ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์
ทุ่งดอกลาเวนเดอร์

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ จะสวยงามในช่วงฤดูที่สวยที่สุดของฮอกไกโด และเมื่อได้เข้าสู่หน้าร้อนในเมือง B i e i และ F u r a n o ก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันนานาชนิด โดยเฉพาะที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ในเมือง ฟุราโนะ จะเบ่งบานสวยที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน

ความเป็นมา ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

ฟุราโนะ หรือ F u r a n o อยู่ติดต่อกับเมือง A s a h i k a w a (อะซะฮิกะวะ) ในประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ดูสวยสดงดงามสุดลูกหูลูกตาที่บานสะพรั่งพร้อมกัน เมื่อราวเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน ซึ่งในช่วงนี้ของทุกปีจะมีการบริการรถไฟขบวนพิเศษในช่วงฤดูร้อน “N o r o k k o – g o” (โนโรโกะโก) เพื่อที่จะพานักท่องเที่ยวได้ชมดอกไม้ที่บานสะพรั่งที่ฟาร์มโทมิตะ “T o m i t a F a r m” ที่เลื่องลือ สถานที่แห่งนี้สามารถชมสวนดอกไม้ได้หลาหลายสายพันธ์และหลากสี ซึ่งทุ่งลาเวนเดอร์ ยังสามารถเยือนพิพิธภัณฑ์ในเมืองได้ มีทั้งการช้อปปิ้งของฝากน่ารัก ๆ จากร้านค้ามากมายและยังสามารถแวะชมโรงงานผลิตชีสดำที่ทำมาจากหมึกของปลาหมึกได้อีกด้วย (B l a c k C h e e s e)

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

หากแม้สถานที่นี้ไม่ใช่ชุมชนเมืองแต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มดอกไม้ และโรงงานสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในท้องถิ่น อย่างเช่น การทำไวน์ ชีส ไอศครีมลาเวนเดอร์ และสารพัดของใช้จากดอกลาเวนเตอร์ อีกด้วย

ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเมืองฟุราโนะพื้นที่เป็นทุ่งกว้าง ดังนั้นพื้นที่ทั่วไปจะเป็นสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ดูกว่าสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว ในช่วงหน้าหนาวนั้นจะมีการเล่นกีฬาจำพวกสกี สโนว์บอร์ด และจะเป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่แห่งนี้ และถ้าหากใครได้มาเยือนที่นี่ในช่วงหน้าหนาวแล้วละก็รับรองได้ว่าจะประทับใจและสนุกกับกีฬาเหล่านี้แน่นอน

ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะเต็มไปด้วยการเดินทาง การเดินชมดอกไม้ตามถนนเส้นส่ยดอก (ถนนสายที่ 237) นักท่องเที่ยวจะมาปั่นจักรยานเช่า ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากใครใครสามารถขับรถได้ก็สามารถขับรถเข้าไปชมได้ตามสบาย แต่จะสวยเป็นพิเศษหน่อยจะเป็นสถานที่ คือ K i m i – F u r a n o N a k a – F u r a n o เพราะที่แห่งนี้จะมีแปลงดอกไม้ที่เยอะมากเป็นพิเศษ และอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้ก็คือเมือง B i e i ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ไม่ห่างกันมาก ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย

ของหวานในฟุราโนะ

  • โปปุระฟาร์ม

ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำก็คือร้าน โปปุระฟาร์ม อยู่ตรงบริเวณสถานี J R N i s h i n a k a ทสถานที่แห่งนี้มีของหวานจากเมล่อนชื่อดังไม่ว่าจะเป็น “ซานต้าโนะฮิเกะ” ที่แปลว่า เคราซานต้าคลอส โดยการที่นำเมล่อนครึ่งลูกมาโปะด้วยซอร์ฟครีมอย่างเต็ม

  • ฟาร์มโทมิตะ

ร้านที่สองก็คือ ร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ในฟาร์มโทมิตะ ที่ประเดิมด้วยชีสเค้กรสลาเวนเดอร์ (Lavender-Flavored Furano Snowmelt Cheese Cake)นั่นเอง ด้วยสีสวยดูน่ากิน นุ่มลิ้นแถมยังละลายในปากชิ้นนี้ แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว

นอกจากชีสเค้ก ก็ยังมีซอร์ฟครีมนมผสมลาเวนเดอร์, เครื่องดื่มขวัญใจของชาวญี่ปุ่นอย่าง “ลามูเนะ” ที่คล้ายกับมะนาวโซดาในบ้านเรานั่นเอง แต่จะผสมกลิ่นลาเวนเดอร์เข้าไป, พุดดิ้งวนิลารสน้ำผึ้งและลาเวนเดอร์, และของหวานอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอมๆของลาเวนเดอร์มากมายเลยทีเดียว

  • โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์

และยังมีอีกร้านที่สามารถลิ้มลองรสชาติเมล่อนหวานๆ นั่นคือร้าน “โทมิตะ เมล่อนเฮ้าส์” ร้านแห่งนี้ได้ใช้เมล่อนและนมสด ๆ ของเมืองเมืองฟุราโนะมาทำเป็นเมล่อนสมู้ตตี้ หรือจะเป็นเมล่อนที่หั่นทานสดๆก็มีและที่อยากจะแนะนำก็คือ เมล่อนปัง โดยการใช้ครีมเมล่อนเข้มข้น ซึ่งของหวานทั้งหมดนี้เขาจะใช้เมล่อน 1 0 0 % เมื่อได้ชิมแล้วหอมหวานละลายในปากเลยทีเดียว

การเดินทางไป ฟุราโนะ

  • รถไฟ จากสถานี S a p p o r o นั่ง J R -F u r a n o L a v e n d e r E x p r e s s ลงที่ สถานี F u r a n o ระยะเวลา 2 ชั่วโมง (มีเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น)
  • รถบัส จาก A s a h i k a w a A i r p o r t ไปที่ B i e i (15 นาที, 360 y e n)  และถ้าลง F u r a n o (60 นาที, 750 y e n)

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก gavgavka

ฮอกไกโด

ฮอกไกโด
ฮอกไกโด

ฮอกไกโด เดิมคือ เอโซะ เป็นชื่อจังหวัดและเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ฮอกไกโดเป็นเขตการปกครองที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ โดยมีฮอกไกเป็นศูนย์กลางของเกาะ และยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตก็คือ เมืองซัปโปโร

เป็นเขตที่มีผู้คนอาศัยอยูน้อย มีประชากรทั้งเกาะประมาณ 5 ล้านคน ผู้คนส่วนใหญ่ย้ายมาจากเกาะฮนซูราว ๆ 1 0 0 กว่าปีก่อน ที่เป็นแหล่งของซามูไรจากการแพ้สงครามจึงต้องหนีมาอยู่อาศัยที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกาะนี้มีชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มานานมากคือชาวไอนุ และในปัจจุบันชาวไอนุได้หลงเหลืออยู่น้อยมากที่ดำรงชีวิตเหมือนชาวญี่ปุ่นทั่วไป เกาะแห่งนี้มีอากาศที่หนาวเย็นมีหิมะอยู่ทั่วไปประมาณ 4 – 6 เดือน ช่วงฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิถึง -20 ถึง5 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิ 15 – 30 องศาเซลเซียส ภูมิประเทศจะมีภูเขาเป้นส่วนใหญ่ ส่วนในบริเวณที่ราบลุ่มภูมิจะเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณเมืองซัปโปโร ซึ่งในสถานที่แห่งนี้จะมีอากาศอุ่นกว่าบริเวณอื่น ๆ ของเกาะ แต่อากาศก็ยังหนาวกว่าเมืองอื่น ๆ ในเกาะฮนชู

ประวัติศาสตร์ ฮอกไกโด

เป็นถิ่นฐานที่ตั้งที่อยู่ของชนพื้นเมืองหรือ ไอนุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีชื่อสถานที่หลายแห่งบนเกาะแห่งนี้ เช่น เมืองซัปโปโรจะเป็นภาษาไอนุ แต่เดิมเคยมีชื่อว่าเอโซะจนได้สิ้นสุดยุคเมจิ ในช่วงสงครามโบชินในปี พ.ศ. 2 4 1 1 มีกองกำลังสนับสนุนของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะที่นำโดยเอโนโมโตะ ทาเกอากิ ประกาศว่าเป็นรัฐอิสระนามของสาธารณรัฐเอโซะ สุดท้ายจึงได้ล่มสลายลงเมื่อปี พ.ศ. 2 4 1 2 ซึ่งในภายหลังต้องแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสี่ส่วน

ภูมิอากาศของเกาะ

เกาะแห่งนี้ได้มีชื่อว่าเป็นดินแดนที่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่เย็นสบาย เกาะแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจากต่างถิ่นฐานในประเทศ แต่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะค่อนข้างหยาวเหน็บมีหิมะมากอยู่ราว ๆ ครึ่งปีกว่าในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายน แม่อากาศอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2 2 °C แต่ในต้นเดือนมกราคมจะมีช่วงอุณหภูมิที่ต่ำอยู่มากประมาณ -12 °C ถึง -4 °C ซึ่งในฤดูหนาว ทะเลโอค็อตสค์ในทางตะวันตกของเกาะจะกลายเป็นน้ำแข็งและได้ทำให้การเดินทางทางทะเลแถบน้ำเป็นไปได้ยาก ซึ่งต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ในส่วนการประมงก็ต้องรอจนกว่าจะสิ้นช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นดินแดนหิมะในเมืองซัปโปโระจึงได้มีการจัดเทสกาลหิมะเป็นประจำทุกปีราวต้นเดือนกุมภาพันธ์

ที่เที่ยวยอดฮิต

  • ป้อมโงเรียวกาคุ (F o r t G o r y o k a k u) เมือง H a k o d a t e

ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ ที่เรียกกันว่าป้อมดาว 5 แฉก เพราะบริเวณป้อมหากได้มองจากมุมสูงจะมีลักษระคล้ายดาว ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีสุดท้ายยุคเอโดะเพื่อป้องกันการคุกคามในมหาอำนวจตะวันตก ใจกลางของป้อมเป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการบริหารเมืองในยุคโชกุน ในต่อมาเมื่อไม่ได้ใช้งานจึงได้มีการบูรณะและรับปรุงให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชมซากุระที่บานในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ป้อมโงเรียวกาคุ มีหอคอยที่สูง 9 0 เมตร สำหรับชมวิว โดยหอคอยจะถูกจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2 0 0 6 ส่วนในด้านล่างหอคอยจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและนิทรรศการ

  • จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (M o u n t H a k o d a t e) เมือง H a k o d a t e

จุดชมวิวแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อได้ขึ้นมายังภูเขาฮาโกดาเตะจะมีความสูงถึง 3 3 4 เมตร สามารถเห็นวิวได้โดยกว้างของชุมชนที่รอบล้อมไปด้วยภูเขาและทะเลอย่าง หากมาชมช่วงกลางวัน แล้วมาชมกลางคืนซ้ำอีกครั้งก็สวยทั้งสองแบบ เพราะทั้งสองช่วงนี้จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

  • ริมคลองโอตารุ (O t a r u C a n a l A r e a) เมือง O t a r u

แต่เดิมในเมืองโอตารุจะเป็นท่าเรือเล็ก ๆ มีความคึกคักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 0 ซึ่งเมื่อมีการขนส่งเริ่มมีการพัฒนาและมีความที่ทันสมัยมากขึ้น แต่เมืองแห่งนี้ไดถูกลดความสำคัญลงเหลือแต่เพียงหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อเฮอร์ริ่ง ด้วยความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ทางการจึงได้เข้าไปปรับโฉมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงได้เปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าทะเลให้กลายเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์เพื่อที่ได้บอกเล่าความเป็นมาของที่แห่งนี้ ได้รวมถึงการติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปถึงคลองโอตารุ จึงมีความโรแมนติกมากขึ้น

  • ทุ่งดอกไม้ ฟูราโน่ (F u r a n o F l o w e r F i e l d) เมือง F u r a n o

ดอกลาเวนเดอร์นิยมปลูกมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ จะมีอยู่ทั่วเมืองฟูราโน่ ซึ่งเป็นที่เที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาชมความงามของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานเต็มที่คือกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะคงบานอยู่ในกลางเดินสิงหาคม และยังมีดอกไม้อีกมากมายในฤดูอื่น

จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุด คือ ฟาร์มโทมิตะที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยเพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ ที่เปิดให้เข้าชมฟรีอย่างอิสระ และใกล้ทุ่งดอกไม้ก็ยังมีร้านกาแฟ และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากดอกลาเวนเดอร์ด้วย

  • ลานสกีฟูราโน่ (F u r a n o S k i A r e a), เมือง F u r a n o

นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาเล่นสกีในที่แห่งนี้ ufabet และนอกเหนือไปจากการการท่องเที่ยวและการทานอาหาร ลานสกีฟูราโน่ เคยเป็นลานสกีที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกมาก่อน มีทั้งบริเวณที่ทางลาดชันไม่มากสำหรับผู้เล่นใหม่และทางลาดชันที่สูงสำหรับคนเก่งหรือมือโปรอีกด้วย ละมีทั้งการทำกิจกรรมกับหิมะคือ การนั่งรถที่มีสุนัขลากเลื่อนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เกาะแห่งนี้มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากส่วนที่อื่น ๆ จึงนิยมมาตากอากาศหรือย้ายมาอาศัยและทำงานเป็นจำนวนมาก

วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ
วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ (T o d a i j i)เป็นวัดพุทธของเมือนาราประเทศญี่ปุ่น ศาลาหลวงพ่อโต หรือ ไดบุตสึ ได้รับการบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึขนาดใหญ่ที่เป็นพระปฏิมาแทนองค์พระไวโรจนพุทธเจ้า ทั้งนี้สถานที่ก็เป็นศูนย์กลางของโรงเรียนศาสนาอีกด้วย วัดแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและสถานที่สำคัญอื่น ๆ ในเมืองนารา

ประวัติ วัดโทไดจิ

เมื่อในสมัยเทมเปียว ได้มีผู้ประสบภัยจากภัยจากโรคระบาดและธรรมชาติเป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี พ.ศ. 1 2 8 6 ได้มีจักรพรรดิโชมุ ประกาศว่า ‘ประชาชนควรที่จะร่วมสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องจากภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งนี้ได้มีความเชื่อว่าพระพุทธรูปจะช่วยคุ้มครองประชาชนตามแบบบันทึกที่เก็บรักษาไว้ในวัด Todaiji กล่าวว่ามีคนได้เข้ามาช่วยสร้างพระพุทธรูปและหอที่ประดิษฐานจำนวนคนที่มากกว่า 2,600,000 คน ซึ่งในการสร้างพระพุทธรูปได้เริ่มต้นจากเมืองชิงารากิแต่หลังที่เกิดเพลิงไหม้และแผ่นดินไหวนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมากจึงได้ย้ายสถานที่สร้างมายังเมืองนาระ เมื่อปี พ.ศ. 1 2 8 8 และได้สร้างวัดเสร็จสมบูรณืเมื่อปี พ.ศ. 1 2 9 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 1 2 9 5 จึงมีการจัดพิธีเพื่อการฉลองพระพุทธรูปองค์ใหม่ จึงได้มีพระภิกษุจากอินเดียที่ชื่อว่า พระโพธิเสนะเป็นพระผู้ประกอบพิธีขึ้น ซึ่งในตามประวัติการบันทึกนั้นมีผู้มาร่วมพิธีราว 10,000 คน และต่อมานั้นได้มีจักรพรรดิโชมุประกาศให้วัดแห่งนี้เป็นวัดประจำจังหวัดยามาโตะ

การสร้างขึ้นใหม่สมัยนารา

หลวงพ่อโต (ไดบุตสึ) ได้มีการสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งจากเหตุผลต่าง ๆ รวมทั้งการเกิดความเสียหายที่มีสาเหตุการเกิดมาจากแผ่นดินไหวถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งโดยเหตุผลต่าง ๆ กัน โดยได้มีการบูรณะสร้างขึ้นใหม่เป็นจำนวน 2 ครั้งที่เกิดจากเพลิงไหม้  ซึ่งพระหัตถ์ทั้งสองข้างนั้นถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยโมโมยามะในพ.ศ. 2 1 1 1 – 2 1 5 8 พระเศียรถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยเอโดะเมื่อ พ.ศ. 2 1 5 8 – 2 4 1 0 และหอที่ประดิษฐานในปัจจุบันได้มีการบูรณะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2 2 5 2 และมีขนาดเล็กกว่าอาคารเก่าราว 30% วัดเดิมภายในบริเวณวัดจะมีเจดีย์สูงราว 1 0 0 เมตร จึงจัดได้ว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในยุคหลังจากการสร้างพีระมิด และได้พังทลายลงเหตุเกิดจากแผ่นดินไหวนั่นเอง

วัดแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 7 5 2 ช่วงยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัดทั้งหมดในประเทศ ที่โด่งดังและเต็มไปด้วยอิทธิพลในยุคนั้น เพื่อที่จะลดบทบาทและอิทธิพลของวัดจึงได้มีการย้ายจากนาราไปยังนากาโอกะเมื่อปี ค.ศ. 7 8 4 นั่นเอง ทั้งยังมีอีกส่วนที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมอีกอย่างก็คือ ufa877 เสาร์ไม้ยักษ์ ซึ่งมีฐานขนาดรอบเสามีขนาดเท่ากับรูจมูกของหลวงพ่อโต ด้านล่างของเสาจะเป็นช่องขนาดไม่ใหญ่มากจึงได้มีความเชื่อที่ว่า ‘หากใครที่สามารถรอดผ่านช่องนี้ไปได้สามารถตรัสรู้ได้ในชาติหน้า’ ส่วนด้านตรงประตูทางเข้านั้นจะมีบานไม้ขนาดใหญ่ ที่มองเข้าไปจะเห็นรูปปั้นเฝ้าอยู่ทั้งสองประตูจึงเป็นจุดที่ชื่นชอบสำหรับสาว ๆ เลยทีเดียวเพราะจะเจอเจ้ากวางน้อยใหญ่ที่เดินไปมา และสามารถให้อาหารกวางเหล่านั้นด้วยขนมแซมเบ้ที่ได้ทำมาสำหรับกวางโดยเฉพาะ ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยากในหลาย ๆ ร้านในระแวกนั้นจะมีขนมสำหรับเจ้ากวางน้อยอยู่มากมาย ราคาห่อละ 1 5 0 เยน

ข้อมูลทั่วไปของพระพุทธรูป

พระไวโรจนพุทธะ

  • ความสูงทั้งองค์ : 14.98 เมตร
  • ความสูงของพระพักตร์ : 5.33 เมตร
  • ความยาวของพระเนตร : 1.02 เมตร
  • ความกว้างของพระนาสิก : 0.5 เมตร
  • ความยาวของพระกรรณ : 2.54 เมตร
  • น้ำหนักรวม : 500 ตัน

การเข้าชม

ค่าเข้าชม : 500 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 16:30 น. เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

         08:00 – 17:00 น. เดือนมีนาคม

         07:30 – 17:30 น. เดือนเมษายน – กันยายน

         07:30 – 17:00 น. เดือนตุลาคม

         07:30 – 17:30 น. เดือนเมษายน – กันยายน

         07:30 – 17:00 น. เดือนตุลาคม

วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

วิธีการเดินทาง

  • เดิน 3 0 นาที จาก K i n t e t s u N a r a S t a t i o n
  • เดิน 4 5 นาที จาก J R N a r a S t a t i o n
  • เดิน 5-1 0 นาที จาก T o d a i j i D a i b u t s u d e n B u s Stop

สถานที่วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่วัดดังของนาราเท่านั้น บอกได้เลยว่าวัดนี้เป็นชื่อเสียงมีความโด่งดังระดับประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว นับเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก จุดที่มาแล้วพลาดไม่ได้นั้นก็คืออาคารหลักของวัดแห่งนี้ ซึ่งอาคารไม้หลังนี้ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว ยังมีสิ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือการเป็นที่เคารพสำหรับชาวญี่ปุ่นคือ หลวงพ่อโตหรือไดบุตสึ ที่ได้มีการประดิษฐานด้านในอาคารหลักเรียกได้ว่ามีขนาดที่ใหญ่มากที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ

ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทญี่ปุ่น H i m e j i ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ สถานที่นี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่รอดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2 5 3 8 สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2 5 3 6 จึงถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจาก 1 ใน 3  โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากในญี่ปุ่น คนเมืองชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ มีที่มาจากพื้นผิวปราสาทโดยรอบภายนอกที่มีสีขาวสว่าง ต่อมาในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและได้เป็นมรดกโลก

สถาปัตยกรรม ปราสาทฮิเมจิ

สถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของญี่ปุ่น ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ครบตามรูปแบบของปราสาทญี่ปุ่น คือมีฐานหินสูง กำแพงสีขาว และในอาคารต่าง ๆ บริเวณปราสาทซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และในส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันคือ ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นของปราสาทที่หลัก ๆ คือทางเดินเข้าสู่อาคารที่มีความสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่มีทั้งประตูหลากหลายด้านและกำแพงต่าง ๆ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างดีเพื่อการป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ทางเดินมีจะมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ในอาคารหลัก ในระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ในระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงเส้นทางนั้นก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้สะดวก ถึงแม้ปราสาทฮิเมจิยังไม่เคยถูกโจมตี และระบบการป้องกันต่าง ๆ ก็ยังไม่เคยถูกใช้งานด้วยเช่นกัน

ประวัติ

ในปี ค.ศ. 1 3 4 6 ได้มีคนชื่อ อากามัตสึ ซาดาโนริ วางแผนจะสร้างปราสาทขึ้นจากเชิงเขาฮิเมจิซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้เริ่มสร้างวัดโชเมียว และหลังจากอากามัตสึได้เสียชีวิตลง ในสงครามคากิตสึ ตระกูลยามานะก็ได้เข้าไปครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึจึงได้ยึดปราสาทกลับมาอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1 5 8 0 ต่อมา โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้ได้เข้ามาปกครองปราสาท จึงมีการสร้างหออาคารหลัก ๆ สูง 3 ชั้น ดำเนินการจัดตั้งโดย คูโรดะ โยชิตากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮารา เมื่อปี ค.ศ. 1 6 0 1 โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกปราสาทฮิเมจิให้แก่อิเกดะ เทรูมาซุ อิเกดะที่ให้ได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทขึ้นเพิ่มเติมเป็นเวลาทั้งหมด 8 ปี จนปราสาทได้เป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน ส่วนที่ต่อเติมในส่วนสุดท้ายก็คือ วงเวียนด้านตะวันตก ได้สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1 6 1 8

ต่อมาเมื่อสิ้นสุดในยุคเอโดะ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายชิ้นหนึ่งของไดเมียวโทซามะ ในตอนนั้นปราสาทถูกปกครองจากทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ในปี ค.ศ. 1 8 6 8 รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเกดะ เทรูมาซะ และได้เข้าบุกปราสาท ขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมจิได้ถูกทิ้งระเบิดขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1 9 4 5 เมื่อสุดสงครามโลกครั้งที่สองหมดสิ้น พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ได้ถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทก็ยังคงตั้งอยู่ได้และแทบไม่สียหายอีกด้วย

ตำนาน

จากบ่อน้ำที่ได้สิงสถิตของวิญญาณโอกิกุ

ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ที่คนหมู่มากเป็นที่รู้จักกันดี มีตำนานพื้นบ้านมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ขึ้นชื่อ ผีนับจาน หรือซารายาชิกิ เป็นเรื่องราวของโอกิกุ ผู้เป็นสาวใช้ของซามูไรคนหนึ่งที่ได้ทำจานอันล้ำค่าของตระกูลซามูไรแตก และได้ถูกลงโทษโยนร่างลงในบ่อน้ำ ในช่วงค่ำคืนจะมีผู้ได้ยินเสียงผู้หญิงโหยหวนดังมาจากบ่อน้ำมีเสียงนับจานแต่ละใบช้า ๆ จนครบเก้าใบ ซึ่งบ่อน้ำนี้ยังมีในปัจจุบัน หากแม้ตำนานยังมีการเล่าขานมายาวนานแต่อาจจะมีในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

มรดกโลก

ปราสาทที่เก่าแก่แห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยสามัญครั้งที่ 1 7 ในปี พ.ศ. 2 5 3 6 เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ

  • เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์

 การเข้าชม

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 1 8 ปีขึ้นไป ราคา 1 0 0 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 0 0 เยน

                 กลุ่ม 3 0 คนขึ้นไป 8 0 0 เยน

ปราสาท H i m e j i · K e i k o e n

   ผู้ใหญ่อายุ1 8 ปี ขึ้นไป ราคา 1 0 4 0 เยน

   นักเรียน (ประถมศึกษา, มัธยมต้น, มัธยมปลาย) ราคา 3 6 0 เยน

เวลาเปิด-ปิด : 0 9 : 0 0 – 1 7 : 0 0 น. (ปลายเดือนเมษายน – สิงหาคม : 0 9 : 0 0 – 1 8 : 0 0 น. )

วันปิดทำการ : ปิดวันที่ 2 9 – 3 0 ธันวาคม

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมการสร้างแบบดั้งเดิมที่เป็นมาหลายร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีความประทับใจอย่างมาก ทั้งสวนที่มีต้นซากุระมากมาย และยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ยอดนิยมอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก Ufabet

โอซาก้า

โอซาก้า
โอซาก้า

โอซาก้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตรองมาจากโตเกียวเพราะที่นี่มีสถานที่ทท่องเที่ยวมากมายทั้งยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหารการกิน อาหารท้องถิ่นอย่างโอโคโนะมิยากิและทาโกะยากิ ซึ่งเราจะมาแนะนำจุดเดินเล่นท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้งต่าง ๆ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อของคันไซ สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ความเป็นมาของ โอซาก้า

สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ในปัจจุบันราว ๆ 500 ปีก่อน โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ได้สร้างปราสาทในโอซาก้า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมและการค้าขายอย่างเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นเมืองใหญ่รองจากโตเกียว ในด้านของวัฒนธรรรมอาหารที่เป็นแหล่งรวมอาหารของแต่ละท้องถิ่นทั่วญี่ปุ่น

ปัจจุบันที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมากมายเพราะมีทั้งเสน่ห์ทั้งด้านอาหารท้องถิ่นประจำโอซาก้าอย่างเช่น ทาโกะยากิ, โอโคโนะมิยากิ และเทปันยากิ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างปราสาทโอซาก้าและโดทงโบริ

จุดเที่ยวที่ต้องไปสัมผัส

เมืองที่เจริญรุ่งเรืองนี้เป็นเมืองแห่งการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและวัฒนธรรมด้านอาหารมีการพัฒนาอย่างมาก Ufa877 จนเป็นที่เรียกกันว่า “ครัวของประเทศ” เป็นผลให้ถนนมีชีวิตชีวาอย่างมากทั้งผู้คนที่เป็นมิตรและอาหารแสนอร่อยซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับการแนะนำจากชาวเมืองทั้งนั้น

  • ถนนช็อปปิ้ง T e n j i n b a s h i s u j i

แหล่งช็อปปิ้งตั้งอยู่ในเขตคิตะ ถนนช็อปปิ้งจะมี 4 สายแต่ละฟากถนน ความยาวรวมประมาณ 2.6 กม. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น และเหมาะสำหรับการเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของชำ ขนมหวาน และเสื้อผ้า หากเบื่อจากการช็อปปิ้งสามารถแวะพักในร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่

  • สถานี J R O s a k a

สถานีประตูสู่ O s a k a เป็นแหล่งชอปปิ้งที่ครอบคลุมทั่วสถานีและมีตึกสูงที่อยู่รายรอบจึงทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอนาคต บริเวณรอบสถานีเหมาะกับการมาเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ รวมทั้งมีศูนย์การค้าที่สำคัญ G r a n d F r o n t O s a k a และ Y o d o b a s h i C a m e r a อีกด้วย

  • ห้าง H E P F I V E (ชิงช้าสวรรค์บนดาดฟ้า)

จุดสังเกตของเขตอุเมดะในโอซาก้า H E P F I V E เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นแฟชั่น บนดาดฟ้าห้างมีชิงช้าสวรรค์สีแดงขนาดใหญ่ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมเมืองได้ ซึ่งในตอนเย็นก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนที่โรแมนติก H E P F I V E จึงกลายเป็นสถานที่ออกเดทยอดนิยม

  • ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building

เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อมีนิตยสารภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งได้เขียนแนะนำว่าตึกแห่งนี้เป็น “ประตูชัยแห่งอนาคต” จากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโอซาก้า ในสวนลอยฟ้ายังมีจุดชมวิวกลางแจ้งที่และนอกจากนี้ตึกลอยฟ้า Umeda Sky Building ยังมีร้านอาหารมากมายอีกด้วย

  • ห้าง Don Quijote สาขา Umeda

สถานที่ช้อปปิ้งเป็นห้างค้าปลีกลดราคาที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สาขานี้มีขนาดใหญ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น สินค้าในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามต่าง ๆ คุณสามารถหาสินค้าราคาถูก สินค้าหายาก และสินค้าในแบบเฉพาะของญี่ปุ่นได้จากที่นี่

  • ปราสาทโอซาก้า

สถานที่ที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างปราสาทโอซาก้าเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi เพราะต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นเอกภาพ มีการประดับด้วยทองผ่องอำพรรณรอบปราสาทและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศอีกด้วย และยังมีผู้มาเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้ถึง 1 – 1.3 ล้านคนต่อปี

  • โรงละคร Osaka Shochikuza

หากได้มาเยือนโอซาก้าและอยากที่จะเข้าชมละครคาบุกิ เราแนะนำให้ไปโรงละครศิลปะแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ Osaka Shochikuza  เพราะมีคนส่วนมากคิดว่าการชมละครคาบุกิมีราคาค่อนข้างแพง แต่ว่าสำหรับผู้ที่อยากชมละครคาบุกิเป็นครั้งแรก เราขอแนะนำ “Hitomakumiseki” ซึ่งคุณสามารถชมการแสดงจากโปรแกรมได้ตั้งแต่ราคา 1,000-2,000 เยนเท่านั้น

  • ย่าน D o t o n b o r i

ย่านช็อปปิ้งนี้เป็นย่านที่ที่คึกคักอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้า สองฝั่งถนนเรียงรายไปด้วยร้านกินดื่มและผู้คนมากมายโดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสุดสัปดาห์ และโปรดระมัดระวังเพราะแถวนี้มีโพลสำรวจที่ไม่น่าไว้ใจมากมาย

  • พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n

ที่พิพิธภัณฑ์ D o t o n b o r i K o n a m o n แห่งนี้คุณสามารถทาน เรียนรู้และลองทำทาโกะยากิได้ เพราะทาโกะยากิเป็นเมนูจากแป้งหรือที่เรียกว่า “k o n a m o n o” จึงขึ้นชื่อและถือเป็นอาหารที่สำคัญอย่างมากในเมืองโอซาก้า ส่วนทาโกะยากิเป็นรูปทรงกลมจะมีชิ้นปลาหมึกยักษ์อยู่ข้างใน ทาโกะแปลว่าปลาหมึกยักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อนี้

  • ถนนช็อปปิ้ง S e n n n i c h i m a e Doguyasuji

เป็นย่านช็อปปิ้งที่เรียงรายไปด้วยสิ่งของหรือเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร สถานที่นี้เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์สำหรับเชฟมืออาชีพ และในทุก ๆ ปีของวันที่ 9 ตุลาคมจะมีการจัดเทศกาล D o g u y a s u j i ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาอุปกรณ์การทำอาหารทุกประเภทได้ในราคาถูกอีกด้

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต
ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ย่านท่องเที่ยวยอดฮิตของหลาย ๆ คนในเมืองโตเกียว คงหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงดัง ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะอยู่โซนโตเกียวในฝั่งตะวันตก เนื้อหาบทความนี้จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบเดินเล่นช้อปปิ้งไปเที่ยวในย่านชั้นนำต่าง ๆ คือ ย่านชินจูกุ ย่านชิบูย่า และย่านฮาราจูกุ เป็นต้น

ย่านช้อปปิ้งยอดฮิต ที่เหล่านักท้องเที่ยวไปเดิน

  • ฮาราจูกุ

อันดับแรกถือเป็นแหล่งประชันคอสเพลย์ที่โด่งดังทีเดียว เพราะจะมีวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นร่วมกันแต่งตัวแนวหลุดโลกมาแข่งกัน และนอกจากนั้นยังมีแหล่งร้านค้ากระจุกกระจิกน่ารัก ๆ มากมาย และถนนทาเคชิตะยังเป็นแหล่งเสื้อผ้าแฟชั่นราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบขนมจำพวกเครป ในซอยนี้จะมีร้านเครปที่ถือว่าอร่อยขึ้นชื่อซึ่งถ้าได้มาแล้วจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

  • ถนนสายทาเคชิตะ

เป็นถนนแห่งแฟชั่น เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของย่านฮาราจูกุ มีทางเดินแคบ ๆ ยาวถึง 400 เมตร ทั้งสองฝั่งของถนนมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านค้า คาเฟ่ห์ ร้านอาหาร ซึ่งที่นี้เป็นจุดรวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการแต่งตัว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวคอสเพลย์

  • ย่านช้อปปิ้งโอโมเทะซันโด

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้เป็นย่านสุดหรูที่ชื่อว่า โอโมเทะซันโด ถนนสายนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เกิดใหม่ของเมืองโตเกียวที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร ในอาคารส่วนใหญ่จะถูกออกแบบ ดีไซน์ ที่ดูดึงดูดมีความล้ำสมัยไม่เหมือนแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

  • ชิบูย่าหรือชิบูยะ

ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้คล้ายกับย่านฮาราจูกุ แต่ในย่านชิบูย่าจะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ชั้นนำหลายแห่ง เป็นแหล่งแฟชั่นชั้นนำและยังมีแหล่งบันเทิงอื่น ๆ อีกด้วย คือมีทั้ง โรงละคร พิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก มีจุดนัดพบที่ขึ้นชื่อของโตเกียวคือบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟชิบูย่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์ฮาชิโกะและห้าแยกของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์รวมร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ และสัญลักษณ์กูลิโกะแมน ที่หากใครได้ไปถึงแล้วก็ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ย่านชิบูย่ายังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเม้นท์สุดชิคขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นหนึ่งในย่านที่มีผู้คนที่คึกคักตลอดเวลาซึ่งบริเวณนับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่นิยมมากในวัยรุ่นญี่ปุ่นเพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเก๋ๆ และเนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงจึงทำให้มีร้านแฟชั่นหรือมีดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าเอง สามารถสร้างแบรนด์สินค้าแฟชั่นจนโด่งดังมาหลายต่อหลายแบรนด์อีกด้วย

  • ชินจูกุ

เมื่อได้มาโตเกียวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องมาเที่ยวย่านชินจูกุ เพราะย่านนี้เป็นหัวใจหลักในการมาเยือนกรุงโตเกียว โดยเฉพาะนักช้อปปิ้งที่มีเวลาน้อย และมาในที่เดียวแบบไม่เกี่ยงราคาสัก ซึ่งย่านชินจูกุจะเป็นคำตอบเพราะเป็นแหล่งร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลาย มีแฟชั่นชั้นนำ ร้าน 100 เยนยอดประหยัด ร้านกาแฟสุดชิค ไปจนถึงร้านอาหาร 5 ดาว ทั้งนี้ชินจูกุเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าจะมีสถานีรถไฟชินจูกุเสมือนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนึ่งในสถานีที่คึกคักที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละวันแล้วจะมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวถึง 2.5 ล้านคนในที่แห่งนี้

  • กินซ่า

เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับโลกมากมาย ที่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าคุณภาพ คือห้างวะโก และนอกจากนั้นยังมีร้านปลอดภาษีและจุดบริการรับคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

  • อาสะกุสะ นากามิเซะ

อาสะกุสะ นากามิเซะ เป็นย่านการค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาเมื่อราวศตวรรษที่ 17 ที่อยู่ใกล้กับวัดอาสะกุสะ เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก จำพวกชุดยูกาตะ พัด ร่มโบราณ รองเท้าแตะ ตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ รวมไปถึงร้านค้าที่หลากหลายจำพวกร้านขนมท้องถิ่น ขนมโบราณและอาหารพื้นเมืองมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดประจำชาติมาเดินเล่นกันในละแวกนี้ ร้านค้าในแถบนี้ยังคงกลิ่นอายของโตเกียวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ซึ่งในทุก ๆ ปีช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีเทศกาลของวัดอาสะกุสะ และจะมีการออกร้านค้าพิเศษและร้านค้าประจำแถบนี้ก็จะมีความคึกคักมากกว่าปกติ

  • อาเมโยโกะ

อาเมโยโกะ เป็นตลาดสินค้าที่มีลักษณะเหมือนแผงลอยสินค้าแล้ะมีร้านค้าอยู่ติดริมถนนมากกว่า 400 ร้าน มีการคละกันทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่มากมายในบริเวณด้านนอกของสถานีรถไฟอุเอโนะ ในสถานที่ร้านค้าแถบนี้สามารถที่จะต่อรองราคาสินค้าได้ เป็นตลาดสินค้าหลากหลายชนิดที่ราคาไม่แพงมากนัก

หากใครที่มีโอการไปช้อปปิ้งที่ประเทศญี่ปุ่นคงไม่ควรที่จะพลาดย่านช้อปปิ้งสุดฮิตในย่านต่างๆ อย่างเช่น ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ และย่านชิบูย่า เพราะทั้ง 3 ย่านนี้จะมีวัยรุ่นและนักช้อปปิ้งจำนวนมากไปเดินเลือกซื้อของ จึงเรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิตจริงที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วไม่แวะไปช้อปปิ้งอาจเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ufabet

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ
ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ หรือF u j i M o u n t a i n เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นถึง 3,776 เมตร ราว ๆ 12,388 ฟุต ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะ และยะมะนะชิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว พื้นที่โดยรอบ ๆ จะมีทะเลสาบฟูจิทั้งห้า อุทยานแห่งชาติฟุจิ ฮะโกะเนะ อิซุ และน้ำตกชิระอิโตะ หากในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งมีอากาศที่ดีจะสามารถมอง ได้จากในเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันภูเขา f u j i อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ และระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 ในยุคเอะโดะ

ภูเขาไฟ f u j i สามารถเรียกได้อีกชื่อในชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ ฟูจิซัง ในอดีตในหนังสือจะเรียกได้อีกชื่อว่า ฟูจิยะมะ

ประวัติ ภูเขาไฟฟูจิ

ได้มีผู้ปีน f u j i ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1206 คนที่ปีนเชื่อว่าเป็นนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงนั้นจนถึงในยุคเมจิ f u j i ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์และห้ามผู้หญิงขึ้นไป แต่ในปัจจุบัน f u j i นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ แทงบอลออนไลน์ และยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว จะเห็นได้ง่าย ๆ จากงานเขียนหรือภาพวาดทั่ว ๆไปโดยเฉพาะภาพวาดของ “โฮะกุไซ” เห็นได้ในวรรณกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เมื่อในอดีต f u j i จะเป็นที่ฝึกฝนของฐานทัพของซามูไร ต่อมาในปัจจุบันฐานทัพของกองทหารญี่ปุ่นได้ไปตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของภูเขาไฟ f u j i

F u j i มีรูปแบบและมีกิจกรรมที่ยาวนานและการเป็นแรงบันดาลใจจึงกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนให้เชื่อถือนับถือในศาสนาชินโต โดยการรวมพุทธศาสนาและธรรมชาติเข้าด้วยกัน นอกจากนั้น f u j i ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะส่งผลที่ดีเป็นอย่างมากในการผลิตภาพเขียนทำให้มีลักษณะในทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แทงบอลออนไลน์ ทั้งนี้ภูเขาไฟที่สวยงามนี้ได้มีความสูงราว ๆ 3,776 เมตร และตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะเป็นภูเขาไฟที่มีรูปร่างสมมาตรและมีหิมะปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาตลอดทั้งปี จึงทำให้เป็นจุดดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวมาแล้วหลายร้อยปีที่ผ่านมา

มรดกของโลก

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 37 ได้มีการประชุม ที่กรุงพนมเปญในประเทศกัมพูชา ซึ่งองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ f u j i เป็นมรดกของโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ภายใต้ชื่อ ฟูจิซัง เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจทางศิลปะ จึงทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก แทงบอลออนไลน์ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ

  • เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือสาบสูญไปแล้ว
  • เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

สถานที่การชมวิว f u j i

หากคุณสนใจเยี่ยมชม f u j i คุณสามารถชื่นชมความสวยงามในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้จากหลายสถานที่ในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ซึ่งเราจะนำจุดชมวิวที่น่าสนใจมาแนะนำก็คือ

  1. อุบุยากาซากิ

ในอุบุยากาซากิ สามารถเห็น f u j i ได้อย่างงดงามและยังสามารถมองผ่านดอกซากุระได้จากทางด้านเหนือของสะพาน คาวางุจิโกะ-โอฮะชิ ที่ทอดผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ

  • สวนสาธารณะโออิชิ

ในจุดชมวิวข้ามผ่านทะเลสาบคาวางุจิโกะ ในสถานที่แห่งนี้ขอแนะนำในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม เพราะผู้เยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ที่บานสะพรั่งในช่วงนั้น ๆ

  • เส้นทางเดินเล่นริมทะเลสาบคาวางุจิโกะทางทิศเหนือ

หากคุณได้ชม f u j i แล้ว คุณก็สามารถเดินเล่นเพลิดเพลินชมวิวริมทะเลสาบคาวางุจิโกะไปพร้อมกับการชื่นชมทัศนียภาพของภูเขาฟูจิ

  • ไซโกะอิยาชิโนะซาโตเน็มบะ

ในสถานที่แห่งนี้จะมีบ้านเรือนมีอยู่อาศัยที่มุงหลังคาด้วยฟางอยู่ถึง 40 หลังเรียงกันอยู่ และสถานที่นี้ก็มีชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นมาก่อน จนได้เกิดพายุเมื่อปีค.ศ.1966 ที่ได้สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงแก่บ้านเมืองในตอนนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันจึงมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมแล้ว

  • มิซุโทเกะหรือสันเขามิซุ

สันเขานี้จะสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ในระยะใกล้ ซึ่งสันเขานี้ก็มีเส้นทางสำหรับการเดินป่าในหลากหลายเส้นทางอีกด้วย

  • ทะเลสาบโชจิโกะตะเตะโง-ฮะมะ

สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลังของภูเขาโอมุโระ

  • ภูเขาริวงะตะเกะ

จุดชมวิวภูเขาริวงะตะเกะจะมองเห็น ภูเขาฟูจิที่ประดุจดังเพชร ในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ขณะเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหนือยอดภูเขาฟูจิจะเห็นแสงเหมือนเพชรที่ส่องอยู่บนยอดเขา

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ อยู่ที่จังหวัดกิฟุ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้มีความพิเศษ และยังเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านมรดกโลกจากองค์การ U N E S C O เมื่อปี ค.ศ. 1995 จากทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบแล้ว นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนจะได้ชื่นชมบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุที่เก่าแก่นับร้อยปี บ้านในแต่ละหลังจะกระจายตัวขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะอีกด้วย หากใครสนใจศึกษาเนื้อหาบทความที่น่าสนใจมาถูกทางแล้ว เพราะเราจะพาไปรู้จักกับสถานที่นี้รับรองว่าคุณจะประทับใจและอดยิ้มกับเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

ประวัติความเป็นมาของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

นักโบราณคดีได้ศึกษาและค้นพบร่องรอยของการใช้ชีวิตในพื้นที่ของหมู่บ้านโบราณ สถานที่นี้มีมานับตั้งแต่สมัย 2,300 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจากการขุดพบ และพบเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงบ่งบอกถึงการตั้งรากฐานของผู้คนในอดีตโดยชื่อ “ชิราคาวาโกะ” ซึ่งปรากฏอย่างเป็นทางการในครั้งแรกของการบันทึก ขุนนางกรุงเกียวโต ตั้งแต่อดีตในปี ค.ศ. 1176 และต่อจากนั้นก็ได้มีการพูดถึงชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างกว้างขวางมาเรื่อย ๆ

ในสภาพภูมิประเทศที่ล้อมด้วยหุบเขา และเข้าถึงได้ยากจากภายนอกทำให้บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้เสมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่แสวงบุญของเหล่าพระภิกษุ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มนิกายเทนได ในศาสนาพุทธมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทั้งนี้จึงสอดคล้องกับรูปทรงของบ้านเรือนแบบหลังคาทรงสูงที่มีชื่อจึงเรียกได้ว่า “G a s s h o – z u k u r i” ที่แปลว่า “การพนมมือ” โดยหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ในปัจจุบันนั้นมีการเริ่มสร้างขึ้นในราว ๆ ปี ค.ศ. 1700-1800 ที่อยู่ในยุคเอโดะ โดยสถานที่นี้เป็นหมู่บ้านที่ผลิตสินค้าที่หลัก ๆ ก็คือไหมและดินปืน

Shirakawa-go และ Gassho-zukuri

เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์แห่งชิราคาวาโกะซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri Gassho-zukuri ที่เป็นรูปแบบการสร้างบ้านในแบบของญี่ปุ่น โดยมีการเอาไม้มาจัดวางโครงสร้างคล้ายการพนมมือและมีหลังคาที่เป็นแพลาดยาวลงมา Gassho-zukuri จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามากซึ่งจะสามารถพบเห็นเฉพาะใน Shirakawa-go และ Gassho-zukuri เท่านั้น

เมื่อปีค.ศ. 1995 Gassho-zukuri ของชิราคาโกะและ Gokayama รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากUNESCO’s world cultural heritage site ในหมู่บ้านชิราคาโกะเป็นหมู่บ้านที่มี Gassho-zukuri มากที่สุดถึง 152 หลังจาก 3 หมู่บ้านที่ถูกเลือกและ Gassho-zukuri ยังคงมีผู้อยู่อาศัยจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ยังมี วัด โรงนา ศาลเจ้า ทางน้ำ จึงเป็นสิ่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ การได้ชมทิวทัศน์ของบ้านกับธรรมชาติที่สดชื่นทำให้ได้ความรู้สึกที่ดีและปรอดโปร่งเหมือนการมองอาณาเขตที่สวยงาม บางตึกมีการเปิดให้เขาชม เช่น พิพิธพัฒน์ Former Toyama Family Folklore และ M y o z e n j i และนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม Shirakawa-go และชมด้านใน Gassho-zukuri ได้เช่นกัน

การเดินทาง

สามารถเดินทางไป 2 วิธี คือ เดินทางโดยรถบัสสาธารณะ และขับรถเช่าไปด้วยตัวเอง หากนักท่องเที่ยวไม่ได้เช่ารถจึงสามารถใช้บริการรถบัสทางบริษัท Nohi Bus ให้บริการจาก 3 เมืองใกล้เคียงก็คือเมือง T a k a y a m a, K a n a z a w a และ T o y a m a

เส้นทางที่ยอดนิยม คือการเดินทางด้วยรถบัสหรือรถไฟจากเมืองโตเกียว เมืองโอซาก้าในประเทศญี่ปุ่น เดินทางมายังเมืองทาคายาม่า ต่อจากนั้นขึ้นรถบัสไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะ โดยใช้ระยะเวลาในเดินทางราว ๆ 50 นาที ซึ่งมีค่าโดยสารเที่ยวละ 2,470 เยน

การเดินทาง

  • เดินทางโดยรสบัส ป้ายรถที่ใกล้ที่สุดคือ S h i r a k a w a – g o โดนรถ Nohi Bus หรือ Hokuriku Tetsudo Bus ที่ออกจากสถานี T a k a y a m a ของ JR Takayama line
  • เดินทางโดยรถยนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับ Shirakawa-go IC บนเส้นทางด่วน Tokai Hokuriku Expressway
  • สถานที่ที่จอดรถ ที่จอดรถสวนสาธารณะ S e s e r a g i เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ราคา 500 เยน

เวลาในการเปิด-ปิด

หมู่บ้านแห้งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง จึงมีการเปิดทำการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หากนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะจะต้องตรวจสอบระยะเวลาให้บริการของรถบัสทุกๆครั้ง

ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ที่งดงามแห่งนี้

จุดท่องเที่ยวสำคัญบริเวณหมู่บ้านโบราณ

จุดเยี่ยมชมสถานที่หลัก ๆ ในบริเวณนี้ก็คือ “จุดชมวิวชิโรยาม่า” S h i r o y a m a V i e w p o i n t ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่บนเนินเขาอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้จากจุดชมวิวนี้ สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือใช้บริการรถบัสรับส่งหน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวได้เช่นกัน

แทงบอลออนไลน์

สิ่งที่ต้องระวัง

เนื่องจากบ้าน G a s s h o – z u k u r i มีการมุงหลังคาด้วยจากจึงทำให้ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นในหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีข้อห้ามในการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่ในหมู่บ้าน เนื่องจากยังมีคนอาศัยอยู่จึงห้ามเข้าไปในพื้นที่บ้าน สวน หรือทุ่งนาหากไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งในหมู่บ้านจะไม่มีรั้วหรือสิ่งบ่งบอกอาณาเขต ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องมีความระมัดระวังในการเยี่ยมชมอย่างมาก

พื้นที่ของหมู่บ้านโบราณมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยรถสาธารณะควรตรวจสอบตารางการให้บริการ รวมถึงต้องเผื่อเวลาในการเที่ยวชมในหมู่บ้านให้ดี เพื่อไม่ให้พลาดเที่ยวรถในการเดินทางกลับ ทั้งนี้ในหมู่บ้านโบราณก็ยังมีการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบตารางเทศกาลของหมู่บ้านได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป

โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์
โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์ (T o k y o T o w e r)เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงอันดับสองในญี่ปุ่นรองจาก T o k y o S k y t r e e ในปัจจุบัน T o k y o T o w e r เป็นที่ส่งสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงในโตเกียว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ ในส่วนของรูปทรง T o k y o T o w e r มีแรงบันดาลใจมากจากหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส โครงสร้างเป็นเหล็ก ทาสีส้มเพื่อให้เครื่องบินเห็นได้เด่นชัด ตามหลักของ Air safety

ความหมายของ โตเกียวทาวเวอร์

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญของประเทศญี่ปุ่นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหอคอยแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนในยุคโชวะ ในที่นี้คือโตเกียวทาวเวอร์หอคอยแห่งนี้เป็นหอคอยการสื่อสารที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ความสูงของโตเกียวทาวเวอร์คือ 333 เมตร และนอกจากเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่น โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติต่างมาแวะเวียนเยี่ยมชมความงามทั้งภายนอกและภายใน ด้วยความมีเอกลักษณ์จึงทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ประวัติความเป็นมา

Tokyo Tower ตั้งอยู่กลางโตเกียวที่เขตท่าเรือ “มินาโตะ” เป็นย่านธุรกิจใหญ่ใจกลางโตเกียวที่อยู่ติดกับอ่าวโตเกียว ก่อสร้างโดยบริษัทติดตั้งหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ Nippon Television City Corporation ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๆ 3,000 ล้านเยน เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เวลาเพียงปีครึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 มีความสูงถึง 333 เมตร สูงกว่าหอไอเฟลถึง 13 เมตร นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถขึ้นไปชมวิวที่ O b s e r v a t o r y สามารถชมได้ 2 ระดับ ได้แก่ความสูง 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งก็สูงพอจะเห็นรอบ ๆ โตเกียวและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าปรอดโปร่งสามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร

ในอดีตจะมีหน้าที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุไปทั่วทั้งบริเวณโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง โดย Tokyo Tower เคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในปัจจุบันโตเกียวเริ่มเจริญขึ้นมีตึกสูงและคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เกือบทุกพื้นที่ และความสูงเหล่านั้นจึงเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณจากโตเกียวทาวเวอร์จึงเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการใช้คลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในรูปแบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล และหลังจากโตเกียวสกายทรีได้มีการเปิดตัวในปี 2012 สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ และอื่น ๆ มีการถูกย้ายจากโตเกียวทาวเวอร์ออกเกือบทั้งหมด ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์คงส่งสัญญาณรายการวิทยุบางสถานีและเป็นเสาสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับโตเกียวสกายทรีเท่านั้นเอง

ในตัวอาคาร Tokyo Tower นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้วยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo One Piece Tower สวนสนุกธีม วันพีช แห่งแรกในญี่ปุ่น สวนสนุกนี้เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 13 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ในสวนสนุกประกอบด้วยเครื่องเล่น บรรยากาศจำลองในการ์ตูน ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก Limited Edition เปิดให้บริการ 10:00 – 22:00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3,200 เยน และ เด็ก 1,600 เยน

วิวสวย ๆ จากโตเกียวทาวเวอร์

ช่วงเวลากลางคืนโตเกียวทาวเวอร์ถูกจัดแสงด้วยไลท์อัพสีแดงส้ม เมื่อเทียบกับแสงไฟโดยรอบของหอคอย ดูโรแมนติกจึงทำให้คู่รักชาวญี่ปุ่นรวมไปถึงชาวต่างชาติหลายคู่มองหาอาคารสูงใกล้เคียงไปเดทชมวิวโตเกียวทาวเวอร์กันในยามค่ำคืน นอกจากนี้ไฟไลท์อัพจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปีนั้น ๆ โตเกียวทาว ซึ่งไฟจะเปิดทุกวันเสาร์เวลา 20.00 น. ถึง 22.00 น. เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ในทุกคืนของวันพระจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือน หอคอยก็จะจัดไฟพิเศษแถมยังมีการปิดไฟบนยอดเพื่อให้ทุกคนได้ชมแสงจันทร์แต่ละเดือนด้วย ไม่ใช่แค่การชมแสงไฟของตัวหอคอยด้านนอกแต่จะแนะนำให้ขึ้นไปลองชมด้านบนบริเวณกลางคืน เพราะภายในจุดชมวิวมีการตกแต่งไฟโดยเปลี่ยนไปตามเทศกาลต่าง ๆ หากใครมองหาสถานที่การเดท ขอแต่งงาน ฉลองการครบรอบต่าง ๆ ที่นี่ในยามค่ำคืนถือเป็นทางเลือกที่โรแมนติกที่ต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด

  • ค่าเข้าผู้ใหญ่อยู่ที่ 900 เยน
  • เด็ก 500 เยน
  • เด็กเล็ก 400 เยน

จุดชมวิวเปิดตั้งแต่ 09.00 น. – 23.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ หอคอยแห่งนี้เป็นจะเป็นความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคโชวะ ในความโรแมนติกยามค่ำคืนของ Tokyo Tower ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่หากใครเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นและโตเกียวแล้วจะต้องมาเยี่ยมชมสักครั้งจริง ๆ

ขอขอบคุณเรื่องราวดีดีจาก gavgavka.com

พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล
พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)เป็นสถานที่ที่อยู่ในใจกลางของมหานครที่ทันสมัยโตเกียวก็มีโบราณสถานที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับคนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโตเกียวอีกด้วย หากได้พูดถึงพระราชวัง โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวหลายคนมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในสถานที่นี้กันเลยทีเดียวเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สถานที่ พระราชวังอิมพีเรียล

ยังเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นตลอดจนราชวงศ์อิมพีเรียล แต่เดิมที่แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะ ซึ่งเป็นที่พำนักของ “โชกุนโตกุกาวะ” Tokugawa Shogunate มาก่อน และหลังจากระบบโชกุนได้ล่มสลาย ราชวงศ์อิมพีเรียลก็ได้ย้ายที่ประทับจากเมืองเกียวโตมายังโตเกียว และได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้จนแล้วเสร็จสิ้น เมื่อปี ค.ศ.1888

โดยปกติแล้วสถานที่นี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมในวันอื่น ๆ แต่จะมีช่วงที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ คือในวันที่ 2 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ และในวันที่ 23 ธันวาคม ที่เป็นวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่พระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อชื่นชมบารมีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

จุดยอดนิยมของพระราชวัง

Nijubashi สะพานนิจูบาชิ สะพานเหล็กโค้งคู่เชื่อมระหว่างเขตพระราชวังกับสะพานหิน คนญี่ปุ่นนิยมเรียกสะพานแห่งนี้ว่า ‘เมกะเนบาชิ’ ที่แปลว่าสะพานแว่นตาที่เกิดมาจากภาพสะท้อนของสะพานกับบ่อน้ำจนดูเหมือนกับแว่นตานั่นเอง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ที่สามารถมองเห็นเป็นแว่นตาคือ วันที่ฟ้าปลอดโปร่ง และมีแดด

Imperial Palace East Garden สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังเอโดะ ในอดีตเป็นปราสาทที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น gavgavka ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะ เมื่อปี ค.ศ.1657 ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้พังทลายลงและเหลือแต่รากฐานให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อ ๆ กันไป ในรอบๆของปราสาทเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีการดูแลเป็นอย่างดี และเปิดให้ผู้คนเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี เวลาเปิด/ปิดอยู่ในช่วง 9.00-16.30 น. ปิดวันจันทร์ วันศุกร์และวันหยุดตามประกาศสำนักพระราชวัง

นอกจากสองสถานที่ท่องเที่ยวในพระราชวังแห่งนี้ ในส่วนรอบๆของวังก็ยังมีสวนสาธารณะ ที่ร่มรื่น มีคูน้ำและกำแพงหินที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม อนุสาวรีย์ Kusunoki Masashige ซามูไรและขุนนางคนสำคัญในยุคคามาคุระในศตวรรษที่ 14 ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นซามูไรตัวอย่างแห่งความจงรักภักดี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ตั้งอยู่อีกเช่นกัน

ข้อมูลที่ควรรู้

ในวันที่ 2 มีนาคม 1657 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเอโดะหรือโตเกียว ได้ฆ่าชีวิตผู้คนนับแสนราย มีบ้านเรือนพังเสียหายเกือบทั้งเมือง โดยมีเหตุเกิดมาจากต้นเพลิงที่พระรูปหนึ่งได้ทำการเผาเสื้อกิโมโนของเด็กสาว 3 คนเพื่อเป็นของส่งวิญญาณ ขณะเริ่มเผาได้มีลมกรรโชกอย่างแรงจนทำให้โบสถ์ของวัดฮงเมียวจิติดไฟ และได้ลามไปทั่วเมืองจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงรองลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่กรุงลอนดอน และไฟไหม้ใหญ่กรุงโรม โดยไฟไหม้ในครั้งนี้ถูกเรียกว่า มหาอัคคีภัยเมเรกิ หรือ The Great Fire of Meireki

การเดินทาง

เดินตรงจากสถานีรถไฟโตเกียว ทางออก Marunouchi Central Exit ประมาณ 10 นาที

Tokyo Metro Hibiya Line ลงสถานี Hibiya [H7] ทางออก B6

Tokyo Metro Chiyoda Line ลงสถานี Nijubashimae ทางออก 2

Toei Subway Mita Line ลงสถานี Hibiya [I08] ทางออก B6