เทศกาล ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล ฮานามิ (Hanami)
เทศกาล ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล ฮานามิ (Hanami) หรือ เทศกาล “ดอกซากุระบาน” มีมายาวนานนับพันปีในประเทศญี่ปุ่น และมีการเฉลิมฉลองโดยทั่วกัน ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน เพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง เป็นเทศกาลที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการชมดอกซากุระที่ในหนึ่งปีดอกไม้ชนิดนี้จะออกดอกเพียงครั้งเดียว และช่วงเวลาที่ผลิบานเต็มที่นั้นก็เพียงแค่สัปดาห์ดอกก็จะร่วงโรยไป ซึ่งการผลิดอกของซากุระเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลินั่นเอง

ประวัติความเป็นมา ฮานามิ (Hanami)

เทศกาล “ฮานามิ” หรือ เทศกาล “ดอกซากุระบาน” มีมายาวนานนับพันปีในประเทศญี่ปุ่น และมีการเฉลิมฉลองโดยทั่วทั้งเทศกาล นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนเมษายนและเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง เทศกาลดังกล่าวเป็นเวลา แห่งการเฉลิมฉลองอย่างรื่นเริงใต้ต้นซากุระ ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือเป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรชีวิต

ถือเป็นวัฒนธรรม ที่สืบทอดกันมาในครอบครัวและญาติมิตรจะมีกิจกรรมมาร่วมกัน เช่น การปิคนิค ร้องเพลงเต้นรำ อย่างสนุกสนาน เพื่อชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ จนกลายมาเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่น

สถานที่ชมซากุระญี่ปุ่นปี 2019

การชมซากุระนั้นสามารถชมได้ทั่วญี่ปุ่น โดยซากุระจะบานโดยไล่จากภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศ ในแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทั้งสายพันธุ์ของต้นซากุระที่ดอกมีสีสันที่ต่างกันไป รวมไปถึงวัฒนธรรมในการเยี่ยมชมซากุระของคนในพื้นที่นั้น ๆ แม้กระทั่งอาหารและเครื่องดื่มในท้องถิ่นก็เปลี่ยนไปตามแต่ละพื้นที่ เรียกได้ว่าถ้าได้ไปจุดไหนในญี่ปุ่นก็จะได้รับความประทับใจอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเตรียมไปเทศกาล ฮานามิ

1) สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการไปปิกนิกก็คือ เสื่อ หรือแผ่นปูพื้นพลาสติก หากไม่มีสามารถไปหาซื้อตามร้าน 100 เยนทั่วไปในญี่ปุ่นได้เลย สามารถนำโต๊ะพับเล็ก ๆ มาตั้งวางของได้

2) แผ่นรองนั่งแบบพกพา พื้นใต้แผ่นปูอาจจะไม่เรียบ ดังนั้นสามารถติดแผ่นรองนั่งพกพาไว้ จะทำให้นั่งสบายกว่า (คนญี่ปุ่นเรียกว่า Zabuton)

3) อาหารและเครื่องดื่ม เป็นไฮไลท์ของการมาปิกนิกจะสมบูรณ์แบบไม่ได้ถ้าหากขาด ข้าวกล่อง หรือเรียกว่า เบนโตะ (Bento) ส่วนใหญ่อาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมจัดเตรียมมาจะเป็นอาหารที่ทานง่ายๆ เช่น ซูชิ ข้าวปั้นโอนิกิริ ไข่หวาน ไส้กรอกทอด ไก่คาราอาเกะ ขนมหวาน ผลไม้ แล้วก็เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไป ทัวร์ญี่ปุ่น ถ้าไปเที่ยวและไม่สะดวกในการเตรียมของก็สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อได้เลย ในการไปปิกนิกเยี่ยมชมซากุระอย่าลืมพกจานชาม ตะเกียบ แล้วก็แก้วกระดาษไว้ใส่อาหารด้วย

3) ถุงขยะ สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมและขาดไม่ได้เลย เพราะหลังจากทำกิจกรรม ไม่ควรเหลือขยะทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว เพื่อรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ชมซากุระ

4) อุปกรณ์ทำความร้อนพกพา ที่หาง่ายและเป็นที่นิยมก็คือถุงร้อน มีขนาดเล็กกระทัดรัดและให้ความอบอุ่นได้มากทีเดียว

5) กล้องถ่ายรูป เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับเก็บภาพความประทับใจของคุณและคนพิเศษ ในบรรยากาศที่ลอบล้อมไปด้วยดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่งสวยๆ แบบนี้

เมื่อได้เตรียมของสำหรับไปปิกนิกครบแล้ว ก่อนไปชมซากุระ เรามาดูข้อควรปฏิบัติและมารยาท ในการปิกนิกชมซากุระกัน

ข้อควรระวังในการปิกนิกและมารยาทในการชมซากุระ

1) จองที่แต่พอดี การจับจองที่นั่งสำหรับปิกนิกชมซากุระในช่วงนี้จะค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ หลาย ๆ คนต้องมาจองที่นั่งกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว ทั้งนี้การจับจองที่นั่งก็ควรจองพอดีกับจำนวนคน ไม่ควรจองที่นั่งเผื่อจนเกินพอดี แบ่งให้คนอื่น ๆ มาสัมผัสบรรยากาศสวย ๆ กับเราบ้าง

2) ไม่เสียงดังรบกวนผู้อื่น การพูดคุย ส่งเสียงคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเราก็ไม่ควรส่งเสียงดังเกินไปจนรบกวนคนอื่น หรือทำให้คนอื่นเสียบรรยากาศ

3. ตรวจสอบก่อนว่าบริเวณนั้นสามารถนั่งทานอาหารได้หรือไม่ ในทางที่ดีควรตรวจสอบก่อน ติดต่อโดยสถานที่โดยตรงหรือทาง website ได้

4) เก็บขยะให้เรียบร้อย ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเขาจะเล็งเห็นและให้ความสำคัญในเรื่องการแยกขยะมาก ๆ ดังนั้นหลังจากเสร็จจากการปิกนิกแล้ว นอกจากจะต้องเก็บกวาดขยะตรงจุดปิกนิกให้เรียบร้อย ควรแยกขยะตามประเภทต่าง ๆ และนำไปทิ้งในบริเวณที่จัดให้ด้วย

5) ชมซากุระอย่างมีมารยาทและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด หลายๆ ที่ในญี่ปุ่นที่เปิดให้เข้ามาปิกนิกชมซากุระมักจะมีกฎระเบียบกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่มีการกั้นระยะห่างระหว่างพื้นที่นั่งกับต้นซากุระไว้อย่างชัดเจน ตามมารยาทการชมซากุระที่ถูกต้องควรชมอย่างเดียว ไม่ควรสัมผัสหรือเด็ดดอกซากุระจากต้นโดยเด็ดขาด ซึ่งในเทศกาลจริงๆ แล้วเพียงแค่นั่งดื่มด่ำบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยซากุระสีชมพูบานสะพรั่งก็เพียงพอกับความสุขในช่วงเวลาเทศกาลฮานามิ

เมื่อได้อ่านบทความแล้วสนใจจะไปเที่ยวชมเทศกาล ฮานามิ (Hanami) สำหรับใคร ๆที่ตั้งใจว่าจะพาแฟน พาครอบครัว ไปชมความสวยงามของดอกซากุระที่ญี่ปุ่นก็ควรวางแผน จองตั๋ว จองทัวร์ญี่ปุ่น กันตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าหากพลาดไป ทัวร์อาจจะเต็มก็เป็นได้ การเยี่ยมชมซากุระที่ญี่ปุ่นไม่ควรพลาดเลย

ขอบคุณที่มาจาก ufa877

พิธี ชงชา

พิธี ชงชา
ชงชา

วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ชงชา (ซะโด)ของญี่ปุ่น

พิธี ชงชา (ซะโด,จะโด) คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่นั่งชมแต่สามารถลงมือทำกันได้อีกด้วย ในญี่ปุ่นมีหลายสถานที่ที่จะสามารถลองสัมผัสพิธีชงชาได้ แม้ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวก็ตาม ในบทความนี้จะมาอธิบายเกี่ยวกับพื้นฐาน พิธีชงชา(ซะโด) ที่ควรรู้จักหากได้มาญี่ปุ่น

หากย้อนกลับไปสมัยนารา ได้กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเริ่มมีการนำชามาจากประเทศจีน ในช่วงสมัยคามาคุระ วัฒนธรรมการดื่มชาเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากพระนิกายเซนนามว่า Eisai ได้เขียนหนังสือชื่อ “Kissai Yojo-ki” ได้บอกประโยชน์จากการดื่มชา จึงทำให้เห็นประโยชน์ของชาที่เป็นยาอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นการดื่มชาก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมที่พิเศษมากยิ่งขึ้นในสมัยมุโรมะชิ ทำให้มีการพัฒนาอุปกรณ์และมีการพัฒนาสถาปัตยกรรมแบบ “Shoin” อันเป็นจุดกำเนิดของเรือนชงชาที่เห็นกันในปัจจุบัน “Tatemae” นั้นถือเป็นขนบธรรมเนียมที่สำคัญในพิธีชงชา โดยมีรากฐานมากจากปรัชญาของเซน ในสมัยอะซึชิ-โมโมยะมะ ช่วงศตวรรษที่ 15 พระ Sen no Rikyuได้พัฒนาปรัชญาแห่งการชงชาจนกระทั่งกลายมาเป็น “wabi-cha” ที่แฝงศิลปะแห่งความเรียบง่ายในแบบของญี่ปุ่น

ดังนั้น ซะโด คือ พิธีอย่างหนึ่งที่มีการจัดเตรียมชาและการดื่มชา โดยจะใช้ชาที่เป็นชาเขียว เป็นชาที่ดื่ม โดยจะมีผู้จัดเตรียมชงน้ำชาและ แขกที่เป็นผู้รับน้ำชา พิธีจะมีความสวยงามและเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างดี ทั้งหมดนี้ คือ เสน่ห์ของซะโด และหากมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันทำซะโดและดื่มชา จะเรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ชะไค”

มารยาทซะโด

1. โอะซากินิ (Osakini)

โดยปกติแล้วตามงานพิธีชงชา(ชะไค) จะจัดให้อยู่ในฝั่งรับน้ำชา มารยาทแต่ละขั้นตอนจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กลุ่ม โดยส่วนใหญ่แล้วฝั่งที่เป็นฝ่ายรับน้ำชา จะมีคำพูดที่ใช้คือ “โอะซากินิ”

ซะโดนั้น เริ่มแรกจะทานขนมก่อนและหลังจากขนมใกล้จะหมดแล้ว จะได้รับถ้วยน้ำชาที่เป็นชาเขียวตามลำดับที่นั่ง ทั้งขนมและน้ำชา หากถึงลำดับของตัวเองแล้วต้องทักทายลำดับที่ต่อจากเราด้วยคำว่า โอะซากินิแล้วจึงรับขนมกับน้ำชามาทาน คำที่กล่าวไปความหมายว่า ขออนุญาตทานก่อนนะคะ เพื่อไม่ให้เสียมารยาทกับคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย การกล่าวถือเป็นมารยาทที่สำคัญมากสำหรับซะโด

2. ห้ามดื่มชาด้านหน้าของถ้วยชา

ก่อนที่ได้รับการแจกจ่ายน้ำชา ควรทานขนมให้ใกล้จะหมดเสียก่อน ขนมควรที่ค่อยตัดแบ่งแล้วทานเรื่อย ๆ สักพักก็จะได้รับน้ำชา และต้องระวังอย่าดื่มน้ำชาจากด้านหน้าของถ้วยชา เพราะถ้วยชานั้นจะถูกส่งผ่านมาให้ โดยจะหันด้านหน้าถ้วยชามาทางด้านผู้รับ ส่วนฝั่งผู้รับนั้นจะชื่นชมความงามของลายถ้วยน้ำชา ดังนั้นถือเป็นมารยาทที่ต้องไม่ทำให้ด้านหน้าของถ้วยชานั้นเปื้อนโดยการเปลี่ยนมุมดื่มน้ำชา ดังนั้นการดื่มชาให้ใช้มือขวาหยิบถ้วยน้ำชาแล้ววางไว้บนฝ่ามือซ้าย จากนั้นให้ใช้มือขวาประคองและหมุนถ้วยชาเล็กน้อย ให้ด้านหน้าของถ้วยชาเยื้องออกไป จึงสามารถดื่มน้ำชาได้ และไม่ควรดื่มที่เดียวจนหมด ควรที่จะแบ่งดื่มให้ได้สักสองถึงสามครั้ง

ขั้นตอนพิธีการดื่มชา

  1. เมื่อนั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้ชงชา ที่เรียกว่า ฮันโต ควรเลือกหยิบขนมโดยใช้ไม้ที่เรียกว่า โยจิ วางลงบนกระดาษที่ใช้รองขนม เรียกว่า ไคชิ และรับประทานก่อนที่ชาจะเสิร์ฟ
  2. เมื่อชามาเสิร์ฟ ต้องทำการคำนับ ฮันโต (โดยจะเสิร์ฟถ้วยชาด้านหน้าที่มีลายหันเข้าหาเรา)
  3. ใช้มือขวายกถ้วยชา และรองใต้ถ้วยด้วยมือซ้าย พร้อมกล่าวตามพิธีว่า “โอะซากินิ”
  4. หมุนถ้วยชาด้วยมือขวาตามเข็มนาฬิกา 2-3ครั้ง เพื่อให้ลายภาพของถ้วยชาหันออกไป หลังจากนั้นก็สามารถดื่มลิ้มรสชาติของชาได้
  5. หลังจากดื่มชาเสร็จ ให้ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ข้างขวาเช็ดขอบถ้วยบริเวณที่ดื่มเบาๆ และเช็ดปลายนิ้วด้วยไคชิ (กระดาษที่ใช้รองขนม)
  6. หมุนถ้วยชาทวนเข็มนาฬิกาด้วยมือขวา 2-3ครั้ง เพื่อให้ลายของถ้วยกลับมาอยู่ที่เดิม และชมลักษณะลวดลายของถ้วยชา
  7. หลังจากนั้นควรหมุนถ้วยชาทวนเข็มนาฬิกาอีก 2-3ครั้ง เพื่อให้ลายของถ้วยชาหันไปทางหน้าผู้เสิร์ฟ แล้ววางตรงจุดเดิมที่รับเสิร์ฟชาตอนแรก พร้อมคำนับขอบคุณ

พิธี ชงชา เป็นพิธีที่สง่างามในความเรียบง่าย หากอยากสัมผัสแก่นวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ควรมาสัมผัสกัน ดังนั้นมารยาทและขั้นตอนต่าง ๆ ของซะโดนั้น มีนับไม่ถ้วนเลย หากจำก็ไม่มีทางจะจำได้ทั้งหมด หากแม้ว่าจะไม่รู้มารยาทขั้นตอนก็ให้มองดูจากคนรอบตัวแล้วทำตามเค้าได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตั้งใจทำและทำจากใจมากกว่า

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.ufa877.com

หากคุณชอบ สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

เเช่ออนเซ็น (Onsen)

เเช่ออนเซ็น

วัฒนธรรมการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ควรรู้จักสัมผัสเมื่อเดินทางไปญี่ปุ่นแต่การจะลองก็จะต้องรู้จักวิธีการที่ทำให้ถูกต้องตามมารยาทและธรรมเนียม เพื่อที่จะได้รับความรู้สึกเหมือนได้แช่ออนเซ็นแบบต้นตำรับจริง ๆ

 วิธีการแช่ออนเซ็นให้มีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดี บำบัดด้วยการแช่น้ำแร่ในญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ ออนเซ็นประกอบด้วยแร่ธาตุและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ผลที่ได้ก็แตกต่างเช่นเดียวกัน เราจะพาไปรู้จักกับการแช่ออนเซ็นนั้นคืออะไร มีระเบียบและวีธีการใช้ในสถานที่อย่างไร

วิธีการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) ที่ควรรู้ 

วิธีการ เเช่ออนเซ็น (Onsen) ที่ควรรู้

คำว่า ออนเซ็น (Onsen) ที่เรารู้จักกันนั้น ที่จริงแล้วคือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมากกว่า 3,000 แห่งในญี่ปุ่น บ่อออนเซ็นในญี่ปุ่นมีสีและแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำร้อนมีความแตกต่างกัน และการลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อนเราจะต้องเปลือยกายทั้งหมด

ญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ ทำให้มีบ่อน้ำร้อนตามธรรมชาติอยู่ทั่วไป และมีการใช้อย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ยุคโบราณ ย้อนไปตั้งแต่ช่วงท้ายศตวรรตที่ 7 (ราว 1,400 ปีก่อน) ตามกฏของ Onsen บ่อน้ำร้อนต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 25°C และมีแร่ธาตุต่าง ๆ ผสมอยู่ไม่ตำกว่า 19 ชนิด คุณสมบัติของการแช่ Onsen นอกจากจะช่วยอบอุ่นร่างกายในฤดูหนาวแล้ว ยังช่วยผ่อนคลาย ร่างกายหายเหนื่อยล้า บรรเทาความเครียด ซึ่งในน้ำยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่พร้อมทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยทั้งการบำรุงผิวพรรณและบรรเทาโรคเมื่อลงแช่อีกด้วย (ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ธาตุด้วย) ซึ่งแร่ธาตุต่าง ๆ และการแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็นจะให้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อร่างกายอีกด้วย

ขั้นตอนในการลงบ่อน้ำร้อน

ขั้นตอนในการ เเช่ออนเซ็น

1. อาบน้ำล้างตัวก่อนลงแช่ในบ่อน้ำร้อนออนเซ็นเสมอ

ควรนั่งบนเก้าอี้และชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายก่อนและให้ล้างฟองสบู่ออกให้หมดให้สะอาดในบริเวณที่อาบน้ำ มิฉะนั้นอาจทำให้ผู้ร่วมใช้บ่อน้ำร้อนคนอื่นไม่พอใจได้ หากคุณไม่อาบน้ำมาก่อน

2. ชำระร่างกายด้วยน้ำร้อน (Kakeyu)

การชำระร่างกายด้วยน้ำร้อน เสมือนเป็นการเตรียมพร้อมร่างกาย ทำให้ร่างกายปรับตัวให้ชินกับน้ำร้อน ควรเริ่มจากมือและปลายเท้า  ขึ้นมาสู่แขนและขา  ตามด้วยบนตัว  และศีรษะตามลำดับเพื่อทำให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิของนํ้าร้อน ซึ่งการทำให้ศีรษะเปียกก่อนเข้าสู่ห้องอาบน้ำร้อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะสามารถป้องกันอาการวิงเวียนและความร้อนวูบวาบได้

3. แช่น้ำร้อนครึ่งตัว (Hanshin-yoku)

ลงไปครึ่งตัวเพื่อให้ร่างกายชินกับการแช่น้ำ โดยการลงอ่างน้ำร้อนอย่างช้า ๆ เพียงครึ่งตัวถึงแค่ระดับเอว เพื่อทำให้ร่างกายได้ชินกับอุณหภูมิและความดันทำให้ไม่เกิดผลกระทบ เมื่อร่างกายรู้สึกอุ่นขึ้นแล้ว แนะนำให้ค่อย ๆ เคลื่อนไหวแขนและขา การแช่บ่อน้ำร้อนโปรดงดใช้เสียง

4. แช่น้ำร้อนจนถึงระดับไหล่ (Zenshin-yoku)

ให้แช่ตัวลงในน้ำจนถึงระดับไหล่ และสามารถพิงศีรษะกับขอบบ่อน้ำร้อนได้ แล้วปล่อยให้ร่างกายลอยอยู่ในน้ำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้การเคลื่อนไหวมือในน้ำอย่างช้าๆ ยังจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีอีกด้วย

5. ออกจากบ่อน้ำร้อนโดยไม่ต้องล้างตัว

การแช่น้ำร้อนไม่ควรล้างตัว เพราะส่วนผสมของสมุนไพรจะถูกชำระล้างออกไปด้วยการอาบน้ำ แต่หากใครมีผิวที่บอบบางอ่อนไหวง่ายจะทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังได้นั้น ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือสามารถล้างตัวอีกครั้ง

6. เช็ดร่างกายเบาๆก่อนที่จะขึ้น

ตอนขึ้นจากน้ำนั้น ให้เช็ดร่างกายเบา ๆ เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้หากเช็ดแรงเกินไป จากนั้นไปที่ห้องแต่งตัว

7. เติมน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

จากการที่เหงื่อออก ทำให้น้ำในร่างกายลดน้อยลงจากการแช่น้ำร้อน Onsen ควรดื่มน้ำให้มากๆหลังการแช่ เพื่อเติมน้ำให้กับร่างกาย

8. พักช้าๆ

ในระหว่างแช่น้ำพลังงานในร่างกายจะมีการถูกใช้ไป นอกจากนี้ความดันโลหิตก็ยังมีการผันผวน เพื่อการรักษาเสถียรภาพของร่างกาย จึงควรพักผ่อนอย่างน้อยประมาณ 15-30 นาทีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ

มารยาทการใช้บ่อน้ำร้อน

มารยาทการใช้บ่อน้ำร้อนออนเซ็น

  • ห้ามเติมน้ำเย็นลงในบ่อน้ำร้อน เพราะน้ำในบ่อ Onsen จะร้อนเกินไปสำหรับคุณ
  • ควรวางผ้าขนหนูเย็นไว้บนหัวศีรษะเพื่อหลีกเลี่ยงจากการวิงเวียนและลดอาการหน้ามืดในขณะการแช่น้ำร้อน
  • ห้ามแช่ผ้า หรือใส่ผ้าขนหนูลงในบ่อน้ำร้อน
  • ห้ามสวมใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดอื่น ๆที่ไม่สมควร
  • ควรชำระร่างกายในสถานที่ที่ควรชำระ
  • ควรล้างสบู่ออกให้หมดก่อนลงแช่บ่อน้ำร้อน
  • หากคนที่มีผมยาวควรมัดผมหรือเกล้าผม เพื่อไม่ให้ผมแช่ในบ่อน้ำร้อน
  • หลังจากแช่บ่อน้ำร้อน ควรพักผ่อนให้มาก ๆ และดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ
  • คนที่มีรอยสัก ตามหลักแล้วไม่สามารถแช่น้ำ Onsen ได้ (กฎนี้ถือเป็นธรรมเนียมทั่วไปในญี่ปุ่น)
  • ควรเช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปที่บริเวณตู้ล็อคเกอร์
  • ควรหลีกเลี่ยงการแช่บ่อน้ำร้อนหลังจากการรับประทานอาหารหรือหลังดื่มแอลกอฮอล์
  • ห้ามแช่บ่อน้ำร้อนมากกว่าวันละ 3 ครั้ง เพราะอาจจะทำให้รู้สึกวิงเวียนและเป็นลมได้
  • ห้ามซักผ้าในสถานที่อาบน้ำ

ประสิทธิภาพในการแช่ Onsen จะดีหรือไม่นั้นอาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการแช่ และถ้าหากคุณได้ทำตามขั้นตอนและวิธีการอย่างถูกต้องแล้ว คุณอาจจะที่รักการแช่บ่อน้ำร้อนมากขึ้นก็ได้

ขอบขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.ufa877.com

หากคุณชอบ สามารถอ่านข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีแบบฉบับเฉพาะตัวในแบบของตัวเอง ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น หรือสิ่งที่คนไทยอย่างเราๆอาจจะมองว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่น่าซีเรียส แต่กับคนญี่ปุ่นแล้วถือได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกันมากเลยทีเดียวกับ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น 4ประการ ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น

1.การให้ทิปไม่ใช่หนึ่งใน ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น

ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น

การที่คุณไปใช้บริการกับสถานที่ไหนๆก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นในโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารทั่วไป หากคุณได้รับการบริการที่ดีก็ย่อมจะเป็นที่พอใจสำหรับตัวเราที่จะให้ทิปกับพนักงานผู้ให้บริการ เพื่อเป็นสินน้ำใจหรือเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่คนไทยทั่วไปส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้น เรื่องนี้อาจมองเพลินๆแล้วไม่มีอะไร แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นการให้ทิปถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการบริการนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในงานบริการทุกประเภท  และยังถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจและขนบธรรมเนียมตามแบบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่แสดงให้เห็นถึงความมีมารยาทและการให้เกียรติกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ให้บริการ หรือ ฝ่ายถูกบริการเองก็ตาม อีกทั้งพนักงานบริการส่วนมากจะได้รับการดูแลจากทางร้านค้าๆต่างเหล่านี้อยู่แล้ว  ดังนั้นแล้วคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงคิดว่าเมื่อได้รับค่าจ้างมาแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาทิปอะไรเพิ่มอีกเพราะพวกเขาได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอแล้วนั่นเอง

2.การกล่าวคำทักทายกันถือเป็นมารยาททางสังคม

คำทักทายเป็นมารยาททางสังคม

คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการกล่าวคำทักทายเป็นอย่างมาก เพราะการกล่าวคำทักทายสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วไม่ใช่เพียงแค่เป็นการทักทายกันธรรมดาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือได้ว่าเป็นมารยาททางสังคมขั้นพื้นฐานที่คนญี่ปุ่นทั่วไปพึงมีเลยทีเดียว เพราะประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้คนมีมารยาทและความเป็นระเบียบกันมากที่สุดในโลกในแถบภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เวลาเจอคนญี่ปุ่นก็คือ การกล่าวทักทายกันอย่างสุภาพ

3.คนญี่ปุ่นจะทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก

คนญี่ปุ่นมักทุ่มเทกับการทำงาน

ถือได้ว่าเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันไม่ตกสำหรับการทำงานในแบบของชาวญี่ปุ่น ซึ่งหากผู้อ่านยังไม่รู้ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงต้องทำงานหนักกันขนาดนี้ผู้เขียนก็ขอเกริ่นเอาไว้ก่อนเลยว่าคนญี่ปุ่นในยุคนี้จะมีแนวคิดในเรื่องการเงินที่ชัดเจน เพราะในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้มหาศาลก้อนโตจากการแพ้สงคราม และเพื่อเป็นการกู้คืนศักดิ์ศรีให้ประเทศชาติของตนเอง จากความพยามยามต่าง ๆเหล่านี้ทำให้คนภายในประเทศต้องต่อสู้และดิ้นรนทำงานกันแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมา บวกกับหลังจากสิ้นสุดช่วงยุคสงครามโลกมาได้ไม่นานภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศก็อยู่ในช่วงฝืดเคือง จึงทำให้คนญี่ปุ่นทำงานกันหนักมากขึ้น ฉะนั้นแล้วหากคุณมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นก็อย่าลืมความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยละ

4.ความตรงต่อเวลาถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ความตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด

สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในด้าน ความเป็นระเบียบร้อย,ความมีมารยาท และความพิถีพิถันเอาใจใส่แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดจากทั้งหมดที่กล่าวมาเลยก็คือเรื่องของเวลา เพราะคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องการตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า เป็นทั้งมารยาทการให้เกรียติและความรับผิดชอบเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในญี่ปุ่นคุณจะสามารถสังเกตุเห็นได้ในทุก ๆ ที่ในญี่ปุ่นไม่ว่าคุณจะขึ้นรถเมล์ นัดคุยงาน หรือแม้กระทั่งเรียนหนังสือ ความตรงต่อเวลาของคนญี่ปุ่นก็จะถูกแสดงออกมาให้ผู้คนทั่วไปได้พบเห็นกันอยู่เสมอ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ผมได้นำมาเสนอกันในบทความนี้ หวังว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงจะได้เข้าใจถึงธรรมเนียมการปฏิบัติ และการวางตัวหากได้พบเจอกับชาวญี่ปุ่นกันแบบคร่าวๆแล้วนะครับ ซึ่งผมหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่ทางตรงก็ทางอ้อมนะครับ หากเพื่อน ๆท่านใดสนใจอ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นก็สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ วัฒนธรรมเเละประวัติศาสตร์ ได้เลยนะครับ

ขอบคุณบทความดี ๆจาก www.ufa877.com  ที่มาให้ข้อมูลดี ๆ กับเราในวันนี้