ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ
ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ หลาย ๆ คนคงได้ทราบกันอยู่แล้วว่าวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้นจะต้องใช้ตะเกียบเป็นหลัก แต่สิ่งที่คู่กันกับตะเกียบนั้นคือ “ที่วางตะเกียบ” นั่นเอง เพราะที่วางตะเกียบนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราจะพาไปรู้จัก เรียนรู้ความเป็นมาของที่วางตะเกียบกัน

ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีไอเท็มที่น่ารักหลากหลายแบบ ที่ทำให้บนโต๊ะอาหารดูมีสีสัน มีชีวิตชีว่ามากขึ้น ซึ่งจะมีการวางขายอยู่ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามากมายหลายชนิด และถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ที่จริงแล้วนั้น พึ่งได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตอนที่ได้พึ่งเข้าสู่ยุคโชวะ เมื่อปี 1 9 6 2 นั่นเอง

ความเป็นมาของ ที่วางตะเกียบ

เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต รูปแบบหรือต้นแบบดั้งเดิมนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า M i m i k a w a r a k e จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหู

ซึ่งในสมัยโบราณนั้นจะใช้ในการเซ่นไหว้อาหารต่อเทพเจ้า สังเกตได้ว่ามุมเล็ก ๆ 2 มุมที่พับขึ้นมาไดนั้นเหมือนกับจะมีการห่อหุ้มตะเกียบ และด้วยรูปลักษร์ที่ดูคล้ายหูนั้น มันจึงมีชื่อเรียกว่า M i m i k a w a r a k e ในส่วนใหญ่ค้นพบว่ายังไม่มีการเคลือบสีใด ๆ เลยทั้งสิ้น

ต่อมาในสมัยเฮอัน ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า B a t o u b a n เป็นถาดวางตะเกียบแบบทางการขององค์จักรพรรดิที่จะใช้แค่ในงานพิธีการของราชสำนัก พิธีกรรม หรือการเลี้ยงรับรองแขกเท่านั้น ถ้าหากได้มองจากด้านบนจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างคล้ายหัวของม้า จึงเรียกด้วยชื่อนี้นี่เอง

แต่เดิมในสมัยโบราณ ในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการนำจานอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะอาหารในแบบปัจจุบัน แต่จะนิยมมานในถาดของแต่ละคนเท่านั้น และสามารถที่จะวางตะเกียบที่ขอบถาดได้เลย

ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูละครย้อนยุค ก็อาจจะเคยเห็นโต๊ะอาหารในร้านโซบะจากในละครบ้าง แต่โต๊ะอาหารหรือโต๊ะตั้งพื้นนั้นพึ่งจะเริ่มมีในญี่ปุ่นหลังจากในสมัยเมจิ ที่เริ่มมีเมื่อปี 1 8 6 8 – 1 9 1 2 ฉะนั้นเดิมที่ยังไม่มีโต๊ะ ผู้คนก็จะนั่งบนเก้าอี้พับได้ แล้วก็วางถาดทานกันทั้งอย่างนั้นเลย หรือในห้องนั่งเล่นก็เช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะวางถาดอาหารบนเสื่อทาทามิแล้วก็ทานอาหารในถาดอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในปัจจุบันพอเริ่มมีโต๊ะอาหารขึ้น พื้นที่บนโต๊ะอาหารก็มีข้อจำกัด การจะทานในถาดเหมือนเดิมก็คงจะดูเกะกะมากไปจึงต้องเอาถาดออกแล้ววางแค่จานอาหารแทน แต่เมื่อไม่มีถาดก็ทำให้ไม่มีที่จะวางตะเกียบ แทงบอลออนไลน์ และจากที่ในอดีตจะใช้เวลาเซ่นไหว้เทพเจ้า ก็เริ่มมีการนำมาใช้บนโต๊ะอาหารกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ความจำเป็นของที่วางตะเกียบขนาดเล็กอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มันเกิดจากยุคสมัยที่เริ่มมีการใช้โต๊ะอาหารหรือโต๊ะนั่งพื้นนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน
เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน การหาทานอาหารญี่ปุ่นที่อร่อยนั้น จึงเป็นเหตุผลของการเดินทางมาเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายประเภท อย่างเช่น ซูชิ เทมปุระ สุกี้ยากี้ และอื่น ๆ แต่ในการทำอาหารเหล่านี้นั้นจะขาดเครื่องปรุงที่สำคัญไปไม่ได้เลย วันนี้เราจึงมาแนะนำเครื่องปรุงที่สำคัญของญี่ปุ่นให้หลาย ๆ คนได้รู้จักกัน วันนี้เลยจะมาบอกเล่าถึงเครื่องปรุงที่สำคัญในญี่ปุ่นให้ได้อ่านกัน ว่าชาวญี่ปุ่นเขามีเครื่องปรุงอะไรติดบ้านกันบ้าง

  • โชยุ

“โชยุ” เป็นเครื่องปรุงหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่น

โชยุหรือซีอิ๊วที่รู้จักกันดี ทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 ปี จนได้เป็นซีอิ๊วซีอิ๊วแบบที่ใช้กันตามครัวเรือนและร้านอาหารนั้นจะเป็นแบบขายใส่ขวด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นก็จะแบ่งซีอิ๊วออกเป็นแยกย่อย 3 แบบ คือ โคอิคุจิ อุสุคุจิ และทามาริ โดยปริมาณที่ผลิตได้ถึง 80% จะเป็นซีอิ๊วแบบโคอิคุจิ ในกลิ่นเฉพาะตัวเกิดมาจากจุลินทรีย์ที่ใช้เวลาในการหมัก ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลและอาหารประเภทเนื้อได้อีกด้วย

โชยุ เป็นเครื่องปรุงที่สำคัญมาก ถึงขั้นขาดไม่ได้เลย เพราะเป็นเครื่องปรุงอันดับ 1 ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำเมนูอะไรก็ต้องใส่โชยุเพื่อเพิ่มรสชาติ เค็มหน่อย ๆ แต่รสชาติดีเลิศ สีของโชยุนั้นจะออกสีน้ำตาล ๆ เข้มหรืออ่อนแล้วแต่ประเภทของโชยุ เพราะสามารถเอามาทำอาหารได้เกือบทุกประเภท นึ่งหรือย่าง ได้หมด ประโยชน์มีมากอีกด้วย

  • สาเก

สาเกก็คือเหล้า นั่นแหละแต่จะเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวใช้ทำอาหาร แอลกอฮอล์ต่ำประมาณแค่ 13-14 ดีกรีเท่านั้น ซึ่งในการใช้สาเกสำหรับการปรุงอาหารนั้นจะทำให้รสชาติกลมกล่อม เวลานำไปผัดแล้วใส่สาเกแอลกอฮอล์มันก็ระเหยหายไปเยอะ กินแล้วก็ไม่ต้องกลัวเมาและที่สำคัญสาเกมีดีในเรื่องช่วยดับความคาว แถมถ้าใช้ในการหมักเนื้อ เนื้อจะนุ่มละมุนลิ้นมากขึ้นด้วย

คำถามที่สงสัยกันบ่อย ๆ  ก็คือ แล้วถ้าเอาเหล้าธรรมดาที่คุณดื่ม ๆ กัน มาทำอาหารได้ไหม ที่จริงแล้วนำมาทำได้แต่ราคาค่อยข้างที่จะแพง ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงผลิตสาเกไว้สำหรับในการทำอาหารโดยเฉพาะ และมีมากมายหลายยี่ห้อ ราคาก็แสนถูกอีกด้วย หาซื้อได้ง่ายตามร้านซุเปอร์มาร์เก็ต ตกขวดละสองสามร้อยเยน สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

  • มิริน

“มิริน” เป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้สำหรับอาหารประเภทเส้นและประเภทต้ม

เป็นเครื่องปรุงของญี่ปุ่นที่ทำมากจากการหมักข้าวเหนียวนึ่งด้วยเวลาประมาณ 40 – 60 วัน มีรสชาติออกหวานและมีแอลกอฮอล์เล็กน้อย มิรินมักนำมาใช้เป็นน้ำซุปของอาหารประเภทเส้นอย่าง โซบะ อุด้ง ที่ใส่อาหารประเภทต้ม และยังสามารถใช้เป็นซอสทำไก่ยากิโทริได้ ดังนั้นมิรินก็มีคุณสมบัติที่ช่วยดับกลิ่นคาวได้เช่นเดียวกับโชยุ เพราะมีรสชาติออกหวานอร่อยล้ำลึก

มิรินจะแตกต่างกับสาเกนิดเดียวตรงที่ มิรินเป็นเหล้าหวาน ดังนั้นหากเป็นมิรินแท้ ๆ นั้นเขานำเอาไว้ดื่มกันเพลิน ๆ เหมือนเหล้าธรรมดาอีกด้วย (ในเฉพาะมิรินแท้ เรียกว่า ฮงมิริน) ทั้งใส่น้ำแข็ง หรือจะผสมโซดา หรือใส่กับส้มยูซุกับน้ำร้อนกินก็ได้ อร่อยรสจากดีเลิศ โดยมิรินนั้นจะนำมาใช้เวลาอยากใส่ให้รสชาติออกหวานๆ กลิ่นหอมเหล้านิด ๆ อาหารก็จะออกมาหวานหอม หมักเนื้อ เนื้อก็จะนุ่มกินเพลินเลยทีเดียว

  • สุ

สุ ในที่นี้แปลว่า น้ำส้มสายชูนั่นเอง

ในที่ญี่ปุ่นนั้น น้ำส้มสายชูจะมีมากมายก่ายกองทั้งทำมาจากข้าว ข้าวสาลี หรือผักผลไม้ อย่างเช่น ข้าวโพด ส้ม หรือแอปเปิ้ล หรือในแบบอื่น ๆ  ในขั้นตอนการทำส่วนใหญ่จะมีการกลั่นหลายรอบ ในรอบแรกจะกลั่นออกมาเป็นเหล้า แล้วค่อยมากลั่นให้เป็นน้ำสมสายชูในที่สุด

รสชาตินั้นจะออกเปรี้ยว ๆ แต่เป็นรสเปรี้ยวที่อร่อย ใช้ในการทำผักดองและการปรุงอาหารได้หลายอย่าง อย่างข้าวซูชิที่รับประทานกันนั่นเอง

  • มิโซะ

มิโสะ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำซุปเต้าเจี้ยว

มิโสะหรือเต้าเจี้ยวนั้น ทำมาจากถั่วเหลืองที่นำไปนึ่งก่อนแล้วจึงนำมาหมักกับเกลือและโคจิ ซึ่งมิโสะนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โคเมะมิโสะ(ข้าว) มาเมะมิโสะ(ถั่ว) มุกิมิโสะ(ข้าวสาลี) และโชโกมิโสะ(แบบผสม) และนอกจากนี้ก็ยังมีมิโสะของสูตรต้นตำรับตามท้องถิ่น เช่น ฮัจโจมิโสะ (จังหวัดไอจิ) ชินชูมิโสะ (จังหวัดนางาโนะ) เป็นต้น ซึ่งในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นนั้นในมื้อเช้า เที่ยง เย็น ก็จะต้องมีซุปมิโสะอยู่เคียงกันทุกมื้อ ซึ่งในซุปมิโสะนั้นจะมีแร่ธาตุอาหารหลายอย่าง คือ แคลเซียม ธาตุเหล็ก ยังไม่พอเพราะช่วยเรื่องการย่อยอาหารและยังช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย แต่ไม่ควรกินเยอะไป

ซึ่งมิโสะนั้นเอาไปทำอาหารก็ได้หลายอย่าง เช่น การหมัก การนึ่ง การย่าง และเมนูยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก นั่นคือ ซุปมิโซะ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

หากคนที่สนใจจะทำอาหาร หรืออย่างลองปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ได้อ่านมา ก็ลองทำกันดู เพราะอาหารญี่ปุ่นนั้นมีรสชาติที่ดีและทำได้ง่ายอีกด้วย UFABET ถ้าติดใจรสชาติอาหารก็นำมาบอกกล่าวกันบ้างนะ

ยูโด

ยูโด
ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ซึ่ง Judo นั้นมีชื่อเต็มคือ โคโดกัง ยูโด แต่เดิมทีมีการพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้และเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกด้วย ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

การกำเนิด ยูโด

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคเมจิ ทำให้วิชายิวยิตสูได้เสื่อมความนิยมลง และลดลงจนหมด ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อว่า คะโน จิโงะโร ชาวเมืองชิโรโกะ ผู้ที่ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 ขณะที่เขาอายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุได้ 23 ปี คะโน จิโงะโร จึงได้มีความเห็นว่า วิชายิวยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงอีกเช่นกัน

เมื่อเขา คะโน จิโงะโรได้เริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ วิชายิวยิตสู อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงได้พบว่าผู้ฝึกวิชายิวยิตสูจนมีความชำนาญดีนั้น จะเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับคนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้เขาเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าเขาจึงได้ศึกษายิวยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอน วิชายิวยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเท็นจิ ชินโย และโรงเรียนคิโตะ เมื่อปี พ.ศ. 2425 คะโน จิโงะโร อายุได้ 29 ปี จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชา Judo ขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณวัดพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า วัดเอโชะจิ โดยได้ตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า “โคโดกัง Judo ” โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้จากการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตมาผสมผสานเป็นวิชา Judo และได้มีการปรับปรุง วิธีการ Judo ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น จากนั้นก็ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยการตัดทอน ยิวยิตสู ที่ไม่เหมาะสมออกแล้วได้มีการรวบรวมวิชายิวยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิด และได้ตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า Judo

ในยุคแรกนั้น คะโน จิโงะโร ต้องต่อสู้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชา Judo โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่า Judo จะดีกว่า ยิวยิตสู จนเมื่อปี พ.ศ. 2429 ได้มีกรมตำรวจญี่ปุ่นจัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยิวยิตสูขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ซึ่งในผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลได้ปรากฏทำให้ประชาชนเริ่มที่จะเข้ามาสนใจ Judo มากยิ่งขึ้น ทำให้สถานที่สอนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เพื่อการต้อนรับผู้ที่สนใจ จนราวปี พ.ศ. 2476 ก็ได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) จนสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางของนัก Judo ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2455 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งในครั้งแรกนั้นมีประมาณ 20 ประเทศ ได้เข้าร่วมการก่อตั้ง และได้มีการตั้ง The Kodokun Cultural Society เมื่อปี พ.ศ. 2465 ขึ้นหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ Judo ระหว่างชาติได้มีการจัดการแข่งขัน Judo ระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศโคโดกัง และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน

สนาม

สนามของ Judo เรียกว่า เสื่อ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากที่นอนมีความยาวประมาณ 1 เมตร และต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวม ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  1. พื้นที่ต่อสู้ : ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตร เพราะนี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้
  2. พื้นที่อันตราย : บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร เขตสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้
  3. เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้าง Judo หากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถให้คะแนนได้

การต่อสู้

กีฬาการต่อสู้อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาด แต่ใน Judo ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการต่อสู้นั้นจะใช้เวลา 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาหมดแต่การต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจะถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง ซึ่งในคะแนนสีทองนั้นก็คือนาทีพิเศษ 3 ที่ Judokas ต้องสู้

อุปกรณ์

Judogi เป็นชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือวัสดุอื่นที่ทน ไม่ควรหนาเกินไป และยังประกอบด้วยกางเกงที่มีความยาวตามร่างกาย ซึ่งในการแต่งกายต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในกีฬาชนิดนี้ และพวกเขายังต้องมีแถบคาดเอวของโดยมีหลายสี ในแต่ละอันหมายถึงระดับการเรียนรู้ Judo ต้องใช้สีของแทร็คที่สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน

Judo เป็นศิลปะการป้องกันถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นรูปแบบในการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น U F A B E T นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้มีความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ที่ฝึกนั้นจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับนั่นเอง

เคนโด

เคนโด
เคนโด

เคนโด (K e n d o) เป็นศิลปวิทยายุทธ์มีความหมายคือ วิถีแห่งดาบ และมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 789 จนกระทั่งมีการพัฒนามาเป็นกีฬา K e n d o และได้รับความนิยมถึง 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่ว่องไวและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังมีการแฝงหลักจริยธรรมนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาอีกด้วย วิชา K e n d o จึงเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งในนักรบรวมทั้งเหล่าวิญญชนให้ความนับถือและยกย่องเป็นพิเศษมายาวนาน จนกระทั่งได้แพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่าง ๆ ทั่วโลก

เคนโด คืออะไร

K e n d o เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบ b u d o ของญี่ปุ่น โดยจะมีการฝึกซ้อมด้วย กู เป็นอุปกรณ์ K e n d o เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปีค.ศ. 2012 ซึ่งในโรงเรียนมัธยมตอนต้นต่าง ๆ ได้บรรจุศิลปะการป้องกันตัว b u d o เป็นวิชาบังคับ ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ ได้แก่ ยูโด ซูโม่และเคนโด้

วัตถุประสงค์ของการซ้อม K e n d o คือการศึกษาธรรมชาติของ K e n รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ที่ได้มีการอ้างอิงจากสมาคม K e n d o แห่งประเทศญี่ปุ่น

ต้นกำเนิดของ K e n d o

มีทฤษฎีหนึ่ง ได้กล่าวว่า ในยุค k e n j u t s u มีเทคนิคการต่อสู้ด้วย n i h o n t o หรือดาบของญี่ปุ่น ได้ปรากฏ N i h o n t o ซึ่งมีการปรากฏในกลางสมัย H e i a n (ในปี794-1185) เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไป k e n j u t s uได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงครามปีที่ 1467-1590 และยังมีการสร้างโรงเรียน k e t j u t s u อีกมากมาย ต่อมาในสมัย E d o ในปี1603-1868 k e n j u t s u ได้เริ่มมีการพัฒนารวมไปถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยเมจิ ในปี 1868-1912 และมีการกำจัดชนชั้นซามูไรทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ จึงส่งผลให้ k e n j u t s u ได้รับความนิยมน้อยลง จน K e n j u t s u ได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัย T a i s h o ในปี 1912-1926 รูปแบบของ K e n d o จึงได้เริ่มเกิดขึ้น

กฎกติกา

ผู้ฝึกจะมีการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อได้เข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน จะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและทำตามขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบนั้นพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่ในการแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้างประมาณ 9-11 เมตร ซึ่งในการแข่งทั่วไปจะใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้ waza (เทคนิค)ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่ men (ศรีษะ), do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น เมื่อผู้แข่งขันที่ได้คะแนน 2 จาก 3 คะแนน หรือ 1 จาก 2 คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ufabet877

อุปกรณ์และเครื่องแบบ Kendo

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

Kendo ไม่ว่าจะเป็นกีฬาของชาติใดแต่เมื่อเป็นกีฬาแล้ว ซึ่งนอกจากจะให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายแล้วยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี Kendo นั้นเป็นอีกทางเลือกของผู้คนที่สนใจกับ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น

โอนิงิริ

โอนิงิริ
โอนิงิริ

โอนิงิริ (o n i g i r i) หรือ โอมูซูบิ คือข้าวปั้นอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหรือวงรี โดยจะห่อด้วยสาหร่ายหรือโนรินั่นเอง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น o n i g i r i จะเป็นไส้บ๊วยเค็ม (อูเมโบชิ) ปลาเค็ม (ชาเกะหรือคัตสึโอบูชิ) หรือเป็นไส้ที่มีรสชาติเค็มต่าง ๆ ซึ่ง o n i g i r i จะแตกต่างกับซูชิเพราะ o n i g i r i  ข้าวนั้นจะไม่มีรสชาติเปรี้ยวน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น(ซูชิเมชิ) เหมือนกกับข้าวซูชินั่นเอง

ประวัติของ โอนิงิริ

onigiri ในอดีตนั้นจะมีลักษณะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เพื่อสะดวกต่อการถือและการกินนอกสถานที่ ซึ่งในยุคก่อนซามุไรนั้นสามารถพกพานำไปกินได้สะดวกในสนามรบ ต่อมาในยุคเฮอังก็ได้มีการห่อข้าวปั้นในลักษณะที่เป็นเหลี่ยมมากขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการวางซ้อน ๆ กัน จากนั้นยุคคามากูระจนถึงยุคเอโดะ onigiri ก็ยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่าย ฌเยมีการปรุงรสชาติโดยใช้เกลือเป็นหลัก จนกระทั่งในยุคเมจิจึงเริเริ่มมีการรู้จักใช้สาหร่ายในอาหารต่าง ๆ อีกด้วย

ต่อมาหลังจากที่ได้มีการใช้เครื่องจักรในการห่อข้าวปั้นจึงไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเนื่องจากรูปร่างที่ยากต่อการจัดทำ จนเมื่อถึงในช่วงของศริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงได้มีการห่อข้าวปั่นในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น คือ การปั้นข้าวปั้นก่อนแล้วจึงนำไปยัดใส้ โดยการห่อข้าวให้เป็นรูปสามเหลี่ยมและตามด้วยการยัดไส้ด้วยขั้นตอนถัดไปและสุดท้ายจึงปิดรูด้วยสาหร่ายนั่นเอง โดยในภายหลังนั้นได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวปั้นและสาหร่ายโดยการแยกจากกัน เพื่อที่จะป้องกันปัญหาสาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียว ซึ่งก่อนที่จะรับประทานนั้นค่อยนำสาหร่ายมาห่อข้าวพร้อมทาน

Onigiri หาซื้อได้ที่ไหน

Onigiri หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อแทบทุกร้านในประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีไส้ต่าง ๆ มากมายให้เลือกทาน เห็นได้ว่า onigiri เป็นอาหารกินเล่นที่นิยมมากอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น โดยในญี่ปุ่นนั้นมีร้านขาย onigiri โดยเฉพาะที่เรียกได้ว่า “โอนิงิริยะ” ซึ่งเป็นการทำ onigiri ได้ตามสั่ง

ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มี onigiri ขายตามร้านอาหารญี่ปุ่น และตามร้านสะดวกซื้อ และตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ บางแห่ง ที่ได้มีการดัดแปลงรสชาติเพื่อให้ถูกปากคนไทยอีกด้วย

ไส้ต่าง ๆ ของ onigiri

onigiri เริ่มมีมาตั้งแต่ยังไม่มีไส้ และแบบที่มีไส้ต่าง ๆ เช่น ปลา ปลาไหล ชิราโกะ ฟูริกาเกะ ผักดอง กิมจิ โนซาวานะ ยำสาหร่าย สึกูดานิ อูเมโบชิ คานิ มิโซะ เม็นไตโกะ อูนิ โอกากะ ทาราโกะ สลัดไข่กุ้ง สลัดปูอัด ซาบะย่างเกลือ แซลมอนย่างซีอิ๊ว เป็นต้น

onigiri ไม่ได้มีเพียงแค่รูปทรงสามเหลี่ยมเท่านั้น และก็ไม่จะเป็นจะต้องถูกห่อด้วยสาหร่ายแห้งเสมอไป ซึ่งแท้จริงแล้ว onigiri  มีความหลากหลายมากมาย ทั้งในลักษณะของรูปร่าง รสชาติ ชนิดพันธุ์ของข้าวที่นำมาใช้ ตลอดจนวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบเข้าด้วยกันจนเป็น onigiri ก้อนหนึ่ง และปัจจุยสำคัญที่มีผลต่อ onigiri มากที่สุดนั้นอาจเป็นผลผลิตท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ ถ้าหากจังหวัดและเมืองนั้น ๆ มีวัตถุดิบที่สามารถนำมาทำไส้ของ onigiri ได้ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ดี และเป็นของดีประจำถิ่นนั้น ๆ อีกด้วย

เมื่อได้รวม onigiri กับอาหารท้องถิ่น

  • จังหวัดอะโอะโมะริ ได้แก่ คิคุคะโอะริ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเห็ด ถั่ว และดอกเบญจมาศ

  • จังหวัดยามากาตะ ได้แก่ มิโซะยากิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นย่างมิโซะและประกบด้วยใบโอบะ

  • จังหวัดอิบารากิ ได้แก่ นัตโตะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมถั่วหมักกับปลาชิราสึสองวัตถุดิบขึ้นชื่อประจำจังหวัด

  • จังหวัดโทยามะ ได้แก่ โทโรโระคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นคลุกสาหร่ายฝอย เพราะในจังหวัดโทยามะเป็นจังหวัดที่มีการบริโภคสาหร่ายเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น

  • จังหวัดอิชิกะวะ ได้แก่ อิกะโนะทาคิโกะมิโกฮัง o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นจากข้าวหุงปลาหมึกถือเป็นอาหารประจำฤดูใบไม้ร่วง

  • จังหวัดนากาโน่ ได้แก่ โนซาวะนะโตะคาริคาริอุเมะ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมผักโนซาวะนะและบ๊วยเม็ดเล็ก

  • จังหวัดมิเอะ ได้แก่ เท็นมุสึ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นไส้กุ้งเทมปุระทั้งตัวห่อสาหร่าย

  • จังหวัดเกียวโต ได้แก่ นาเอะเมชิ

เป็นข้าวปั้นผสมเมล็ดถั่วแดงคลุกผงถั่วเหลืองคั่วป่น

  • จังหวัดโอซาก้า ได้แก่ ชิโอะคอมบุ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นทรงถุงใส่ข้าวสารญี่ปุ่นผสมสาหร่ายดองเกลือ

  • จังหวัดโทคุชิมะ ได้แก่ ซึดะชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมมะนาวญี่ปุ่นและเนื้อปลาแซลมอนย่าง

  • จังหวัดโคจิ ได้แก่ คัตสึโอะเมชิ o n i g i r i

เป็นข้าวปั้นผสมเนื้อปลาคัตสึโอะชิ้นโต

ความรู้เพิ่มเติม

  • ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ คือ ข้าวที่เหมาะสำหรับที่จะนำมาทำ onigiri มากที่สุด เพราะข้าวจะมีความเหนียวนุ่มและมีปริมาณความชื้นมากกว่าข้าวที่หุงทิ้งไว้นานแล้ว ทำให้ข้าวที่พึ่งหุงเสร็จใหม่ ๆ นั้นทำให้เมล็ดข้าวเกาะตัวกันได้ดีมาก เมื่อถูกนำมาปั้นเป็นก้อน
  • เกลือถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำ onigiri เพราะนอกจากที่จะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว เกลือยังสามารถที่จะช่วยยืดอายุในการเก็บรักษา onigiri ได้อีกด้วย ซึ่งในการใส่นั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน
  • ในการทำ onigiri นั้นควรทำให้มือทั้งสองข้างเปียกก่อน จากนั้นก็นำเกลือปริมาณเล็กน้อยมาถูบนฝ่ามือทั้งสองข้างก่อนลงมือทำ แค่นี้ก็สามารถป้องกันไม่ให้ข้าวติดมือเวลาปั้น onigiri ได้นั่นเอง
  • ในสมัยก่อนที่จะมีการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ห่อ onigiri นั้น คนญี่ปุ่นมักจะใช้ใบไผ่ห่อเวลาที่จะต้องพกติดตัวก่อนเดินทาง

อ่านข้อมูลเพิ่มเพิ่มได้ที่ u f a b e t

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น
สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

สาเกและเหล้าญี่ปุ่น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดื่มและชอบรสชาติของเแอลกอฮอลล์ ทางเว็บของเราขอแนะนำให้พวกคุณได้ลองลิ้มรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ซึ่งสาเกนั้นเป็นเหล้าญี่ปุ่นที่ได้ผลิตจากข้าว ยีสต์ และน้ำ ที่มีระดับของแอลกอฮอล์อยู่ประมาณ 1 0 – 2 0 % การดื่มสาเกนั้นจะนิยมดื่มโดยมีอาหารญี่ปุ่นอยู่ด้วย เช่นซูชิและซาชิมิ มากินเพื่อเป็นกับแกล้มนั่นเอง ส่วนในการดื่มนั้นจะดื่มแบบร้อนหรือแบบเย็นได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและขึ้นอยู่ตาใจชอบของผู้ดื่ม ซึ่งถ้าหากเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสได้ไปเยือนญี่ปุ่น เราแนะนำให้ไปลิ้มลองรสชาติของสาเกหรือเหล้าญี่ปุ่น รับลองว่าผู้ที่ชื่นชอบแอลกอฮอล์อยู่แล้ว จะติดใจจนต้องหิ้วกลับมาเป็นอย่างแน่

s a k e นั้นเป็นคำเรียกของคำว่า “สุรา” ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงเหล้าหลายชนิดใน ๆ ทั่วไป s a k e หมายถึงเหล้าที่ทำมาจากข้าว แต่ในบางท้องที่นั้นจะหมายถึงเหล้าที่มีการกลั่นมาจากมันสำปะหลังหรืออ้อยนั่นเอง หรือในบางครั้งอาจหมายถึงโชจูหรือรู้จักในนามของ วอดก้าญี่ปุ่น ซึ่งต้นกำเนิดของสาเกนั้นได้มีการกล่าวถึงหลายทฤษฎี ได้แก่ นำเข้าจากจากประเทศจีนสู่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นเอง

S a k e เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา อาจดื่มคนเดียวหรือเพื่อการสังสรรค์เป็นกลุ่มก็ได้ เพราะสามารถดื่มได้พร้อมกับอาหารญี่ปุ่นหลาย ๆ อย่าง เพราะเข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่นั้นจะไม่แนะนำให้ดื่มกับอาหารจำพวกข้าวเป็นหลัก เช่น ซูชิ หรือโอนิกิริ เพราะจะทำให้สาเกเสียรสชาติ ซึ่งนิยมเสิร์ฟด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบร้อน และแบบเย็น

ประเภทของ สาเกและเหล้าญี่ปุ่น

  • จุนไม ( J U N M A I : P U R E R I C E)

เป็น Sake บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้ผสมน้ำตาล หรือแอลกอฮอล์เพิ่มเติม มีรสชาติที่เข้มข้น กลิ่มไม่ฉุนมากนัก คนญี่ปุ่นจึงนิยมเสิร์ฟแบบร้อนอุณหภูมิประมาณ 38°C เพราะทำให้ดื่มง่ายมากขึ้น

  • ฮอนโจโซ (H O N J O Z O : G E N U I N E B R E W)

เป็น S a k e ที่มีการผสมแอลกอฮอล์เพิ่มเติม จึงทำให้มีรสชาติที่นุ่มละมุน และมีรสสัมผัสดีมากกว่าจุนไม ในการเสิร์ฟนั้น ควรเสิร์ฟในอุณหภูมิห้องอยู่ที่ประมาณ 2 5 °C หรือแค่พออุ่น ๆ เพราะอุณหภูมิในการดื่มนั้นจะส่งผลต่อรสชาติที่ดี

  • กินโจ (G I N J O : S P E C I A L B R E W)

เป็น Sake ที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นได้ทำการบดและขัดเม็ดข้าวมากขึ้นมีการเพิ่มยีสต์และนำไปหมักในอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยมีการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นกินโจจึงเป็น S a k e ที่มีรสชาติที่โดดเด่นที่สุด มีความหวานเล็กน้อย นุ่มละมุน ซึ่งในการเสิร์ฟส่วนใหญ่นั้น จะเสิร์ฟเย็นแต่ไม่เย็นมาก ไม่ควรต่ำกว่า 1 0 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้เสียรสชาติได้

  • ไดกินโจ (D A I G I N J O : V E R Y S P E C I A L B R E W)

เป็น S a k e ที่ขัดกรองเม็ดข้าวออกมากกว่าประเภทอื่น ๆ ถึง 5 0 – 6 5 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีรสชาติและรสสัมผัสที่เข้มข้นกว่า เหมาะกับการเสิร์ฟเย็นเท่านั้น

ทั้ง 4 ประเภทนั้น นอกจากจะมีรสชาติและกระบวนการการผลิตที่แตกต่างกันแล้ว ในการเสิร์ฟนั้นก็ยังต่างกันอีกด้วย

Sake เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีกรรมวิธีทำมาจากข้าวหมัก มีชื่อเรียกว่า “ไวน์ข้าว” ในการผลิตจะมีการกลั่นเหมือนกระบวนการผลิตเบียร์หรือเหล้า UFABET ในส่วนใหญ่ Sake จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 18% – 20% และจะเหลือแค่ 15% เมื่อได้บรรจุลงขวดนั่นเอง

สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น
สวนเซ็นญี่ปุ่น

สวนเซ็นญี่ปุ่น หรือสวนหินญี่ปุ่น ซึ่งจะรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ เซนการ์เดน ก็คือสวนพื้นภูมิแห้งแล้งที่นำมาจัดเป็นชนิดของสวนเซนญี่ปุ่น ได้รับอิทธิพลมาจากนิกายเซนในพุทธศาสนาของประเทศญี่ปุ่น และสามารถหาชมได้ตามวัดเซนจากการฝึกสมาธินั่นเอง

สวนในรูปแบบของญี่ปุ่นนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่มีชีวิตจะพวกต้นไม้และพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีให้เห็นในฤดูกาลที่แตกต่างกันไป ซึ่งในระหว่างที่ต้นไม้เจริญเติบโตนั้นก็จะได้รับการตกแต่งเพื่อความสวยงาม ดังนั้นในสวนญี่ปุ่นจะไม่มีลักษณะที่เหมือนเดิมอยู่ตลอดนั่นเอง ในโครงสร้างพื้นฐานของสวนญี่ปุ่นนั้นจะได้รับการพิจารณาจากสถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบคือ อาคาร ระเบียง เส้นทาง สึกิยะมะและมีการจัดวางของอย่างเช่น หิน เมื่อเวลาผ่านไปความงดงามของสวนจะขึ้นอยู่กับการดูแลและการบำรุงรักษาที่มีศิลปะในการตัดและตกแต่งสวนนั้น ๆ ในส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะเซ็นก็คือการดูแลรักษาสวนให้อยู่คงที่ที่มีลักษณะเสมือนภาพวาดและจิตรกรรมนั่นเอง สวนคะเระซันซุย จึงจัดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นสัญลักษณ์ของพื้นภูมิที่เรียกได้ว่าเป็น “m i n d – s c a p e”  ทั้งน็อาจหมายถึงปรัชญาทางพุทธศาสนาที่แสดงออกให้เห็นถึงความงดงามของสิ่งแวดล้อมที่เป็นหลักสำคัญในพุทธศาสนานิกายเซนของประเทศญี่ปุ่น

ความหมายของคำว่า คะเระซันซุย คือ พื้นภูมิแห้งแล้ง (สวน) เป็นชนิดของสวนญี่ปุ่นที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เริ่มมีในยุคมุโระมะจิ ในปีค.ศ. 1 3 9 2 – 1 5 6 8 ที่ปราศจากบ่อน้ำต่าง ๆ ซึ่งสวนชนิดนี้มีสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นภูมิธรรมชาติที่มีองค์ประกอบในการจัดวางของก้อนหิน ทรายขาว พืชจำพวกมอสและต้นไม้ที่นำมาจัดแต่ง

ต่างจากสวนตามประเพณี สวนคะเระซันซุย จะไม่มีน้ำใด ๆ แต่จะมีการปูรวดหรือทราย จะกวาดลวดลายหรือไม่ก็ได้แต่ก็สามารถทำเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ เช่น ทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ หรือ ทะเลสาบ ในการจัดกวาดกรวดหรือทรายเพื่อให้เป็นลวดลายนั้นจะบ่งบอกถึงคลื่นน้ำ มีบทบาทของความสวยงาม อีกทั้งพระของพุทธศาสนานิกายเซนจะมีการฝึกฝนและปฏิบัติการกวาดลวดลายเพื่อที่จะฝึกสมาธิ ซึ่งการกวาดเส้นและลวดลายอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช้เรื่องง่าย ในการกวาดลวดลายยั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหินที่อยู่ในพื้นที่บริเวณกรวด อย่างไรก็ตามลวดลายส่วนใหญ่ไม่คงที่ เพราะจะมีการพัฒนาลวดลายใหม่ ๆ และเป็นการฝึกทักษะในการสร้างสรรค์และเป็นการประลองฝีมือกันจึงก่อให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้น

อิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายเซนที่มีต่อการออกแบบสวนได้ถูกนำมาบรรยายโดย K u c k ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 และมีการทักท้วงโดย K u i t e r t ในช่วงท้ายของศตวรรษ ซึ่งเรื่องที่ไม่ได้ถูกการทักท้วงก็คือเรื่องที่ สวนคะเระซันซุย นั้นดลบันดาลมาจากภาพวาดทิวทัศน์ของจีนและญี่ปุ่นในอดีต ถึงแม้สวนจะมีการจัดวางที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะนำเอาก้อนหินและพุ่มไม้ที่ผ่านจากการตัดแต่งมาเป็นสัญลักษณ์อย่างเช่น ภูเขา หุบเขาและน้ำตกที่ได้ถูกจารึกเป็นจิตกรรมในภาพวาดทิวทัศน์ของจีน ซึ่งในบางภาพ ทิวทัศน์จะมีการดลบันดาลมาจากทัศนียภาพสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง เช่น เนินเขาที่อยู่ข้างหลังเป็น “ทิวทัศน์ที่มีการยืมมา” โดยมีเทคนิคที่เรียกว่า ชักเคอิ ( s h a k k e i )

ในปัจจุบันนั้นภาพวาด หมึกโมโนโครม ก็ถือว่าเป็นศิลปะที่ใกล้เคียงที่สุดกับพุทธศาสนานิกายเซน ในหลักการออกแบบของการสร้างพื้นภูมินั้นมีอิทธิพลมาจากภาพวาดทิวทัศน์หมึกโมโนโครมสามมิติ ที่เรียกว่า ซูมิเอะ หรือ ซุยโบคุกะ

สวนญี่ปุ่น ถือว่ามีค่าในระดับเดียวกับงานศิลปะในประเทศ ส่วนของสวนหินที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นนั้นอยู่ในเมือง เรียวอันจิ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในเมืองเกียวโต สวนที่เรียวอันจิจะมีความยาวถึง 3 0 เมตรจากฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกและ 1 0 เมตรจากเหนือถึงใต้ ในสวนจะไม่มีต้นไม้แต่มีเพียงก้อนหินหลายรูปร่างหลายขนาด U F A B E T บางก้อนจะถูมอสปกคลุมและได้ถูกจัดวางบนพื้นที่โรยด้วยกรวดและทรายขาวที่มีการวาดลวดลายในแต่ละวัน

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก U F A B E T

โอโคโนมิยากิ

โอโคโนมิยากิ
โอโคโนมิยากิ

โอโกโนมิยากิ เป็นแพนเค้กแบบญี่ปุ่น ที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ ในชื่อของ O k o n o m i y a k iหรือแพนเค้กญี่ปุ่นนั้น มาจากคำว่า โอเคโมนิ ที่แปลว่า ชอบ และคำว่ายากิก็แปลว่าย่างนั่นเอง O k o n o m i y a k i เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคคันไซและฮิโรชิมะ และได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องของเครื่องที่ใช้โรยหน้ากับซอสนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่ง O k o n o m i y a k i ในทางโตเกียวนั้นจะมีขนาดที่เล็กกว่าของทางฮิโรชิมะหรือคันไซอีกด้วย
Okonomiyaki เป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการทำโดยวางส่วนผสมของแป้งสาลีแล้วนำมาปรุงจนสุกบนเท็ปปังหรือแผ่นโลหนั่นเอง และถึงแม้ว่าจะมีขายกันโดยทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น และมีราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ก็มีชื่อเสียงอย่างมากในภูมิภาคคันไซโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอซาก้า

โอโคโนมิยากิ คืออะไร

Okonomiyaki มีความหมายว่า การทำอาหารที่คุณชอบ แต่กผ้ไม่ได้เป็นแค่เพียงอาหารที่ใส่เฉพาะส่วนผสมที่คุณชอบเท่านั้น ซึ่งจะต้องผสมกับผักกะหล่ำปลีที่มีการตัดให้เป็นเส้นอย่างดีกับแป้งที่ละลายน้ำ แล้วนำมาปรุงให้สุกในเท็ปปังทรงกลม มีการรับประทานโดยใช้ซอส Okonomiyaki ชนิดพิเศษซึ่งมีรสชาติหวานเล็กน้อยมีส่วนผสมยอดนิยมที่ใช้ใน Okonomiyaki ก็คือเนื้อสัตว์ อย่างเช่น เนื้อหมูและอาหารทะเล (ปลาหมึก และกุ้ง) Okonomiyaki ที่ทำด้วยเนื้อหมูจะเรียกว่า บูตะทามะ (หรือ ทงทามะ หมายถึงหมูและไข่)
ชนิดของ Okonomiyaki ที่มีชื่อเสียงในแบบคันไซ และฮิโรชิมา เพราะมีวิธีการเตรียมอาหารที่แตกต่างกัน ดูที่ความแตกต่างแต่ละภูมิภาค ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเมื่อได้พูดถึง Okonomiyaki เรามักจะหมายถึงในอดีต และนอกจากนี้ก็มีพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีอาหารท้องถิ่นที่มีการจัดทำขึ้นเป็นอย่างดี ซึ่งมีความคล้ายกับ Okonomiyaki


ชนิดของ Okonomiyakmi

  • Okonomiyaki ในแบบคันไซ
  • จะเป็นชนิดที่สามารถพบมากที่สุด เพราะจะใช้เนื้อสัตว์และอาหารทะเลเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งในร้านอาหารบางแห่งจะใช้โมจิชีสและเนื้อวัว มีและยังมีร้านอาหารอีกมากมายที่ให้บริการแบบรวมประเภทของเนื้อในจานเดียวอาจเรียกได้ว่า ยากิรวม และนอกจากนี้ยังมี Okonomiyaki ที่ถูกรวมเข้ากับส่วนผสมในท้องถิ่นเป็นส่วนผสมที่จะทำให้อาหารจานนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นเพื่อการโปรโมทเมืองนั่นเอง
  • โมดังยากิ เป็นเมนูอาหารที่มีการนำยากิโซบะไปผสมกับ Okonomiyaki ซึ่งจะทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นมากกว่าปกติ
  • เนกิยากิ
  • เป็น Okonomiyaki ที่ใช้ต้นหอมนำมาตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปโรยบน Okonomiyaki ให้ทั่วก่อนที่จะปรุงให้สุก
  • ซูจิยากิ มีความสอดคล้องกับ Okonomiyaki เพราะทำด้วยเนื้อวัวและคอนยาคุ ซึ่งป็นเมนูอาหารที่สามารถพบได้ทั่วไปในร้านอาหาร Okonomiyaki ในภูมิภาคคันไซ ในบางครั้งจะมีการใช้เนื้อวัวตุ๋นในซอสถั่วเหลืองและน้ำตาลในการทำเมนูอาหารจานนี้
  • วิธีการทำ
  • ส่วนผสม
  • – แป้งเค้ก 100 กรัม
  • – น้ำสต็อค 140 ml
  • – ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  • – เครื่องปรุงต่าง ๆ
  • – หมูสไลด์ 100 กรัม
  • – กะหล่ำและหอมหัวใหญ่ 200 กรัม
  • – หนวดปลาหมึก 50 กรัม
  • – กุ้ง 8 ตัว
  • – ไข่ 2 ฟอง
  • *สำหรับการนำเครื่องมาราดหน้าในขั้นตอนสุดท้าย ก็แล้วแต่จะใส่ ตามใจชอบ
  • วิธีทำ 1. ผสมแป้งเค้ก น้ำสต็อค ผงฟู เครื่องปรุง คนทรัวๆ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
    2. ขั้นตอนต่อมาซอยกะหล่ำ ต้นหอมญี่ปุ่น หนวดปลาหมึก แล้วนำไปใส่ในชามผสม จึงตามด้วย ซอย หนวดปลาหมึก แกะกุ้ง และไข่ นำไปคลุกให้เข้ากัน
    3. นำไปทอดในกระทะแบน จากนั้นนำมาแต่งหน้าจานอาหารด้วย ปลาหมึกฝอย ซอสญี่ปุ่น มายองเนส และต้นหอม
    4. เสิร์ฟตอนที่อาหารร้อนๆ
    ซอสหวานเผ็ดของ Okonomiyaki ที่เป็นเอกลักษณ์ในประเทศญี่ปุ่น
    ถึงแม้ว่าจะเป็น Okonomiyaki เหมือนกัน แต่ในแบบของตะวันตกกับแบบฮิโรชิม่านั้นก็ต่างกัน ใช้แผ่นผงแป้งข้าวสาลีนำมาละลายน้ำแล้วผสมเครื่องเช่น ผัก เนื้อ ปลา ต่างๆ แล้วนำไปย่างบนกระทะเหล็ก ราดซอสแล้วกิน แบบนี้คือ Okonomiyaki ซึ่งดังทั้ง 2 แบบ คือก่อนย่างต้องผสมเครื่องกับผงแป้งให้ดีก่อนค่อยย่างแบบ Okonomiyaki ตะวันตก หรือจะไม่ผสมแต่วางซ้อนกันเป็นชั้นในแบบ Okonomiyaki ในแบบฮิโรชิม่า ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้นก็มีลักษณะอาหารที่คล้ายคลึงกันบ้าง ufa877

จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ
จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะ เป็นนาบะหรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นอาหารจานพิเศษที่ซูโม่รับประทานกัน ขณะเดียวกันยังหมายถึง มื้ออาหารที่เตรียมโดยนักมวยปล้ำ ที่เรียกว่า จังโกะบัน เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เตรียมอาหารให้แก่นักมวยปล้ำทุกคนในค่าย ซึ่งซูโม่มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในค่ายในการกินนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก และมักจะรับประทานอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อทำน้ำหนัก

C h a n k o n a b e เป็นอาหารมื้อที่น่าพึงใจเพราะเตรียมง่าย เพียงแค่มีหม้อเท่านั้น และเป็นอาหารที่ได้สมดุลทางโภชนาการในปริมาณมาก นอกจากนี้จึงมีการร่วมกันรับประทานด้วยการนั่งล้อมรอบ C h a n k o n a b e หรือหม้อไฟเพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความเป็นมาและประวัติ จังโกะนาเบะ

              C h a n k o n a b e (หม้อไฟของซูโม่) แต่เดิมเป็นอาหารที่ชาวซูโม่รับประทาน มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งเหตุผลที่ชาวซูโม่รับประทานนั้นเพราะต้องควบคุมน้ำหนัก แต่ในปัจจุบัน C h a n k o n a b e กลายเป็นอาหารที่นิยมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป จึงมีร้าน C h a n k o n a b e เปิดให้บริการหลายร้าน โดยเฉพาะที่เรียวโกกุ ซึ่งเป็นย่านซูโม่ในกรุงโตเกียว

              ลักษณะของ C h a n k o n a b e จะเป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปจากน้ำต้มโครงไก่ มีวัตถุดิบที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เห็ดและผักต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลาเต้าหู้ญี่ปุ่นและลูกชิ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวสวย ไข่ตุ๋น เทมปุระ อูด้ง ซูชิ ซาซิมิ ฯลฯ โดยวัตถุดิบในแต่ละอย่างนั้นผ่านกรรมวิธีในการคัดสรรมาอย่างดีสมกับอาหารที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน ซึ่งสามารถหาทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่น รสชาติแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีความแจกจ่างกันอย่างสิ้นเชิงหากพูดถึงความนิยมและชื่อเสียง หลายๆ คนจะไปทานกันที่เมืองเรียวโกกุ เพราะถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ “C h a n k o n a b e” และมีร้านค่อนข้างมาก โดยเจ้าของในร้านนั้น ๆ จะเป็นกิจการของชาวซูโม่เก่าส่วนใหญ่ และถ้ามาได้มาทาน C h a n k o n a b e ที่นี่นั้นเหมือนการได้ทานในต้นตำรับเลยทีเดียว

หม้อไฟสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของนักซูโม่

จังโกะ คำนี้บ่งชี้ถึงอาหารโดยทั่วไปที่นักซูโม่รับประทาน ดังนั้นคำว่า “C h a n k o n a b e” เดิมคือเมนูหม้อไฟที่นักซูโม่รับประทานกัน และสำหรับนักซูโม่ที่ต้องการรักษาร่างกายให้มีขนาดตัวที่ใหญ่แล้วยังต้องมีความแข็งแรงบึกบึนอีกด้วย ซึ่งในการรับประทานอาหารก็เป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญนั่นเอง

นอกจากเมนูหม้อไฟที่สามารถทำกินเองได้หลายคนแล้วก็ยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่มากมายและยังสามารถทานได้ในเมนูเดียว จึงเรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่เต็มเปี่ยม ซึ่งยังเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในเหล่าซูโม่เฮยะ เพราะนักกีฬาซูโม่จะรู้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

ในโตเกียว มีร้านอาหาร Chanko nabe อยู่มากมายที่บริหารโดยอดีตริคิชิ หลาย ๆ ร้านมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาซูโม่ Ryogoku Kokugikan หรือค่ายซูโม่ และเวลอันยอดเยี่ยมสำหรับการเพลิดเพลินกับ Chanko nabe ที่หลากหลายคือ หลังจากที่ชมการแข่งขันซูโม่เสร็จนั่นเอง และถึงแม้ว่าในค่ายซูโม่จะมีการรับประทาน Chanko nabe ในทุก ๆ วัน แต่บรรดานักมวยปล้ำก็ไม่เคยเบื่ออาหารเหล่านี้เลย เพราะเนื่องจากมักจะมีการเปลี่ยนวัตถุดิบและส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ตามใจชอบในแต่ละวัน และก็ยังมีเครื่องปรุงที่หลากหลาย ทำให้รสชาติต่างกันอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เรื่องอาหารการกินที่โดดเด่น หลายๆ คนคงทราบทั้งการได้ลิ้มลองหรือการเห็นจากโฆษณา U F A B E T ว่าอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อค่อนข้างหลากหลาย นับได้ว่าอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมแทบทั่วโลก ซึ่ง “C h a n k o n a b e” นั้นเป็นเมนูหม้อไฟที่ขาดไม่ได้ในวงการซูโม่ และถ้าหากใครที่ได้มาเยือนและเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมแวะมาทาน C h a n k o n a b e อาหารของซูโม่ที่ควรลิ้มลอง รับรองว่าจะได้สัมผัสถึงรสชาติสุดพิเศษที่ไม่สามารถหาทานได้อร่อยทั่วโลกอย่างแน่นอน

โอเด้ง

โอเด้ง
โอเด้ง

โอเด้ง เป็นอาหารญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ใช้ซุปสาหร่ายคอมบุหรือปลาแห้งคัตสึโอะบุชิ และมีเครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น เต้าหู้ สะสึมาอาเกะหรือลูกชิ้นปลา สึมิเระ ฮันเปน จิคุวะ บุก หัวไชเท้า ไข่ต้ม เป็นต้น ซึ่งมักจะเห็น O d e n วางขายข้างๆ แคชเชียร์ในร้านสะดวกซื้อมากมาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวเพราะขายดีที่สุด ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูล ประวัติความเป็นมาของ O d e n ให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกันอีกด้วย

ประวัติของ โอเด้ง

O d e n มีต้นกำเนิดมาจากเต้าหู้ที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทาด้วยมิโซะก่อนกินเรียกว่า “เด็งกะกุ” แล้วคำว่า “โอะ” ที่พวกผู้หญิงที่เป็นข้ารับใช้ในวังสมัยเฮอันนิยมใช้ พอนำมาผสมกันจึงได้เกิดเป็นชื่อใหม่คือ O d e n นั่นเอง

ในต้นสมัยของโชวะนั้นได้กำเนิดร้าน O d e n ขึ้นมา จึงได้กลายเป็นอาหารที่ทานได้ที่ร้าน และหลังจากนั้นได้มีการทำผงซุป O d e n สำเร็จรูปขึ้น และได้ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตจึงทำให้การทำนั้นง่ายไม่ยุ่งยากอีกต่อไป O d e n จึงกลายเป็นอาหารที่นิยมทำรับประทานกันในครอบครัว และในช่วงประมาณปี 1980 ก็ได้มี O d e n จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ตั้งแต่นั้นมา O d e n ก็กลายเป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไป

O d e n คืออาหารประเภทต้มในญี่ปุ่น โดยนำวัตถุดิบหลากหลายชนิดไปต้มเป็นระยะเวลานานในน้ำซุปกับผงปลาแห้งและสาหร่ายคอมบุ เมื่อได้เข้าสู่ในช่วงฤดูหนาว ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ จะวางขายโอเด้ง

วัตถุดิบของ O d e n

  • หัวไชเท้า เป็นวัตถุดิบที่นิยมมาก เนื่องจากหัวไชเท้าจะดูดซับน้ำซุปและมีรสชาติที่ดี กล่าวได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • ไข่ หรือไข่ต้ม เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมที่จะขาดไม่ได้ เคล็ดลับควรลองทานโดยผ่าครึ่ง และปล่อยให้ไข่แดงละลายไปกับน้ำซุปจะทำให้รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม
  • คอนเนียคุ และลูกชิ้นคอนเนียคุ ทำมาจากคอนเนียคุอิโมะ รสสัมผัสมีความหนึบเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะไม่มีสารอาหารมากเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 97 เปอร์เซ็น แต่ก็ได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีแคลอรี่ต่ำ
  • โมจิคินจาคุ แป้งโมจิที่ห่อไว้ในเต้าหู้ทอด น้ำมันที่อยู่ในเต้าหู้ทอดจะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของน้ำซุป โมจิข้างในจะละลายเหมือนลาวา
  • ชิคุวะ เนื้อปลาบดที่ถูกนำไปพันบนไม้แล้วนำไปย่างหรือนึ่ง เป็นวัตถุดิบที่ให้รสชาติแก่น้ำซุปที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
  • กิวซุจิ คือเนื้อวัวส่วนน่องที่มีเอ็นติดอยู่และมีผลทำให้รสชาติน้ำซุปอร่อย
  • ฮันเปน ปลาเนื้อขาวบดที่นำไปผสมกับมันเทศญี่ปุ่นแล้วนำไปนึ่ง มีรสสัมผัสนุ่มฟูและยังเป็นที่ชื่นชอบสำหรับเด็ก ๆ
  • สาหร่ายคอมบุ เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญมาก และได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง
  • กันโมโดกิ ของทอดที่ทำจากเต้าหู้บดผสมกับสาหร่ายและผักหั่นฝอย
  • ซัตสึมะอาเกะ เนื้อปลาบดทอดเป็นของที่ขึ้นชื่อของจังหวัดคาโกชิมะ สามารถใส่แครอทหรือโกโบหั่น พอใส่ลงไปใน O d e n ก็ทำให้รสเข้มข้นอร่อยยิ่งขึ้น
  • ชิราทากิ คือคอนเนียคุที่หั่นเป็นเส้นยาวๆ เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ
  • ไส้กรอก
  • โรลแคบเบจ หรือกะหล่ำม้วน มีที่มาจากอาหารตะวันตกแต่ก็เข้ากันกับน้ำซุปสไตล์ญี่ปุ่นได้ดี
  • ปลาหมึกสายพันธุ์ มาดาโกะ และปลาหมึกเล็ก ๆ ที่สามารถทานได้ทั้งตัวอย่างสายพันธุ์ อีดาโกะ
  • สึคุเนะ คือเนื้อไก่สับที่ผสมกับไข่และเครื่องเทศ ที่ทำให้อยู่ในรูปของดังโงะ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยให้น้ำซุปมีรสชาติที่นุ่มล้ำลึก
  • ชิคุวาบุ ที่มำจากโปรตีนในแป้งสาลีไปผสมกับผงแป้งต่าง ๆ และทำให้อยู่ในรูปทรงชิคุวะจึงนำไปต้มหรือนึ่ง เคล็ดลับผู้คนที่ชอบรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม !
  • สึมิเระ เป็นลูกชิ้นเนื้อปลาบดจากปลาเนื้อแดงอย่างปลาอิวาชิ ปลาซาบะ และปลาอาจิ ในขั้นตอนการทำคือหยิบสึมิโทรุ แล้วนำไปใส่อิเรรุ ในน้ำร้อน จึงเรียกว่า สึมิเระ เป็นบรรดาอาหารประเภทของปั้น
  • โกโบมากิ คืออาหารที่นำซัตสึมะอาเกะไปพันกับโกโบ มีรสสัมผัสที่กรุบกรอบ
  • ดาชิมากิทามาโกะ หรือไข่ม้วนญี่ปุ่น จะดูดซับน้ำซุปจึงกลายเป็นไข่ม้วนรสสัมผัสแสนนุ่มฟู
  • มันฝรั่ง วัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่นอย่างนิคุจากะ (เนื้อต้มมันฝรั่ง) และยิ่งต้มนานเท่าไร มันฝรั่งก็จะยิ่งนุ่มขึ้นและมีรสชาติเข้มข้นขึ้น

วัตถุดิบอื่นๆ

  • อุด้ง สามารถหาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อตามลอว์สัน และแฟมิลี่มาร์ท ราคาอยู่ที่ 110 เยน เท่านั้น
  • เนริงาราชิ
  • ซอสมิโสะแดง
  • ยูซุโคโช พริกไทยรสยูซุ
  • ชิจิมิ หรือพริกเจ็ดรส
  • ซอสมิโสะผสมขิง

วิธีทำและเคล็ดลับการทาน

วิธีในการทำ O d e n เมื่อเราทำน้ำซุปโดยที่ใช้สาหร่ายคอมบุกับปลาแห้งคัตสึโอะบุชินั้น ควรใส่หัวไชเท้า และไข่ ตามลำดับ ใส่ตามส่วนที่ต้องต้มนานก่อนลละจึงใส่ส่วนที่ต้มน้อยกว้าป็นอันดับสุดท้าย จากนั้นควรใช้ไฟอ่อนเพื่อที่จะต้มต่อไปเรื่อย ๆ วิธีในการรับประทานก็ตักใส่ภาชนะจานหรือชาม จิ้มคาราชิหรือมัสตาร์ด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นจะนิยมทานคู่กับสาเกร้อน ๆ เพราะชาวญี่ปุ่นชอบกันมาก ๆ

ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่

ในส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นด้านตะวันออกนั้นจะนิยมใช้โชยุที่มีรสชาติเข้มข้นในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีที่เข้ม ส่วนญี่ปุ่นในด้านตะวันตกจะนิยมใช้โชยุรสชาตที่อ่อนกว่าในการปรุงรส น้ำซุปจึงมีสีอ่อน และสำหรับชาวคิวชูหรือโอกินาว่ารสชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือรสชาติที่ปรุงแบบเข้มข้นผสมกับน้ำซุปจากเนื้อไก่และปลาโทบิโอะ ส่วนที่เกียวโตนั้นจะชอบรสชาติที่มีรสนิยม โดยใช้น้ำซุปจากปลาซาบะแห้งและสาหร่ายคอมบุและอื่น ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet