แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น
แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น หรือเมนูอาหารที่เรียกว่า แฮมเบิร์ก นั้นเป็นอาหารยอดนิยมประจำถิ่นฐานของคนญี่ปุ่น และถ้าบ้านไหนมีเด็ก ๆ ละก็ เมนูนี้จะเป็นเมนูอาหารเย็นอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว

แฮมเบิร์ก นั้นสำหรับคนญี่ปุ่นมักออกเสียงว่า “ฮัมบากุ” ก็คือ เมนู b u r g e r เนื้อนั่นเอง ซึ่งจะเป็นเมนูที่เป็นกับข้าวหรือสเต็ก แต่จะไม่เหมือน h a m b u r g e r ที่เราเคยรับประทานกันตามร้านอาหารต่าง ๆ ที่ไม่ใช้ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่จะนำเอาขนมปังมาประกบกันทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งของกินรายการอาหารนี้จะให้อีกทั้งพลังงานและก็สารอาหารที่ครบสมบูรณ์ ได้แก่ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เกลือแร่แล้วก็วิตามิน พูดได้ว่ารายการอาหารเดียวมีสารอาหารครบอีกทั้ง 5 หมู่ และก็เป็นที่ชื่นชอบของคนภายในครอบครัว ทั้งยังกินง่ายอีกด้วย

เมนูแฮมเบิร์กหรือ แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น

มักกินกับผักเครื่องเคียง ที่นำผักหลากหลายประเภทเอามาปิ้งหรือลวก อาทิเช่น บล็อคโคลี่, แครอท, หอมหัวใหญ่, มะเขือเทศ, กระเจี๊ยบ, เห็ด, มันฝรั่งหรือจนกระทั่งข้าวโพดคลุกเนย

ถ้าหากกินเป็นของกินชุด จะมีพร้อมด้วยข้าว, ซุป, ของเคียงแล้วก็กิมจิ จะกินเป็นอาหารจานเดียวก็ง่าย ปกติก็มักจะใส่ไข่ทอดรวมทั้งผักเครื่องเคียงด้วย หรือจะจัดเป็นอาหารกล่องก็ได้

ส่วนผสมและเครื่องปรุง (4 คน)

  • เนื้อวัวบด 300 กรัม
  • เนื้อหมูบด 100 กรัม
  • เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกล็ดขนมปัง 20 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกลือ 1/3 ช้อนชา
  • ผงลูกจันทน์ป่น (พอประมาณ)
  • หอมหัวใหญ่ขนาดกลาง 1 หัวครึ่ง
  • พริกไทย (พอประมาณ เพื่อให้มีกลิ่นหอม)
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทอดเนื้อ)
  • ผักเครื่องเคียง 2-3 ชนิด (สำหรับลวกหรือย่าง)
  • กระเทียม (เล็กน้อย สำหรับผสมในซอส)
  • โชยุ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1.            สับหอมหัวใหญ่ทั้งหมดให้ละเอียด แบ่งหอมหัวใหญ่ออกเป็น 2 ส่วน

2.            เติมเกลือลงไปในหอมหัวใหญ่สับละเอียด 1 ส่วนที่แยกไว้ ผัดด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งเป็นสีเหลืองทอง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาพักไว้ให้เย็น

3.            ใส่เนื้อวัวบดแล้วก็เนื้อหมูบดที่แช่เย็นไว้ลงไปในจานชามใหญ่ เติมเกลือ 1 จับมือลงไป นวดให้เข้ากัน จนกระทั่งเนื้อเหนียวติดมือ

4.            ใส่เกล็ดขนมปัง, ไข่ไก่และก็หอมหัวใหญ่สับละเอียดที่ผัดไว้แล้วลงไป เพิ่มเติมพริกไทย, ลูกจันทร์ป่น แล้วจึงนวดให้เหมาะ

5.            แบ่งเนื้อในจานชามออกเป็น 4 ส่วน

6.            ตบก้อนเนื้อไปๆมาๆด้วยฝ่ามือระหว่าง 2 มือเพื่อไล่อากาศและก็ทำให้เนื้อแน่นขึ้น จะต้องไล่อากาศออกให้หมด เพราะเหตุว่าหากอากาศออกไม่หมดจะมีผลให้ก้อนเนื้อพองและก็แตก

7.            กดเป็นก้อนกลม หนาราวๆ 1.5 ซม.

8.            ใส่ก้อนเนื้อไว้ภายในตู้แช่เย็นโดยประมาณ 30 นาที เพื่อเนื้อเซ็ตตัว เพราะเหตุว่าถ้าอุณหภูมิที่ก้อนเนื้อสูงเกินความจำเป็น จะมีผลให้ความหวานและก็ไขมันของเนื้อซึมหายไปได้ง่าย

9.            เมื่อครบ 30 นาที นำเนื้อออกมา

10.          ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ ปิ้งเนื้อด้วยไฟกึ่งกลางค่อนไปทางอ่อน เนื่องจากว่าแม้ปิ้งด้วยไฟแรงตั้งแต่แรกเนื้อจะยุบตัว

11.          พอเนื้อข้างล่างเริ่มสุกให้ลดเป็นไฟอ่อน ปิ้งต่ออีกโดยประมาณ 3 นาที เมื่อเนื้อข้างล่างเริ่มเป็นสีขาวให้พลิกชิ้นเนื้อกลับ แล้วปิ้งต่อไปอีก 3 นาที

12.          ต่อจากนั้นปิดไฟก่อน ปิดฝากระทะหรือเอาฟอยล์ห่อกระทะ อบเนื้อด้วยความร้อนของกระทะต่อไปอีก 2-3 นาที

13.          เอาฝาหรือฟอยล์ออก เปิดไฟอีกที ปิ้งด้วยไฟอ่อนอีก 2 นาที

14.          ใช้ไม้แหลมจิ้มไปที่ชิ้นเนื้อ ถ้ามีน้ำใสๆไหลออกมามีความหมายว่าเนื้อสุกเหมาะแล้ว ให้รีบไฟแรงขึ้นแล้วปิ้งถัดไปอีกราว 15 วินาที เพื่อผิวชิ้นเนื้อออกไหม้เกรียมนิดๆ

15.          ลวกหรือปิ้งผักเครื่องเคียง

วิธีทำซอส

น้ำซอสจะมีวิธีการทำได้หลากหลายสูตร แต่ว่าน้ำซอสสูตรนี้จะเป็นสูตรกระเทียมแล้วก็หอมหัวใหญ่เพื่อเพิ่มความหอมของเนื้อ และก็เป็นที่อร่อยของชาวไทย

•              สับกระเทียมให้ละเอียด

•              ใส่น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกในกระทะ คอยให้น้ำมันร้อน แล้วจึงเทกระเทียมลงไป ผัดด้วยไฟอ่อน อย่าให้กระเทียมไหม้

•              นำกระเทียมแล้วก็ส่วนประกอบที่เหลือมาผสมกับหอมหัวใหญ่อีก 1 ส่วนที่เหลือ ต้มจนถึงน้ำงวดออกไป

•              นำไปราดลงบนชิ้นเนื้อ พร้อมเสิร์ฟ

สำหรับที่คนประเทศญี่ปุ่นนิยมกินกัน อาทิเช่น ซอสเดมิกลาสหรือ Brown sauce, ซอสมะเขือเทศหรือซอสเทริยากิ เพียงแค่ราดลงไปบนชิ้นเนื้อก็จะได้รสที่ชุ่มฉ่ำผสมกับน้ำของชิ้นเอที่ไหลซึมออก u f a 8 7 7

Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee
Japanese Ice Coffee

Japanese Ice Coffee หรือกาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น หากเมื่อได้พูดถึงกาแฟ ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งประเทศที่มีการรับประทานมาก ถือเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นแหล่งรวบรวมและแหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรมการชงกาแฟที่นับได้ว่าหลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่ร้านแบบ K i s s a t e n จนถึงวิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i หรือ กาแฟดริปเย็นนั่นเอง

ในประวัติความเป็นมาของ A i s u K o h i ในประเทศญี่ปุ่นถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนสักเท่าไร แต่ว่า กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและยังได้รับความนิยมในประเทศอเมริกาอีกด้วย (ในช่วงปลายทศวรรษ 90) โดย P e t e r G i u l i a n o ( F o u n d e r C o u n t e r C u l t u r e ) ผู้ที่นำวิธีการชงกาแฟวิธีนี้ไปเผยแพร่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้รู้จักกันว่า “กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น”

กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น ได้รับความนิยมกันต่อ ๆ มาอย่างรวดเร็ว เพราะจากที่จะให้รสชาติที่ออกเปรี้ยวแล้วรสชาติยังจัดจ้านกว่าวิธีการชงแบบ C o l d B r e w และรวมถึงมีระยะเวลาในการชงไม่นาน และไม่ซับซ้อนอีกด้วย เพียงแค่คุณเติมน้ำแข็งลงไปในเหยือกกาแฟ (V e s s e l) ด้านล่างทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็ว นั่นเอง

Japanese Ice Coffee

               วิธีการชงกาแฟแบบ A i s u K o h i เป้าหมายคือการลดอุณหภูมิกาแฟดริปให้ลดลงอย่างรวดเร็วโดยการเติมน้ำแข็งลงไปข้างล่าง เพื่อการที่จะเสริฟให้เป็นเครื่องดื่มแบบเย็น ในการเติมน้ำแข็งเข้าไปข้างล่างนั้น จะทำให้น้ำกาแฟเกิดการเจือจางกว่าเดิม ดังนั้นความพอดีหรือความสมดุลของอุณหภูมิ ปริมาณของน้ำแข็ง และปริมาณของกาแฟเป็นเรื่องสำคัญอีกด้วย

หากว่าจะใช้ชงเอากาแฟน้อย ๆ แต่ใส่น้ำแข็งเยอะกว่าปกติจะทำให้กาแฟมีรสชาติออกเปรี้ยวและไม่สมดุลกัน ซึ่งในทางกลับกันนั้นหากใช้ปริมาณน้ำกาแฟมากและน้ำแข็งน้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้กาแฟนั้นเย็นช้า

เมื่อได้ดริปกาแฟแล้วความเข้มข้นของสารละลายกาแฟในช่วงแรก ๆ นั้นจะมีความเข้มข้น ในขณะที่ช่วงท้าย ๆ กาแฟจะอ่อนลง ดังนั้นเราจึงต้องทดแทนน้ำที่ไม่ค่อยมีรสชาติในช่วงหลังด้วยน้ำแข็ง จึงทำให้กาแฟเย็นลงอย่างรวดเร็วและไม่เสียความสมดุลในรสชาติที่มากไปนัก

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้เหมือนกับอุปกรณ์ดริปกาแฟปกติ

  1. กาแฟ 15 กรัม
  2. น้ำร้อน 93 องศา 200 กรัม
  3. น้ำแข็ง 55 กรัม
  4. ตราชั่ง
  5. โหลใส่กาแฟ
  6. Dripper พร้อมกับกระดาษกรอง
  7. นาฬิกาจับเวลา

ในอัตราส่วนสำหรับการชงกาแฟเย็นแบบญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 13 กรัม และจะผสมน้ำแข็งเพิ่มอีก 55 กรัม ทำให้อัตราในส่วนกาแฟในเหยือกอยู่ที่กาแฟ 1 กรัมน้ำ 15 กรัม

ขั้นตอนในการชง

  1. เตรียม Dripper พร้อมกับล้างกระดาษให้เรียบร้อย เพื่อลดกลิ่นของกระดาษ
  2. ใส่กาแฟที่บดแล้ว 15 กรัม  (ควรบดเล็กกว่าเมล็ดงา) ต่อมาใส่น้ำแข็ง 55 กรัมลงในเหยือกข้างล่าง
  3. ใส่น้ำ 40 กรัม คนไปมาให้ผงกาแฟเปียกโดยทั่วและรอ 40 วินาที
  4. เมื่อครบ 40 วินาทีเติมน้ำ 40 กรัม ทุก 30 วินาทีจนครบ 200 กรัม
  5. คนไปเรื่อย ๆ ให้น้ำแข็งละลายหมดเพื่อเพิ่มความสมดุลให้กับรสชาติของกาแฟ
  6. นำไปเสิร์ฟ

รูปแบบการชงแบบ กาแฟดริปเย็นสไตล์ญี่ปุ่น นับว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของการชงกาแฟเย็นที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยและได้กาแฟเย็นที่มีมิติ U F A B E T มากกว่าวิธีการชงแบบ (Cold Brew) อีกด้วย

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ
ทะเลสาบคาวากูจิโกะ

ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่สามารถเดินทางไปถึงได้ง่ายที่สุดจากบรรดาทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ ที่มีการเชื่อมต่อจากเมืองโตเกียวทางรถไฟและทางรสบัส เป็นพื้นที่บริเวณจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบที่มีที่พักอีกด้วย และยังมีออนเซนที่สามารถดูเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามได้อีกเช่นกัน

มุมที่ดีที่สุดของภูเขาไฟฟูจินั้นก็คือ ชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระได้มีการเบ่งบานออก ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในการชมดอกซากุระก็คือพิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko Music Forest และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายนใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกัน

อย่างไรก็ตามยอดภูเขาไฟฟูจินั้นมักจะมีการถูกบดบังด้วยก้อนเมฆในช่วงกลางวันนั่นเอง ซึ่งสภาพอากาศจะปกติเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ดังนั้นหากได้มาเยี่ยมชมเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือช่วงเช้าของทุก ๆ วันหรือก่อน 09.00 นาฬิกา และในช่วงบ่ายหรือเย็นนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบ K a w a g u c h i k o มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

1. กระเช้าคาจิคาจิภูเขาเทนโจ (Kachi Kachi Ropeway)

ในระยะทาง 400 เมตร เชื่อมต่อชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทะเลสาบคาวาเราจิโกะ กับดาดฟ้าดูทิวทัศน์ใกล้ยอดเทือกเขาเทนโจ(Mount Tenjo) สูงราวๆ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่มีทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบข้างล่างรวมกับภูเขาไฟฟูจิ

2. พิพิธภัณฑ์ศิลปะคูโบตะอิตจิคุ (Kubota Itchiku Art Museum)

นำเสนอผลงานศิลป์ของ Kubota Itchiku ในปี 1917-2003 นักแสดงผู้ฟื้นฟูศิลป์การย้อมสีผ้าไหมสึจิกาฮานะ(Tsujigahana silk dyeing) นำเสนอกิโมโนที่ประดิษฐ์ โดยมีรูปภาพธรรมชาติ จักรวาล แล้วก็ฤดูต่างๆรวมทั้งผลงานชิ้นยอดเยี่ยมที่ยังไม่เสร็จ ชื่อว่า “Symphony of Light” เป็นกิโมโน 30 ชุดที่เรียงต่อกันเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิ

3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kawaguchiko (Kawaguchiko Museum of Art)

แสดงศิลป์ยุคใหม่ของคนญี่ปุ่นและก็ฝรั่ง รวมทั้งคอลเลกชั่นภาพวาด รูปที่เกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ

4. พิพิธภัณฑ์ Kawaguchiko มิวสิคฟอร์เรส(Kawaguchiko Music Forest)

เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแล้วก็พิพิธภัณฑสถานที่แสดงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติ ซึ่งข้างในห้องโถงหลักมีกล่องเพลงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ ออร์แกนขนาดใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสในปี 1905 ที่จะเล่นเพลงดนตรีทุก ๆ 30 นาที และก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอัตโนมัติอื่น ๆ ที่ส่วนมากนำเข้าจากประเทศในแถบยุโรป นอกเหนือจากนี้ห้องโถงยังเป็นเวทีแสดงการแสดงดนตรีสำหรับนักเล่นดนตรีคลาสสิคจากทั้งโลกอีกด้วย

5. พิพิธภัณฑ์อัญมณียามานาชิ(Yamanashi Gem Museum)

ด้านในนำเสนออัญมณี เพชรพลอย และคริสตัลควอทซ์ขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมได้จากในประเทศญี่ปุ่นและก็จากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังมีร้านขายเพชรพลอยและก็เครื่องเพชรพลอยอื่น ๆ อีกด้วย

6.หอสมุนไพร(Herb Hall)

เป็นร้านขายของ สวนสมุนไพร แล้วก็เรือนกระจกที่นักเดินทางสามารถเข้าชมได้อย่างใกล้ชิด หรือซื้อสมุนไพร ชา และก็ดอกไม้แห้งไว้เป็นของฝากได้อีกด้วย ข้างหลังของหอพักสมุนไพรเป็นที่ตั้งของหอน้ำหอมที่ขายน้ำหอม น้ำมันหอมระเหย แล้วก็สบู่

ดังนั้นจึงเป็น 1 ในทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 (F u j i g o k o) ซึ่งมีต้นเหตุจากการปะทุของภูเขาไฟ ในงานเขียนของ ฮะเสะงะวะ คะคุเงียว ที่เขียนขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เอ่ยถึงทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) และก็ทะเลสาบ Kawaguchiko ว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีผู้ตัดสินชำระล้างจิตใจ แล้วก็ในหนังสือ “ซันจู อิจิ นิจิ โนะ โอะมะคิ” ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1733 โดยจิคิกโยะ มิโระคุ (ผู้ก่อกำเนิดความเชื่อถือในภูเขาไฟฟูจิ ฟูจิโคะ) ก็ได้เอ๋ยถึงทะเลสาบอีกทั้ง 8 ที่ในฐานะเป็นสถานที่ในการเดินทางมาแสวงบุญ โดยมีทะเลสาบยามานากาโกะ(Y a m a n a k a k o) รวมทั้งทะเลสาบ (K a w a g u c h i k o) ที่อยู่ในทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 รวมอยู่ในทะเลสาบอีกทั้ง 8 แห่งที่ถูกเอ่ยถึงด้วย ทั้งยัง 2 ที่นี้ยังคงทิ้งร่องรอยของสถานที่ที่ประกอบพิธีบาปชำระล้างจิตใจอยู่

ทะเลสาบ K a w a g u c h i k o เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้นที่ 2 และก็มีริมตลิ่งที่ยาวที่สุดของทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 แล้วก็ยังเป็นทะเลสาบเพียงแต่ที่เดียวในบรรดาทะเลสาบฟูจิอีกทั้ง 5 ที่มีสะพานยื่นเข้าไปในทะเลสาบ g a v g a v k a ในแต่ละฤดูจะมีดอกไม้สวยบานบริเวณชายหาดสาบ Kawaguchiko ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะเต็มด้วยสีของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ตก นักเดินทางสามารถแลเห็นเกาะอุโนะชิมะ (Unoshima) ที่อยู่กึ่งกลางทะเลสาบ รวมทั้งในวันที่สายน้ำในทะเลสาบนิ่งรวมทั้งสงบ คุณก็จะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิ (Fuji) กระทบกับผิวน้ำ ในบรรดาทะเลสาบฟูจิทั้งยัง 5 ทะเลสาบ Kawaguchiko มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมมากที่สุด

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง
คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง จริงหรือ เพราะข้าวนั้นเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1 9 6 2 เศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองอย่างมาก จึงมีการสำรวจปริมาณการบริโภคข้าวของคนญี่ปุ่น 1 คน อยู่ที่ 1 1 8 . 3 กก./ปี และต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2 0 1 6 พบว่าการบริโภค ข้าว นั้น มีการบริโภคลดลงอย่างน่าตกใจ ที่เหลือเพียง 5 4 . 4 กก./ปี จึงได้มีการอธิบายใก้เข้าใจได้ จึงกล่าวมาว่าในปี ค.ศ. 1 9 6 2 คนญี่ปุ่นทานข้าว 5 . 4 ถ้วย/วัน และปริมาณลดลงมาเรื่อย ๆ จนในปี ค.ศ. 2 0 1 6 คนญี่ปุ่นทานข้าวเพียง 2 . 5 ถ้วย/วัน เท่านั้น ถึงแม้ว่าทางเกษตรกรรมจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้มีรสชาติดีที่และน่าทานมากยิ่งขึ้น แต่ปริมาณการบริโภคข้าวนั้นก็ไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะอะไร คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลง

  • เกิดจากอิทธิพลจากชาติตะวันตก

ในขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคข้าวน้อยลงนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไขมัน และผลิตภัณฑ์จากนม กลับมีปริมาณมากขึ้น ด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาติตะวันตกที่เข้ามา จึงได้ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

  • ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กเกิดน้อยลง

เมื่อสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หรือพฤติกรรมของคนก็ย่อมเปลี่ยนไป จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้นนั้นจึงทำให้การทานอาหารน้อยลง และเมื่อบวกกับอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคข้าวลดลงตามมาด้วย

  • เทรนการรักสุขภาพ

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นได้หันมารักสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ดังนั้นยังมีตัวเลือกที่ได้รับประทานอาหารที่หลากหลายเช่นกัน อย่างเช่น ร้านอาหารต่างชาติ ฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ที่บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนญี่ปุ่นนั่นเอง จึงทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่หันมาเลือกทานอาหารที่เตรียมง่ายและทานได้ในเวลาที่จำกัด

ในขณะที่การบริโภคข้าวลดลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นคือ

จากการสำรวจของ “ปริมาณการจับจ่ายซื้อของในครัวเรือนญี่ปุ่น”นั่น กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร ได้พบว่า เมื่อปีค.ศ. 2 0 1 1 การบริโภคขนมปังมีความก้าวหน้าจนแซงข้าวเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 2 0 1 2 ข้าวสามารถขึ้นนำขนมปังได้เพียงนิดเดียว แต่ในปี 2 0 1 3 เป็นต้นมา ปริมาณการซื้อขนมปังก็ยังคงเพิ่มขึ้นนำหน้าข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ถึงแม้ว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( U N E S C O ) ซึ่งในปี ค.ศ.2 0 1 3 และได้รับความนิยมในฐานะ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ในต่างประเทศ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นคุณค่าที่ถูกมองข้าม u f a b e t เพราะข้าวสำหรับญี่ปุ่นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดว่าในยุคหนึ่ง ข้าวเป็นเหมือนภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐบาลแทนเงินตรา หรือใช้เป็นเครื่องชี้วัดสถานะทางสังคมอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ
ที่วางตะเกียบ

ที่วางตะเกียบ หลาย ๆ คนคงได้ทราบกันอยู่แล้วว่าวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้นจะต้องใช้ตะเกียบเป็นหลัก แต่สิ่งที่คู่กันกับตะเกียบนั้นคือ “ที่วางตะเกียบ” นั่นเอง เพราะที่วางตะเกียบนั้นสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทางเว็บไซต์ของเราจะพาไปรู้จัก เรียนรู้ความเป็นมาของที่วางตะเกียบกัน

ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีไอเท็มที่น่ารักหลากหลายแบบ ที่ทำให้บนโต๊ะอาหารดูมีสีสัน มีชีวิตชีว่ามากขึ้น ซึ่งจะมีการวางขายอยู่ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้ามากมายหลายชนิด และถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ที่จริงแล้วนั้น พึ่งได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตอนที่ได้พึ่งเข้าสู่ยุคโชวะ เมื่อปี 1 9 6 2 นั่นเอง

ความเป็นมาของ ที่วางตะเกียบ

เมื่อได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต รูปแบบหรือต้นแบบดั้งเดิมนั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า M i m i k a w a r a k e จึงหมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหู

ซึ่งในสมัยโบราณนั้นจะใช้ในการเซ่นไหว้อาหารต่อเทพเจ้า สังเกตได้ว่ามุมเล็ก ๆ 2 มุมที่พับขึ้นมาไดนั้นเหมือนกับจะมีการห่อหุ้มตะเกียบ และด้วยรูปลักษร์ที่ดูคล้ายหูนั้น มันจึงมีชื่อเรียกว่า M i m i k a w a r a k e ในส่วนใหญ่ค้นพบว่ายังไม่มีการเคลือบสีใด ๆ เลยทั้งสิ้น

ต่อมาในสมัยเฮอัน ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า B a t o u b a n เป็นถาดวางตะเกียบแบบทางการขององค์จักรพรรดิที่จะใช้แค่ในงานพิธีการของราชสำนัก พิธีกรรม หรือการเลี้ยงรับรองแขกเท่านั้น ถ้าหากได้มองจากด้านบนจะเห็นได้ว่ามีรูปร่างคล้ายหัวของม้า จึงเรียกด้วยชื่อนี้นี่เอง

แต่เดิมในสมัยโบราณ ในการทานอาหารของคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีการนำจานอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะอาหารในแบบปัจจุบัน แต่จะนิยมมานในถาดของแต่ละคนเท่านั้น และสามารถที่จะวางตะเกียบที่ขอบถาดได้เลย

ซึ่งถ้าหากใครที่ชอบดูละครย้อนยุค ก็อาจจะเคยเห็นโต๊ะอาหารในร้านโซบะจากในละครบ้าง แต่โต๊ะอาหารหรือโต๊ะตั้งพื้นนั้นพึ่งจะเริ่มมีในญี่ปุ่นหลังจากในสมัยเมจิ ที่เริ่มมีเมื่อปี 1 8 6 8 – 1 9 1 2 ฉะนั้นเดิมที่ยังไม่มีโต๊ะ ผู้คนก็จะนั่งบนเก้าอี้พับได้ แล้วก็วางถาดทานกันทั้งอย่างนั้นเลย หรือในห้องนั่งเล่นก็เช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะวางถาดอาหารบนเสื่อทาทามิแล้วก็ทานอาหารในถาดอีกด้วย

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

แต่ในปัจจุบันพอเริ่มมีโต๊ะอาหารขึ้น พื้นที่บนโต๊ะอาหารก็มีข้อจำกัด การจะทานในถาดเหมือนเดิมก็คงจะดูเกะกะมากไปจึงต้องเอาถาดออกแล้ววางแค่จานอาหารแทน แต่เมื่อไม่มีถาดก็ทำให้ไม่มีที่จะวางตะเกียบ แทงบอลออนไลน์ และจากที่ในอดีตจะใช้เวลาเซ่นไหว้เทพเจ้า ก็เริ่มมีการนำมาใช้บนโต๊ะอาหารกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ความจำเป็นของที่วางตะเกียบขนาดเล็กอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มันเกิดจากยุคสมัยที่เริ่มมีการใช้โต๊ะอาหารหรือโต๊ะนั่งพื้นนั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน
เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน

เครื่องปรุงที่คนญี่ปุ่นมีติดบ้าน การหาทานอาหารญี่ปุ่นที่อร่อยนั้น จึงเป็นเหตุผลของการเดินทางมาเยือนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาหารของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายประเภท อย่างเช่น ซูชิ เทมปุระ สุกี้ยากี้ และอื่น ๆ แต่ในการทำอาหารเหล่านี้นั้นจะขาดเครื่องปรุงที่สำคัญไปไม่ได้เลย วันนี้เราจึงมาแนะนำเครื่องปรุงที่สำคัญของญี่ปุ่นให้หลาย ๆ คนได้รู้จักกัน วันนี้เลยจะมาบอกเล่าถึงเครื่องปรุงที่สำคัญในญี่ปุ่นให้ได้อ่านกัน ว่าชาวญี่ปุ่นเขามีเครื่องปรุงอะไรติดบ้านกันบ้าง

  • โชยุ

“โชยุ” เป็นเครื่องปรุงหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่น

โชยุหรือซีอิ๊วที่รู้จักกันดี ทำมาจากถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่ใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 ปี จนได้เป็นซีอิ๊วซีอิ๊วแบบที่ใช้กันตามครัวเรือนและร้านอาหารนั้นจะเป็นแบบขายใส่ขวด ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นก็จะแบ่งซีอิ๊วออกเป็นแยกย่อย 3 แบบ คือ โคอิคุจิ อุสุคุจิ และทามาริ โดยปริมาณที่ผลิตได้ถึง 80% จะเป็นซีอิ๊วแบบโคอิคุจิ ในกลิ่นเฉพาะตัวเกิดมาจากจุลินทรีย์ที่ใช้เวลาในการหมัก ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลและอาหารประเภทเนื้อได้อีกด้วย

โชยุ เป็นเครื่องปรุงที่สำคัญมาก ถึงขั้นขาดไม่ได้เลย เพราะเป็นเครื่องปรุงอันดับ 1 ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำเมนูอะไรก็ต้องใส่โชยุเพื่อเพิ่มรสชาติ เค็มหน่อย ๆ แต่รสชาติดีเลิศ สีของโชยุนั้นจะออกสีน้ำตาล ๆ เข้มหรืออ่อนแล้วแต่ประเภทของโชยุ เพราะสามารถเอามาทำอาหารได้เกือบทุกประเภท นึ่งหรือย่าง ได้หมด ประโยชน์มีมากอีกด้วย

  • สาเก

สาเกก็คือเหล้า นั่นแหละแต่จะเป็นเหล้าที่ทำมาจากข้าวใช้ทำอาหาร แอลกอฮอล์ต่ำประมาณแค่ 13-14 ดีกรีเท่านั้น ซึ่งในการใช้สาเกสำหรับการปรุงอาหารนั้นจะทำให้รสชาติกลมกล่อม เวลานำไปผัดแล้วใส่สาเกแอลกอฮอล์มันก็ระเหยหายไปเยอะ กินแล้วก็ไม่ต้องกลัวเมาและที่สำคัญสาเกมีดีในเรื่องช่วยดับความคาว แถมถ้าใช้ในการหมักเนื้อ เนื้อจะนุ่มละมุนลิ้นมากขึ้นด้วย

คำถามที่สงสัยกันบ่อย ๆ  ก็คือ แล้วถ้าเอาเหล้าธรรมดาที่คุณดื่ม ๆ กัน มาทำอาหารได้ไหม ที่จริงแล้วนำมาทำได้แต่ราคาค่อยข้างที่จะแพง ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงผลิตสาเกไว้สำหรับในการทำอาหารโดยเฉพาะ และมีมากมายหลายยี่ห้อ ราคาก็แสนถูกอีกด้วย หาซื้อได้ง่ายตามร้านซุเปอร์มาร์เก็ต ตกขวดละสองสามร้อยเยน สามารถเลือกได้ตามใจชอบ

  • มิริน

“มิริน” เป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้สำหรับอาหารประเภทเส้นและประเภทต้ม

เป็นเครื่องปรุงของญี่ปุ่นที่ทำมากจากการหมักข้าวเหนียวนึ่งด้วยเวลาประมาณ 40 – 60 วัน มีรสชาติออกหวานและมีแอลกอฮอล์เล็กน้อย มิรินมักนำมาใช้เป็นน้ำซุปของอาหารประเภทเส้นอย่าง โซบะ อุด้ง ที่ใส่อาหารประเภทต้ม และยังสามารถใช้เป็นซอสทำไก่ยากิโทริได้ ดังนั้นมิรินก็มีคุณสมบัติที่ช่วยดับกลิ่นคาวได้เช่นเดียวกับโชยุ เพราะมีรสชาติออกหวานอร่อยล้ำลึก

มิรินจะแตกต่างกับสาเกนิดเดียวตรงที่ มิรินเป็นเหล้าหวาน ดังนั้นหากเป็นมิรินแท้ ๆ นั้นเขานำเอาไว้ดื่มกันเพลิน ๆ เหมือนเหล้าธรรมดาอีกด้วย (ในเฉพาะมิรินแท้ เรียกว่า ฮงมิริน) ทั้งใส่น้ำแข็ง หรือจะผสมโซดา หรือใส่กับส้มยูซุกับน้ำร้อนกินก็ได้ อร่อยรสจากดีเลิศ โดยมิรินนั้นจะนำมาใช้เวลาอยากใส่ให้รสชาติออกหวานๆ กลิ่นหอมเหล้านิด ๆ อาหารก็จะออกมาหวานหอม หมักเนื้อ เนื้อก็จะนุ่มกินเพลินเลยทีเดียว

  • สุ

สุ ในที่นี้แปลว่า น้ำส้มสายชูนั่นเอง

ในที่ญี่ปุ่นนั้น น้ำส้มสายชูจะมีมากมายก่ายกองทั้งทำมาจากข้าว ข้าวสาลี หรือผักผลไม้ อย่างเช่น ข้าวโพด ส้ม หรือแอปเปิ้ล หรือในแบบอื่น ๆ  ในขั้นตอนการทำส่วนใหญ่จะมีการกลั่นหลายรอบ ในรอบแรกจะกลั่นออกมาเป็นเหล้า แล้วค่อยมากลั่นให้เป็นน้ำสมสายชูในที่สุด

รสชาตินั้นจะออกเปรี้ยว ๆ แต่เป็นรสเปรี้ยวที่อร่อย ใช้ในการทำผักดองและการปรุงอาหารได้หลายอย่าง อย่างข้าวซูชิที่รับประทานกันนั่นเอง

  • มิโซะ

มิโสะ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำซุปเต้าเจี้ยว

มิโสะหรือเต้าเจี้ยวนั้น ทำมาจากถั่วเหลืองที่นำไปนึ่งก่อนแล้วจึงนำมาหมักกับเกลือและโคจิ ซึ่งมิโสะนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โคเมะมิโสะ(ข้าว) มาเมะมิโสะ(ถั่ว) มุกิมิโสะ(ข้าวสาลี) และโชโกมิโสะ(แบบผสม) และนอกจากนี้ก็ยังมีมิโสะของสูตรต้นตำรับตามท้องถิ่น เช่น ฮัจโจมิโสะ (จังหวัดไอจิ) ชินชูมิโสะ (จังหวัดนางาโนะ) เป็นต้น ซึ่งในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นนั้นในมื้อเช้า เที่ยง เย็น ก็จะต้องมีซุปมิโสะอยู่เคียงกันทุกมื้อ ซึ่งในซุปมิโสะนั้นจะมีแร่ธาตุอาหารหลายอย่าง คือ แคลเซียม ธาตุเหล็ก ยังไม่พอเพราะช่วยเรื่องการย่อยอาหารและยังช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย แต่ไม่ควรกินเยอะไป

ซึ่งมิโสะนั้นเอาไปทำอาหารก็ได้หลายอย่าง เช่น การหมัก การนึ่ง การย่าง และเมนูยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก นั่นคือ ซุปมิโซะ นั่นเอง

0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0

หากคนที่สนใจจะทำอาหาร หรืออย่างลองปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ได้อ่านมา ก็ลองทำกันดู เพราะอาหารญี่ปุ่นนั้นมีรสชาติที่ดีและทำได้ง่ายอีกด้วย UFABET ถ้าติดใจรสชาติอาหารก็นำมาบอกกล่าวกันบ้างนะ

ยูโด

ยูโด
ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ซึ่ง Judo นั้นมีชื่อเต็มคือ โคโดกัง ยูโด แต่เดิมทีมีการพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้และเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้อีกด้วย ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

การกำเนิด ยูโด

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคเมจิ ทำให้วิชายิวยิตสูได้เสื่อมความนิยมลง และลดลงจนหมด ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2403 มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อว่า คะโน จิโงะโร ชาวเมืองชิโรโกะ ผู้ที่ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ในกรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2414 ขณะที่เขาอายุ 18 ปี ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ในสาขาปรัชญาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา เมื่ออายุได้ 23 ปี คะโน จิโงะโร จึงได้มีความเห็นว่า วิชายิวยิตสูนอกจากจะเป็นกีฬาสำหรับร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีหลักปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงอีกเช่นกัน

เมื่อเขา คะโน จิโงะโรได้เริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ วิชายิวยิตสู อย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว จึงได้พบว่าผู้ฝึกวิชายิวยิตสูจนมีความชำนาญดีนั้น จะเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้กับคนที่รูปร่างใหญ่โตได้ หรือสู้กับคนที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าได้ จากการค้นพบทำให้เขาเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าเขาจึงได้ศึกษายิวยิตสูอย่างจริงจังจากอาจารย์ผู้สอน วิชายิวยิตสูหลายท่านจากโรงเรียนเท็นจิ ชินโย และโรงเรียนคิโตะ เมื่อปี พ.ศ. 2425 คะโน จิโงะโร อายุได้ 29 ปี จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับวิชา Judo ขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณวัดพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า วัดเอโชะจิ โดยได้ตั้งชื่อสถาบันนี้ว่า “โคโดกัง Judo ” โดยได้นำเอาศิลปะของการต่อสู้จากการทุ่มจากสำนักเทนจิ ซิโย และการต่อสู้จากสำนักคิโตมาผสมผสานเป็นวิชา Judo และได้มีการปรับปรุง วิธีการ Judo ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครองและสังคมในขณะนั้น จากนั้นก็ได้สอดแทรกวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ คณิตศาสตร์ประยุกต์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จิตศาสตร์ และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยการตัดทอน ยิวยิตสู ที่ไม่เหมาะสมออกแล้วได้มีการรวบรวมวิชายิวยิตสูให้เป็นหมวดหมู่มีมาตรฐานเดียวกันตามความคิด และได้ตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า Judo

ในยุคแรกนั้น คะโน จิโงะโร ต้องต่อสู้กับบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชา Judo โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่า Judo จะดีกว่า ยิวยิตสู จนเมื่อปี พ.ศ. 2429 ได้มีกรมตำรวจญี่ปุ่นจัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยิวยิตสูขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ซึ่งในผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลได้ปรากฏทำให้ประชาชนเริ่มที่จะเข้ามาสนใจ Judo มากยิ่งขึ้น ทำให้สถานที่สอนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เพื่อการต้อนรับผู้ที่สนใจ จนราวปี พ.ศ. 2476 ก็ได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) จนสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นศูนย์กลางของนัก Judo ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ. 2455 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งในครั้งแรกนั้นมีประมาณ 20 ประเทศ ได้เข้าร่วมการก่อตั้ง และได้มีการตั้ง The Kodokun Cultural Society เมื่อปี พ.ศ. 2465 ขึ้นหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ Judo ระหว่างชาติได้มีการจัดการแข่งขัน Judo ระหว่างชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ Judo ระหว่างประเทศโคโดกัง และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน

สนาม

สนามของ Judo เรียกว่า เสื่อ เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสทำจากที่นอนมีความยาวประมาณ 1 เมตร และต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวม ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

  1. พื้นที่ต่อสู้ : ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตร เพราะนี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้
  2. พื้นที่อันตราย : บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร เขตสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้
  3. เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้าง Judo หากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร และไม่สามารถให้คะแนนได้

การต่อสู้

กีฬาการต่อสู้อื่น ๆ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาด แต่ใน Judo ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการต่อสู้นั้นจะใช้เวลา 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาหมดแต่การต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจจะถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง ซึ่งในคะแนนสีทองนั้นก็คือนาทีพิเศษ 3 ที่ Judokas ต้องสู้

อุปกรณ์

Judogi เป็นชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือวัสดุอื่นที่ทน ไม่ควรหนาเกินไป และยังประกอบด้วยกางเกงที่มีความยาวตามร่างกาย ซึ่งในการแต่งกายต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติในกีฬาชนิดนี้ และพวกเขายังต้องมีแถบคาดเอวของโดยมีหลายสี ในแต่ละอันหมายถึงระดับการเรียนรู้ Judo ต้องใช้สีของแทร็คที่สอดคล้องกับระดับปัจจุบัน

Judo เป็นศิลปะการป้องกันถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นรูปแบบในการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น U F A B E T นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้มีความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ที่ฝึกนั้นจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับนั่นเอง

เคนโด

เคนโด
เคนโด

เคนโด (K e n d o) เป็นศิลปวิทยายุทธ์มีความหมายคือ วิถีแห่งดาบ และมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 789 จนกระทั่งมีการพัฒนามาเป็นกีฬา K e n d o และได้รับความนิยมถึง 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่ว่องไวและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังมีการแฝงหลักจริยธรรมนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาอีกด้วย วิชา K e n d o จึงเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งในนักรบรวมทั้งเหล่าวิญญชนให้ความนับถือและยกย่องเป็นพิเศษมายาวนาน จนกระทั่งได้แพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่าง ๆ ทั่วโลก

เคนโด คืออะไร

K e n d o เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบ b u d o ของญี่ปุ่น โดยจะมีการฝึกซ้อมด้วย กู เป็นอุปกรณ์ K e n d o เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปีค.ศ. 2012 ซึ่งในโรงเรียนมัธยมตอนต้นต่าง ๆ ได้บรรจุศิลปะการป้องกันตัว b u d o เป็นวิชาบังคับ ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ ได้แก่ ยูโด ซูโม่และเคนโด้

วัตถุประสงค์ของการซ้อม K e n d o คือการศึกษาธรรมชาติของ K e n รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ที่ได้มีการอ้างอิงจากสมาคม K e n d o แห่งประเทศญี่ปุ่น

ต้นกำเนิดของ K e n d o

มีทฤษฎีหนึ่ง ได้กล่าวว่า ในยุค k e n j u t s u มีเทคนิคการต่อสู้ด้วย n i h o n t o หรือดาบของญี่ปุ่น ได้ปรากฏ N i h o n t o ซึ่งมีการปรากฏในกลางสมัย H e i a n (ในปี794-1185) เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไป k e n j u t s uได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงครามปีที่ 1467-1590 และยังมีการสร้างโรงเรียน k e t j u t s u อีกมากมาย ต่อมาในสมัย E d o ในปี1603-1868 k e n j u t s u ได้เริ่มมีการพัฒนารวมไปถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยเมจิ ในปี 1868-1912 และมีการกำจัดชนชั้นซามูไรทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ จึงส่งผลให้ k e n j u t s u ได้รับความนิยมน้อยลง จน K e n j u t s u ได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัย T a i s h o ในปี 1912-1926 รูปแบบของ K e n d o จึงได้เริ่มเกิดขึ้น

กฎกติกา

ผู้ฝึกจะมีการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อได้เข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน จะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและทำตามขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบนั้นพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่ในการแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้างประมาณ 9-11 เมตร ซึ่งในการแข่งทั่วไปจะใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้ waza (เทคนิค)ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่ men (ศรีษะ), do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น เมื่อผู้แข่งขันที่ได้คะแนน 2 จาก 3 คะแนน หรือ 1 จาก 2 คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ufabet877

อุปกรณ์และเครื่องแบบ Kendo

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

Kendo ไม่ว่าจะเป็นกีฬาของชาติใดแต่เมื่อเป็นกีฬาแล้ว ซึ่งนอกจากจะให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายแล้วยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี Kendo นั้นเป็นอีกทางเลือกของผู้คนที่สนใจกับ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น