ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทญี่ปุ่น H i m e j i ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ สถานที่นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่รอดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2 5 3 8 สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2 5 3 6 จึงถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจาก 1 ใน 3  โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากในญี่ปุ่น คนเมืองชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทโดยรอบภายนอกที่มีสีขาวสว่าง ต่อมาในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและได้เป็นมรดกโลก

สถาปัตยกรรม ปราสาทฮิเมจิ

สถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ครบตามรูปแบบของปราสาทญี่ปุ่น คือมีฐานหินสูง กำแพงสีขาว และในอาคารต่าง ๆ บริเวณปราสาทซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และในส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันคือ ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทที่หลัก ๆ คือทางเดินเข้าสู่อาคารที่มีความสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่มีทั้งประตูหลากหลายด้านและกำแพงต่าง ๆ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างดีเพื่อการป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ทางเดินมีจะมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ในอาคารหลัก ในระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ในระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงเส้นทางนั้นก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้สะดวก ถึงแม้ปราสาทฮิเมจิยังไม่เคยถูกโจมตี และระบบการป้องกันต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยถูกใช้งานด้วยเช่นกัน

ประวัติ

ในปี ค.ศ. 1 3 4 6 ได้มีคนชื่อ อากามัตสึ ซาดาโนริ วางแผนจะสร้างปราสาทขึ้นจากเชิงเขาฮิเมจิซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้เริ่มสร้างวัดโชเมียว และหลังจากอากามัตสึได้เสียชีวิตลง ในสงครามคากิตสึ ตระกูลยามานะก็ได้เข้าไปครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึจึงได้ยึดปราสาทกลับมาอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1 5 8 0 ต่อมา โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้ได้เข้ามาปกครองปราสาท จึงมีการสร้างหออาคารหลัก ๆ สูง 3 ชั้น ดำเนินการจัดตั้งโดย คูโรดะ โยชิตากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮารา เมื่อปี ค.ศ. 1 6 0 1 โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกปราสาทฮิเมจิให้แก่อิเกดะ เทรูมาซุ อิเกดะที่ให้ได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทขึ้นเพิ่มเติมเป็นเวลาทั้งหมด 8 ปี จนปราสาทได้เป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน ส่วนที่ต่อเติมในส่วนสุดท้ายก็คือ วงเวียนด้านตะวันตก ได้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1 6 1 8

ต่อมาเมื่อสิ้นสุดในยุคเอโดะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายชิ้นหนึ่งของไดเมียวโทซามะ ในตอนนั้นปราสาทถูกปกครองจากทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ในปี ค.ศ. 1 8 6 8 รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเกดะ เทรูมาซะ และได้เข้าบุกปราสาท ขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมจิได้ถูกทิ้งระเบิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1 9 4 5 เมื่อสุดสงครามโลกครั้งที่สองหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ได้ถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทก็ยังคงตั้งอยู่ได้และแทบไม่สียหายอีกด้วย

ตำนาน

จากบ่อน้ำที่ได้สิงสถิตของวิญญาณโอกิกุ

ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่คนหมู่มากเป็นที่รู้จักกันดี มีตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ขึ้นชื่อ ผีนับจาน หรือซารายาชิกิ เป็นเรื่องราวของโอกิกุ ผู้เป็นสาวใช้ของซามูไรคนหนึ่งที่ได้ทำจานอันล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก และได้ถูกลงโทษโยนร่างลงในบ่อน้ำ ในช่วงค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำมีเสียงนับจานแต่ละใบช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีในปัจจุบัน หากแม้ตำนานยังมีการเล่าขานมายาวนานแต่อาจจะมีในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

มรดกโลก

ปราสาทที่เก่าแก่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยสามัญครั้งที่ 1 7 ในปี พ.ศ. 2 5 3 6 เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ

  • เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์

 การเข้าชม

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 1 8 ปีขึ้นไป ราคา 1 0 0 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 0 0 เยน

                 กลุ่ม 3 0 คนขึ้นไป 8 0 0 เยน

ปราสาท H i m e j i · K e i k o e n

   ผู้ใหญ่อายุ1 8 ปี ขึ้นไป ราคา 1 0 4 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 6 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 0 9 : 0 0 – 1 7 : 0 0 น. (ปลายเดือนเมษายน – สิงหาคม : 0 9 : 0 0 – 1 8 : 0 0 น. )

วันปิดทำการ : ปิดวันที่ 2 9 – 3 0 ธันวาคม

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมการสร้างแบบดั้งเดิมที่เป็นมาหลายร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีความประทับใจอย่างมาก ทั้งสวนที่มีต้นซากุระมากมาย และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดนิยมอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

โอซาก้า

โอซาก้า
โอซาก้า

โอซาก้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตรองมาจากโตเกียวเพราะที่นี่มีสถานที่ทท่องเที่ยวมากมายทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่นอย่างโอโคโนะมิยากิและทาโกะยากิ ซึ่งเราจะมาแนะนำจุดเดินเล่นท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้งต่าง ๆ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของคันไซ สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ความเป็นมาของ โอซาก้า

สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบันราว ๆ 500 ปีก่อน โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ได้สร้างปราสาทในโอซาก้า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและการค้าขายอย่างเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว ในด้านของวัฒนธรรรมอาหารที่เป็นแหล่งรวมอาหารของแต่ละท้องถิ่นทั่วญี่ปุ่น

ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมายเพราะมีทั้งเสน่ห์ทั้งด้านอาหารท้องถิ่นประจำโอซาก้าอย่างเช่น ทาโกะยากิ, โอโคโนะมิยากิ และเทปันยากิ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างปราสาทโอซาก้าและโดทงโบริ

จุดเที่ยวที่ต้องไปสัมผัส

เมืองที่เจริญรุ่งเรืองนี้เป็นเมืองแห่งการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและวัฒนธรรมด้านอาหารมีการพัฒนาอย่างมาก Ufa877 จนเป็นที่เรียกกันว่า “ครัวของประเทศ” เป็นผลให้ถนนมีชีวิตชีวาอย่างมากทั้งผู้คนที่เป็นมิตรและอาหารแสนอร่อยซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการแนะนำจากชาวเมืองทั้งนั้น

  • ถนนช็อปปิ้ง T e n j i n b a s h i s u j i

แหล่งช็อปปิ้งตั้งอยู่ในเขตคิตะ ถนนช็อปปิ้งจะมี 4 สายแต่ละฟากถนน ความยาวรวมประมาณ 2.6 กม. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น และเหมาะสำหรับการเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของชำ ขนมหวาน และเสื้อผ้า หากเบื่อจากการช็อปปิ้งสามารถแวะพักในร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่

  • สถานี J R O s a k a

สถานีประตูสู่ O s a k a เป็นแหล่งชอปปิ้งที่ครอบคลุมทั่วสถานีและมีตึกสูงที่อยู่รายรอบจึงทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอนาคต บริเวณรอบสถานีเหมาะกับการมาเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมทั้งมีศูนย์การค้าที่สำคัญ G r a n d F r o n t O s a k a และ Y o d o b a s h i C a m e r a อีกด้วย

  • ห้าง H E P F I V E (ชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า)

จุดสังเกตของเขตอุเมดะในโอซาก้า H E P F I V E เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นแฟชั่น บนดาดฟ้าห้างมีชิงช้าสวรรค์สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมเมืองได้ ซึ่งในตอนเย็นก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนที่โรแมนติก H E P F I V E จึงกลายเป็นสถานที่ออกเดทยอดนิยม

  • ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อมีนิตยสารภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งได้เขียนแนะนำว่าตึกแห่งนี้เป็น “ประตูชัยแห่งอนาคต” จากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโอซาก้า ในสวนลอยฟ้ายังมีจุดชมวิวกลางแจ้งที่และนอกจากนี้ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building ยังมีร้านอาหารมากมายอีกด้วย

  • ห้าง Don Quijote สาขา Umeda

สถานที่ช้อปปิ้งเป็นห้างค้าปลีกลดราคาที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สาขานี้มีขนาดใหญ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น สินค้าในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามต่าง ๆ คุณสามารถหาสินค้าราคาถูก สินค้าหายาก และสินค้าในแบบเฉพาะของญี่ปุ่นได้จากที่นี่

  • ปราสาทโอซาก้า

สถานที่ที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างปราสาทโอซาก้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นเอกภาพ มีการประดับด้วยทองผ่องอำพรรณรอบปราสาทและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย และยังมีผู้มาเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึง 1 – 1.3 ล้านคนต่อปี

  • โรงละคร Osaka Shochikuza

หากได้มาเยือนโอซาก้าและอยากที่จะเข้าชมละครคาบุกิ เราแนะนำให้ไปโรงละครศิลปะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ Osaka Shochikuza  เพราะมีคนส่วนมากคิดว่าการชมละครคาบุกิมีราคาค่อนข้างแพง แต่ว่าสำหรับผู้ที่อยากชมละครคาบุกิเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำ “Hitomakumiseki” ซึ่งคุณสามารถชมการแสดงจากโปรแกรมได้ตั้งแต่ราคา 1,000-2,000 เยนเท่านั้น

  • ย่าน D o t o n b o r i

ย่านช็อปปิ้งนี้เป็นย่านที่ที่คึกคักอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้า สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านกินดื่มและผู้คนมากมายโดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสุดสัปดาห์ และโปรดระมัดระวังเพราะแถวนี้มีโพลสำรวจที่ไม่น่าไว้ใจมากมาย

  • พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n

ที่พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n แห่งนี้คุณสามารถทาน เรียนรู้และลองทำทาโกะยากิได้ เพราะทาโกะยากิเป็นเมนูจากแป้งหรือที่เรียกว่า “k o n a m o n o” จึงขึ้นชื่อและถือเป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในเมืองโอซาก้า ส่วนทาโกะยากิเป็นรูปทรงกลมจะมีชิ้นปลาหมึกยักษ์อยู่ข้างใน ทาโกะแปลว่าปลาหมึกยักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้

  • ถนนช็อปปิ้ง S e n n n i c h i m a e Doguyasuji

เป็นย่านช็อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยสิ่งของหรือเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร สถานที่นี้เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์สำหรับเชฟมืออาชีพ และในทุก ๆ ปีของวันที่ 9 ตุลาคมจะมีการจัดเทศกาล D o g u y a s u j i ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาอุปกรณ์การทำอาหารทุกประเภทได้ในราคาถูกอีกด้

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต
ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ย่านท่องเที่ยวยอดฮิตของหลาย ๆ คนในเมืองโตเกียว คงหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงดัง ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะอยู่โซนโตเกียวในฝั่งตะวันตก เนื้อหาบทความนี้จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบเดินเล่นช้อปปิ้งไปเที่ยวในย่านชั้นนำต่าง ๆ คือ ย่านชินจูกุ ย่านชิบูย่า และย่านฮาราจูกุ เป็นต้น

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ที่เหล่านักท้องเที่ยวไปเดิน

  • ฮาราจูกุ

อันดับแรกถือเป็นแหล่งประชันคอสเพลย์ที่โด่งดังทีเดียว เพราะจะมีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นร่วมกันแต่งตัวแนวหลุดโลกมาแข่งกัน และนอกจากนั้นยังมีแหล่งร้านค้ากระจุกกระจิกน่ารัก ๆ มากมาย และถนนทาเคชิตะยังเป็นแหล่งเสื้อผ้าแฟชั่นราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบขนมจำพวกเครป ในซอยนี้จะมีร้านเครปที่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อซึ่งถ้าได้มาแล้วจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

  • ถนนสายทาเคชิตะ

เป็นถนนแห่งแฟชั่น เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของย่านฮาราจูกุ มีทางเดินแคบ ๆ ยาวถึง 400 เมตร ทั้งสองฝั่งของถนนมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านค้า คาเฟ่ห์ ร้านอาหาร ซึ่งที่นี้เป็นจุดรวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการแต่งตัว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวคอสเพลย์

  • ย่านช้อปปิ้งโอโมเทะซันโด

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้เป็นย่านสุดหรูที่ชื่อว่า โอโมเทะซันโด ถนนสายนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เกิดใหม่ของเมืองโตเกียวที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร ในอาคารส่วนใหญ่จะถูกออกแบบ ดีไซน์ ที่ดูดึงดูดมีความล้ำสมัยไม่เหมือนแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

  • ชิบูย่าหรือชิบูยะ

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้คล้ายกับย่านฮาราจูกุ แต่ในย่านชิบูย่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ชั้นนำหลายแห่ง เป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำและยังมีแหล่งบันเทิงอื่น ๆ อีกด้วย คือมีทั้ง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก มีจุดนัดพบที่ขึ้นชื่อของโตเกียวคือบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟชิบูย่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์ฮาชิโกะและห้าแยกของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ และสัญลักษณ์กูลิโกะแมน ที่หากใครได้ไปถึงแล้วก็ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ย่านชิบูย่ายังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่มีผู้คนที่คึกคักตลอดเวลาซึ่งบริเวณนับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมมากในวัยรุ่นญี่ปุ่นเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเก๋ๆ และเนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงจึงทำให้มีร้านแฟชั่นหรือมีดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเอง สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นจนโด่งดังมาหลายต่อหลายแบรนด์อีกด้วย

  • ชินจูกุ

เมื่อได้มาโตเกียวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องมาเที่ยวย่านชินจูกุ เพราะย่านนี้เป็นหัวใจหลักในการมาเยือนกรุงโตเกียว โดยเฉพาะนักช้อปปิ้งที่มีเวลาน้อย และมาในที่เดียวแบบไม่เกี่ยงราคาสัก ซึ่งย่านชินจูกุจะเป็นคำตอบเพราะเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลาย มีแฟชั่นชั้นนำ ร้าน 100 เยนยอดประหยัด ร้านกาแฟสุดชิค ไปจนถึงร้านอาหาร 5 ดาว ทั้งนี้ชินจูกุเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าจะมีสถานีรถไฟชินจูกุเสมือนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละวันแล้วจะมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวถึง 2.5 ล้านคนในที่แห่งนี้

  • กินซ่า

เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย ที่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าคุณภาพ คือห้างวะโก และนอกจากนั้นยังมีร้านปลอดภาษีและจุดบริการรับคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

  • อาสะกุสะ นากามิเซะ

อาสะกุสะ นากามิเซะ เป็นย่านการค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ที่อยู่ใกล้กับวัดอาสะกุสะ เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก จำพวกชุดยูกาตะ พัด ร่มโบราณ รองเท้าแตะ ตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ รวมไปถึงร้านค้าที่หลากหลายจำพวกร้านขนมท้องถิ่น ขนมโบราณและอาหารพื้นเมืองมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดประจำชาติมาเดินเล่นกันในละแวกนี้ ร้านค้าในแถบนี้ยังคงกลิ่นอายของโตเกียวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ซึ่งในทุก ๆ ปีช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีเทศกาลของวัดอาสะกุสะ และจะมีการออกร้านค้าพิเศษและร้านค้าประจำแถบนี้ก็จะมีความคึกคักมากกว่าปกติ

  • อาเมโยโกะ

อาเมโยโกะ เป็นตลาดสินค้าที่มีลักษณะเหมือนแผงลอยสินค้าแล้ะมีร้านค้าอยู่ติดริมถนนมากกว่า 400 ร้าน มีการคละกันทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่มากมายในบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟอุเอโนะ ในสถานที่ร้านค้าแถบนี้สามารถที่จะต่อรองราคาสินค้าได้ เป็นตลาดสินค้าหลากหลายชนิดที่ราคาไม่แพงมากนัก

หากใครที่มีโอการไปช้อปปิ้งที่ประเทศญี่ปุ่นคงไม่ควรที่จะพลาดย่านช้อปปิ้งสุดฮิตในย่านต่างๆ อย่างเช่น ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ และย่านชิบูย่า เพราะทั้ง 3 ย่านนี้จะมีวัยรุ่นและนักช้อปปิ้งจำนวนมากไปเดินเลือกซื้อของ จึงเรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิตจริงที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่แวะไปช้อปปิ้งอาจเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ufabet

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือF u j i M o u n t a i n เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึง 3,776 เมตร ราว ๆ 12,388 ฟุต ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะ และยะมะนะชิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว พื้นที่โดยรอบ ๆ จะมีทะเลสาบฟูจิทั้งห้า อุทยานแห่งชาติฟุจิ ฮะโกะเนะ อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ หากในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งมีอากาศที่ดีจะสามารถมอง ได้จากในเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันภูเขา f u j i อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ และระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 ในยุคเอะโดะ

ภูเขาไฟ f u j i สามารถเรียกได้อีกชื่อในชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ ฟูจิซัง ในอดีตในหนังสือจะเรียกได้อีกชื่อว่า ฟูจิยะมะ

ประวัติ ภูเขาไฟฟูจิ

ได้มีผู้ปีน f u j i ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1206 คนที่ปีนเชื่อว่าเป็นนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงนั้นจนถึงในยุคเมจิ f u j i ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และห้ามผู้หญิงขึ้นไป แต่ในปัจจุบัน f u j i นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ แทงบอลออนไลน์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว จะเห็นได้ง่าย ๆ จากงานเขียนหรือภาพวาดทั่ว ๆไปโดยเฉพาะภาพวาดของ “โฮะกุไซ” เห็นได้ในวรรณกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เมื่อในอดีต f u j i จะเป็นที่ฝึกฝนของฐานทัพของซามูไร ต่อมาในปัจจุบันฐานทัพของกองทหารญี่ปุ่นได้ไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาไฟ f u j i

F u j i มีรูปแบบและมีกิจกรรมที่ยาวนานและการเป็นแรงบันดาลใจจึงกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนให้เชื่อถือนับถือในศาสนาชินโต โดยการรวมพุทธศาสนาและธรรมชาติเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น f u j i ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะส่งผลที่ดีเป็นอย่างมากในการผลิตภาพเขียนทำให้มีลักษณะในทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แทงบอลออนไลน์ ทั้งนี้ภูเขาไฟที่สวยงามนี้ได้มีความสูงราว ๆ 3,776 เมตร และตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างสมมาตรและมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาตลอดทั้งปี จึงทำให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวมาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มรดกของโลก

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ได้มีการประชุม ที่กรุงพนมเปญในประเทศกัมพูชา ซึ่งองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ f u j i เป็นมรดกของโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ภายใต้ชื่อ ฟูจิซัง เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจทางศิลปะ จึงทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก แทงบอลออนไลน์ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สถานที่การชมวิว f u j i

หากคุณสนใจเยี่ยมชม f u j i คุณสามารถชื่นชมความสวยงามในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้จากหลายสถานที่ในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ซึ่งเราจะนำจุดชมวิวที่น่าสนใจมาแนะนำก็คือ

  1. อุบุยากาซากิ

ในอุบุยากาซากิ สามารถเห็น f u j i ได้อย่างงดงามและยังสามารถมองผ่านดอกซากุระได้จากทางด้านเหนือของสะพาน คาวางุจิโกะ-โอฮะชิ ที่ทอดผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ

  • สวนสาธารณะโออิชิ

ในจุดชมวิวข้ามผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ ในสถานที่แห่งนี้ขอแนะนำในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เพราะผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งในช่วงนั้น ๆ

  • เส้นทางเดินเล่นริมทะเลสาบคาวางุจิโกะทางทิศเหนือ

หากคุณได้ชม f u j i แล้ว คุณก็สามารถเดินเล่นเพลิดเพลินชมวิวริมทะเลสาบคาวางุจิโกะไปพร้อมกับการชื่นชมทัศนียภาพของภูเขาฟูจิ

  • ไซโกะอิยาชิโนะซาโตเน็มบะ

ในสถานที่แห่งนี้จะมีบ้านเรือนมีอยู่อาศัยที่มุงหลังคาด้วยฟางอยู่ถึง 40 หลังเรียงกันอยู่ และสถานที่นี้ก็มีชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อน จนได้เกิดพายุเมื่อปีค.ศ.1966 ที่ได้สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงแก่บ้านเมืองในตอนนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันจึงมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมแล้ว

  • มิซุโทเกะหรือสันเขามิซุ

สันเขานี้จะสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ในระยะใกล้ ซึ่งสันเขานี้ก็มีเส้นทางสำหรับการเดินป่าในหลากหลายเส้นทางอีกด้วย

  • ทะเลสาบโชจิโกะตะเตะโง-ฮะมะ

สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลังของภูเขาโอมุโระ

  • ภูเขาริวงะตะเกะ

จุดชมวิวภูเขาริวงะตะเกะจะมองเห็น ภูเขาฟูจิที่ประดุจดังเพชร ในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ขณะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหนือยอดภูเขาฟูจิจะเห็นแสงเหมือนเพชรที่ส่องอยู่บนยอดเขา

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ อยู่ที่จังหวัดกิฟุ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีความพิเศษ และยังเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านมรดกโลกจากองค์การ U N E S C O เมื่อปี ค.ศ. 1995 จากทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ชื่นชมบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุที่เก่าแก่นับร้อยปี บ้านในแต่ละหลังจะกระจายตัวขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะอีกด้วย หากใครสนใจศึกษาเนื้อหาบทความที่น่าสนใจมาถูกทางแล้ว เพราะเราจะพาไปรู้จักกับสถานที่นี้รับรองว่าคุณจะประทับใจและอดยิ้มกับเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

ประวัติความเป็นมาของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

นักโบราณคดีได้ศึกษาและค้นพบร่องรอยของการใช้ชีวิตในพื้นที่ของหมู่บ้านโบราณ สถานที่นี้มีมานับตั้งแต่สมัย 2,300 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจากการขุดพบ และพบเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงบ่งบอกถึงการตั้งรากฐานของผู้คนในอดีตโดยชื่อ “ชิราคาวาโกะ” ซึ่งปรากฏอย่างเป็นทางการในครั้งแรกของการบันทึก ขุนนางกรุงเกียวโต ตั้งแต่อดีตในปี ค.ศ. 1176 และต่อจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างกว้างขวางมาเรื่อย ๆ

ในสภาพภูมิประเทศที่ล้อมด้วยหุบเขา และเข้าถึงได้ยากจากภายนอกทำให้บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้เสมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่แสวงบุญของเหล่าพระภิกษุ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มนิกายเทนได ในศาสนาพุทธมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทั้งนี้จึงสอดคล้องกับรูปทรงของบ้านเรือนแบบหลังคาทรงสูงที่มีชื่อจึงเรียกได้ว่า “G a s s h o – z u k u r i” ที่แปลว่า “การพนมมือ” โดยหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ในปัจจุบันนั้นมีการเริ่มสร้างขึ้นในราว ๆ ปี ค.ศ. 1700-1800 ที่อยู่ในยุคเอโดะ โดยสถานที่นี้เป็นหมู่บ้านที่ผลิตสินค้าที่หลัก ๆ ก็คือไหมและดินปืน

Shirakawa-go และ Gassho-zukuri

เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งชิราคาวาโกะซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri Gassho-zukuri ที่เป็นรูปแบบการสร้างบ้านในแบบของญี่ปุ่น โดยมีการเอาไม้มาจัดวางโครงสร้างคล้ายการพนมมือและมีหลังคาที่เป็นแพลาดยาวลงมา Gassho-zukuri จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามากซึ่งจะสามารถพบเห็นเฉพาะใน Shirakawa-go และ Gassho-zukuri เท่านั้น

เมื่อปีค.ศ. 1995 Gassho-zukuri ของชิราคาโกะและ Gokayama รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากUNESCO’s world cultural heritage site ในหมู่บ้านชิราคาโกะเป็นหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri มากที่สุดถึง 152 หลังจาก 3 หมู่บ้านที่ถูกเลือกและ Gassho-zukuri ยังคงมีผู้อยู่อาศัยจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ยังมี วัด โรงนา ศาลเจ้า ทางน้ำ จึงเป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ การได้ชมทิวทัศน์ของบ้านกับธรรมชาติที่สดชื่นทำให้ได้ความรู้สึกที่ดีและปรอดโปร่งเหมือนการมองอาณาเขตที่สวยงาม บางตึกมีการเปิดให้เขาชม เช่น พิพิธพัฒน์ Former Toyama Family Folklore และ M y o z e n j i และนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม Shirakawa-go และชมด้านใน Gassho-zukuri ได้เช่นกัน

การเดินทาง

สามารถเดินทางไป 2 วิธี คือ เดินทางโดยรถบัสสาธารณะ และขับรถเช่าไปด้วยตัวเอง หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถจึงสามารถใช้บริการรถบัสทางบริษัท Nohi Bus ให้บริการจาก 3 เมืองใกล้เคียงก็คือเมือง T a k a y a m a, K a n a z a w a และ T o y a m a

เส้นทางที่ยอดนิยม คือการเดินทางด้วยรถบัสหรือรถไฟจากเมืองโตเกียว เมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น เดินทางมายังเมืองทาคายาม่า ต่อจากนั้นขึ้นรถบัสไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะ โดยใช้ระยะเวลาในเดินทางราว ๆ 50 นาที ซึ่งมีค่าโดยสารเที่ยวละ 2,470 เยน

การเดินทาง

  • เดินทางโดยรสบัส ป้ายรถที่ใกล้ที่สุดคือ S h i r a k a w a – g o โดนรถ Nohi Bus หรือ Hokuriku Tetsudo Bus ที่ออกจากสถานี T a k a y a m a ของ JR Takayama line
  • เดินทางโดยรถยนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับ Shirakawa-go IC บนเส้นทางด่วน Tokai Hokuriku Expressway
  • สถานที่ที่จอดรถ ที่จอดรถสวนสาธารณะ S e s e r a g i เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ราคา 500 เยน

เวลาในการเปิด-ปิด

หมู่บ้านแห้งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง จึงมีการเปิดทำการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หากนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะจะต้องตรวจสอบระยะเวลาให้บริการของรถบัสทุกๆครั้ง

ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ที่งดงามแห่งนี้

จุดท่องเที่ยวสำคัญบริเวณหมู่บ้านโบราณ

จุดเยี่ยมชมสถานที่หลัก ๆ ในบริเวณนี้ก็คือ “จุดชมวิวชิโรยาม่า” S h i r o y a m a V i e w p o i n t ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่บนเนินเขาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้จากจุดชมวิวนี้ สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือใช้บริการรถบัสรับส่งหน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน

แทงบอลออนไลน์

สิ่งที่ต้องระวัง

เนื่องจากบ้าน G a s s h o – z u k u r i มีการมุงหลังคาด้วยจากจึงทำให้ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นในหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีข้อห้ามในการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่ในหมู่บ้าน เนื่องจากยังมีคนอาศัยอยู่จึงห้ามเข้าไปในพื้นที่บ้าน สวน หรือทุ่งนาหากไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งในหมู่บ้านจะไม่มีรั้วหรือสิ่งบ่งบอกอาณาเขต ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องมีความระมัดระวังในการเยี่ยมชมอย่างมาก

พื้นที่ของหมู่บ้านโบราณมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะควรตรวจสอบตารางการให้บริการ รวมถึงต้องเผื่อเวลาในการเที่ยวชมในหมู่บ้านให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดเที่ยวรถในการเดินทางกลับ ทั้งนี้ในหมู่บ้านโบราณก็ยังมีการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบตารางเทศกาลของหมู่บ้านได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป

โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์
โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์ (T o k y o T o w e r)เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงอันดับสองในญี่ปุ่นรองจาก T o k y o S k y t r e e ในปัจจุบัน T o k y o T o w e r เป็นที่ส่งสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงในโตเกียว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ ในส่วนของรูปทรง T o k y o T o w e r มีแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส โครงสร้างเป็นเหล็ก ทาสีส้มเพื่อให้เครื่องบินเห็นได้เด่นชัด ตามหลักของ Air safety

ความหมายของ โตเกียวทาวเวอร์

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหอคอยแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนในยุคโชวะ ในที่นี้คือโตเกียวทาวเวอร์หอคอยแห่งนี้เป็นหอคอยการสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ความสูงของโตเกียวทาวเวอร์คือ 333 เมตร และนอกจากเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติต่างมาแวะเวียนเยี่ยมชมความงามทั้งภายนอกและภายใน ด้วยความมีเอกลักษณ์จึงทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ประวัติความเป็นมา

Tokyo Tower ตั้งอยู่กลางโตเกียวที่เขตท่าเรือ “มินาโตะ” เป็นย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางโตเกียวที่อยู่ติดกับอ่าวโตเกียว ก่อสร้างโดยบริษัทติดตั้งหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ Nippon Television City Corporation ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๆ 3,000 ล้านเยน เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เวลาเพียงปีครึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงถึง 333 เมตร สูงกว่าหอไอเฟลถึง 13 เมตร นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถขึ้นไปชมวิวที่ O b s e r v a t o r y สามารถชมได้ 2 ระดับ ได้แก่ความสูง 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งก็สูงพอจะเห็นรอบ ๆ โตเกียวและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าปรอดโปร่งสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร

ในอดีตจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วทั้งบริเวณโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง โดย Tokyo Tower เคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในปัจจุบันโตเกียวเริ่มเจริญขึ้นมีตึกสูงและคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เกือบทุกพื้นที่ และความสูงเหล่านั้นจึงเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณจากโตเกียวทาวเวอร์จึงเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้คลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และหลังจากโตเกียวสกายทรีได้มีการเปิดตัวในปี 2012 สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ และอื่น ๆ มีการถูกย้ายจากโตเกียวทาวเวอร์ออกเกือบทั้งหมด ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์คงส่งสัญญาณรายการวิทยุบางสถานีและเป็นเสาสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับโตเกียวสกายทรีเท่านั้นเอง

ในตัวอาคาร Tokyo Tower นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo One Piece Tower สวนสนุกธีม วันพีช แห่งแรกในญี่ปุ่น สวนสนุกนี้เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในสวนสนุกประกอบด้วยเครื่องเล่น บรรยากาศจำลองในการ์ตูน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก Limited Edition เปิดให้บริการ 10:00 – 22:00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3,200 เยน และ เด็ก 1,600 เยน

วิวสวย ๆ จากโตเกียวทาวเวอร์

ช่วงเวลากลางคืนโตเกียวทาวเวอร์ถูกจัดแสงด้วยไลท์อัพสีแดงส้ม เมื่อเทียบกับแสงไฟโดยรอบของหอคอย ดูโรแมนติกจึงทำให้คู่รักชาวญี่ปุ่นรวมไปถึงชาวต่างชาติหลายคู่มองหาอาคารสูงใกล้เคียงไปเดทชมวิวโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน นอกจากนี้ไฟไลท์อัพจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปีนั้น ๆ โตเกียวทาว ซึ่งไฟจะเปิดทุกวันเสาร์เวลา 20.00 น. ถึง 22.00 น. เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ในทุกคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือน หอคอยก็จะจัดไฟพิเศษแถมยังมีการปิดไฟบนยอดเพื่อให้ทุกคนได้ชมแสงจันทร์แต่ละเดือนด้วย ไม่ใช่แค่การชมแสงไฟของตัวหอคอยด้านนอกแต่จะแนะนำให้ขึ้นไปลองชมด้านบนบริเวณกลางคืน เพราะภายในจุดชมวิวมีการตกแต่งไฟโดยเปลี่ยนไปตามเทศกาลต่าง ๆ หากใครมองหาสถานที่การเดท ขอแต่งงาน ฉลองการครบรอบต่าง ๆ ที่นี่ในยามค่ำคืนถือเป็นทางเลือกที่โรแมนติกที่ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด

  • ค่าเข้าผู้ใหญ่อยู่ที่ 900 เยน
  • เด็ก 500 เยน
  • เด็กเล็ก 400 เยน

จุดชมวิวเปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 23.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ หอคอยแห่งนี้เป็นจะเป็นความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคโชวะ ในความโรแมนติกยามค่ำคืนของ Tokyo Tower ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นและโตเกียวแล้วจะต้องมาเยี่ยมชมสักครั้งจริง ๆ

ขอขอบคุณเรื่องราวดีดีจาก gavgavka.com

พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล
พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)เป็นสถานที่ที่อยู่ในใจกลางของมหานครที่ทันสมัยโตเกียวก็มีโบราณสถานที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโตเกียวอีกด้วย หากได้พูดถึงพระราชวัง โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในสถานที่นี้กันเลยทีเดียวเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สถานที่ พระราชวังอิมพีเรียล

ยังเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล แต่เดิมที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่พำนักของ “โชกุนโตกุกาวะ” Tokugawa Shogunate มาก่อน และหลังจากระบบโชกุนได้ล่มสลาย ราชวงศ์อิมพีเรียลก็ได้ย้ายที่ประทับจากเมืองเกียวโตมายังโตเกียว และได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้จนแล้วเสร็จสิ้น เมื่อปี ค.ศ.1888

โดยปกติแล้วสถานที่นี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมในวันอื่น ๆ แต่จะมีช่วงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ คือในวันที่ 2 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ และในวันที่ 23 ธันวาคม ที่เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่พระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

จุดยอดนิยมของพระราชวัง

Nijubashi สะพานนิจูบาชิ สะพานเหล็กโค้งคู่เชื่อมระหว่างเขตพระราชวังกับสะพานหิน คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่า ‘เมกะเนบาชิ’ ที่แปลว่าสะพานแว่นตาที่เกิดมาจากภาพสะท้อนของสะพานกับบ่อน้ำจนดูเหมือนกับแว่นตานั่นเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ที่สามารถมองเห็นเป็นแว่นตาคือ วันที่ฟ้าปลอดโปร่ง และมีแดด

Imperial Palace East Garden สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังเอโดะ ในอดีตเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น gavgavka ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะ เมื่อปี ค.ศ.1657 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงและเหลือแต่รากฐานให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อ ๆ กันไป ในรอบๆของปราสาทเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีการดูแลเป็นอย่างดี และเปิดให้ผู้คนเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี เวลาเปิด/ปิดอยู่ในช่วง 9.00-16.30 น. ปิดวันจันทร์ วันศุกร์และวันหยุดตามประกาศสำนักพระราชวัง

นอกจากสองสถานที่ท่องเที่ยวในพระราชวังแห่งนี้ ในส่วนรอบๆของวังก็ยังมีสวนสาธารณะ ที่ร่มรื่น มีคูน้ำและกำแพงหินที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige ซามูไรและขุนนางคนสำคัญในยุคคามาคุระในศตวรรษที่ 14 ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ตั้งอยู่อีกเช่นกัน

ข้อมูลที่ควรรู้

ในวันที่ 2 มีนาคม 1657 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะหรือโตเกียว ได้ฆ่าชีวิตผู้คนนับแสนราย มีบ้านเรือนพังเสียหายเกือบทั้งเมือง โดยมีเหตุเกิดมาจากต้นเพลิงที่พระรูปหนึ่งได้ทำการเผาเสื้อกิโมโนของเด็กสาว 3 คนเพื่อเป็นของส่งวิญญาณ ขณะเริ่มเผาได้มีลมกรรโชกอย่างแรงจนทำให้โบสถ์ของวัดฮงเมียวจิติดไฟ และได้ลามไปทั่วเมืองจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงรองลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่กรุงลอนดอน และไฟไหม้ใหญ่กรุงโรม โดยไฟไหม้ในครั้งนี้ถูกเรียกว่า มหาอัคคีภัยเมเรกิ หรือ The Great Fire of Meireki

การเดินทาง

เดินตรงจากสถานีรถไฟโตเกียว ทางออก Marunouchi Central Exit ประมาณ 10 นาที

Tokyo Metro Hibiya Line ลงสถานี Hibiya [H7] ทางออก B6

Tokyo Metro Chiyoda Line ลงสถานี Nijubashimae ทางออก 2

Toei Subway Mita Line ลงสถานี Hibiya [I08] ทางออก B6

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าหากได้ไปแล้วไม่ได้เที่ยวในหนึ่งสถานที่นี้ถือว่าไปไม่ถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว และที่นี่เป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย เพราะมีอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่น่าสนใจซึ่งในญี่ปุ่นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือน วันนี้เราจึงมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถดูได้จากบทความด้านล่างเลย…

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้

  • พระราชวังอิมพีเรียล

แต่เดิมมีชื่อว่า ‘พระราชวังเอะโดะ’ เป็นหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญในประวัติศาสตร์ อยู่ที่เมืองโตเกียว และเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย จากเดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อว่า ‘เอะโดะ’ ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่นและถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร จากนั้นจึงได้ขยายเมืองใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองใหญ่มากขึ้น หลังจากที่เข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิมีการล้มล้างการปกครองแบบโชกุน จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาเอะโดะ และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

  • โตเกียว ทาวเวอร์

เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงาม ตั้งอยู่ในเขต ‘มินะโตะ’ ในกรุงโตเกียว เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี จะมีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้านกว่าคน อีกทั้งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกและยังเป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในกรุงปารีส ได้สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น จากนี้ “โตเกียว ทาวเวอร์” จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยจะไม่มีวันหยุด หากใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง

  •  หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

เป็นหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัด ‘กิฟุ’ ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงจากฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือเรียกว่าการสร้างบ้านแบบ ‘กัตโชทสึคุริ’ เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ลักษณะรูปแบบของบ้านมีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือพนม มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านจะมีความยาว 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ในบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ และยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริงอีกด้วย

  • ภูเขาฟูจิ

เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และชื่อว่าได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ สามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่า วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ ประมาณ 40 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็ม ๆ และสิ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามต้องไปที่ทะเลสาบทั้งห้า หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาตินั่นเอง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน

  • ช้อปปิ้งที่ย่าน ชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

หากได้มาเที่ยวที่ญี่ปุ่นขาดไม่ได้ คือ การช๊อปปิ้ง ในญี่ปุ่นมีแหล่งช๊อปที่หลายหลายที่ที่ไม่ควรพลาด คือ ย่านชินจุกุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยอยู่ฝั่งตะวันตกของโตเกียว เป็นแหล่งช๊อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยม โดยกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น และใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันจะเป็นแหล่งช๊อปปิ้งยอดนิยมของคนวัยรุ่น คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ เพราะที่นี่มีแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ คู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม

  •  โอซาก้า

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่นละยังเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก อยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันมีถนนหลายเส้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้า และเป็นเมืองดั้งเดิมมีต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า จุดศูนย์กลางความทันสมัย และสวนสนุก Universal Studios Japan

  • ปราสาทฮิเมะจิ

ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาสมบัติของชาติไว้ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ในปี 2009-2014 ที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้และสามารถชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่รอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่นอีกด้วย

  • วัดโทไดจิ

เป็นวัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ของเมืองนารา เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญๆ ของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดจะมี หอไดบุทสึ หรือวิหารไม้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว

  • ฮอกไกโด

เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียด ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบาน สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนมากเพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ

  • ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

เมืองฟุระโนะ ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโด รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบ ที่นี่จึงมีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราวถึง 30 องศาเลยทีเดียว และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงามที่ ฟาร์มโทมิตะ ได้มีการปลูกลาเวนเดอร์ที่สวยงามและกว้างใหญ่ รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปีเช่นกัน

เรียกได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เราได้นำข้อมูลมาให้ดูนี้ แทงบอลออนไลน์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนในการเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆคน เพื่อที่จะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลีกๆอีกเช่นกัน

วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ
วันฮามะอุริ

วันฮามะอุริ วันลงทะเลขอพรของโอกินาวา มีในทุกวันที่ 3 เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติซึ่งเป็นวันที่น้ำทะเลลดลงมากที่สุดในรอบปี เราจะเห็นผู้คนมากมายโดยเฉพาะผู้หญิงที่ลงไปยังชายหาดและกวักน้ำทะเลขึ้นมาทำพิธีชำระสิ่งอัปมงคลออกไป ในประเพณี“hamauri”ของจังหวัดโอกินาวาและในโอกาสในวันที่ 7 เมษายน ปี 2019 จะตรงกับวันhamauriหากสนใจเรามาทำความรู้จักประเพณีที่มีมาช้านานกันเลย

วันฮามะอุริ ประเพณี

หากพูดถึงความเป็นมาของhamauriจะต้องพูดถึงนิทานเรื่องลูกเขยงู เป็นนิทานพื้นบ้านที่พบได้แพร่หลายบนทุกเกาะของจังหวัดโอกินาวา เรื่องนี้มีอยู่ว่าในอดีตจะมีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่งดงามและขยันมากในหมู่บ้าน ในวันหนึ่งเธอได้ตั้งท้องขึ้นมาอย่างปริศนา พ่อแม่ที่รู้เรื่องก็โกรธเธอเอามากและได้คาดคั้นถามว่าพ่อของเด็กเป็นใคร จนหญิงสาวได้รับสารภาพว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้มีชายหนุ่มแต่งกายแบบชนชั้นสูงคนหนึ่งมาพบเธอและตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็แอบไปพบกันทุกคืน จากนั้นแม่นมของหญิงสาวรู้สึกสงสัยกับเรื่องดังกล่าวและได้พาเธอไปหาแม่หมอของหมู่บ้าน ซึ่งแม่หมอได้ทักว่าชายหนุ่มที่ว่านั่นไม่ใช่มนุษย์แต่หญิงสาวก็ไม่เชื่อ ดังนั้นแม่หมอจึงบอกว่าให้เตรียมเข็มที่สนด้ายไว้ และคืนนั้นเมื่อชายที่มาหาเธอจึงให้หญิงสาวแอบกลัดเข็มที่หลังคอเสื้อเขาแล้วรอจนรุ่งสางเมื่อเขากลับให้ตามเส้นด้ายไปแล้วความจริงจะปรากฏ ถึงจะไม่เชื่อแต่หญิงสาวตัดสินใจลองทำตามที่แม่หมอบอก ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ชายปริศนากลับไป หญิงสาวพร้อมแม่นมเดินตามรอยเส้นด้ายไปเรื่อย ๆ จนไปถึงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เส้นด้ายลากยาวเข้าไปในรอยแตกของก้อนหิน และเมื่อส่องดู สิ่งที่อยู่ในนั้นคืองูอาคามาตะที่ขดตัวอยู่กลางกองเลือดโดยมีเข็มเสียบอยู่ที่หลังคอของมันนั่นเอง

งูอาคามาตะ

งูที่ใกล้ตายได้สารภาพว่าตัวแองได้แปลงเป็นมนุษย์เพื่อเข้าหาหญิงสาวและขอโทษที่หลอกเธอเสมอมา พร้อมทั้งบอกว่าในวันที่ 3 เดือน 3 ให้เธอลงไปล้างตัวในทะเลเพื่อชำระมลทินออกไปก่อนจะสิ้นใจ หญิงสาวทำตามคำสั่งเสียของงูและลงไปชำระเนื้อตัวพร้อมทั้งลูกในท้องที่เกิดกับงูด้วยน้ำทะเลก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าการล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลในวันที่ 3 เดือน 3 จะช่วยล้างสิ่งอัปมงคลออกไปจากตัวได้

เป็นเทพงูที่เกาะมิยาโกะ

ถึงแม้ว่างูในนิทานบนเกาะโอกินาวาจะเป็นตัวร้ายที่หลอกลวงมนุษย์ แต่ที่เกาะมิยาโกะ งูดังกล่าวถูกเล่าในฐานะร่างอวตารของเทพเจ้าประจำฮาริมิสุอุตาคิ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนเกาะ เนื้อเรื่องดำเนินมาคล้ายกับฉบับของโอกินาวายกเว้นตอน ในเรื่องเล่าก็คือเมื่อหญิงสาวเดินตามเส้นด้ายมาจนถึงถ้ำ เธอก็พบงูขาวยักษ์ตัวหนึ่งนอนอยู่โดยมีเข็มปักที่หลังคอ งูตัวนั้นมีดวงตาที่ประกายเหมือนดวงดาวและมีเขี้ยวแหลมราวกับกระบี่จนดูน่าเกรงขาม งูขาวได้บอกว่าตนเป็นร่างอวตารของเทพโคอิทสึโนะ และเทพโคอิทามะ เทพที่ลงมาสร้างเกาะมิยาโกะเมื่อหลายร้อยปีก่อน และลูกสาวแฝดสามในท้องเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะต่อไป จึงขอให้หญิงสาวเลี้ยงลูกจนอายุ 3 ขวบ แล้วจะกลับมารับลูกไป หญิงสาวจึงรับปากและเมื่อลูกสาวอายุครบสามขวบ เธอก็ได้พาลูกไปยังถ้ำที่งูอาศัยอยู่ เมื่องูยักษ์ปรากฏตัวเพื่อมารับลูกไป เด็กกลับไม่แสดงความหวาดกลัวแต่ดูจะดีใจ ผิดกับหญิงสาวผู้เป็นแม่ที่คงหวาดกลัวงูอยู่ และแล้วงูขาวก็พาลูกสาวทั้งสามหายลับไป โดยเชื่อว่าเด็กหญิงกลายเป็นเทพปกป้องเกาะมิยาโกะในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปะจำเกาะมิยาโกะ

แม้ว่าเรื่องราวจะมีเนื้อหาต่างกัน แต่เนื้อเรื่องนิทานลูกเขยงูถูกเล่าอย่างแพร่หลายและพบได้ในทุกภูมิภาคของจังหวัด นิทานเรื่องนี้จึงถูกผูกไว้กับประเพณีและสถานที่สำคัญของโอกินาวา มองได้ว่าหากประเพณีและสถานที่นี้ยังมีอยู่ นิทานเรื่องนี้ก็จะยังถูกเล่าขานต่อไป และหากว่านิทานเรื่องนี้ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องราวที่มาของhamauriและฮาริมิสุอุตาคิก็จะยังไม่จางหายนับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกปรากฏการณ์หนึ่งเลยทีเดียว

คนโอกินาวาทำอะไรบ้างในวันhamauri

หากเปรียบกับญี่ปุ่นแล้วในวันhamauriก็เป็นเหมือนวันเทศกาลฮินะ หรือวันเด็กผู้หญิงของโอกินาวา วันhamauriเป็นวันที่ผู้หญิงจะลงไปล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเพื่อล้างสิ่งอัปมงคลและอธิษฐานขอให้มีสุขภาพที่ดี ในเช้าวันhamauriนำโยโมงิโมจิ หรือฟูจิมุจิ มาไหว้บูชาแล้วนำไปเป็นอาหารกลางวันเมื่อลงไปยังชายหาดหลังจากลงทะเล ให้ใช้นิ้วนางจุ่มน้ำทะเลแล้วแตะเจิมน้ำทะเลที่หน้าผาก ทำซ้ำสามครั้ง ขั้นตอนนี้เรียกว่ามิจินะติ ขณะเดินกลับขึ้นไปที่ชายหาด ต้องตั้งจิตขอบคุณเรื่องสุขภาพและความเจริญในปีที่ผ่านมา และอธิษฐานขอให้ปีนี้เป็นอีกปีที่มีสุขภาพดีและมีความสุขความเจริญ

การล้างมือและเท้าด้วยน้ำทะเลเป็นอันจบพิธี

แม้จะเป็นประเพณีเพื่ออธิษฐานขอพรให้เด็กหญิงและผู้หญิงทุกวัย ในปัจจุบันเราจะเห็นชาวโอกินาวาทุกเพศทุกวัยลงไปยังชายหาดเพื่อขอพรกัน ประเพณีhamauriนี้จึงกลายเป็นประเพณีที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วม และเป็นวันที่ครอบครัวไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่ชายหาดนั่นเอง

ภาพบรรยากาศของวันhamauriในเกาะซามามิ

สำหรับวันhamauriในปี 2019 จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019 นั่นเอง หากใครที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือไปเยี่ยมชมบรรยากาศสามารถไปที่ชายหาดเพื่อชมประเพณีประจำปีหรือเดินลงทะเลเพื่อขอพรได้เช่นกัน

สามารถอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ Ufabet

โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ
โอกูโบะโทชิมิจิ

โอกูโบะโทชิมิจิ Okubo Toshimichi เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1830 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 เป็นรัฐบุรุษของญี่ปุ่นเป็นผู้ที่มีพื้นเพจากการเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะ และเป็นหนึ่งใน 3 ขุนนางผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูสมัยเมจิ เขาจึงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้วางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นสมัยใหม่อีกด้วย

ปฐมวัยของ โอกูโบะโทชิมิจิ

เกิดที่เมืองคาโงชิมะ แคว้นซัตสึมะ ในปัจจุบันคือจังหวัดคาโงชิมะนั่นเอง เขาเป็นบุตรชายคนโตจาก 5 คน ของโอกูโบะ จูเอมง ซามูไรระดับล่างและผู้เป็นข้ารับใช้ของชิมัตสึ นาริอากิระ ไดเมียวแห่งแคว้นซัตสึมะ เขาได้รับการศึกษาในสำนักศึกษาของท้องถิ่นแห่งเดียวกันร่วมกับไซโง ทากาโมริ ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาเพียง 3 ปี ในปี ค.ศ. 1846 โอกูโบะจึงได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอาลักษณ์ขาประจำแคว้นซัตสึมะอีกเช่นกัน

ซามูไรแคว้นซัตสึมะ

ชิมัตสึ นาริอากิระ ได้สังเกตและได้เห็นความสามารถของโอกูโบะจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพนักงานบริหารภาษีของแคว้นเมื่อปี ค.ศ. 1858 ในต่อมาเมื่อนาริอากิระได้เสียชีวิต โอกูโบะก็จึงได้เข้าร่วมแผนการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ดังนั้นเขาได้มีจุดยืนการสนับสนุนแนวคิด “โทบากุ” หรือการล้มล้างอำนาจรัฐบาลโชกุน ต่างจากซามูไรในแคว้นเดียวกันส่วนมากสนับสนุนแนวคิด “โคบูกัตไต” และ ‘”ฮัมบากุ” ที่ต่อต้านรัฐบาล ในการขับเคลื่อนขบวนการ “ซนโนโจอิ” ที่เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน

ในสงครามอังกฤษ – ซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1863 พร้อมด้วยกรณีริชาร์ดสันและการรัฐประหารในเมืองเกียวโตในเดือนกันยายนปีนั้น ทำให้โอกูโบะได้มีความเชื่อว่าการทำ “โทบากุ” ได้ถูกกำหนด ในปี ค.ศ. 1866 เขาจึงได้ร่วมกับไซโง ทากาโมริ และตัวแทนจากแคว้นโจชูชื่อ คิโดะ ทากาโยชิ ได้มีการจัดตั้งพันธมิตรซัตโจขึ้นเป็นการลับ เพื่อดำเนินการล้มล้างรัฐบาลโชกุนนั่นเอง

การฟื้นฟูในสมัยเมจิ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 มีกองกำลังของแคว้นโจชูและแคว้นซัตสึมะได้มีการร่วมกันเข้ายึดพระราชวังหลวงที่เกียวโต และได้ประกาศการเริ่มฟื้นฟูสมัยเมจิ มีคณะกุมอำนาจปกครองประกอบด้วยโอกูโบะ ไซโก และคิโดะ พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น มีการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีมหาดไทยจึงทำให้โอกูโบะได้มีอำนาจอย่างสูงในการควบคุมรัฐบาลท้องถิ่นและกิจการตำรวจทั้งประเทศ ในชั้นต้นรัฐบาลใหม่ต้องอาศัยรายได้ที่มาจากดินแดนของตระกูลโทกูงาวะ รัฐบาลใหม่จึงได้ยึดครองไว้และในต่อมาโอกูโบะจึงได้เรเริ่มการแต่งตั้งผู้ปกครองดินแดนเหล่านี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด ในส่วนมากล้วนเป็นรุ่นหนุ่ม อีกส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนของเขา เช่น มัตสึตากะ มาซาโยชิ และในที่เหลือก็เป็นผู้ได้รับการศึกษาระดับสูงจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่น้อยนิด นอกจากนี้โอกูโบะยังใช้อำนาจของเสนาบดีมหาดไทยที่จะพัฒนาสาธารณูปโภคคือมีการการตัดถนนใหม่ การสร้างสะพานและท่าเรือเพื่อส่งเสริมการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโชกุนปฏิเสธที่จะทำมาตลอด ในฐานะเสนาบดีการคลัง โอกูโบะได้ตราพระราชบัญญัติมีการปฏิรูปภาษีที่ดิน มีกฎหมายการห้ามพกพาดาบในพื้นที่สาธารณะและได้ยกเลิกการล่วงละเมิดคนชั้นล่างของสังคม เรียกโดยรวมว่า บูรากูมิง อย่างเป็นทางการ ส่วนในด้านของต่างประเทศ เขาได้ดำเนินให้มีการทบทวนสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในฉบับต่าง ๆ และได้เข้าร่วมคณะการทูตอิวากูระในการเดินทางรอบโลกระหว่างปี ค.ศ. 1871- 1873

จึงตระหนักว่าที่ญี่ปุ่นในเวลานั้นยังอยู่ในฐานะที่จะท้าทายกับมหาอำนาจชาติตะวันตก เขาได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1873 ขณะนั้นภายในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการถกเถียงเรื่องนโยบายการรุกรานเกาหลีอย่างเร่าร้อนและเขายังได้เข้าร่วมการประชุมที่โอซากะเมื่อปี ค.ศ. 1875 เพื่อพยายามนำความสมานฉันท์ภายในหมู่สมาชิกคณะคณาธิปไตยเมจิกลับคืนมา

ฉะนั้นโอกูโบะได้ประสบความล้มเหลวในการชักจูงให้ไซโง ทากาโมริ ให้มองไปยังอนาคตในวันข้างหน้า ไซโงเริ่มเห็นว่านโยบายใหม่นั้นที่ทำให้ญี่ปุ่นได้มีความทันสมัยเป็นสิ่งที่ผิดและเกิดการกบฏซัตสึมะเมื่อปี ค.ศ. 1877 กบฏฝ่ายซัตสึมะในบางส่วนก็ได้เข้าร่วมรบภายใต้การนำของไซโงเพื่อการต่อต้านกองทัพของรัฐบาลใหม่ UFABET ในฐานะเสนาบดีมหาดไทย โอกูโบะได้บัญชาการกองทัพและได้ทำสงครามปราบปรามไซโงผู้เป็นเพื่อนเก่า ต่อมาเมื่อการกบฏจบลงด้วยความพ่ายแพ้ โอกุบะจึงถูกซามูไรแคว้นซัตสึมะจำนวนมากมองว่าเขาเป็นคนที่ทรยศ และในวันที่ โอกูโบะจึงถูกชิมาดะ อิจิโร และซามูไรจากแคว้นคานาซาวะ 6 คน ลอบสังหารในระหว่างเดินทางไปยังพระราชวังโตเกียว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1878 โดยที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากประตูซากูราดามง ซึ่งเป็นสถานที่ลอบสังหาร อิอิ นาโอซูเกะ เมื่อ 18 ปีก่อน ไม่ไกลนักนั่นเอง