย่างหรือปรุงสุกก่อนที่จะบริโภคแทน หลายคนจึงมักเห็นแซลมอนย่างในร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่าเมนูซาชิมิในร้านทั่วไป

ปลาอร่อยๆ มีหลายชนิด แต่ทำไมต้องกินแซลมอนกันล่ะ

ที่ประเทศญี่ปุ่นมีสภาพเป็นเกาะ ที่ล้อมรอบไปด้วยทะเล จึงเป็นจุดบรรจบของกระแสน้ำ ทำให้น่านน้ำในประเทศญี่ปุ่นอุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ ปลาและสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์มีให้กินไม่ขาดสาย จากที่ว่าที่ว่า..ในเมื่อแซลมอนกินดิบไม่ได้ทำไมถึงต้องไปสนใจ ในเมื่อทะเลมีของทะเลอีกเป็นสิบ ๆ ชนิดที่อร่อยกว่า และปลอดภัยยิ่งกว่า เราจึงเห็นคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาชนิดอื่น ๆ ที่เราไม่คุ้นในเมนูซาชิมิ เช่น ปลาฮามาจิ ปลาอะจิ ปลาไท ปลาฮิราเมะ แม้กระทั่งปลาปักเป้าที่ยังได้รับความนิยมมากกว่าปลาแซลมอนซะงั้น

ในแนวความคิดส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนได้กลายเป็นรสนิยมประจำชาติเช่นกัน ซึ่งคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะไม่นิยมบริโภคแซลมอนดิบ เพราะเขาคิดว่าไม่ใช่ของดีและอร่อย แต่ยังเสี่ยงต่อโรคอีกด้วย

ในความจริงแล้วแซลมอนดิบก็ไม่ได้แย่

พูดได้ว่าในญี่ปุ่นจะไม่มีร้านขายแซลมอนดิบก็เป็นไปไม่ได้ ที่จริงแล้ววัฒนธรรมการกินแซลมอนดิบนั้นพึ่งได้รับการยอมรับมาไม่นาน ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา หลังจากการตีตลาดของประเทศนอร์เวย์ จากที่ครั้งหนึ่งเคยเผชิญปัญหาอันหนักหน่วงจากแซลมอนล้นตลาด นอร์เวย์จึงทำให้ญี่ปุ่นได้เชื่อว่า แซลมอนของนอร์เวย์ไม่มีพยาธิและสะอาด เพราะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยการเก็บแช่แข็งด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หรือต่ำกว่า -35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15 ชั่วโมง จึงสามารถนำไปทำซาชิมิได้

นอร์เวย์ได้ใช้โอกาสตอนที่ญี่ปุ่นได้ประสบปัญหาภาวะปริมาณปลาไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงเข้าตีตลาดปลาแซลมอนราคาที่ถูก และพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ล่มไม่เป็นท่า และสุดท้ายจึงมาตีตลาดได้ตอนปี พ.ศ. 2535 เมื่อ “นิชิเรอิ” บริษัทอาหารของประเทศญี่ปุ่น ได้ตกลงขอซื้อแซลมอน 5,000 ตันในราคาที่ถูกแสนถูก โดยมีข้อเสนอว่าจะนำไปทำเป็นซูชิและวางขายตามร้านค้า หลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงเริ่มเห็นเมนูแซลมอนซูชิและซาชิมิอยู่ในร้านซูซิจานเวียน เพราะด้วยความที่ราคาถูกและเห็นบ่อย การกินแซลมอนดิบในญี่ปุ่นจึงเริ่มเปิดกว้างขึ้น โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นแซลมอนที่มาจากนอร์เวย์เท่านั้น

ในการเปิดกว้างไม่ได้หมายถึงการนิยมบริโภคแซลมอนดิบ ซึ่งในบ้านเขาจะฟีเวอร์เหมือนบ้านเรา คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า ปลาแซลมอนมีสีสัน เนื้อสัมผัสไม่เหมาะกับการทำซูชิ ซาชิมิชั้นเลิศ แต่ยังคงมีปลาอีกมากมายที่อร่อยกว่า

ฉะนั้นวัฒนธรรมการบริโภคแซลมอนดิบในญี่ปุ่นยังเหมือนเดิม ก็คือ กินทำไมในเมื่อมีปลาที่อร่อยกว่าและสดกว่าตั้งเยอะ โดยในร้านซูชิในย่านดังยังคงเมินเนื้อปลาแซลมอน และยิ่งเป็นร้านโอมากาเสะด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจหรือตกตะลึง ถ้าคุณได้เข้าร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง แล้วไม่มีแซลมอนดิบให้ลิ้มลองอย่างสมใจหวัง

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก gavgavka.com

สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆได้ที่ อาหารญี่ปุ่น