แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น

แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น
แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น

แบรนด์ดังเครื่องแต่งหน้าญี่ปุ่น ที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังๆอย่าง S K – Ⅱ หรือแบรนด์ที่มีราคาสบายกระเป๋าอย่าง C a n m a k e ยอดเยี่ยมเครื่องใช้สำหรับผู้กำลังมองหาของที่ระลึกอย่างเช่นแบรนด์เครื่องแต่งหน้าต่างๆของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีร้านขายยาอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย แต่ว่าไม่เหมือนกับร้านขายยาธรรมดาก็คือ ร้านค้าพวกนี้นอกเหนือจากการที่จะมีผลิตภัณฑ์อย่างยาพาราแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์พวกเครื่องแต่งหน้า สินค้าเพื่อความสะอาด และก็กระดาษชำระวางขายอยู่อีกด้วย ยิ่งร้านค้ามีขนาดใหญ่มากแค่ไหน สินค้าด้านความสวยงามของทางร้านค้าก็จะมีให้เลือกมากยิ่งขึ้นเพียงแค่นั้น ถ้ามองแบรนด์เครื่องแต่งหน้าประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับเพื่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องแต่งหน้าของเหล่าวัยรุ่น หรือสายดูแลผิวพรรณกันได้เลย

1. C a n m a k e

Canmake เป็นแบรนด์ที่มีอยู่เกือบทุกที่และก็ยังมีราคาถูกอีกด้วย คุณสามารถซื้ออายแชโดว์ได้ในราคาเพียงแค่ 600 เยนแค่นั้น ! ด้านประสิทธิภาพก็เองก็นับว่าดีเกินราคา

2. D a i s o

Daiso เป็นร้านค้า 100 เยน ซึ่งมีความหมายว่าผลิตภัณฑ์ทุกสิ่งที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านค้ามีราคา 100 เยน เครื่องแต่งหน้าของ Daiso โดยเฉพาะ Elfa Pearl in Eye Shadow นั้น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเว็บรีวิวเครื่องแต่งตัวของประเทศญี่ปุ่น

3. C a n ★ D o

Can★Do ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในราคา 100 เยน ทั้งยังยังได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเว็บรีวิวเครื่องแต่งหน้าของประเทศญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน

4. C e z a n n e

Cezanne เป็นแบรนด์เครื่องแต่งหน้าที่พบเห็นได้ง่ายในร้านขายยา สินค้าของแบรนด์นี้จุดโฟกัสไปที่เครื่องแต่งหน้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มีคุณภาพสูงรวมทั้งราคาไม่แพง

5. C o f f r e t D ‘ o r

Coffret D’or มีชื่อเสียงในฐานะเครื่องแต่งหน้าที่ศิลปินดังอย่าง ซาโตมิ อิชิฮาระ, มาซามิ นางาฮาระ, และก็ ฮิโรมิ นางาซากุ เลือกใช้ เป็นเครื่องแต่งหน้าที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

6. K A T E

KATE ไม่ใช่เครื่องแต่งหน้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันเสียทีเดียว แต่ว่าเป็นเครื่องแต่งหน้าที่เหมาะสมกับเวลาออกท่องเที่ยวในวันสุดสัปดาห์ หรือขณะที่คุณคิดอยากทดลองอะไรใหม่ๆขึ้นมา แน่นอนว่าสามารถใช้ในชีวิตประจำได้ถ้าคุณปรารถนา

7. M A J O L I C A M A J O R C A

Majolica Majorca เป็นแบรนด์ที่แค่เพียงแวะเข้าไปดูเว็บก็มีเรื่องมีราวให้บันเทิงใจแล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมีเรื่องมีราวราวเป็นของตนเอง ซึ่งมักมีธีมที่เกี่ยวข้องกับความสุขรวมทั้งแฟนตาซี ยิ่งกว่านั้นตัวผลิตภัณฑ์เองก็ยังมีราคาที่ไม่แพงอีกด้วย

8. H a d a L a b o

Hada Labo เป็นแบรนด์ของโทนเนอร์แล้วก็โลชั่นเสริมความสวย ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แบรนด์นี้มีชื่อเสียงก็คือ Goku-jun ตามที่มองเห็นอยู่ในทั่วๆไป

9. น้ำมันสึบากิของ O s h i m a T s u b a k i

แม้ว่าจะมีราคาสูงนิดหน่อย แต่ว่าก็รับประกันได้ว่าคุ้มอย่างแน่นอน น้ำมันสึบากิเป็นน้ำมันจากดอกคามิเลีย น้ำมันสึบากิของ Ooshima tsubaki นั้นทำจากดอกคามิเลีย 100% มีคุณภาพช่วยทำนุบำรุงผมเสียให้ชุ่มชื้นมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

10. M u j i r u s h i P r o d u c t s

เครื่องแต่งหน้าของ Mujirushi Products บางทีอาจมองไม่สะดุดตา แต่ว่าด้านความสามารถนั้นการันตีได้ว่าไม่ด้อยกว่าแบรนด์ใดอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่ขอแนะนำเป็นพิเศษคือสกินโทนเนอร์รวมทั้งน้ำมันโจโจบา

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก UFABET

ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ

ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ
ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ

ความเป็นมาและความหมายของตัวอักษรคันจิ อย่างที่ได้รู้ ๆ กันอยู่ว่าตัวอักษรคันจินั้นมาจากรูปภาพ ก็คือการที่ได้นำภาพที่เห็นมาเขียนเป็นภาษา และทำให้เกิดความหมายขึ้นมา ซึ่งถ้าเป็นตัวอักษรคันจิง่าย นั้นเราอาจจะพอนึกภาพตามได้ แต่ถ้าเป็นตัวคันจิยาก ๆ หรืออาจจะมีตัวประกอบหลาย ๆ ส่วน จึงทำให้เราอดสงสัยไม่ได้เลยว่ามันคือภาพอะไร หรือมีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งในบทความนี้เราจะพาผู้ที่สนใจไปดูความหมายที่น่าลึกซึ้งของคำว่า “助ける” (T a s u k e r u – ช่วยเหลือ) ในมุมมองของคนญี่ปุ่นกัน

เมื่อถึงระยะเวลาแห่งการทำที่นาปลูกข้าวในแต่ละพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ ในแต่ก่อน ผู้คนในถิ่นฐานก็จะมาร่วมด้วยช่วยเหลือกัน กระทั่งนับว่าเป็นเครื่องหมายของวัฒนธรรมการปลูกข้าวเลยก็ว่าได้


ซึ่งตัวคันจิทางด้านซ้ายของคำว่า 助 (J y o) คือตัว 且 ( S h o) คันจิตัวนี้มีรูปร่างเสมือนเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ใช้ทำทำการเกษตร มีลักษณะเหมือนเสียมแต่ว่าใหญ่มากยิ่งกว่า มีใบมีดที่กว้างรวมทั้งที่จับเป็นไม้ ใช้ในลัษณะของการกระพรวนดินรวมทั้งตัดวัชพืชไปในตัว ส่วนทางด้านขวาคือ 力 (C h i k a r a) เป็นคันจิที่มีรูปร่างราวกับเครื่องมือการเกษตรที่ใช้ขุดดินขึ้นมารวมทั้งทำให้ดินกระจายตัว คำว่า “助ける” ซึ่งมีการใช้ตัวหนังสือที่หมายถึงอุปกรณ์ทั้งสองประเภทนี้ จึงได้แปลงเป็นคันจิที่หมายความว่า ใช้อุปกรณ์ “ช่วย” สำหรับในการทำเกษตร แม้กระนั้นต่อมา ไม่เพียงแค่สำหรับเพื่อการทำเกษตรกรรมเพียงแค่นั้น ยังเป็นการร่วมแรงร่วมใจสำหรับการ “ช่วย” ผู้คนอีกด้วย

ในอดีตกาล แนวทางการทำนาคือการรวมพลังของผู้คนในหมู่บ้าน ตั้งแต่การไถดิน, การขังน้ำ, การคราดหน้าดิน, การปลูกต้นอ่อน ไปจนถึงการปักดำ ขั้นตอนกลุ่มนี้เป็นการดำเนินงานที่มิได้มีผู้จะรับผิดชอบเพียงคนเดียว ผู้ที่ขอพรให้ผลผลิตเจริญงอกงามเก็บเกี่ยวได้ดิบได้ดี ผู้ที่ทำสงครามน้ำที่ริมน้ำจนกระทั่งช่วงกลางคืน ผู้ที่รอเตรียมการงานพิธีการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าใครๆก็ล้วนมีความหมายทั้งหมด กระทั่งบรรดาเด็กๆที่จำต้องรอดูแลน้องตัวเล็กๆหรือเด็กทารกที่ร้องไห้เสียงดังเหมือนกับจะแสดงว่าถึงเวลาพักจากกระบวนการทำที่นา แต่ละคนต่างก็แสดงออกถึงพลังที่ต้องการจะช่วยเหลือเจือจุนกัน เนื่องจากธรรมชาติไม่เคยคอยใคร การร่วมด้วยช่วยเหลือกันก็เลยเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้งานนั้นๆสำเร็จได้เร็วขึ้น

คำว่า “助ける” มิได้แสดงว่าฝ่ายหนึ่งอยู่เฉยๆแล้วให้อีกข้างมาทำ แม้กระนั้นเป็นการลงแรงลงจิตใจช่วยเหลือกัน มนุษย์เราเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากอีกข้าง ในขณะเดียวกันอีกข้างก็จะช่วยเหลือพวกเราด้วยเหมือนกัน ราวกับเครื่องไม้เครื่องมือทั้งสองประเภทที่อยู่ในตัวคันจิ วิธีการทำเกษตรจึงควรใช้อุปกรณ์ทั้งสองประเภท จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปมิได้

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

พวกเราทุกคนก็สามารถ “ช่วย” กันสร้างโลกที่ดีเลิศขึ้นมาได้ UFABET ด้วยรอยยิ้มที่จะช่วยเปิดใจ ด้วยคำกล่าวที่ช่วยละลายความโศกเศร้า แล้วก็ด้วยความอบอุ่นที่มอบให้แก่กัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น
รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น

รอบรู้เรื่องในประเทศญี่ปุ่น “ประเทศญี่ปุ่น” ดินแดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผู้คนมีระบบระเบียบวินัย อาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และก็ผลไม้สดหวาน ทำให้ใคร ๆ ต้องการที่จะไปสัมผัส ก่อนจะเดินทางไปต่างถิ่นอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ทั้งที ในฐานะนักเดินทางก็ควรจะที่จะทราบ และก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อบังคับที่ชาวญี่ปุ่นเขาทำกันด้วย จะได้ไม่ขายหน้าหรือสร้างความอับอายให้ตัวเอง ว่าแต่ว่าข้อบังคับที่ว่าจะมีอะไรบ้าง ถ้าไม่อยากพลาด เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างนี้เลย

เรื่องที่จำเป็นต้องทราบก่อนที่จะได้เดินทางไปญี่ปุ่น

1.            ของหายแต่ได้กลับคืน คือเรื่องธรรมดา

สำหรับเรื่องความซื่อสัตย์ของคนประเทศญี่ปุ่น rabbit finance ขอบอกเลยว่า แน่นอนจริง ๆ เพราะว่าแม้กระทั่งคุณลืมของอะไรเอาไว้ หรือทำข้าวของสำคัญตกพื้นไป เชื่อไหมว่า เดินกลับมาอีกรอบของพวกนั้นก็ยังอยู่ แม้กระนั้นถ้าหากเดินกลับไปแล้วไม่เจอข้าวของของคุณ พวกเราขอบอกเลยว่าอย่าพึ่งจะตระหนกตกใจกันไป เพราะว่าตามท่าอากาศยาน หรือสถานีรถไฟที่ประเทศญี่ปุ่นเขามีแผนก Lost and Found อยู่ คนไหนกันของหายก็ไปตามได้ที่นั่นเลย

2.            ทิปอะไรไม่ต้องให้ บริการด้วยใจจริง

เมื่อได้ไปถึงประเทศญี่ปุ่น อย่างแรกที่คุณจะได้รับจากคนภายในประเทศนั้นเลยก็คือ Service Mind พบเจออย่างนี้เป็นใครก็ถูกใจ อยากให้ทิปกัน แม้กระนั้นอย่าพึ่งจะไปเผลอให้ทิปกับบุคลากรพวกนั้นเชียว เพราะว่าที่ประเทศญี่ปุ่นเขาไม่มีขนบธรรมเนียมการให้ทิปกัน เหตุเพราะบุคลากรให้บริการในประเทศประเทศญี่ปุ่นทุกคนเขาได้รับการฝึกอบรมให้บริการคนที่ใช้บริการด้วยความสมัครใจ ไม่หวังเงินรางวัลใดนั่นเอง

3.            ประเทศญี่ปุ่นไม่มีขนบธรรมเนียมประเพณีลุกให้นั่ง

การที่ญี่ปุ่นไม่มีประเพณีลุกให้นั่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย เนื่องด้วยคนประเทศญี่ปุ่นเขาถูกสอนมาให้หลบหลีกการรบกวนคนอื่นหากไม่มีความจำเป็น โดยเหตุนั้นการไม่สละที่นั่งก็เลยไม่นับว่าเป็นเรื่องแล้งน้ำใจหรือไร้มรรยาท ทั้งในรถไฟของประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการจัดที่นั่งพิเศษสำหรับคนวัยชรา หญิงมีท้อง และก็คนเจ็บอยู่แล้ว ซึ่งผู้โดยสารทั่ว ๆ ไปชอบไม่เลือกนั่งที่นั่งนี้ สำหรับในกรณีของเด็กนั้นยิ่งไม่จำเป็นที่ต้องสละที่นั่งเลย เพราะเหตุว่าคนประเทศญี่ปุ่นเขานับว่าวิธีการทำอย่างนี้ช่วยทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเอง

4.            ประตูรถแท็กซี่เปิด-ปิดอัตโนมัติ

เว้นแต่ญี่ปุ่นจะขึ้นเชื่อเรื่องผู้คนมีระเบียบวินัย อาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และก็ผลไม้สดหวานแล้ว ก็มีอยู่อีกอย่างหนึ่งนะที่ rabbit finance มิได้กล่าวถึง มันก็คือเรื่องเทคโนโลยีของญี่ปุ่นนั่นเอง มาถึงดินแดนเทคโนโลยีสุดล้ำแล้วทั้งที จะมีหรอรถแท็กซี่ปกติ เพราะเหตุว่าประตูรถแท็กซี่ในประเทศประเทศญี่ปุ่นเขาสามารถเปิดปิดได้อัตโนมัติ ด้วยเหตุนั้นผู้ใดที่จะมาประเทศญี่ปุ่นแล้วลองใช้บริการรถแท็กซี่ของที่นี่เราขอบอกให้ท่านยืนห่างจากแท็กซี่หน่อย จะได้ไม่โดนประตูรถยนต์กระแทกตอนเปิดออก

5.            ต่อแถวให้เป็น ไปตรงไหนจะต้องทำได้

เมื่อคุณมาถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างแรกที่จะต้องฝึกหัดไว้ให้คุ้นชินเลยก็คือ การเข้าแถว ไม่ว่าคุณจะไปขึ้นลงรถไฟ ขึ้นลงรถโดยสารประจำทาง ซื้อของ เข้าห้องสุขา หรือทานอาหารก็ตามที ทุกเหตุการณ์ควรมีการเข้าแถวมาเกี่ยวเนื่องอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อคุณเดินทางไปถึงญี่ปุ่นรวมทั้งอย่าลืมเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามด้วยการเข้าแถวกันด้วย จะได้ไม่ต้องขายหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นกัน

6.            งดใช้เสียงระหว่างใช้บริการขนส่งสาธารณะ

สำหรับข้อนี้ นับว่าเป็นกฎข้อตกลงทางด้านสังคมของคนประเทศญี่ปุ่นอันดับหนึ่งรองจากการเข้าแถวเลยก็ว่าได้ เพราะบางบุคคลเมื่อใช้บริการด้วยยานพาหนะสาธารณะอย่างรถไฟ รถเมล์แล้ว พวกเขาบางครั้งอาจจะต้องการพักผ่อนเฉยๆหรือใช้สมาธิเพื่อทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ

นอกเหนือจากการงดใช้เสียงบนยานพาหนะสาธารณะแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรที่จะทำบนนั้นเลยก็คือการแต่งหน้า เนื่องจากว่าชาวญี่ปุ่นเขานับว่ารถไฟไม่ใช่บ้าน หรือห้องสุขาที่จะแต่งหน้าเสริมสวยโดยไม่สนใจใครได้ ทราบแบบนี้แล้วหลังจากนั้นก็อย่าไปเผลอทำอะไรผิด ไม่สมควรบนยานพาหนะสาธารณะกันละ

7.            คันโตเดินชิดซ้าย คันไซเดินชิดขวา

เนื่องด้วยคนประเทศญี่ปุ่นนั้นมีชีวิตทุกวันที่รีบอยู่เสมอเวลา นำมาซึ่งวัฒนธรรมการยืนติดฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพื่อหลบให้กับคนที่ติดธุระด่วน ซึ่งข้อปฎิบัติการใช้บันไดแล้วก็บันไดเลื่อนนั้นสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่น ดังต่อไปนี้

แถบภูมิภาคคันโต

โดยแถบภูมิภาคคันโต อาทิเช่น เมืองโตเกียว กุนมะ อิบาระกิ ไซตามะ คานากาวะนั้น ระหว่างขึ้นลงบันไดหรือบันไดเลื่อน เพื่อนๆควรจะยืนชิดทางซ้าย แต่ว่าหากรีบก็ให้เดินขึ้นลงทางขวามือ

แถบภูมิภาคคันไซ

โดยแถบภูมิภาคคันไซ อาทิเช่น โอซาก้า เกียวโต นาระ U F A B E T จำเป็นจะต้องเปลี่บนมายืนชิดขวา รวมทั้งเดินขึ้นลงในช่องซ้ายมือกรณีรีบด่วน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ
ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่สามารถเดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดจากบรรดาทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ที่มีการเชื่อมต่อจากเมืองโตเกียวทางรถไฟและทางรสบัส เป็นพื้นที่บริเวณจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบที่มีที่พักอีกด้วย และยังมีออนเซนที่สามารถดูเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อีกเช่นกัน

มุมที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ ชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระได้มีการเบ่งบานออก ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในการชมดอกซากุระก็คือพิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko Music Forest และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจินั้นมักจะมีการถูกบดบังด้วยก้อนเมฆในช่วงกลางวันนั่นเอง ซึ่งสภาพอากาศจะปกติเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นหากได้มาเยี่ยมชมเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือช่วงเช้าของทุก ๆ วันหรือก่อน 09.00 นาฬิกา และในช่วงบ่ายหรือเย็นนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบ K a w a g u c h i k o มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ (Kachi Kachi Ropeway)

ในระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคาวาเราจิโกะ กับดาดฟ้าดูทิวทัศน์ใกล้ยอดเทือกเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงราวๆ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบข้างล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ (Kubota Itchiku Art Museum)

นำเสนอผลงานศิลป์ของ Kubota Itchiku ในปี 1917-2003 นักแสดงผู้ฟื้นฟูศิลป์การย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) นำเสนอกิโมโนที่ประดิษฐ์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล แล้วก็ฤดูต่างๆรวมทั้งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kawaguchiko (Kawaguchiko Museum of Art)

แสดงศิลป์ยุคใหม่ของคนญี่ปุ่นและก็ฝรั่ง รวมทั้งคอลเลกชั่นภาพวาด รูปที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ

4. พิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko มิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแล้วก็พิพิธภัณฑสถานที่แสดงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติ ซึ่งข้างในห้องโถงหลักมีกล่องเพลงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ ออร์แกนขนาดใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสในปี 1905 ที่จะเล่นเพลงดนตรีทุก ๆ 30 นาที และก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่ส่วนมากนำเข้าจากประเทศในแถบยุโรป นอกเหนือจากนี้ห้องโถงยังเป็นเวทีแสดงการแสดงดนตรีสำหรับนักเล่นดนตรีคลาสสิคจากทั้งโลกอีกด้วย

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ด้านในนำเสนออัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและก็จากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังมีร้านขายเพชรพลอยและก็เครื่องเพชรพลอยอื่น ๆ อีกด้วย

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านขายของ สวนสมุนไพร แล้วก็เรือนกระจกที่นักเดินทางสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และก็ดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ข้างหลังของหอพักสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่ขายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย แล้วก็สบู่

ดังนั้นจึงเป็น 1 ในทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 (F u j i g o k o) ซึ่งมีต้นเหตุจากการปะทุของภูเขาไฟ ในงานเขียนของ ฮะเสะงะวะ คะคุเงียว ที่เขียนขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เอ่ยถึงทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) และก็ทะเลสาบ Kawaguchiko ว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีผู้ตัดสินชำระล้างจิตใจ แล้วก็ในหนังสือ “ซันจู อิจิ นิจิ โนะ โอะมะคิ” ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1733 โดยจิคิกโยะ มิโระคุ (ผู้ก่อกำเนิดความเชื่อถือในภูเขาไฟฟูจิ ฟูจิโคะ) ก็ได้เอ๋ยถึงทะเลสาบอีกทั้ง 8 ที่ในฐานะเป็นสถานที่ในการเดินทางมาแสวงบุญ โดยมีทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) รวมทั้งทะเลสาบ (K a w a g u c h i k o) ที่อยู่ในทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 รวมอยู่ในทะเลสาบอีกทั้ง 8 แห่งที่ถูกเอ่ยถึงด้วย ทั้งยัง 2 ที่นี้ยังคงทิ้งร่องรอยของสถานที่ที่ประกอบพิธีบาปชำระล้างจิตใจอยู่

ทะเลสาบ K a w a g u c h i k o เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้นที่ 2 และก็มีริมตลิ่งที่ยาวที่สุดของทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 แล้วก็ยังเป็นทะเลสาบเพียงแต่ที่เดียวในบรรดาทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 ที่มีสะพานยื่นเข้าไปในทะเลสาบ g a v g a v k a ในแต่ละฤดูจะมีดอกไม้สวยบานบริเวณชายหาดสาบ Kawaguchiko ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะเต็มด้วยสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ตก นักเดินทางสามารถแลเห็นเกาะอุโนะชิมะ (Unoshima) ที่อยู่กึ่งกลางทะเลสาบ รวมทั้งในวันที่สายน้ำในทะเลสาบนิ่งรวมทั้งสงบ คุณก็จะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิ (Fuji) กระทบกับผิวน้ำ ในบรรดาทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 ทะเลสาบ Kawaguchiko มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมมากที่สุด

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น
สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มและชอบรสชาติของเแอลกอฮอลล์ ทางเว็บของเราขอแนะนำให้พวกคุณได้ลองลิ้มรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ซึ่งสาเกนั้นเป็นเหล้าญี่ปุ่นที่ได้ผลิตจากข้าว ยีสต์ และน้ำ ที่มีระดับของแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 1 0 – 2 0 % การดื่มสาเกนั้นจะนิยมดื่มโดยมีอาหารญี่ปุ่นอยู่ด้วย เช่นซูชิและซาชิมิ มากินเพื่อเป็นกับแกล้มนั่นเอง ส่วนในการดื่มนั้นจะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและขึ้นอยู่ตาใจชอบของผู้ดื่ม ซึ่งถ้าหากเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสได้ไปเยือนญี่ปุ่น เราแนะนำให้ไปลิ้มลองรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่น รับลองว่าผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จะติดใจจนต้องหิ้วกลับมาเป็นอย่างแน่

s a k e นั้นเป็นคำเรียกของคำว่า “สุรา” ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงเหล้าหลายชนิดใน ๆ ทั่วไป s a k e หมายถึงเหล้าที่ทำมาจากข้าว แต่ในบางท้องที่นั้นจะหมายถึงเหล้าที่มีการกลั่นมาจากมันสำปะหลังหรืออ้อยนั่นเอง หรือในบางครั้งอาจหมายถึงโชจูหรือรู้จักในนามของ วอดก้าญี่ปุ่น ซึ่งต้นกำเนิดของสาเกนั้นได้มีการกล่าวถึงหลายทฤษฎี ได้แก่ นำเข้าจากจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นเอง

S a k e เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา อาจดื่มคนเดียวหรือเพื่อการสังสรรค์เป็นกลุ่มก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้พร้อมกับอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ อย่าง เพราะเข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่นั้นจะไม่แนะนำให้ดื่มกับอาหารจำพวกข้าวเป็นหลัก เช่น ซูชิ หรือโอนิกิริ เพราะจะทำให้สาเกเสียรสชาติ ซึ่งนิยมเสิร์ฟด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบร้อน และแบบเย็น

ประเภทของ สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

  • จุนไม ( J U N M A I : P U R E R I C E)

เป็น Sake บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้ผสมน้ำตาล หรือแอลกอฮอล์เพิ่มเติม มีรสชาติที่เข้มข้น กลิ่มไม่ฉุนมากนัก คนญี่ปุ่นจึงนิยมเสิร์ฟแบบร้อนอุณหภูมิประมาณ 38°C เพราะทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น

  • ฮอนโจโซ (H O N J O Z O : G E N U I N E B R E W)

เป็น S a k e ที่มีการผสมแอลกอฮอล์เพิ่มเติม จึงทำให้มีรสชาติที่นุ่มละมุน และมีรสสัมผัสดีมากกว่าจุนไม ในการเสิร์ฟนั้น ควรเสิร์ฟในอุณหภูมิห้องอยู่ที่ประมาณ 2 5 °C หรือแค่พออุ่น ๆ เพราะอุณหภูมิในการดื่มนั้นจะส่งผลต่อรสชาติที่ดี

  • กินโจ (G I N J O : S P E C I A L B R E W)

เป็น Sake ที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นได้ทำการบดและขัดเม็ดข้าวมากขึ้นมีการเพิ่มยีสต์และนำไปหมักในอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยมีการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นกินโจจึงเป็น S a k e ที่มีรสชาติที่โดดเด่นที่สุด มีความหวานเล็กน้อย นุ่มละมุน ซึ่งในการเสิร์ฟส่วนใหญ่นั้น จะเสิร์ฟเย็นแต่ไม่เย็นมาก ไม่ควรต่ำกว่า 1 0 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้เสียรสชาติได้

  • ไดกินโจ (D A I G I N J O : V E R Y S P E C I A L B R E W)

เป็น S a k e ที่ขัดกรองเม็ดข้าวออกมากกว่าประเภทอื่น ๆ ถึง 5 0 – 6 5 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีรสชาติและรสสัมผัสที่เข้มข้นกว่า เหมาะกับการเสิร์ฟเย็นเท่านั้น

ทั้ง 4 ประเภทนั้น นอกจากจะมีรสชาติและกระบวนการการผลิตที่แตกต่างกันแล้ว ในการเสิร์ฟนั้นก็ยังต่างกันอีกด้วย

Sake เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีกรรมวิธีทำมาจากข้าวหมัก มีชื่อเรียกว่า “ไวน์ข้าว” ในการผลิตจะมีการกลั่นเหมือนกระบวนการผลิตเบียร์หรือเหล้า UFABET ในส่วนใหญ่ Sake จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18% – 20% และจะเหลือแค่ 15% เมื่อได้บรรจุลงขวดนั่นเอง

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์
ทุ่งดอกลาเวนเดอร์

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ จะสวยงามในช่วงฤดูที่สวยที่สุดของฮอกไกโด และเมื่อได้เข้าสู่หน้าร้อนในเมือง B i e i และ F u r a n o ก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันนานาชนิด โดยเฉพาะที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ในเมือง ฟุราโนะ จะเบ่งบานสวยที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน

ความเป็นมา ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ฟุราโนะ หรือ F u r a n o อยู่ติดต่อกับเมือง A s a h i k a w a (อะซะฮิกะวะ) ในประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ดูสวยสดงดงามสุดลูกหูลูกตาที่บานสะพรั่งพร้อมกัน เมื่อราวเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน ซึ่งในช่วงนี้ของทุกปีจะมีการบริการรถไฟขบวนพิเศษในช่วงฤดูร้อน “N o r o k k o – g o” (โนโรโกะโก) เพื่อที่จะพานักท่องเที่ยวได้ชมดอกไม้ที่บานสะพรั่งที่ฟาร์มโทมิตะ “T o m i t a F a r m” ที่เลื่องลือ สถานที่แห่งนี้สามารถชมสวนดอกไม้ได้หลาหลายสายพันธ์และหลากสี ซึ่งทุ่งลาเวนเดอร์ ยังสามารถเยือนพิพิธภัณฑ์ในเมืองได้ มีทั้งการช้อปปิ้งของฝากน่ารัก ๆ จากร้านค้ามากมายและยังสามารถแวะชมโรงงานผลิตชีสดำที่ทำมาจากหมึกของปลาหมึกได้อีกด้วย (B l a c k C h e e s e)

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

หากแม้สถานที่นี้ไม่ใช่ชุมชนเมืองแต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มดอกไม้ และโรงงานสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในท้องถิ่น อย่างเช่น การทำไวน์ ชีส ไอศครีมลาเวนเดอร์ และสารพัดของใช้จากดอกลาเวนเตอร์ อีกด้วย

ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเมืองฟุราโนะพื้นที่เป็นทุ่งกว้าง ดังนั้นพื้นที่ทั่วไปจะเป็นสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดูกว่าสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว ในช่วงหน้าหนาวนั้นจะมีการเล่นกีฬาจำพวกสกี สโนว์บอร์ด และจะเป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่แห่งนี้ และถ้าหากใครได้มาเยือนที่นี่ในช่วงหน้าหนาวแล้วละก็รับรองได้ว่าจะประทับใจและสนุกกับกีฬาเหล่านี้แน่นอน

ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะเต็มไปด้วยการเดินทาง การเดินชมดอกไม้ตามถนนเส้นส่ยดอก (ถนนสายที่ 237) นักท่องเที่ยวจะมาปั่นจักรยานเช่า ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากใครใครสามารถขับรถได้ก็สามารถขับรถเข้าไปชมได้ตามสบาย แต่จะสวยเป็นพิเศษหน่อยจะเป็นสถานที่ คือ K i m i – F u r a n o N a k a – F u r a n o เพราะที่แห่งนี้จะมีแปลงดอกไม้ที่เยอะมากเป็นพิเศษ และอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้ก็คือเมือง B i e i ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ไม่ห่างกันมาก ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

ของหวานในฟุราโนะ

  • โปปุระฟาร์ม

ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำก็คือร้าน โปปุระฟาร์ม อยู่ตรงบริเวณสถานี J R N i s h i n a k a ทสถานที่แห่งนี้มีของหวานจากเมล่อนชื่อดังไม่ว่าจะเป็น “ซานต้าโนะฮิเกะ” ที่แปลว่า เคราซานต้าคลอส โดยการที่นำเมล่อนครึ่งลูกมาโปะด้วยซอร์ฟครีมอย่างเต็ม

  • ฟาร์มโทมิตะ

ร้านที่สองก็คือ ร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ในฟาร์มโทมิตะ ที่ประเดิมด้วยชีสเค้กรสลาเวนเดอร์ (Lavender-Flavored Furano Snowmelt Cheese Cake)นั่นเอง ด้วยสีสวยดูน่ากิน นุ่มลิ้นแถมยังละลายในปากชิ้นนี้ แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว

นอกจากชีสเค้ก ก็ยังมีซอร์ฟครีมนมผสมลาเวนเดอร์, เครื่องดื่มขวัญใจของชาวญี่ปุ่นอย่าง “ลามูเนะ” ที่คล้ายกับมะนาวโซดาในบ้านเรานั่นเอง แต่จะผสมกลิ่นลาเวนเดอร์เข้าไป, พุดดิ้งวนิลารสน้ำผึ้งและลาเวนเดอร์, และของหวานอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอมๆของลาเวนเดอร์มากมายเลยทีเดียว

  • โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์

และยังมีอีกร้านที่สามารถลิ้มลองรสชาติเมล่อนหวานๆ นั่นคือร้าน “โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์” ร้านแห่งนี้ได้ใช้เมล่อนและนมสด ๆ ของเมืองเมืองฟุราโนะมาทำเป็นเมล่อนสมู้ตตี้ หรือจะเป็นเมล่อนที่หั่นทานสดๆก็มีและที่อยากจะแนะนำก็คือ เมล่อนปัง โดยการใช้ครีมเมล่อนเข้มข้น ซึ่งของหวานทั้งหมดนี้เขาจะใช้เมล่อน 1 0 0 % เมื่อได้ชิมแล้วหอมหวานละลายในปากเลยทีเดียว

การเดินทางไป ฟุราโนะ

  • รถไฟ จากสถานี S a p p o r o นั่ง J R -F u r a n o L a v e n d e r E x p r e s s ลงที่ สถานี F u r a n o ระยะเวลา 2 ชั่วโมง (มีเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น)
  • รถบัส จาก A s a h i k a w a A i r p o r t ไปที่ B i e i (15 นาที, 360 y e n)  และถ้าลง F u r a n o (60 นาที, 750 y e n)

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก gavgavka

ฮอกไกโด

ฮอกไกโด
ฮอกไกโด

ฮอกไกโด เดิมคือ เอโซะ เป็นชื่อจังหวัดและเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ฮอกไกโดเป็นเขตการปกครองที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ โดยมีฮอกไกเป็นศูนย์กลางของเกาะ และยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตก็คือ เมืองซัปโปโร

เป็นเขตที่มีผู้คนอาศัยอยูน้อย มีประชากรทั้งเกาะประมาณ 5 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายมาจากเกาะฮนซูราว ๆ 1 0 0 กว่าปีก่อน ที่เป็นแหล่งของซามูไรจากการแพ้สงครามจึงต้องหนีมาอยู่อาศัยที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกาะนี้มีชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มานานมากคือชาวไอนุ และในปัจจุบันชาวไอนุได้หลงเหลืออยู่น้อยมากที่ดำรงชีวิตเหมือนชาวญี่ปุ่นทั่วไป เกาะแห่งนี้มีอากาศที่หนาวเย็นมีหิมะอยู่ทั่วไปประมาณ 4 – 6 เดือน ช่วงฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิถึง -20 ถึง5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิ 15 – 30 องศาเซลเซียส ภูมิประเทศจะมีภูเขาเป้นส่วนใหญ่ ส่วนในบริเวณที่ราบลุ่มภูมิจะเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณเมืองซัปโปโร ซึ่งในสถานที่แห่งนี้จะมีอากาศอุ่นกว่าบริเวณอื่น ๆ ของเกาะ แต่อากาศก็ยังหนาวกว่าเมืองอื่น ๆ ในเกาะฮนชู

ประวัติศาสตร์ ฮอกไกโด

เป็นถิ่นฐานที่ตั้งที่อยู่ของชนพื้นเมืองหรือ ไอนุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชื่อสถานที่หลายแห่งบนเกาะแห่งนี้ เช่น เมืองซัปโปโรจะเป็นภาษาไอนุ แต่เดิมเคยมีชื่อว่าเอโซะจนได้สิ้นสุดยุคเมจิ ในช่วงสงครามโบชินในปี พ.ศ. 2 4 1 1 มีกองกำลังสนับสนุนของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะที่นำโดยเอโนโมโตะ ทาเกอากิ ประกาศว่าเป็นรัฐอิสระนามของสาธารณรัฐเอโซะ สุดท้ายจึงได้ล่มสลายลงเมื่อปี พ.ศ. 2 4 1 2 ซึ่งในภายหลังต้องแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสี่ส่วน

ภูมิอากาศของเกาะ

เกาะแห่งนี้ได้มีชื่อว่าเป็นดินแดนที่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่เย็นสบาย เกาะแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจากต่างถิ่นฐานในประเทศ แต่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะค่อนข้างหยาวเหน็บมีหิมะมากอยู่ราว ๆ ครึ่งปีกว่าในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน แม่อากาศอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2 2 °C แต่ในต้นเดือนมกราคมจะมีช่วงอุณหภูมิที่ต่ำอยู่มากประมาณ -12 °C ถึง -4 °C ซึ่งในฤดูหนาว ทะเลโอค็อตสค์ในทางตะวันตกของเกาะจะกลายเป็นน้ำแข็งและได้ทำให้การเดินทางทางทะเลแถบน้ำเป็นไปได้ยาก ซึ่งต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ในส่วนการประมงก็ต้องรอจนกว่าจะสิ้นช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นดินแดนหิมะในเมืองซัปโปโระจึงได้มีการจัดเทสกาลหิมะเป็นประจำทุกปีราวต้นเดือนกุมภาพันธ์

ที่เที่ยวยอดฮิต

  • ป้อมโงเรียวกาคุ (F o r t G o r y o k a k u) เมือง H a k o d a t e

ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ ที่เรียกกันว่าป้อมดาว 5 แฉก เพราะบริเวณป้อมหากได้มองจากมุมสูงจะมีลักษระคล้ายดาว ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีสุดท้ายยุคเอโดะเพื่อป้องกันการคุกคามในมหาอำนวจตะวันตก ใจกลางของป้อมเป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการบริหารเมืองในยุคโชกุน ในต่อมาเมื่อไม่ได้ใช้งานจึงได้มีการบูรณะและรับปรุงให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชมซากุระที่บานในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ป้อมโงเรียวกาคุ มีหอคอยที่สูง 9 0 เมตร สำหรับชมวิว โดยหอคอยจะถูกจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2 0 0 6 ส่วนในด้านล่างหอคอยจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและนิทรรศการ

  • จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (M o u n t H a k o d a t e) เมือง H a k o d a t e

จุดชมวิวแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อได้ขึ้นมายังภูเขาฮาโกดาเตะจะมีความสูงถึง 3 3 4 เมตร สามารถเห็นวิวได้โดยกว้างของชุมชนที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาและทะเลอย่าง หากมาชมช่วงกลางวัน แล้วมาชมกลางคืนซ้ำอีกครั้งก็สวยทั้งสองแบบ เพราะทั้งสองช่วงนี้จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

  • ริมคลองโอตารุ (O t a r u C a n a l A r e a) เมือง O t a r u

แต่เดิมในเมืองโอตารุจะเป็นท่าเรือเล็ก ๆ มีความคึกคักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งเมื่อมีการขนส่งเริ่มมีการพัฒนาและมีความที่ทันสมัยมากขึ้น แต่เมืองแห่งนี้ไดถูกลดความสำคัญลงเหลือแต่เพียงหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อเฮอร์ริ่ง ด้วยความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ทางการจึงได้เข้าไปปรับโฉมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงได้เปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าทะเลให้กลายเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์เพื่อที่ได้บอกเล่าความเป็นมาของที่แห่งนี้ ได้รวมถึงการติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปถึงคลองโอตารุ จึงมีความโรแมนติกมากขึ้น

  • ทุ่งดอกไม้ ฟูราโน่ (F u r a n o F l o w e r F i e l d) เมือง F u r a n o

ดอกลาเวนเดอร์นิยมปลูกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ จะมีอยู่ทั่วเมืองฟูราโน่ ซึ่งเป็นที่เที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาชมความงามของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานเต็มที่คือกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะคงบานอยู่ในกลางเดินสิงหาคม และยังมีดอกไม้อีกมากมายในฤดูอื่น

จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุด คือ ฟาร์มโทมิตะที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยเพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ ที่เปิดให้เข้าชมฟรีอย่างอิสระ และใกล้ทุ่งดอกไม้ก็ยังมีร้านกาแฟ และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากดอกลาเวนเดอร์ด้วย

  • ลานสกีฟูราโน่ (F u r a n o S k i A r e a), เมือง F u r a n o

นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาเล่นสกีในที่แห่งนี้ ufabet และนอกเหนือไปจากการการท่องเที่ยวและการทานอาหาร ลานสกีฟูราโน่ เคยเป็นลานสกีที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกมาก่อน มีทั้งบริเวณที่ทางลาดชันไม่มากสำหรับผู้เล่นใหม่และทางลาดชันที่สูงสำหรับคนเก่งหรือมือโปรอีกด้วย ละมีทั้งการทำกิจกรรมกับหิมะคือ การนั่งรถที่มีสุนัขลากเลื่อนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เกาะแห่งนี้มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากส่วนที่อื่น ๆ จึงนิยมมาตากอากาศหรือย้ายมาอาศัยและทำงานเป็นจำนวนมาก

โอซาก้า

โอซาก้า
โอซาก้า

โอซาก้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตรองมาจากโตเกียวเพราะที่นี่มีสถานที่ทท่องเที่ยวมากมายทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่นอย่างโอโคโนะมิยากิและทาโกะยากิ ซึ่งเราจะมาแนะนำจุดเดินเล่นท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้งต่าง ๆ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของคันไซ สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ความเป็นมาของ โอซาก้า

สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบันราว ๆ 500 ปีก่อน โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ได้สร้างปราสาทในโอซาก้า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและการค้าขายอย่างเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว ในด้านของวัฒนธรรรมอาหารที่เป็นแหล่งรวมอาหารของแต่ละท้องถิ่นทั่วญี่ปุ่น

ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมายเพราะมีทั้งเสน่ห์ทั้งด้านอาหารท้องถิ่นประจำโอซาก้าอย่างเช่น ทาโกะยากิ, โอโคโนะมิยากิ และเทปันยากิ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างปราสาทโอซาก้าและโดทงโบริ

จุดเที่ยวที่ต้องไปสัมผัส

เมืองที่เจริญรุ่งเรืองนี้เป็นเมืองแห่งการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและวัฒนธรรมด้านอาหารมีการพัฒนาอย่างมาก Ufa877 จนเป็นที่เรียกกันว่า “ครัวของประเทศ” เป็นผลให้ถนนมีชีวิตชีวาอย่างมากทั้งผู้คนที่เป็นมิตรและอาหารแสนอร่อยซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการแนะนำจากชาวเมืองทั้งนั้น

  • ถนนช็อปปิ้ง T e n j i n b a s h i s u j i

แหล่งช็อปปิ้งตั้งอยู่ในเขตคิตะ ถนนช็อปปิ้งจะมี 4 สายแต่ละฟากถนน ความยาวรวมประมาณ 2.6 กม. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น และเหมาะสำหรับการเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของชำ ขนมหวาน และเสื้อผ้า หากเบื่อจากการช็อปปิ้งสามารถแวะพักในร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่

  • สถานี J R O s a k a

สถานีประตูสู่ O s a k a เป็นแหล่งชอปปิ้งที่ครอบคลุมทั่วสถานีและมีตึกสูงที่อยู่รายรอบจึงทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอนาคต บริเวณรอบสถานีเหมาะกับการมาเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมทั้งมีศูนย์การค้าที่สำคัญ G r a n d F r o n t O s a k a และ Y o d o b a s h i C a m e r a อีกด้วย

  • ห้าง H E P F I V E (ชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า)

จุดสังเกตของเขตอุเมดะในโอซาก้า H E P F I V E เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นแฟชั่น บนดาดฟ้าห้างมีชิงช้าสวรรค์สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมเมืองได้ ซึ่งในตอนเย็นก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนที่โรแมนติก H E P F I V E จึงกลายเป็นสถานที่ออกเดทยอดนิยม

  • ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อมีนิตยสารภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งได้เขียนแนะนำว่าตึกแห่งนี้เป็น “ประตูชัยแห่งอนาคต” จากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโอซาก้า ในสวนลอยฟ้ายังมีจุดชมวิวกลางแจ้งที่และนอกจากนี้ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building ยังมีร้านอาหารมากมายอีกด้วย

  • ห้าง Don Quijote สาขา Umeda

สถานที่ช้อปปิ้งเป็นห้างค้าปลีกลดราคาที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สาขานี้มีขนาดใหญ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น สินค้าในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามต่าง ๆ คุณสามารถหาสินค้าราคาถูก สินค้าหายาก และสินค้าในแบบเฉพาะของญี่ปุ่นได้จากที่นี่

  • ปราสาทโอซาก้า

สถานที่ที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างปราสาทโอซาก้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นเอกภาพ มีการประดับด้วยทองผ่องอำพรรณรอบปราสาทและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย และยังมีผู้มาเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึง 1 – 1.3 ล้านคนต่อปี

  • โรงละคร Osaka Shochikuza

หากได้มาเยือนโอซาก้าและอยากที่จะเข้าชมละครคาบุกิ เราแนะนำให้ไปโรงละครศิลปะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ Osaka Shochikuza  เพราะมีคนส่วนมากคิดว่าการชมละครคาบุกิมีราคาค่อนข้างแพง แต่ว่าสำหรับผู้ที่อยากชมละครคาบุกิเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำ “Hitomakumiseki” ซึ่งคุณสามารถชมการแสดงจากโปรแกรมได้ตั้งแต่ราคา 1,000-2,000 เยนเท่านั้น

  • ย่าน D o t o n b o r i

ย่านช็อปปิ้งนี้เป็นย่านที่ที่คึกคักอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้า สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านกินดื่มและผู้คนมากมายโดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสุดสัปดาห์ และโปรดระมัดระวังเพราะแถวนี้มีโพลสำรวจที่ไม่น่าไว้ใจมากมาย

  • พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n

ที่พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n แห่งนี้คุณสามารถทาน เรียนรู้และลองทำทาโกะยากิได้ เพราะทาโกะยากิเป็นเมนูจากแป้งหรือที่เรียกว่า “k o n a m o n o” จึงขึ้นชื่อและถือเป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในเมืองโอซาก้า ส่วนทาโกะยากิเป็นรูปทรงกลมจะมีชิ้นปลาหมึกยักษ์อยู่ข้างใน ทาโกะแปลว่าปลาหมึกยักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้

  • ถนนช็อปปิ้ง S e n n n i c h i m a e Doguyasuji

เป็นย่านช็อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยสิ่งของหรือเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร สถานที่นี้เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์สำหรับเชฟมืออาชีพ และในทุก ๆ ปีของวันที่ 9 ตุลาคมจะมีการจัดเทศกาล D o g u y a s u j i ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาอุปกรณ์การทำอาหารทุกประเภทได้ในราคาถูกอีกด้

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต
ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ย่านท่องเที่ยวยอดฮิตของหลาย ๆ คนในเมืองโตเกียว คงหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงดัง ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะอยู่โซนโตเกียวในฝั่งตะวันตก เนื้อหาบทความนี้จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบเดินเล่นช้อปปิ้งไปเที่ยวในย่านชั้นนำต่าง ๆ คือ ย่านชินจูกุ ย่านชิบูย่า และย่านฮาราจูกุ เป็นต้น

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ที่เหล่านักท้องเที่ยวไปเดิน

  • ฮาราจูกุ

อันดับแรกถือเป็นแหล่งประชันคอสเพลย์ที่โด่งดังทีเดียว เพราะจะมีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นร่วมกันแต่งตัวแนวหลุดโลกมาแข่งกัน และนอกจากนั้นยังมีแหล่งร้านค้ากระจุกกระจิกน่ารัก ๆ มากมาย และถนนทาเคชิตะยังเป็นแหล่งเสื้อผ้าแฟชั่นราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบขนมจำพวกเครป ในซอยนี้จะมีร้านเครปที่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อซึ่งถ้าได้มาแล้วจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

  • ถนนสายทาเคชิตะ

เป็นถนนแห่งแฟชั่น เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของย่านฮาราจูกุ มีทางเดินแคบ ๆ ยาวถึง 400 เมตร ทั้งสองฝั่งของถนนมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านค้า คาเฟ่ห์ ร้านอาหาร ซึ่งที่นี้เป็นจุดรวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการแต่งตัว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวคอสเพลย์

  • ย่านช้อปปิ้งโอโมเทะซันโด

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้เป็นย่านสุดหรูที่ชื่อว่า โอโมเทะซันโด ถนนสายนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เกิดใหม่ของเมืองโตเกียวที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร ในอาคารส่วนใหญ่จะถูกออกแบบ ดีไซน์ ที่ดูดึงดูดมีความล้ำสมัยไม่เหมือนแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

  • ชิบูย่าหรือชิบูยะ

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้คล้ายกับย่านฮาราจูกุ แต่ในย่านชิบูย่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ชั้นนำหลายแห่ง เป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำและยังมีแหล่งบันเทิงอื่น ๆ อีกด้วย คือมีทั้ง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก มีจุดนัดพบที่ขึ้นชื่อของโตเกียวคือบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟชิบูย่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์ฮาชิโกะและห้าแยกของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ และสัญลักษณ์กูลิโกะแมน ที่หากใครได้ไปถึงแล้วก็ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ย่านชิบูย่ายังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่มีผู้คนที่คึกคักตลอดเวลาซึ่งบริเวณนับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมมากในวัยรุ่นญี่ปุ่นเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเก๋ๆ และเนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงจึงทำให้มีร้านแฟชั่นหรือมีดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเอง สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นจนโด่งดังมาหลายต่อหลายแบรนด์อีกด้วย

  • ชินจูกุ

เมื่อได้มาโตเกียวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องมาเที่ยวย่านชินจูกุ เพราะย่านนี้เป็นหัวใจหลักในการมาเยือนกรุงโตเกียว โดยเฉพาะนักช้อปปิ้งที่มีเวลาน้อย และมาในที่เดียวแบบไม่เกี่ยงราคาสัก ซึ่งย่านชินจูกุจะเป็นคำตอบเพราะเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลาย มีแฟชั่นชั้นนำ ร้าน 100 เยนยอดประหยัด ร้านกาแฟสุดชิค ไปจนถึงร้านอาหาร 5 ดาว ทั้งนี้ชินจูกุเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าจะมีสถานีรถไฟชินจูกุเสมือนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละวันแล้วจะมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวถึง 2.5 ล้านคนในที่แห่งนี้

  • กินซ่า

เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย ที่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าคุณภาพ คือห้างวะโก และนอกจากนั้นยังมีร้านปลอดภาษีและจุดบริการรับคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

  • อาสะกุสะ นากามิเซะ

อาสะกุสะ นากามิเซะ เป็นย่านการค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ที่อยู่ใกล้กับวัดอาสะกุสะ เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก จำพวกชุดยูกาตะ พัด ร่มโบราณ รองเท้าแตะ ตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ รวมไปถึงร้านค้าที่หลากหลายจำพวกร้านขนมท้องถิ่น ขนมโบราณและอาหารพื้นเมืองมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดประจำชาติมาเดินเล่นกันในละแวกนี้ ร้านค้าในแถบนี้ยังคงกลิ่นอายของโตเกียวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ซึ่งในทุก ๆ ปีช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีเทศกาลของวัดอาสะกุสะ และจะมีการออกร้านค้าพิเศษและร้านค้าประจำแถบนี้ก็จะมีความคึกคักมากกว่าปกติ

  • อาเมโยโกะ

อาเมโยโกะ เป็นตลาดสินค้าที่มีลักษณะเหมือนแผงลอยสินค้าแล้ะมีร้านค้าอยู่ติดริมถนนมากกว่า 400 ร้าน มีการคละกันทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่มากมายในบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟอุเอโนะ ในสถานที่ร้านค้าแถบนี้สามารถที่จะต่อรองราคาสินค้าได้ เป็นตลาดสินค้าหลากหลายชนิดที่ราคาไม่แพงมากนัก

หากใครที่มีโอการไปช้อปปิ้งที่ประเทศญี่ปุ่นคงไม่ควรที่จะพลาดย่านช้อปปิ้งสุดฮิตในย่านต่างๆ อย่างเช่น ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ และย่านชิบูย่า เพราะทั้ง 3 ย่านนี้จะมีวัยรุ่นและนักช้อปปิ้งจำนวนมากไปเดินเลือกซื้อของ จึงเรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิตจริงที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่แวะไปช้อปปิ้งอาจเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ufabet

โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์
โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์ (T o k y o T o w e r)เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงอันดับสองในญี่ปุ่นรองจาก T o k y o S k y t r e e ในปัจจุบัน T o k y o T o w e r เป็นที่ส่งสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงในโตเกียว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ ในส่วนของรูปทรง T o k y o T o w e r มีแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส โครงสร้างเป็นเหล็ก ทาสีส้มเพื่อให้เครื่องบินเห็นได้เด่นชัด ตามหลักของ Air safety

ความหมายของ โตเกียวทาวเวอร์

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหอคอยแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนในยุคโชวะ ในที่นี้คือโตเกียวทาวเวอร์หอคอยแห่งนี้เป็นหอคอยการสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ความสูงของโตเกียวทาวเวอร์คือ 333 เมตร และนอกจากเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติต่างมาแวะเวียนเยี่ยมชมความงามทั้งภายนอกและภายใน ด้วยความมีเอกลักษณ์จึงทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ประวัติความเป็นมา

Tokyo Tower ตั้งอยู่กลางโตเกียวที่เขตท่าเรือ “มินาโตะ” เป็นย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางโตเกียวที่อยู่ติดกับอ่าวโตเกียว ก่อสร้างโดยบริษัทติดตั้งหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ Nippon Television City Corporation ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๆ 3,000 ล้านเยน เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เวลาเพียงปีครึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงถึง 333 เมตร สูงกว่าหอไอเฟลถึง 13 เมตร นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถขึ้นไปชมวิวที่ O b s e r v a t o r y สามารถชมได้ 2 ระดับ ได้แก่ความสูง 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งก็สูงพอจะเห็นรอบ ๆ โตเกียวและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าปรอดโปร่งสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร

ในอดีตจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วทั้งบริเวณโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง โดย Tokyo Tower เคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในปัจจุบันโตเกียวเริ่มเจริญขึ้นมีตึกสูงและคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เกือบทุกพื้นที่ และความสูงเหล่านั้นจึงเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณจากโตเกียวทาวเวอร์จึงเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้คลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และหลังจากโตเกียวสกายทรีได้มีการเปิดตัวในปี 2012 สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ และอื่น ๆ มีการถูกย้ายจากโตเกียวทาวเวอร์ออกเกือบทั้งหมด ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์คงส่งสัญญาณรายการวิทยุบางสถานีและเป็นเสาสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับโตเกียวสกายทรีเท่านั้นเอง

ในตัวอาคาร Tokyo Tower นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo One Piece Tower สวนสนุกธีม วันพีช แห่งแรกในญี่ปุ่น สวนสนุกนี้เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในสวนสนุกประกอบด้วยเครื่องเล่น บรรยากาศจำลองในการ์ตูน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก Limited Edition เปิดให้บริการ 10:00 – 22:00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3,200 เยน และ เด็ก 1,600 เยน

วิวสวย ๆ จากโตเกียวทาวเวอร์

ช่วงเวลากลางคืนโตเกียวทาวเวอร์ถูกจัดแสงด้วยไลท์อัพสีแดงส้ม เมื่อเทียบกับแสงไฟโดยรอบของหอคอย ดูโรแมนติกจึงทำให้คู่รักชาวญี่ปุ่นรวมไปถึงชาวต่างชาติหลายคู่มองหาอาคารสูงใกล้เคียงไปเดทชมวิวโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน นอกจากนี้ไฟไลท์อัพจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปีนั้น ๆ โตเกียวทาว ซึ่งไฟจะเปิดทุกวันเสาร์เวลา 20.00 น. ถึง 22.00 น. เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ในทุกคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือน หอคอยก็จะจัดไฟพิเศษแถมยังมีการปิดไฟบนยอดเพื่อให้ทุกคนได้ชมแสงจันทร์แต่ละเดือนด้วย ไม่ใช่แค่การชมแสงไฟของตัวหอคอยด้านนอกแต่จะแนะนำให้ขึ้นไปลองชมด้านบนบริเวณกลางคืน เพราะภายในจุดชมวิวมีการตกแต่งไฟโดยเปลี่ยนไปตามเทศกาลต่าง ๆ หากใครมองหาสถานที่การเดท ขอแต่งงาน ฉลองการครบรอบต่าง ๆ ที่นี่ในยามค่ำคืนถือเป็นทางเลือกที่โรแมนติกที่ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด

  • ค่าเข้าผู้ใหญ่อยู่ที่ 900 เยน
  • เด็ก 500 เยน
  • เด็กเล็ก 400 เยน

จุดชมวิวเปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 23.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ หอคอยแห่งนี้เป็นจะเป็นความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคโชวะ ในความโรแมนติกยามค่ำคืนของ Tokyo Tower ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นและโตเกียวแล้วจะต้องมาเยี่ยมชมสักครั้งจริง ๆ

ขอขอบคุณเรื่องราวดีดีจาก gavgavka.com