ประวัติความเป็นมาของซูชิ
อาหารญี่ปุ่น

ยุคซูชิมาแรง แต่คุณรู้ ประวัติความเป็นมาของซูชิ หรือไม่?

ประวัติความเป็นมาของซูชิ
ประวัติความเป็นมาของซูชิ

รู้ไว้ไม่เสียหาย ประวัติความเป็นมาของซูชิ อาหารประจำเมืองญี่ปุ่นที่โด่งดัง ไปทั่วโลก

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกท่าน วันนี้แอดมินจะพาเพื่อนๆ ทุกๆคนมารู้จักกับประวัติอันยาวนานของเมนูประจำชาติญี่ปุ่นสุดฮิตที่โด่งดังไปทั่วโลก และแน่นอนว่าอาจจะเป็นเมนูโปรดของเพื่อนๆหลายๆท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็ได้ แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า ซูชินั้นได้ถือกำเนิดมาจาก โซนลุ่มน้ำโขงประเทศไทยของเรานั่นเอง!!!! จะเป็นยังไงนั้นตามแอดมินกันมาอ่านเลยจ้า

จากเมนูแดนเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและจีนสู่การกำเนิดของซูชิ

ซูชินั้นถือว่าเป็นอาหารประจำชาติที่มีประวัติมาอย่างยาวนานเลยก็ว่าได้สำหรับคนญี่ปุ่น แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าซูชินั้นมีต้นแบบมาจากปลาส้มของทางโซนอีสานของเรานั่นเอง!!! นั่นก็คือที่ได้จากการนำข้าวมาหมักลงในปลาน้ำจืดจนเกิดความเปรี้ยวได้ที่แล้วนำมาทอดนั่นเอง

โดยปลาส้มมีแหล่งกำเนิดมาจากจีน ไทย ลาว พม่าและมาเลเซียโดยถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการเกิดซูชิในญี่ปุ่นนั่นเอง!! โดยการนำข้าวมาหมักกับเนื้อปลานั้นจะทำให้ปลาไม่เน่าเสียโดย แลกติก แอซิดแบคทีเรียตามธรรมชาติที่มีอยู่ในข้าวจะเจริญและเปลี่ยนแป้งข้าวให้เป็นกรดแลกติกซึ่งช่วยป้องกันการเน่าเปื่อยของปลาและเนื้อสัตว์ได้

โดยมีลำดับตามยุคตามสมัยแบ่งออกเป็น 5 สมัยนั่นก็คือ นะเร ซูชิ (Nare-Zushi) (ประมาณปี ค.ศ. 700), นามะ นะเร ซูชิ (Nama Nare-Zushi) (ประมาณปี ค.ศ. 1500), ฮายะ ซูชิ (Haya-zushi) (ประมาณปี ค.ศ.1600), ฮะโกะ ซูชิหรือโอะชิ ซูชิ (Hako-zushi หรือ Oshi-zushi) (ประมาณปี ค.ศ.1700), และ นิกิริซูชิ ( Nigirizushi) (ประมาณปี ค.ศ.1800)

เริ่มตั้งแต่ยุคแรกเลยนั่นก็คือสมัย นะเร ซูชิ เป็นต้นกำเนิดของซูชิในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารบริเวณลุ่มน้ำโขง โดยนำข้าวสวยกับเกลือมาหมักเข้าด้วยกันจนเกิดข้าวหมักและปลารสเปรี้ยว การรับประทานนะเร ซูชินั้นต้องเอาข้าวหมักทิ้งและรับประทานเพียงเนื้อปลา โดยหมักกับข้าวโดยระยะเวลาการหมักนั้นใช้เวลาตั้งแต่ 1-4 ปี

และเพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่าแม้จะมีกลิ่นเหม็นมากจากการหมักเอาไว้อย่างยาวนานแต่ซูชิชิ้นนี้จัดเป็นอาหารหรูราคาแพงที่หารับประทานได้เพียงพื้นที่จังหวัดชิกะ (Shiga) โดยใช้ปลาฟุนะ (ปลาตระกูลปลาตะเพียน) ในการหมัก ต่อมายุคที่สอง สมัย นามะ นะเร ซูชิ นั่นเป็นการหมักโดยการใช้ข้าวมาหมักกับปลาแต่ร่นระยะเวลาให้น้อยลงเหลือเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ต่อมายุคที่สาม สมัย ฮายะ ซูชิ (Haya-zushi)  ในยุคนี้จะร่นระยะเวลาเหลือเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น โดยใช้น้ำส้มหมักผสมข้าวแทนการหมักแบบธรรมชาติที่นำปลาที่ผ่านการปรุงรสมาวางไว้ด้านบนข้าว

ซึ่งในปัจจุบันซูชิยุคนี้ยังเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมายุคที่สี่ สมัย ฮะโกะ ซูชิหรือโอะชิ ซูชิ (Hako-zushi หรือ Oshi-zushi)  ในยุคนี้จะร่นระยะเวลาเหลือเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น โดยเป็นการตัดเนื้อปลามาวางไว้บนข้าวที่อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแล้วตัดเป็นชิ้นให้พอดีคำก็สามารถนำไปรับประทานได้เลย และยุคที่ห้า ยุคสุดท้าย สมัย นิกิริซูชิ ( Nigirizushi) เป็นซูชิพอคำที่ได้จากการนำข้าวสุกมาผสมน้ำส้มหมักและปั้นเป็นก้อนกลมรีและมีปลาดิบที่หั่นบางๆวางไว้บนข้าว โดยนิกิริซูชิได้กลายเป็นซูชิที่ได้ความนิยมจากคนญี่ปุ่นทั่วประเทศที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคสมัยนั้นจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o

c r e d i t : sagame66

o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o o