โอเด้ง

โอเด้ง
โอเด้ง

โอเด้ง เป็นอาหารญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ใช้ซุปสาหร่ายคอมบุหรือปลาแห้งคัตสึโอะบุชิ และมีเครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น เต้าหู้ สะสึมาอาเกะหรือลูกชิ้นปลา สึมิเระ ฮันเปน จิคุวะ บุก หัวไชเท้า ไข่ต้ม เป็นต้น ซึ่งมักจะเห็น O d e n วางขายข้างๆ แคชเชียร์ในร้านสะดวกซื้อมากมาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวเพราะขายดีที่สุด ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูล ประวัติความเป็นมาของ O d e n ให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกันอีกด้วย

ประวัติของ โอเด้ง

O d e n มีต้นกำเนิดมาจากเต้าหู้ที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทาด้วยมิโซะก่อนกินเรียกว่า “เด็งกะกุ” แล้วคำว่า “โอะ” ที่พวกผู้หญิงที่เป็นข้ารับใช้ในวังสมัยเฮอันนิยมใช้ พอนำมาผสมกันจึงได้เกิดเป็นชื่อใหม่คือ O d e n นั่นเอง

ในต้นสมัยของโชวะนั้นได้กำเนิดร้าน O d e n ขึ้นมา จึงได้กลายเป็นอาหารที่ทานได้ที่ร้าน และหลังจากนั้นได้มีการทำผงซุป O d e n สำเร็จรูปขึ้น และได้ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตจึงทำให้การทำนั้นง่ายไม่ยุ่งยากอีกต่อไป O d e n จึงกลายเป็นอาหารที่นิยมทำรับประทานกันในครอบครัว และในช่วงประมาณปี 1980 ก็ได้มี O d e n จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ตั้งแต่นั้นมา O d e n ก็กลายเป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไป

O d e n คืออาหารประเภทต้มในญี่ปุ่น โดยนำวัตถุดิบหลากหลายชนิดไปต้มเป็นระยะเวลานานในน้ำซุปกับผงปลาแห้งและสาหร่ายคอมบุ เมื่อได้เข้าสู่ในช่วงฤดูหนาว ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ จะวางขายโอเด้ง

วัตถุดิบของ O d e n

  • หัวไชเท้า เป็นวัตถุดิบที่นิยมมาก เนื่องจากหัวไชเท้าจะดูดซับน้ำซุปและมีรสชาติที่ดี กล่าวได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • ไข่ หรือไข่ต้ม เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมที่จะขาดไม่ได้ เคล็ดลับควรลองทานโดยผ่าครึ่ง และปล่อยให้ไข่แดงละลายไปกับน้ำซุปจะทำให้รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม
  • คอนเนียคุ และลูกชิ้นคอนเนียคุ ทำมาจากคอนเนียคุอิโมะ รสสัมผัสมีความหนึบเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะไม่มีสารอาหารมากเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 97 เปอร์เซ็น แต่ก็ได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีแคลอรี่ต่ำ
  • โมจิคินจาคุ แป้งโมจิที่ห่อไว้ในเต้าหู้ทอด น้ำมันที่อยู่ในเต้าหู้ทอดจะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของน้ำซุป โมจิข้างในจะละลายเหมือนลาวา
  • ชิคุวะ เนื้อปลาบดที่ถูกนำไปพันบนไม้แล้วนำไปย่างหรือนึ่ง เป็นวัตถุดิบที่ให้รสชาติแก่น้ำซุปที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • กิวซุจิ คือเนื้อวัวส่วนน่องที่มีเอ็นติดอยู่และมีผลทำให้รสชาติน้ำซุปอร่อย
  • ฮันเปน ปลาเนื้อขาวบดที่นำไปผสมกับมันเทศญี่ปุ่นแล้วนำไปนึ่ง มีรสสัมผัสนุ่มฟูและยังเป็นที่ชื่นชอบสำหรับเด็ก ๆ
  • สาหร่ายคอมบุ เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญมาก และได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง
  • กันโมโดกิ ของทอดที่ทำจากเต้าหู้บดผสมกับสาหร่ายและผักหั่นฝอย
  • ซัตสึมะอาเกะ เนื้อปลาบดทอดเป็นของที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคาโกชิมะ สามารถใส่แครอทหรือโกโบหั่น พอใส่ลงไปใน O d e n ก็ทำให้รสเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น
  • ชิราทากิ คือคอนเนียคุที่หั่นเป็นเส้นยาวๆ เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ
  • ไส้กรอก
  • โรลแคบเบจ หรือกะหล่ำม้วน มีที่มาจากอาหารตะวันตกแต่ก็เข้ากันกับน้ำซุปสไตล์ญี่ปุ่นได้ดี
  • ปลาหมึกสายพันธุ์ มาดาโกะ และปลาหมึกเล็ก ๆ ที่สามารถทานได้ทั้งตัวอย่างสายพันธุ์ อีดาโกะ
  • สึคุเนะ คือเนื้อไก่สับที่ผสมกับไข่และเครื่องเทศ ที่ทำให้อยู่ในรูปของดังโงะ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้น้ำซุปมีรสชาติที่นุ่มล้ำลึก
  • ชิคุวาบุ ที่มำจากโปรตีนในแป้งสาลีไปผสมกับผงแป้งต่าง ๆ และทำให้อยู่ในรูปทรงชิคุวะจึงนำไปต้มหรือนึ่ง เคล็ดลับผู้คนที่ชอบรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม !
  • สึมิเระ เป็นลูกชิ้นเนื้อปลาบดจากปลาเนื้อแดงอย่างปลาอิวาชิ ปลาซาบะ และปลาอาจิ ในขั้นตอนการทำคือหยิบสึมิโทรุ แล้วนำไปใส่อิเรรุ ในน้ำร้อน จึงเรียกว่า สึมิเระ เป็นบรรดาอาหารประเภทของปั้น
  • โกโบมากิ คืออาหารที่นำซัตสึมะอาเกะไปพันกับโกโบ มีรสสัมผัสที่กรุบกรอบ
  • ดาชิมากิทามาโกะ หรือไข่ม้วนญี่ปุ่น จะดูดซับน้ำซุปจึงกลายเป็นไข่ม้วนรสสัมผัสแสนนุ่มฟู
  • มันฝรั่ง วัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่นอย่างนิคุจากะ (เนื้อต้มมันฝรั่ง) และยิ่งต้มนานเท่าไร มันฝรั่งก็จะยิ่งนุ่มขึ้นและมีรสชาติเข้มข้นขึ้น

วัตถุดิบอื่นๆ

  • อุด้ง สามารถหาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อตามลอว์สัน และแฟมิลี่มาร์ท ราคาอยู่ที่ 110 เยน เท่านั้น
  • เนริงาราชิ
  • ซอสมิโสะแดง
  • ยูซุโคโช พริกไทยรสยูซุ
  • ชิจิมิ หรือพริกเจ็ดรส
  • ซอสมิโสะผสมขิง

วิธีทำและเคล็ดลับการทาน

วิธีในการทำ O d e n เมื่อเราทำน้ำซุปโดยที่ใช้สาหร่ายคอมบุกับปลาแห้งคัตสึโอะบุชินั้น ควรใส่หัวไชเท้า และไข่ ตามลำดับ ใส่ตามส่วนที่ต้องต้มนานก่อนลละจึงใส่ส่วนที่ต้มน้อยกว้าป็นอันดับสุดท้าย จากนั้นควรใช้ไฟอ่อนเพื่อที่จะต้มต่อไปเรื่อย ๆ วิธีในการรับประทานก็ตักใส่ภาชนะจานหรือชาม จิ้มคาราชิหรือมัสตาร์ด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นจะนิยมทานคู่กับสาเกร้อน ๆ เพราะชาวญี่ปุ่นชอบกันมาก ๆ

ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่

ในส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นด้านตะวันออกนั้นจะนิยมใช้โชยุที่มีรสชาติเข้มข้นในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีที่เข้ม ส่วนญี่ปุ่นในด้านตะวันตกจะนิยมใช้โชยุรสชาตที่อ่อนกว่าในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีอ่อน และสำหรับชาวคิวชูหรือโอกินาว่ารสชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือรสชาติที่ปรุงแบบเข้มข้นผสมกับน้ำซุปจากเนื้อไก่และปลาโทบิโอะ ส่วนที่เกียวโตนั้นจะชอบรสชาติที่มีรสนิยม โดยใช้น้ำซุปจากปลาซาบะแห้งและสาหร่ายคอมบุและอื่น ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

ชาบูชาบู

ชาบูชาบู
ชาบูชาบู

ชาบูชาบู เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟที่ดูคล้ายกับสุกี้ยากี้ มีส่วนผสมหลัก ๆ เช่น ผัก เนื้อที่หันบาง และอาหารทะเล โดยจะมีการปรุงที่นำวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ จุ่มลงในน้ำเดือดหรือน้ำซุปในหม้อไฟ และปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นสามารถนำส่วนผสมอย่างอื่นลง อย่างเช่น เต้าหู้ บะหมี่ นำมาลงตุ๋นให้เข้ากัน เมื่อสุกแล้วนำมารับประทานโดยจุ่มลงในซอส ซึ่งในปัจจุบันนั้น s h a b u s h a b u มีหลากหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ใหม่ ๆ

              เริ่มมีในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 0 โดยได้มีร้านอาหาร s h a b u s h a b u ร้านแรกที่ถือกำเนิดในโอซาก้าโดยเป็นการดัดแปลงจากอาหารในลักษณะเดียวกัน s h a b u s h a b u มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ต้นกำเนิดด้วยคำว่า “ชาบู”

ประวัติความเป็นมาของ ชาบูชาบู

อาหารตำรับของประเทศญี่ปุ่น เมนูนี้ถือกำเนิดในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ในศตวรรษที่ 2 0 โดยอาหารรายการนี้ได้กำเนิดที่ ภัตตาคารซูอิฮิโระ ซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากอาหารในลักษณะเดียวกัน ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน คำว่า s h a b u s h a b u นั้น เป็นในส่วนของเนื้อที่นำมาแล่บาง ๆ คีบด้วยตะเกียบและนำลงไปจุ่มในน้ำซุปแล้วส่ายไปมา ซึ่งในตอนแรกนั้นเป็นชื่อของเมนูหนึ่งที่เสิร์ฟเป็นหม้อไฟที่คล้ายกับสุกียากี้ แต่เนื้อจะแล่บางกินคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสเผ็ดมากและหวานน้อยกว่าน้ำจิ้มสุกี้ หลังจากเป็นที่นิยมในภัตตาคาร ซูอิฮิโระ ได้มีการจดทะเบียนในชื่อของ s h a b u s h a b u เป็นเครื่องหมายการค้าเมื่อปี ค.ศ.1955 นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของ s h a b u s h a b u ก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นทั้งในโตเกียว จนมาถึงทั่วทวีปเอเชีย จนในปัจจุบันทั่วทั้งโลกแทบจะรู้จักในชื่อของ “s h a b u s h a b u” นั่นเอง

   คำว่า S h a b u – s h a b u นั้นจึงหมายถึงเสียงตอนที่เอาตะเกียบคีบเนื้อที่แล่บาง ๆ แล้วนำไปจุ่มในน้ำเดือดโดยการส่ายไปมา ทำให้เกิดเสียงชาบุชาบุขึ้น ซึ่งเนื้อบาง ๆ นั้นลวกแค่ไม่กี่วินาทีก็สุก นอกจากเนื้อแล้วก็จะยังมีผักสด ๆ ที่นิยมใส่กันในหม้อ s h a b u s h a b u ก็คือ เห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง ผักกาดขาวและเต้าหู้ ส่วนในน้ำซุปนั้นจะเป็น ซุปคมบุ หรือสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง

น้ำจิ้ม มี 2 ชนิด ก็คือ

1. “น้ำจิ้มงา” จะมีส่วนผสมหลัก ๆ ก็คือ งาอบขาว, กระเทียมบด และโชยุ ที่ผสมกัน รสชาตินั้นจะออกรสหอมนุ่มกลิ่นงา

2. “น้ำจิ้มพอนซึ” หรือโชยุผสมน้ำส้มสายชู รสชาตินั้นจะออกรสเค็มอมเปรี้ยว ๆ ซ่าๆ ที่ลิ้น

วิธีการกินนั้น จะเริ่มจากการใส่ผักลงไปต้มในหม้อก่อรเพื่อให้ได้น้ำซุปที่มีรสชาติออกหวานของผักแล้วจึงนำเนื้อลงไปลวกกินนั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นเองน้ำซุปจะหอมหวานมีความเข้มข้น หลังจากนั้นจึงใส่เส้น หรือข้าวลงไปในน้ำซุป

s h a b u s h a b u เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก นิยมการรับประทานกันบ่อยครั้ง ซึ่งเสน่ห์ของ s h a b u s h a b u นั้นก็คือวิธีการรับประทานที่จะมีการนำเอาหม้อไฟมาตั้งตรงกลางแล้วนั่งล้อมวงหม้อไฟที่มีการปรุงไปรับประทานไป อาหารประเภทนี้จึงเป็นอาหารที่เหมาะในวันที่มีอากาศหนาวเย็นเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก เพราะจะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นเมื่อได้กิน s h a b u s h a b u นั่นเอง

วัตถุดิบของ s h a b u s h a b u

ในหม้อน้ำซุป วัตถุดิบที่ควรมี ก็คือ เนื้อที่แล่บาง ผักชนิดต่าง ๆ น้ำจิ้มจะถูกนำมาเสริฟ์โดยแยกใสภาชนะที่เป็นถ้วยจิ้ม ซึ่งในปกติแล้วจะใส่เต้าหู้ เห็ด ผักที่สุกง่ายลงไปก่อน ส่วนตัวหลักของเมนูนี้คือ เนื้อที่แล่บาง ๆ เนื่องจากว่าเนื้อวัวของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะมีจุดเดือดของไขมันที่ต่ำ จึงเหมาะกับการทำชาบูชาบู ที่ไม่ต้องผ่านความร้อนที่นานเกินไป เมื่อก่อนจะนิยมใช้เนื้อวัว แต่ในปัจจุบันนั้นจะนิยมทานเนื้อหมูด้วยเช่นกัน เพราะว่าดีต่อสุขภาพ

วิธีการปรุง

อันดับแรกเมื่อต้มน้ำเดือด จึงนำสาหร่ายคอมบุลงใส่ในหม้อต้มให้เดือด ใส่ผักต่าง ๆ และเต้าหู้ลงไป ที่สำคัญคือวัตถุดิบต่าง ๆ ต้องไม่ต้มนานจนเกินไปและไม่ควรที่จะใส่ลงไปในหม้อเยอะเกินไป เมื่อน้ำซุปเดือดแล้วจึงคีบเนื้อที่ละชิ้นจุ่มลงในน้ำซุปที่เดือดประมาณ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น เมื่อสีของเนื้อเปลี่ยนไปจึงนำขึ้นมาทานได้ทันที เพราะรสชาติที่ดีของเนื้อนั่นเอง

s h a b u s h a b u คืออาหารทั่วไปที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศญี่ปุ่นและหลาย ๆ ประเทศที่ได้รับความนิยม (ที่เรามักเรียกว่า Little Tokyos หรือ Japantowns) เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งในทุกวันนี้ในประเทศไทยก็ได้มีหลากหลายร้านชาบูที่มีให้ลิ้มลอง แต่ก็ได้มีการดัดแปลงน้ำจิ้มและมีการเพิ่มวัตถุดิบต่าง ๆ ลงไปในหม้อ เราเรียกกันว่าเป็นสุกี้ไทยหรือจิ้มจุ่ม

ขอบคุณบทความจาก UFABET

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น
สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น น้ำซุปจะน้อยพอขลุกขลิก และมีรสชาติที่เข้มข้น ทั้งวิธีการทำ หน้าตาของอาหารและรสชาติคนละแบบกับของประเทศไทย แต่วิธีการทำนั้นแสนง่ายด้วยวัตถุดิบที่หาซื้อได้ทั่วไปหากอยากลองสัมผัสรสชาติอาหารญี่ปุ่นแบบชาวบ้านแท้ ๆ ลองทำเอง

S U K I Y A K I แบบญี่ปุ่นนั้นเป็นอาหารหรูที่กินในโอกาสพิเศษ เพราะจะใช้เนื้อวัวส่วนดีที่ราคาค่อนข้างแพงเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่อร่อยและนุ่มละมุนลิ้น สำหรับคนญี่ปุ่นที่มีฐานะปานกลางในสมัยก่อนนิยมกินเนื่องในโอกาสสำคัญหรือการเฉลิมฉลอง ถ้าหากเป็นบ้านที่ฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นั้น ในบางทีไม่ใช้เนื้อวัวก็สามารถใช้เนื้อหมูแทนได้อีกด้วย

เนื้อวัวส่วนที่เหมาะสำหรับการนำมาทำ S U K I Y A K I คือ ส่วนของเนื้อใบพาย ( C h u c k e y e) ในภาษาญี่ปุ่นคือ คาตะโรส นำมาสไลด์ให้บาง ย่างแค่พอสุกให้เห็นส่วนเนื้อสีแดงเล็กน้อย แล้วนำมาจุ่มไข่ดิบ จะได้รสสัมผัสที่นุ่มมีความกลมกล่อมและได้เพลิดเพลินกับกลิ่นหอมของเนื้อวัวด้วย

สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น คืออะไร

S U K I Y A K I เรียกโดยย่อว่า S U K I เป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ เต้าหู้ ผัก วุ้นเส้น ไข่ กินกับน้ำจิ้ม เป็นอาหารยอดนิยมในเอเชียที่มีหลายแบบ ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทยเป็น S U K I แบบจีนและแบบญี่ปุ่น

S U K I Y A K I เป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเหมือนซุป ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ผัก เห็ด ไข่ เต้าหู้ น้ำซุป และเนื้อสัตว์ซึ่งอาจจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู หรืออาหารทะเลก็ได้และนำวัตถุดิบนั้น ๆ ไปใส่ลงในหม้อเหล็กแบบแบนต้มรวมกันแล้วปิดฝาแล้วรอให้สุกและนำมาจิ้มกับไข่ดิบ S U K I Y A K I เป็นอาหารที่รับประทานพร้อมกันได้หลายคน S U K I Y A K I จะนำมาต้มกับเหล้าหวานกับซอสที่ไม่ใช่น้ำและไม่มีน้ำจิ้มนั่นเอง

S U K I Y A K I ราชาอาหารเนื้อที่มีชื่อเสียง

S U K I Y A K I เป็นอาหารหม้อไฟที่มีพระเอกเป็นเนื้อสไลด์บาง ต้นหอมยาว เก็กฮวย เห็ดหอม เต้าหู้ จิ้มกับเหล้าหวานมิริน น้ำตาล โชยุ และการใช้เนื้อที่สไลด์หนากว่าชาบุชาบุ

วิธีการทำ S U K I Y A K I จะแตกต่างกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ซึ่ง S U K I Y A K I ทางตะวันออกนั้นจะมีพื้นฐานมาจากหม้อไฟและเนื้อที่เป็นที่นิยม กับการพัฒนาวัฒนธรรม ในสมัยเมจิ มีการเตรียมผสมโชยุ น้ำตาล เหล้า มิริน แล้วนำเนื้อกับผักมาต้ม ซึ่งในแถบตะวันตกนั้นจะไม่ได้ใช้ซุบผสม แต่จะย่างเนื้อก่อนแล้วปรุงด้วยน้ำตาลกับโชยุ แล้วใส่ผักเข้าไป เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ใส่น้ำกับเหล้า ในสมัยปัจจุบันทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จะนำเนื้อไปจิ้มกับไข่ดิบเป็นวิธีการกินที่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีการกินที่พัฒนาแต่เดิมมาจากฝั่งตะวันตก

การเตรียมวัตถุดิบก่อนเริ่มทำ

  1. ในการทำ S U K I Y AK I นั้น เราจะเลือกใช้เต้าหู้ย่าง (ยากิโทฟุ) ถ้ามี Super market ญี่ปุ่นแถวบ้านก็หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่มีละก็ใช้เต้าหู้ขาวแข็งแทนได้
  2. เทน้ำในถาดทิ้งให้หมด และหั่นเป็นชิ้นหนาเตรียมไว้
  3. วุ้นเส้นหัวบุกนั้นเราจะใช้เส้นบุกสีขาว หรือ ชิราทากิ หากหาซื้อไม่ได้สามารถใช้เส้นแก้วแทนได้
  4. เทน้ำแช่วุ้นเส้นทิ้ง ล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มเพื่อล้างกลิ่น
  5. เทน้ำทิ้ง ล้างจนหมดกลิ่น หากเส้นยาวเกินไปสามารถนำมาตัดครึ่งได้
  6. เห็ดหอมสดจะไม่นำมาล้างน้ำเพราะจะทำให้เห็ดไม่หอม เราจึงนำมาทำความสะอาดคือใช้ทิชชู่ชุบน้ำเช็ดฝุ่นออก แล้วนำมาบั้งลาย
  7. เห็ดเข็มทอง ตัดโคนทิ้ง ล้างน้ำ และฉีกเป็นช่อเล็กพอดีคำ
  8. หอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  9. ต้นหอมญี่ปุ่น หั่นแนวเฉียง
  10. ผักใบเขียว เราเลือกใช้ผักชุนงิคุเพราะมีกลิ่นเอกลักษณ์และรสชาติจะขมนิด ๆ น้ำมาล้างให้สะเด็ดน้ำ พอนำไปต้มค่อยใช้มือหักเป็นสองท่อน

วิธีทำน้ำปรุง SUKIYAKI

  • ตั้งหม้อใส่มิรินและสาเก เปิดไฟแรง ต้มจนเดือดให้แอลกอฮอล์ระเหยออกให้หมด
  • ปิดแก๊สยกลง ใส่โชยุและน้ำตาลทราย คนให้ละลายเข้ากัน

วัตถุดิบ

  • มันวัว 1 ก้อนเล็ก (สำหรับเคลือบกระทะ) สามารถใช้น้ำมันพืชทั่วไปแทนได้
  • เนื้อวัว (ใช้เนื้อส่วนใดก็ได้ตามชอบ)
  • เต้าหู้ขาวแข็ง
  • วุ้นเส้นหัวบุกสีขาว
  • ต้นหอมญี่ปุ่น
  • หอมใหญ่
  • เห็ดเข็มทอง (หรือเห็ดชนิดอื่นตามชอบ)
  • เห็ดหอม (ไม่ใส่ก็ได้)
  • ผักใบเขียว เช่น ผักชุนงิคุ ผักมิซูน่า ผักมิสึบะ หรือผักพื้นบ้านตามที่หาได้ในท้องถิ่น
  • ไข่ไก่ (เลือกแบบที่กินดิบๆได้)

วิธีการทำ SUKIYAKI ก็แตกต่างกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก SUKIYAKI ทางตะวันออกมีพื้นฐานมาจากหม้อไฟเนื้อที่เป็นที่นิยมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาวัฒนธรรม UFABET ในสมัยเมจิ เตรียมผสมโชยุ น้ำตาล เหล้า มิริน แล้วนำเนื้อกับผักมาต้ม ในแถบตะวันตกไม่ได้ใช้ซุบผสม แต่จะย่างเนื้อก่อนแล้วปรุงด้วยน้ำตาลกับโชยุ แล้วใส่ผักเข้าไป เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ใส่น้ำกับเหล้า ในสมัยปัจจุบันทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จิ้มกับไข่ดิบเป็นวิธีกินที่เหมือนกัน วิธีนี้เป็นวิธีการกินที่พัฒนาแต่เดิมมาจากฝั่งตะวันตก

อาหารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแม้ในต่างประเทศ “SUKIYAKI SONG” ของ ซากาโมโตะคิว

ร้าน “S U K I Y A K I” ซากาโมโตะคิว จึงกลายเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากขึ้นที่ติด Hit chart อันดับ 1 S U K I Y A K I สามารถกินที่ร้านและยังสามารถกินอาหารเนื้อได้ รวมถึงเนื้อย่างแผ่นเหล็ก ร้านอาหารหม้อไฟที่สามารถกินได้ทั้ง S U K I Y A K I และชาบุชาบุ

เท็มปุระ

เท็มปุระ
เท็มปุระ

เท็มปุระ เป็นอาหารยอดนิยมที่ขึ้นชื่อในโตเกียวตั้งแต่ยุคเอโดะ ซึ่งได้รับเทคนิคการปรุงอาหารทอดที่หลากหลายมาจากต่างประเทศ และมีการประยุกต์จนสามารถดึงความกลมกล่อมของรสอร่อยในวัตถุดิบออกมาได้เป็นอย่างดี เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วจากนั้นจึงนำไปทอด

เท็มปุระ คืออะไร

เท็มปุระคืออะไรก็ตามที่ชุปแป้งแล้วนำไปทอด เท็มปุระจึงมีความคล้ายคลึงกับอาหารทอดของหลายๆ ประเทศ แต่แป้งของเท็มปุระมีความบางและกรอบกว่า

เป็นอาหารญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักมากอย่างหนึ่ง ทำจากของทะเลและผักที่นำไปชุบแป้งที่ปรุงแบบญี่ปุ่นแล้วนำไปทอด ในการทอด T e m p u r a นั้น จะใช้ไฟแรง โดยนำเอาวัตถุดิบไปชุบแป้งบาง ๆ แล้วลงทอดด้วยเวลาสั้น ๆ แค่ 3 0 – 4 0 วินาทีเท่านั้น เพื่อที่จะคงความสดของวัตถุดิบมากที่สุด ทั้งนี้สไตล์การกิน T e m p u r a ของชาวญี่ปุ่นนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ T e m p u r a อาหารทะเลชุบแป้งทอด และ T e m p u r a ผักทอด ที่จะนำผักหลาย ๆ ชนิดมาทอดรวมกัน แต่เทมปุระที่ดูจะติดอกติดใจชาวไทยก็คงจะหนีไม่พ้นกุ้งเทมปุระ

ความเป็นมาของ T e m p u r a

ถือเป็นอาหารจานหลักของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชื่อเท็มปุระนั้นไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นสักนิด แต่ที่จริงแล้วคำว่าเท็มปุระเป็นภาษาโปรตุเกส มาจากคำว่า t e m p e r o มีข้อสันนิษฐานมีชาวโปรตุเกสเป็นผู้นำเท็มปุระมาเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้

ส่วนผสมที่ใช้ทำแป้งนั้นคือ น้ำ แป้ง และไข่ไก่ และส่วนผสมที่ใช้สำหรับทำน้ำจิ้มนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำจิ้มและวัตถุดิบที่ใช้ในการทำ T e m p u r a นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคและฤดูกาล โดยทั่วไปแล้ว T e m p u r a มักจะทำมาจากผักและอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก และปลาทะเลตัวเล็ก ๆ มะเขือม่วง กุ้ง ฟักทอง และปลาหมึกกล้วย นั่นเอง

การเสิร์ฟ

T e m p u r a นั้นจะเสิร์ฟคู่กับซอส T e n – t s u y u ที่ทำจากน้ำต้มกระดูกชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของซอสถั่วเหลืองและไวน์ข้าวที่เรียกว่า m i r i n ดังนั้นอาจเพิ่มขิงหรือหัวไชเท้าได้เพื่อเพิ่มรสชาติที่เผ็ดร้อน ซึ่งในบางครั้งอาจจะเสิร์ฟขิงและหัวไชเท้าแยกกัน และคุณยังสามารถเติมขิงและหัวไชเท้าลงไปในซอสได้ก่อนที่จะจิ้ม T e m p u r a เพื่อเพิ่มรสชาติ

วิธีการรับประทาน

การเสิร์ฟ T e m p u r a ในแต่ร้านอาหารนั้นจะเสิร์ฟตามลำดับที่ควรจะรับประทานก่อน หมายความว่าคุณต้องทานอาหารที่อยู่ใกล้สุดก่อนและค่อยรับประทานเมนูที่วางถัดไป

ส่วนใหญ่จะพบว่า T e m p u r a จะมีพืชผักที่วางไว้ข้างหน้าสุดและตามด้วย T e m p u r a ซีฟู้ด ซึ่งในความเป็นจริงนั้นคุณไม่จำเป้นต้องทานให้หมดไปทีละอย่างแต่เพื่อการดื่มด่ำรสชาติของ T e m p u r a แต่ละชนิด ในการรับประทานทีละอย่างจะทำให้คุณได้เพลิดเพลินกับอาหารที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดของการทาน T e m p u r a คือ เรื่องของการสั่งอาหาร เพราะ T e m p u r a ทำมาจากแป้งและเมื่อทิ้งไว้นานอาจจะนิ่มและหมดความกรอบได้ ดังนั้นควรสั่ง T e m p u r a เมื่อต้องการรับประทานทันที เพื่อจะได้รับประทาน T e m p u r a ร้อน ๆ ทอดกรอบที่ได้รสชาติที่อร่อยตรงดิ่งมาจากครัว

วิธีในการรับประทานแบบอื่น

นอกจากได้รับประทานเปล่า ๆ แล้ว T e m p u r a สามารถเข้าได้ดีกับเมนูอื่น คือ T e n – d o n (ข้าวที่เสิร์ฟในชามแล้ววางหน้าด้วยเท็มปุระ เหยาะด้วย d a s h i นิด มิริน และซอสถั่วเหลือง) อีกหนึ่งเมนูคือ T e n – s o b a (เมนูยอดฮิตที่ทานเข้ากันกับ T e m p u r a)โดยการวาง T e m p u r a ไว้ด้านบนของเส้นโซบะ หรืออุด้งก็ได้

มารยาทในการรับประทาน

ขนาดของ Tempura มีขนาดค่อนข้างใหญ่ คงดูไม่ดีแน่หากคุณทาน Tempura ทั้งหมดในคำ ๆ เดียวซึ่งมารยาทในการทาน Tempura ง่าย ๆ ก็คือ ให้กัดแค่เพียงครึ่งเดียวและคีบครึ่งที่เหลือไว้ด้วยตะเกียบโดยไม่วางอีกครึ่งกลับในจาน ซึ่งเมื่อคุณเคี้ยวหมดแล้วจึงรับประทานอีกครึ่งที่เหลือนั่นเอง

Tempura ทำให้หลายคนเข้าใจไปว่าเป็นอาหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มีคนญี่ปุ่นเป็นคนคิดและเป็นต้นตำรับ แต่ความจริงแล้ว UFABET877 ต้นตำรับของ Tempura แท้ ๆ คือ ประเทศโปรตุเกสนั่นเอง ซึ่งต้นตำรับของชาวโปรตุเกสนั้นจะนำปลามาชุบแป้งทอดทำกินกันในหมู่บาทหลวง ซึ่งชาวโปรตุเกสเรียกอาหารจานนี้ว่า Friday Fish Fry ในปัจจุบันเมนูปลาชุบแป้งทอดของประเทศโปรตุเกสยังคงเรียกว่า เทมโพลา เหมือนในอดีตเช่นกัน

ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น
ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่น หรือ E d a m a m e เป็นอาหารว่างยอดนิยมของคนญี่ปุ่นและคนรักสุขภาพทั่วโลก และยังเป็นอาหารว่างที่เหมาะสำหรับผู้ที่ลดน้ำหนัก เพราะมีรสชาติที่อร่อย อิ่มท้องได้นานแถมยังมีพลังงานแค่ 1 2 0 แคลอรี่ต่อ 1 0 0 กรัมเท่านั้น ซึ่งห้าหากใครที่ทานเจหรือมังสวิรัติสามารถกิน E d a m a m e เพื่อทดแทนโปรตีนที่ขาดจากการไม่ทานเนื้อสัตว์ได้ E d a m a m e ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ซึ่งยังสามารถหามารับประทานได้ง่ายเนื่องจากมีขายทั่วไปในแต่ละท้องที่ในประเทศญี่ปุ่นและในหลาย ๆ ประเทศ

E d a m a m e มีวิตามินที่หลากหลายและจำเป็นต่อร่างกายทั้ง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C วิตามิน K มีแร่ธาตุที่ในร่างกายต้องการ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลต และเบต้าแคโรทีน กรดไขมันอิ่มตัว โอเมก้า 3 และยังมีสารไอโซฟลาโวน สารอาหารในถั่วสีเขียวที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด อีกทั้งมีใยอาหารช่วยในระบบขับถ่าย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเกาต์ที่เป็นโรคประจำตัวถ้าหากกิน E d a m a m e จะสามารถลดปริมาณกรดยูริกในร่างกายได้อีกด้วย

ความหมายของ ถั่วแระญี่ปุ่น

E d a m a m e คือถั่วเหลืองฝักอ่อน ซึ่งชาวสวนจะเก็บเกี่ยวในตอนที่ยังอ่อน ๆ อยู่ เพื่อจะได้รสชาติที่หวานมันนุ่มและอร่อย จำนวนผู้บริโภคมีมากขึ้นมาตลอด ซึ่งชาวสวนในญี่ปุ่นนั้นจึงมีการส่งออกนอกประเทศด้วยการแช่แข็ง แต่สารอาหารของ E d a m a m e ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและความอร่อยก็ยังอยู่เหมือนเดิม

เหตุผลที่คนรักสุขภาพที่โปรดปราน E d a m a m e เพราะว่า มันเป็นของกินเล่นที่แคลอรี่ต่ำ ไม่มีน้ำตาลกลูเทน และไม่มีคอเลสเตอรอลเช่นกัน นอกจากนั้น E d a m a m e ยังมีเม็ดที่เต็มไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็ก ถ้าหากใครที่งดกินเนื้อสัตว์ เช่น วีแกน สามารถกิน E d a m a m e เพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนที่ได้รับต่อวันได้เลย

ความพิเศษ

มีโปรตีนสูงที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์และนม หมายความว่า โปรตีนที่ได้จาก E d a m a m e นั้น มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกตัว และร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งร่างกายเรานั้นผลิตกรดอะมิโนจำเป็นไม่ได้หมดทุกตัว ในการที่เราดินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้นจึงมีความสำคัญต่อความสมดุลของอาหารที่ร่างกายของเราควรได้รับ ซึ่งมีไขมันที่ดีนั้น เป็นในส่วนของพืชตระกูลถั่วซะส่วนใหญ่ที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน โดยเฉพาะกรดไขมันที่มีโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่คนไทยได้รับน้อยมาก

ประโยชน์ของถัวแระญี่ปุ่น

เป้าหมายการดูแลสุขภาพของเรามีมากมาย และคุณห้ามมองข้ามการกินผักและผลไม้ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ได้สรุปว่า ผักและผลไม้มีสารอาหารที่สามารถช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และลดการสะสมไขมันส่วนเกินอีกด้วย

ผู้หญิงที่กิน E d a m a m e ก่อนมีประจำเดือน จะพบว่าลดอาการเหวี่ยงวีนก่อนมีประจำเดือนได้ดี การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และมีส่วนในการช่วยลดอาการปวดหัวในผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอีกเช่นกันด้วย เหตุผลของ E d a m a m e มีแคลเซียมและแม็กนีเซียมอยู่มากซึ่งแร่ธาตุที่จะเข้าไปช่วยลดอาการเหวี่ยงวีนได้นั่นเอง

หากร่างกายของเราขาดธาตุเหล็ก ทำให้ไม่ค่อยมีแรง ตัวเหลืองซีด หากใครคนไหนขาดธาตุเหล็ก ควรกินธาตุเหล็กเสริม หรือกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเช่น E d a m a m e

ประโยชน์อื่น ๆ

  • ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น เพราะมีกากใยอาหารสูง
  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
  • มีสารไอโซฟลาโวน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากได้
  • อุดมด้วยโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหลอในร่างกาย
  • มีโอเมก้า 3 ลดความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ทำให้ท้องไม่ผูก ไม่เสี่ยงต่อโรคริดสีดวงทวารหรือโรคลำไส้
  • มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้พลังงาน และไขมันต่ำ
  • รับประทานเป็นอาหารว่าง หรือนำมาทำอาหารจำพวกผัด แกง
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไอ ช่วยรักษาแผลในปาก
  • ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ยืดหยุ่น และเต่งตึงกระชับ
  • ช่วยลดกรดยูริกสาเหตุของโรคเกาต์ได้ดี
  • ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ทำให้ไม่เจ็บป่วยบ่อย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ลดความอ้วน เพราะอิ่มท้อง ไขมันต่ำ และแคลอรี่น้อย

นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังก็คือ ในการเลือกซื้อ E d a m a m e ในซูเปอร์มาเก็ตนั้น อาจจะต้องระวังในเรื่องของความสะอาด เพราะในบางแห่งมักขายบนกระบะน้ำแข็งที่ให้ลูกค้าสามารถตักใส่ถุงเองตามความพอใจของลูกค้า gavgavka ส่วนการซื้อแบบบรรจุถุงจากมินิมาร์ทนั้นก็อาจจะมีปริมาณเกลือที่มากเกินไป หากแม้เกลือที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้ถั่วอร่อยขึ้น แต่เรื่องของความเค็มนั้นในการกินมากไปก็มีผลกับไต หากล้างน้ำเปล่าก่อนกินจะดีกว่า

ไคเซกิ

ไคเซกิ
ไคเซกิ

ไคเซกิ หรือไคเซกิเรียวริ เป็นชุดอาหารที่ให้การบริการเป็นคอร์ส เป็นตามลำดับตามธรรมเนียมดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบแต่ละฤดูกาล มีการปรุงแต่งและมีกรรมวิธีในการทำอาหารและการปรุง จนการนำเสนออาหารแต่ละชนิดในคอร์สนั้น ๆ จึงสามารถเทียบเคียงกับอาหารยุโรปชั้นสูง หรือ อาหารของชาติตะวันตก

ในชุดอาหาร k a i s e k i นั้นจะประกอบถึงสองความหมาย โดยไคเซกิ และ ไคเซกิเรียวริ จะหมายถึงอาหารชุดรายการอาหารที่เลือกไว้ และมีการบริการในแต่ละอย่างหรือ 1คอร์ส ต่อ1 คน โดยจะจัดลงบนถาดส่วนตัว ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ อาหารแบบง่าย ๆ ที่เจ้าภาพของพิธีชงชาได้จัดให้บริการแขกก่อนการชงชาเริ่มขึ้น มักเรียกได้ว่า ชาไกเซกิ 

รูปแบบอาหารของ ไคเซกิ

ปัจจุบัน k a i s e k i ได้ถือเป็นศิลปะการผสมผานกันของรสชาติ รูปลักษณ์ ผิวสัมผัส และสีสันกันอย่างลงตัว จึงนำมาสร้างสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีชั้นยอด ทั้งความสดใหม่และหาได้แค่เฉพาะในฤดูกาลนั้น ๆ  เพื่อใช้ปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยที่ลงตัว ในการจัดวางและนำเสนอนั้นมักทำอย่าประณีตและจะคำนึงถึงสีสันและน้ำหนักอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการนำเสนอ ซึ่งจะตกแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยมีการใบไม้และดอกไม้สดเพื่อตกแต่ง จนถึงผักผลไม้ที่นำมาแกะสลักให้รูปลักษณ์ดูสวยงาม เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ในอาหารอีกด้วย

ตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น k a i s e k i จะเสิร์ฟคู่กับมิโซซุปและอาหารเครื่องเคียง 3 อย่าง และจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการบริการอาหารญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เรียกเป็น “อาหารชุด” จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาขึ้นต่อมาเรื่อย ๆ และรวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น ซาชิมิ , ของต้ม, ของย่าง, และของนึ่ง เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้อาจรวมถึงอาหารที่เชฟได้จัดสรรให้ โดยปกติจะมีดังนี้

  • ซากิซูเกะ ที่คล้ายกับ อามูซบุช (อาหารฝรั่งเศส)
  • ฮัซซุง มักเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลจะรวมซูชิหรือข้าวปั้นกับเครื่องเคียงขนาดเล็กหลาย ๆ อย่าง
  • มูโกซูกะ ปลาดิบหรือซาชิมิตามฤดูกาล
  • ทากิอาวาเซะ ผักและเนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ซึ่งนำไปตุ๋นไฟอ่อน ๆ เป็นเวลานานแยกกัน
  • ฟูตาโมโนะ อาหารที่เสิร์ฟในถ้วยมีฝา มักจะเป็นซุปต่าง ๆ
  • ยากิโมโนะ อาหารจานย่าง เช่น ปลาต่าง ๆ
  • ซูซากานะ อาหารสำหรับล้างปาก มักปรุงเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู ผักดองแบบญี่ปุ่น
  • ฮิยาชิบาชิ ผักที่ปรุงสุกไม่มากเสิร์ฟแบบเย็น นิยมให้บริการในฤดูร้อนเท่านั้น
  • นากาโชโกะ อาหารสำหรับล้างปาก มักจะมีรสเปรี้ยว เช่น ซุปใสรสเปรี้ยวเล็กน้อย
  • ชีซากานะ อาหารจานหลัก เช่น หม้อไฟ เป็นต้น
  • โกฮัง ข้าวสวยญี่ปุ่น
  • โคโนโมโนะ ผักดองแบบญี่ปุ่นตามฤดูกาล
  • โทเมวัง ซุปมิโซะ หรือซุปผัก
  • มิซูโมโนะ ของหวานตามฤดูกาล รวมถึง ผลไม้ ขนมหวาน ไอศกรีม และเค้ก

สถานที่ให้บริการ

k a i s e k i มักให้บริการในเรียวกังในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังให้บริการในร้านอาหารเล็ก ๆ เรียกกันว่า “เรียวเต” ในเมืองเกียวโตเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้าน k a i s e k i ซึ่งถือกันว่าเป็นที่ตั้งของราชสำนักมาตั้งแต่โบราณนับพันปี ในเกียวโตนั้นเรียกการประกอบอาหารนี้ว่า “การปรุงอาหารแบบเกียวโต” เพื่อแสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดและที่มาของ k a i s e k i

ราคาของ kaiseki

k a i s e k i จะมีราคาค่อนข้างแพง ในภัตตาคารที่มีชื่อเสียงราคาเริ่มต้นคือ 1 5 , 0 0 0 เยน จนถึง 4 0 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 6 , 0 0 0 บาท ถึง 1 5 , 0 0 0 ต่อคน ซึ่งไม่รวมเครื่องดื่มอีกต่างหาก ปกติ k a i s e k i มื้อเที่ยงจะมีราคาที่ถูกกว่าเริ่มตั้งแต่ 4 , 0 0 0 เยนจนถึง 8 , 0 0 0 เยนต่อคน หรือ 1 , 5 0 0 บาท ถึง 3 , 0 0 0 บาท

ในเรียวกังนั้นส่วนใหญ่มักจะรวมอาหารที่เป็นแบบ k a i s e k i อยู่กับค่าห้องพัก ในบางที่นั้นจะให้บริการเฉพาะแขกเรียวกังเท่านั้น แต่ในหลาย ๆ ที่ก็รับแขกนอกเมืองได้ โดยปัจจุบันในเรียวกังหลาย ๆ แห่งได้กลา1ยเป็นภัตตาคารที่ขึ้นชื่อ

อาหารแบบ k a i s e k i เป็นรูปแบบอาหารที่สุดยอดของญี่ปุ่น มีทั้งความประณีตทั้งวิธีการเตรียมอาหารและการตกแต่ง ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การใส่ความรู้สึกถึงแต่ละฤดูกาลและมีกรรมวิธีการดึงรสชาติของวัตถุดิบต่าง ๆ ออกมา U F A B E T โดยหมายความว่าแต่ละเมนูนั้น ๆ จะใช้เฉพาะวัตถุดิบตามฤดูกาลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ทะเคโนะโขะ (หน่อไม้) ในฤดูใบไม้ผลิ , เห็ดมัตสึทะเกะในฤดูใบไม้ร่วง , และคัตสึโอะ (ปลาโอ) เป็นต้น

รอบรู้เรื่อง ยากิโทริ ของญี่ปุ่น

ยากิโทริ
ยากิโทริ

ยากิโทริ หรือ Y a k i t o r i เราต่างเคยสงสัยว่าที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นมันคืออะไร และอร่อยถูกปากคนไทยหรือไม่ มีวิธีการทานอย่างไร แฟน ๆ อาหารญี่ปุ่นคงได้เคยลิ้มลองความอร่อยหรือเคยได้ยินกันมาไม่น้อย ถ้านำไปเปรียบกับอาหารไทยนั้น Y a k i t o r i ก็คือไก่ย่างนั่นเอง ซึ่งเป็นเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำ นำมาเสียบไม้และปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่านจนสุก เป็นต้น

ปัจจุบันร้านที่ขาย Y a k i t o r i ทั่วไป เป็นอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ซึ่งในเนื้อไก่จะมีส่วนต่าง ๆ ที่นำมาทำ เช่น เครื่องใน ปีกไก่ หรือลูกชิ้น นอกจากร้านที่ขาย Y a k i t o r i แล้วยังเป็นเมนูที่พบเห็นได้ตามร้านอาหารอื่น ๆ แม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ  ที่สามารถหาทานได้ง่ายมาก คนญี่ปุ่นบางคนมักแวะทานไก่ย่างคู่กับเหล้าเวลาสังสรรค์กัน

ความเป็นมาของ ยากิโทริ

ไก่ย่าง Y a k i t o r i ของญี่ปุ่นนั้นไก่ชิ้นใหญ่พอดีคำเสียบไม้ ทาด้วยซอสหรือเกลือแล้วนำไปย่างด้วยเตาถ่าน เป็นเมนูสำหรับร้านเหล้าอิซากายะเพราะรสชาติเข้ากันอย่างดี หาทานได้ง่าย แม้เรียกกันว่าไก่ย่างแต่ในญี่ปุ่นนั้นก็ใช้ส่วนต่าง ๆ ของไก่มาทำ Y a k i t o r i จึงมีรสชาติที่แตกต่างตามความนิยม

กว่าจะมาเป็น Y a k i t o r i

วิธีการย่างยากิโทริจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน ส่วนมากนั้นจะใช้ ‘ก๊าซ’ หรือ ‘ถ่าน’ ซึ่งถ้าในร้านที่มีความเข้มงวดนั้นจะใช้ถ่านที่มีคุณภาพสูง เรียกกันว่า ถ่านหินบิงโฉวทัน ( B i n c h o t a n ) ถ่านที่ใช้ถ่านหินเป็นวัสดุของต้นโอ๊ค หรือ U m a m e ( U m a m e g a s h i)

ถ่านจะมีไฟเเรงกว่าก็าซ ผิวด้านหน้าเริ่มไหม้นั้นก็จะคงความอร่อยเเละเนื้อไก่มีความชุ่มน้ำอยู่ และทำให้มีกลิ่นที่หอมจากถ่านหินจึงทำให้ได้ Yakitori  ที่เเสนอร่อย ดังนั้นถ่านหินบิงโฉวทันจะช่วยเพิ่มความโดดเด่นมากขึ้น ทั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเลือกร้าน Yakitori ในญี่ปุ่นอีกด้วย

ซอสยากิโทริ

              หลายคนติดใจความอร่อย ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายเอามาก ๆ ใช้เครื่องปรุงเพียงน้อยอย่าง แถมต้นทุนไม่แพงอีกด้วย หากใครอยากลองทำ Y a k i t o r i กินเองละก็ สามารถทำซอสได้ตามนี้เลย

ส่วนประกอบซอส

  • น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 5 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน(เหล้าหวานญี่ปุ่น) 1 ช้อนโต๊ะ
  • เหล้าสาเกสำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีกี่ทำซอส

  • นำส่วนผสมไปเคี่ยวไฟอ่อนจนเป็นเนื้อเดียวกัน (ระวังอย่าใช้ไฟแรงเกินไป) เคล็ดลับการทำคือผสมส่วนผสมทั้งหมดก่อนนำไปตั้งไฟ ให้น้ำตาลละลายกับส่วนผสมอื่น ๆ ก่อน จะได้ไม่ไหม้ติดหม้อได้ง่าย
  • เมื่อได้ซอส Y a k i t o r i แล้วจึงนำเนื้อไก่ หรือเนื้อส่วนอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ นำไปหมักเป็นเวลา 3 0 นาที
  • เมื่อซอสเข้าเนื้อกันได้ที่นั้น จึงนำไปเสียบไม้
  • นำไปย่างด้วยไฟอ่อน ๆ ระหว่างย่างสามารถทาซอส Y a k i t o r i ที่เตรียมไว้เพื่อความกลมกล่อม จนสุกได้ที่
  • หากใครอยากได้รสสัมผัสกรุบกรอบและเพิ่มความหอม อาจใส่งาขาวในซอสได้เช่นกัน

รสชาติ

              รสชาติส่วนใหญ่ของ Y a k i t o r i สามารถเเบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เกลือ และรสชาติซอสโชยุที่มีรสหวานเค็ม ทะเล ร้านที่กำหนดรสไว้ก็มีบ้าง บางร้านสามารถเลือกรสเองได้ โดยทั่วไปจำพวกเครื่องในที่มีกลิ่นเเรงนั้นทานด้วยซอสทะเลจะทานได้ง่ายกว่า ส่วนเนื้อที่มีสัมผัสเฉพาะเเนะนำให้ทานกับเกลือ และไวน์ขาวกรือสาเกซึ่งรสชาติเข้ากันได้ดีกับรสเกลือ

มรรยาทการทาน Y a k i t o r i

หากได้เทียบกับร้านซูชิแล้ว ในร้าน Y a k i t o r i จะมีบรรยากาศที่เข้าได้ง่ายกว่าแต่ในการทานเพื่อให้อร่อยนั้นก็มีกฎเกี่ยวกับมารยาทเช่นกัน

อันดับแรกที่สำคัญอยากให้ระวัง ก็คือ Yakitori ที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆไม่ควรใส่เครื่องปรุงอย่างเช่นพริกชิฉิมิหรือพริกไทยญี่ปุ่นเลยทันที หากได้มองในแง่ของพนักงานเขาอยากจะให้เราได้ลองลิ้มรสชาติที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ ๆ ก่อน ลองกินไปสักหนึ่งคำและถ้าหากจะเพิ่มรสชาติจึงค่อย ๆ ใส่เครื่องปรุงได้และที่สำคัญควรลองทานรสดั้งเดิมดูก่อน ซึ่ง Y a k i t o r i ได้มีการกำหนดรสชาติไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมีกรณีที่นักท่องเที่ยวนั้นได้ราดซอสโชยุลงไปเยอะโดยที่ไม่ทราบ ก็สามารถทำให้รสชาติเปลี่ยนไปและดูไม่น่าทานอีกด้วย

มรรยาทที่ไม่ควรอีกข้อค่อนข้างเป็นมาตรฐานที่สุดก็ว่าได้ ก็คือการนำตะเกียบแบ่ง Y a k i t o r i ที่เสียบไม้อยู่นั่นเอง ซึ่งคนญี่ปุ่นจะชอบทำ เพราะ Y a k i t o r i เป็นอาหารเสียบไม้ที่กล่าวข้างต้นในเวลาทานนั้นก็ควรทานทั้ง ๆ ที่เสียบไม้อยู่นั่นเองและทำให้ได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยขั้นเทพจริง ๆ แต่ถ้าหากนั่งล้อมวงกินเหล้ากันหลาย ๆ คน นั้น กินแบบเอาไม้ออกจะดีกว่า แต่ถ้าได้ทานทั้ง ๆ ที่เสียบไม้อยู่พนักงานจะปลื้มอย่างแน่นอน

Yakitori เป็นอาหารที่จะอร่อยขึ้นอยู่กับวิธีการรับประทาน UFABET หากได้มาเยือนในประเทศญี่ปุ่น และได้ไปทานที่ร้าน Yakitori เเล้วลองทำตามบทความที่กล่าวมาข้างต้นกันดีกว่านะคะ

ทงคัตสึ

ทงคัตสึ
ทงคัตสึ

ทงคัตสึ (T o n k a t s u) เป็นอาหารที่ใช้เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นหนาคลุกแป้งผสมไข่และชุบด้วยเกล็ดขนมปังทอด คำในภาษาญี่ปุ่น ทง แปลว่าหมู และ cutlet ภาษาอังกฤษ แปลว่าเนื้อทอด เป็นเมนูตัวแทนของญี่ปุ่น เมนูยอดนิยมของญี่ปุ่น เกร็ดความรู้ที่บอกถึงต้นกำเนิดแบบเพื่อเรียกน้ำย่อย คนที่ชอบทาน T o n k a t s u

ความเป็นมา ทงคัตสึ

เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นแผ่นหนาประมาณ 2 เซนติเมตร นำไปหมักเกลือและพริกไทย และนำมาโรยแป้งบาง ๆ ชุบแป้งผสมไข่ที่ตีจนเข้ากัน ตามด้วยชุบเกล็ดขนมปังหรือปังโกะ จึงนำมาทอดจนสุก รับประทานได้กับ ข้าวสวย กะหล่ำปลีและซุปเต้าเจี้ยว

เริ่มแรกโปรตุเกสเป็นผู้นำ T o n k a t s u เข้ามายังประเทศญี่ปุ่น เดิมเรียก “คัตสึเร็ตสึ” เรียกโดยย่อ “คัตสึ” นับเป็นอาหารในเหล่า “โยโชกุ” คือ อาหารญี่ปุ่นที่นำมาดัดแปลงจากอาหารยุโรปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 9 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 คัตสึเร็ตสึดั้งเดิมนั้นจะใช้เนื้อวัว ส่วนเนื้อหมูที่นิยมกันในปัจจุบันและเริ่มใช้ ณ ร้านอาหารยุโรปในย่านกินซะ กรุงโตเกียว ในปีค.ศ. 1 8 9 0

T o n k a t s u มีหมายความว่า ส่วนที่ทำจากเนื้อหมู จึงได้บัญญัติขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1 9 3 0 รากศัพท์ ได้มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า C o t o l e t t e (เนื้อซี่โครงของลูกวัว แกะ หรือหมู) ในภาษาอังกฤษเรียกว่า C u t l e t และถูกนำมาใช้เรียกในแบบของญี่ปุ่นว่า “คัทสึเร็ทสึ”

ช่วงปลายศตวรรษที่ 1 9 อาหารตะวันตกคือ คัทสึเร็ทสึเนื้อและไก่ ได้เริ่มแทรกซึมตามเมนูของร้านอาหารในญี่ปุ่น หลังจากนั้นเมื่อปีค.ศ.1 8 9 5 มีร้านอาหารในกินซะ โตเกียว ได้เริ่มมีการขายเมนู ‘คัทสึเร็ทสึหมู’ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนเมื่อปีค.ศ.1 9 3 0 ในย่านอุเอโนะ และอะซะคุสะ ในโตเกียว เริ่มมีการใช้เนื้อหมูชิ้นหนาในการทำจึงได้ชื่อว่า T o n k a t s u เป็นต้นมา

T o n k a t s u มีต้นกำเนิดมาจากอาหารฝรั่งเศส โดยการใช้ซี่โครงมาปรุงอาหาร และในสมัยเมจิได้มีการนำเทมปุระมาประยุกต์ให้เข้ากันโดยนำเนื้อหมูชุบเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอด จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ร้าน T o n k a t s u แห่งแรกในญี่ปุ่นนั้น เรียกอาหารนี้ว่า “พอร์คคัทซึเรตซึ” คำว่าพอร์คชาวญี่ปุ่นออกเสียงเป็น ‘ทง’กลายเป็น T o n k a t s u ในปัจจุบัน

ซอส T o n k a t s u และกระหล่ำปลี

ซอสข้นที่ทำมาจากผักและผลไม้ที่กลมกล่อม มีให้เลือกหลายชนิด คือ รสหวาน รสเผ็ดของซอสงา เป็นต้น ซึ่งมีซอสหลายชนิดตามความชอบแต่ละบุคคลหรือพื้นที่ เช่น “มิโซะคัตซึ” ซอสที่ทำจากมิโซะของเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ

ร้านอาหารที่เสิร์ฟ T o n k a t s u จะมีกะหล่ำปลีซอยมาด้วย ในกะหล่ำปลีจะมีสารอาหารวิตามิน U จะช่วยในการย่อยน้ำมันภายในร่างกายทสามารถปกป้องกระเพาะอาหารกับลำไส้ทำให้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น ความหวานและกรอบพอดีจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น โดยทั่วไปแล้วจะทานคู่กับข้าวและซุปมิโซะ เพื่อการทานได้ง่าย T o n k a t s u จะถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ สามารถราดซอสเพิ่มได้ตามชอบ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสมดุลทางโภชนาการอีกด้วย

อาหารนำโชค

ชาวญี่ปุ่นจะเชื่อในเรื่องโชคลาภ และจะมีธรรมเนียมในการทาน T o n k a t s u เนื่องจากคำว่า “คัทสึ” มีความหมายว่า “ชัยชนะ” นั่นเอง

T o n k a t s u คือ หมูชุบแป้งทอด เป็นคำสมาสคือ ทง (หมู) + คัตสึ (ย่อมาจากคัตสึเร็ทสึ) เป็นอาหารที่มีการเล่าขานกันมาว่าเป็นอาหารที่มาจากอาหารคัทเลทสไตล์ยุโรปจานหนึ่งของต่างประเทศที่เริ่มเข้าแทรกซึมในประเทศญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ราว ๆ ปีค.ศ. 1 8 9 9 และก็มีการปรับปรุงสูตรจึงมีเอกลักษณ์

ขอขอบคุณที่มาจากบทความดี ๆ เว็บกีฬา

Sashimi

Sashimi
Sashimi

Sashimi (ซาซิมิ)หรือปลาดิบที่นำมาหั่นบาง ๆ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วซาซิมินั้นมักทำมาจากอาหารทะเลและมีเนื้อสัตว์อื่น ๆ เช่น วัว ม้า กวาง หรืออาหารชนิดอื่นคือ ผิวเต้าหู้ยูบา และ บุก เป็นต้น สามารถทำเป็นซาซิมิได้ ซึ่งซาชิมินั้นเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบประณีตชนิดหนึ่ง

คำว่า “ซาชิมิ” จึงหมายถึง “ร่างกายที่ถูกเจาะ” คำนี้ใช้ตั้งแต่ยุคมูโรมาจิ และได้รับการบัญญัติขึ้น และมองได้ว่าเป็นขั้นตอนการทำอาหารที่เลวร้ายเกินไปสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่ซามูไร คำนี้แผลงมาจากการฝึกแทงหางและครีบปลาให้เป็นแผ่นบาง ๆ เพื่อระบุชนิดของปลาที่กิน ดังนั้นชื่อนี้ยังหมายถึงการจับปลาด้วยวิธีดั้งเดิม ‘ระดับซาชิมิ’ จะถูกจับโดยใช้เบ็ดมือ ทันทีที่ปลาถูกจับก็จะถูกแทงด้วยของมีคม จากนั้นนำไปไว้บนน้ำแข็ง

นิยามของ Sashimi

ซาซิมิ เป็นปลาดิบสด (หรือเนื้อสัตว์) ที่นำมาหั่นบางและเสิร์ฟดิบ u f a b e t ซาซิมิจึงหมายถึง “เนื้อเจาะ” ในภาษาญี่ปุ่นเริ่มเรียกกันว่า “ซาชิมิ” ย้อนไปในศตวรรษที่ 14 เพื่อเลี่ยงการใช้ k i r i m i เพราะคิดว่าคำว่า k i r i (ตัด) เป็นคำพูดที่ไม่ดี

ซาชิมิจึงเป็นที่นิยมใน E D O เมื่อวันที่ 17 จากเหตุผลหลัก ๆ คือ

1. เทคนิคการทำประมงกลายเป็นอาหารที่ก้าวหน้าและอาหารทะเลสดกลายเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์

2. ซีอิ๊วเป็นที่แพร่หลายที่ทำให้รสชาติของปลาดิบไม่คาว

ความแตกต่างระหว่างซาซิมิและซูชิ คือซาซิมิเป็นแค่ปลาดิบหรืออาหารทะเล ส่วนซูชินั้นใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับข้าวที่มีน้ำส้มสายชูนั่นเอง

ประเภทของซาซิมิ

ส่วนผสมหลากหลายใช้เป็นซาซิมิ ในทั่วไปนั้น ซาซิมิหมายถึงปลาดิบ แต่ก็มีจำพวกหอยและเนื้อแดงที่ไม่ได้ปรุงสุกสามารถนำมาบริโภคเป็นซาซิมิได้ในญี่ปุ่น เพราะจุดสำคัญในการทำซาซิมิคือส่วนผสมที่สดใหม่

ซาซิมิที่เป็นที่นิยม

นี่คือซาซิมิทั่วไปที่นักท่องเที่ยวสามารถพบในระหว่างการท่องเที่ยว ส่วนมากจะพบได้ทั่วประเทศ

  • มากุโร่ (ทูน่า)

มักพบแทบทุกร้านที่มีเมนูซาซิมิ ส่วนที่พบมากที่สุดคือ อาคามิ เนื้อส่วนกลางลำตัวที่มีสีแดงเข้มไม่ติดมัน และส่วนที่ได้รับการยกย่องว่าอร่อยที่สุดของทูน่า คือส่วน “โทโร่” แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชูโทโร่ และโอโทโร่ ทูน่าที่มีราคาแพงที่สุดอยู่ที่เมือง ‘คาเปะโอมะ’ ทางด้านเหนือของจังหวัดอาโอโมริ

  • สาเก (ปลาแซลมอน)

ปลาแซลมอนนิยมนำมาทำซาซิมิอย่างมาก เนื้อมีสีส้มสด มีไขมัน นุ่ม รสชาติอร่อย คุณยังสามารถสั่งส่วนโทโร่ คือส่วนท้องตรงชั้นไขมันของปลาได้อีกด้วย

  • ไท (ปลาจาน)

มีรสอ่อน ๆ เป็นที่ยอมรับว่าเป็นที่หนึ่งของปลาเนื้อขาวด้านอาหารญี่ปุ่น ปลาไทมักเสิร์ฟช่วงเทศการเฉลิมฉลอง ในงานการแต่งงาน และงานขึ้นปีใหม่

  • ซาบะ (ปลาทู)

ถึงแม้จะรู้จักในรูปแบบของปลาซาบะย่าง นอกจากนนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นซาชิมิเมื่อถึงฤดูกาลได้อีกด้วย เนื้อจะมีความนุ่มนวลที่เข้ากันได้ดีกับต้นหอมซอยและขิงขูด ความมันในเนื้อทำให้เนื้อซาบะเสียได้อย่างรวดเร็วทำให้ปลาซาบะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีโดยมักดองในน้ำส้มสายชูที่ช่วยเก็บรักษาเนื้อปลาไว้เรียกว่า “ชิเมะซาบะ” ที่มีรสชาติของน้ำส้มสายชูอยู่

  • คัตซึโอะ (ปลาโอ)

ปลาคัตซึโอะเป็นปลาที่มีความสำคัญในด้านอาหารญี่ปุ่น และถูกนำมาทำเป็นซาซิมิ นิยมรับประทานในแบบที่เหมือนกับ ‘คัตซึโอะโนะทาทากิ’ ซึ่งเนื้อรอบ ๆ ของคัตซึโอะนั้นจะไหม้เล็กน้อย หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟพร้อมกับซอสส้มตามด้วยเครื่องเคียง

  • คังปาชิ (ปลาหางเหลือง / ปลาสำลี)

มักจะถูกนำมาทำเป็นซาซิมิ ลักษณะคล้ายปลาบุริ แต่มีน้ำหนักที่เบาและโปร่งแสง เนื้อปลาจะดีในช่วงฤดูร้อน ซึ่งปลาจะมีเนื้อนุ่มและติดมัน

  • บุริ / ฮามาชิ (ปลาหางเหลืองหรือปลาสำลี)

ลักษณะที่ใกล้เคียงกับปลาคังปาชิ ลักษณะของเนื้อปลามีสีขาวอมชมพู โปร่งแสง มีไขมันคล้ายรสเนย มีตลอดทั้งปี ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงฤดูหนาว

  • อิกะ (ปลาหมึก)

ปลาที่ถูกนำมาทำซาซิมิมากที่สุดรองจากปลาทูน่า ในส่วนของหนวดนั้นจะถูกเก็บไว้เพื่อการทำอาหารอื่น ๆ เนื้อจะมีสีขาว โปร่งแสง เนื้อแน่นและรสอ่อน ซึ่งถูกเสิร์ฟในลักษณะ ‘อิกะ โซเม็ง’ เป็นเนื้อปลาแผ่นบางคล้ายกับเส้นก๋วยเตี๋ยว

  • ทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์)

เป็นหนึ่งในอาหารทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักนำหนวดมาหั่นและนำไปทำเป็นซาซิมิที่สามารถรับประทานแบบดิบได้ ซึ่งโดยทั่วไปมักนำไปต้มก่อนเพื่อเนื้อมีรสหวานและแน่น

  • อะมาเอบิ (กุ้ง)

กุ้งที่นิยมนำมาเป็นวัตถุดิบมากที่สุดคือ อะมาเอบิ หรือกุ้งหวาน เพราะจะมีรสชาติที่หวาน ในการกินจะถูกนำมาแกะเปลือกออกยกเว้นหาง แหล่งรวมที่มีชื่อเสียงคือ นิอิกาตะและฮอกไกโด

  • โฮตาเตะ (หอยเชลล์)

หอยเชลล์ สุดยอดหอยในอาหารญี่ปุ่น และหอยเชลล์ที่ดีจะต้องมีเนื้อแน่น รสหวาน เหมือนครีม ในปกติจะเสิร์ฟหอยเชลล์ในแบบเนื้อสีขาวหนา ซึ่งร้านอาหารบางร้านสามารถเสิร์ฟอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะแตกต่างกับเนื้อ หอยเชลล์ที่ดีที่สุดอยู่ที่ ฮอกไกโดและอาโอโมริ

  • โฮกกิไก (หอยปีกนก)

หอยที่นำมาทำเป็นซาซิมิ รูปทรงมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม อาจจะรับประทานแบบดิบได้ แต่ปกติจะนำไปต้มมากกว่า ซึ่งเนื้อหอยจะเปลี่ยนสีส่วนปลายเป็นสีแดง เนื้อแน่น รสชาติเนื้อจะหวานและดีที่สุดในฤดูหนาว มีผลผลิตจำนวนมากในภาคเหนือของญี่ปุ่น

  • อิกุระ (ไข่ปลาแซลมอน)

เป็นไข่ชนิดหนึ่งของคาเวียร์ เก็บรักษาในเกลือหรือซอสถั่วเหลือง ไข่เป็นสีส้มสดใส โปร่งแสง รสออกเค็มเมื่อคุณกัดมัน

  • ยูนิ (หอยเม่น)

หอยเม่น ถือว่าเป็นอาหารที่เลื่องลือในญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาแพงเพราะมีโรลไข่สีเหลืองจนถึงสีส้ม ผิวสัมผัสเหมือนเนย รสชาติหวานและเค็ม ทำให้นึกถึงทะเล หอยเม่นที่ดีที่สุดบางส่วนมาจากฮอกไกโด

วิธีการทำซาซิมิ

ซาซิมิที่คุณต้องมีคือส่วนผสมที่สด และมีดต้องคม ไม่มีกฎของความหนาแต่ละชิ้น

วิธีการกิน

ซาซิมิจะเสิร์ฟพร้อมกับซอสถั่วเหลือง วาซาบิ และขิงสดขูด ในญี่ปุ่นอาหารชุดซาซิมิจะเสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวและซุปมิโซะซาชิมิเป็นอาหารเรียบง่ายและละเอียดอ่อนที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบ

แคลอรี่และโภชนาการ

แคลอรี่และโภชนาการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปลาหรือเนื้อสัตว์ เนื่องจากซาซิมิไม่ได้ปรุงสุก จะเก็บรักษาวิตามินและแร่ธาตุไว้และมีการปรุงน้อยมากถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

ซาซิมิเป็นอาหารที่มีประเภทหลากหลายมาก จึงมักพบมากในร้านอิซากายะ (ร้านเหล้าญี่ปุ่น) ‘ซาชิมิ’ มักจะจัดวางไว้บนหัวผักกาดหั่นฝอย โรยหน้าด้วยใบชิโซะ บางครั้งจะตกแต่งควบคู่ไป

ramen

ramen
ramen

ramen เป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ราเม็งมักจะทานกับเนื้อหมู สาหร่าย คามาโบโกะ และต้นหอม ในบางครั้งอาจจะมีข้าวโพดด้วย รสชาติของราเม็งมีการปรุงรสที่แตกต่างกันตามแต่ละท่องที่ในญี่ปุ่น อย่างเช่น เกาะคีวชู ต้นกำเนิดของราเม็งทงกตสึหรือราเม็งซุปกระดูกหมู เกาะฮกไกโด ต้นกำเนิดของราเม็งมิโซะหรือราเม็งเต้าเจี้ยว นั่นเอง

ในประเทศตะวันตกนั้น คำว่า “ ราเม็ง ” รู้จักกันในความหมาย คือ “ บะหมี่สำเร็จรูป ”

ประวัติของ ramen

ในประวัติศาสตร์นั้น ราเม็ง ได้มีที่มา มาจากประเทศจีนและถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น จากชาวจีนที่ได้อพยพเข้ามาในศตวรรษที่ 1 9 ซึ่งคำว่า “ ราเม็ง ” นั้น มาจากภาษาจีน คือ “ ลาเมี่ยน ” มีความหมายถึง เส้นบะหมี่ที่ใช้มือนวดให้เป็นเส้น ๆ และมีความเหนียวนุ่ม ได้รับความนิยมและมีการบริโภคไปทั่วเอเชียตะวันออก จากการบันทึกของพิพิธภัณฑ์ราเม็งในเมืองโยโกฮาม่า ราเม็งได้ถูกนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นในราว ๆ เมื่อปี ค.ศ. 1 8 5 9 และโทกูงาวะ มิตสึกูนิ ขุนนางใหญ่ยุคเมจิที่ได้รับประทานราเม็ง

ราเม็งจึงได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งในระยะแรกนั้นราเม็งถูกเรียกว่า “ ชินาโซบะ ” ที่แปลว่า “โซบะเจ๊ก” ต่อมาชาวจีนจึงเริ่มมีการขายราเม็งตามรถเข็นพร้อมกับขายเกี๊ยวซ่า และมีการเป่าชารูเมระเพื่อเรียกลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้มีการอัดเป็นเทปเปิดแทนอีกเช่นกัน

ถึงแม้ราเม็งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะอาหารเส้นของประเทศญี่ปุ่น แต่ที่จริงนั้นต้นกำเนิดของราเม็งมาจากประเทศจีน โดยมีสมมติฐานว่าราเม็งเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ ลาเมียน ” ในภาษาจีนที่หมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด หรืออีกคำคือ “ เลาเมียน ” ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวโบราณในภาษาจีนนั่นเอง

อีกทั้งในประวัติศาสตร์ยังมีการบันทึกว่า คนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักบะหมี่น้ำ เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 7 หรือยุคเมจิ จากการที่โทคุกาวะ มิทซึคุนิ ไดเมียวในสมัยเอโดะ ได้รับประทานเป็นคนแรกและสมัยนั้น ราเม็งจะถูกเรียกกันว่า “ชินะโซบะ” แปลว่าโซบะจีน แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักจนกระทั่งเมื่อ ปี ค.ศ. 1 9 0 0 มีชาวจีนค้าขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ทำราเม็งขายคู่กับเกี๊ยวซ่า จัดเป็นชุดขายทำให้คนที่ใช้แรงงานได้กิน ซึ่งในยุคนั้นมีการตะโกนโฆษณาเรียกลูกค้ากัน เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักราเม็งกันอย่างแพร่หลายนับแต่นั้นมา

ชนิดของราเม็ง

ราเม็งมีหลากหลายชนิดตามภูมิภาค โดยจะแบ่งตาม เส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อ และซุป สามอย่างนี้เป็นหลัก ได้แก่

  • ราเม็งโชยุ
  • ราเม็งมิโซะ
  • ราเม็งชิโอะ
  • ราเม็งบันชู
  • ราเม็งทากายามะ
  • ราเม็งโอโนมิจิ
  • ราเม็งชาชู

น้ำซุปประเภทต่างๆที่นิยมใช้ทำราเม็ง

  • ชิโอะ หรือซุปเกลือ

ชิโอะ ถือว่าเป็นรสชาติต้นตำรับที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เห็นได้จากธุรกิจการส่งออกของเมืองท่าฮาโกดาเตะ เนื่องจากน้ำซุปที่เป็นต้นตำรับราเม็งในบริเวณนั้นคือนํ้าซุปที่ได้มาจากเกลือ เพราะว่าเกลือเป็นวัตถุดิบที่เปลี่ยนเเปลงรสชาติที่แท้จริงของอาหารที่จะทำให้คุณได้ลิ้มรสชาติความสดของวัตถุดิบและรสชาติของราเม็งได้ดี

  • โชยุ หรือซุปซีอิ๊วญี่ปุ่น

ราเม็ง อีกชนิดที่ได้รับความนิยมเนื่องจากการใช้เครื่องปรุงรสจากญี่ปุ่นแท้ ๆ อย่างโชยุที่ผสมผสานเข้ากับน้ำซุป ซึ่งราเม็งได้เข้าสู่วัฒนธรรมการกินของประเทศญี่ปุ่นในยุคเมจิและเป็นที่รู้จักกันดีในนามอาหารต่างชาติเพื่อจะทำให้ราเม็งเป็นที่นิยมของคนในชาติจึงต้องใส่เครื่องปรุงรสอย่างโชยุลงในน้ำซุป

  • มิโซะ หรือซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น

มิโซะ ถือเป็นราเม็งที่มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับญี่ปุ่นที่แท้จริง เพราะมีการใช้เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมหลักของนํ้าซุป มิโซะราเม็งถ้วยแรกถือกำเนิดขึ้นที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด มิโซะราเม็งมีส่วนผสมของน้ำมันหมูที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น เส้นราเม็งมีความหนาและเหนียวนุ่ม ซึ่งปกติแล้วมิโซะราเม็งจะใช้ถั่วงอกและกะหล่ำปลีเป็นส่วนประกอบ ช่วยลดความเข้มข้นของน้ำซุปและทำให้รสชาติที่ไม่เลี่ยนเกินไป

  • ทงคตสึ หรือซุปกระดูกหมู

ทงคตสึ เปิดตัวครั้งแรกที่ฮากาดะ และคุรุเมะจังหวัดฟุคุโอกะ มีความโดดเด่นของซุปกระดูกหมู น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อมจากการเคี่ยวกระดูกหมู เส้นราเม็งจะบางตรงเพื่อให้เส้นดูดซับรสชาติของน้ำซุปกระดูกหมูอย่างเต็ม ๆ ร้านราเม็งซุปกระดูกหมูในโตเกียวจึงมีการพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ที่ประดับหน้าราเม็งด้วยหมูสามชั้นย่างเป็นเครื่องเคียงอีกด้วย

  • เกียวไค หรือซุปอาหารทะเล

น้ำซุปที่ใช้ในราเม็งเกียวไคทำมาจากกระดูกหมู ไก่ และอาหารทะเล ซุปจึงมีความเข้มข้นมากจากความหลากหลายของวัตถุดิบที่ผสมกันในการทำซุป น้ำซุปมีทั้งแบบใสและแบบข้น ราเม็งเกียวไคเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในบริเวณโทโฮคุ

  • โทริ หรือซุปกระดูกไก่

เป็นราเม็งที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีค.ศ. 2 0 0 0 น้ำซุปเข้มข้นมาจาการต้มกระดูกไก่กับเนื้อไก่ รสชาติของน้ำซุปหอมอร่อย คล่องคอ ไม่เข้มข้นหรือติดรสขมเหมือนราเม็งซุปกระดูกหมู นอกจากนี้ยังมีเนื้อไก่และลูกชิ้นเนื้อไก่เป็นเครื่องเคียงด้วย

  • อุชิ หรือซุปเนื้อ

ราเม็งซุปเนื้อเป็นน้องใหม่มาแรง อุชิราเม็งใช้กระดูกวัวและเนื้อวัวในการต้มซุป จึงทำให้ได้นํ้าซุปที่เข้มข้นและหอมหวานมาก เครื่องเคียงอุชิราเม็งก็คือเนื้อวัวย่าง ซึ่งในปัจจุบันคนญี่ปุ่นนิยมบริโภคเนื้อวัวมากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ อุชิราเม็งจึงได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงในตอนนี้

โดยปัจจุบันนี้ “ราเม็ง” ถือว่าเป็นอาหารเส้นดาวเด่นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในปีค.ศ. 1 9 5 8  โมโมฟุคุ อันโด ผู้ก่อตั้งนิชชินฟู้ดส์ ผู้ได้คิดค้นดัดแปลงการทำราเม็งเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และได้ต่อยอดความนิยมของราเม็งให้ไปไกลทั่วทุกพื้นที่ในญี่ปุ่น รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศไทยของเราก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดใจในรสชาติบะหมี่ญี่ปุ่น หรือราเม็งอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณที่มาดี ๆ จาก g a v g a v k a